Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆสไตล์ปุถุชนยุคดิจิตัล

วิธีดับทุกข์แบบ... สั้น ลัด ง่าย....

นำเสนอวิธีการดับทุกข์แบบง่ายๆสไตล์คนยุคใหม่(ยุคดิจิตัล)

ฉบับ... สั้น ลัด ง่าย.... เข้าใจได้แบบง่ายๆไม่ซับซ้อนมาก

ผลลัพธ์จริงของการดับทุกข์ได้จริงๆ ต้องผ่านการปฏิบัติจริงเท่านั้นนะครับ ไม่สามารถมโนเอาเองหรือนั่งเทียนได้ ความจริงจะต้องผ่านการพิสูจน์จากตัวของท่านเองเท่านั้น ง่าย ลัดและสั้นที่สุดที่ทุกคนทำได้...

หลายๆท่านกำลังหาวิธีการดับทุกข์แบบง่ายๆไม่สลับซับซ้อนและไม่ยุ่งยาก ต่อไปนี้คือ คำตอบที่ท่านกำลังหาอยู่ ผมจะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ยากๆ อธิบายให้ท่านเข้าใจแบบง่ายๆอ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีและสามารถนำไปใช้ปฏิบัติการดับทุกข์ได้ทันที พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนด้วยตัวของท่านเอง เราจะนำสิ่งที่มีอยู่ในตัวของท่านนั้นแหละออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดับทุกข์ของท่าน จะไม่นำท่านพายเรือวนอยู่ในอ่างหรือเดินอ้อมโลก ความจริงต้องเป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ไม่เลื่อนลอยไร้เหตุผล

3 ธรรมสั้นๆในการดับทุกข์แบบง่ายๆ ลัด สั้น ตรง

3 ธรรมหลักๆในการดับทุกข์แบบง่ายๆในชีวิตประจำวัน

การใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ในการดับทุกข์( ลัด สั้นและง่าย )

ความหมายของ..สติ สมาธิ ปัญญา ในที่นี้เป็นความหมายทางธรรมเท่านั้น จะไม่ใช่ความหมายทางโลกทั่วๆไปที่นิยามกัน

1. สติ ในทางพระพุทธศาสนา มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีว่า "สติ"  ซึ่งแปลตรงตัวว่า ความระลึกได้ ความไม่เผลอ ความรู้สึกตัว หรือการมีจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันขณะ

2. สมาธิ ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง "ความตั้งมั่นแห่งจิต" หรือภาวะที่จิตสำรวมแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านซัดส่ายไปมาในอารมณ์ต่างๆ มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตา)

3. ปัญญา หมายถึง ความรู้ทั่วถึงเหตุผล ความรอบรู้ทั่ว ความรู้และความเข้าใจชัดแจ้งในสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง  ไม่ใช่เพียงแค่ความฉลาดทางความคิดหรือการจดจำข้อมูลได้มาก(สัญญา) แต่เป็นความสามารถในการหยั่งรู้และแยกแยะได้ว่าสิ่งไหนดี สิ่งไหนชั่ว สิ่งไหนเป็นคุณ สิ่งไหนเป็นโทษ และสิ่งไหนควรทำหรือไม่ควรทำ 

ทุกๆคนที่เกิดมาล้วนมี สติ สมาธิ ปัญญา ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด และเราก็จะใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีอยู่ในตัวของเรานี่แหละมาใช้ปฏิบัติการดับทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในใจของเรา แต่ต้องผ่านการฝึกฝนก่อน เพื่อให้ สติ สมาธิ ปัญญา แก่กล้าพอที่จะนำไปดับทุกข์ในแต่ละวันได้อย่างตรงจุดและเห็นผลจริงเป็นรูปธรรมจริงๆ และประการสำคัญคือพิสูจน์ได้จริง

วิธีการฝึกใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ในการดับทุกข์รายวัน

สติมา  สมาธิเกิด  ปัญญาเกิด ทั้ง 3 ธรรมนี้เป็นธรรมที่เกื้อหนุนกัน

1 ) การฝึกสติ ให้ท่านฝึกการตั้งสติด้วยวิธีการดังต่อไปนี้.-

1.1 การเจริญสติด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก(อานาปานสติ) เมื่อร่างกายอยู่นิ่งๆ(ไม่ค่อยเคลื่อนไหว) 

หาที่สงบเงียบๆ จะเป็นห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น โซฟา ที่มีความสงบพอสมควร ท่านั่งสมาธิหรือนั่งบนโซฟา นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ทั้งนั้นไม่มีเงื่อนไขหรือข้อห้ามใดๆ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายสบายๆ ห้ามเกร็ง ห้ามเพ่ง ห้ามกดข่มจิต ทิ้งขยะความคิดทุกๆอย่างออกจากสมองไปให้หมด เหลือเพียงจิตที่ผ่อนคลายเท่านั้น วางตัวให้สบายๆเป็นธรรมชาติมากที่สุด

- เริ่มแรกให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว(รู้ในใจ)

- ลมหายใจออกยาว รู้ว่าลมหายใจออกยาว( รู้อยู่ในใจไม่ต้องท่อง )

ให้กำหนดรู้ลมหายใจด้วยสติไปเรื่อยๆจนสตินิ่ง(จิตนิ่งมีสมาธิ) เมื่อถึงจุดๆหนึ่งจะเข้าสู่ลมหายใจสั้นโดยอัตโนมัติ ก็ให้กำหนดรู้ว่า ลมหายใจเข้าสั้น  ลมหายใจออกสั้น ก็กำหนดรู้ว่าลมหายใจออกสั้น ให้กำหนดรู้ไปเรื่อยๆ จนสตินิ่ง(จิตนิ่งมีสมาธิ) ให้ทำเช่นนี้วันละ 20-30 นาทีทุกๆวันตามความเหมาะสม ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆและต่อเนื่องจิตจะเริ่มเกิดสมาธิขึ้น แก่กล้าขึ้นเรื่อยๆตามวันและเวลาที่เราปฏิบัติ ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอความมีวินัยในตนเองคือสิ่งสำคัญที่สุด 

1.2 หลังจากที่ผ่านการเจริญสติทางลมหายใจเข้าออกแล้ว ลำดับต่อไปเราก็จะเข้าสู่โหมดการเคลื่อนที่หรือการเคลื่อนไหวของกายในอิริยาบถต่างๆ เช่น การยืน การเดิน การรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ดื่มกาแฟ อาบน้ำ ฯลฯ ก็คืออิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอนทั้งหมดในแต่ละวันนั่นเอง เราจะใช้สติระลึกรู้ไปจับการเคลื่อนไหวต่างๆกำหนดรู้ในแต่อิริยาบถการเคลื่อนไหวของกายเรา(กายคตาสติ)เมื่อตื่นนอน สติก็รู้ว่าตื่นนอน ลุกจากที่นอนก็รู้ว่าลุกจากที่นอน เก็บผ้าห่มก็รู้ว่าเก็บผ้าห่ม เดินก็รู้ว่ากำลังเดิน ทุกๆอิริยาบถของการเคลื่อนไหวต่างๆให้กำหนดรู้ด้วยสติอย่างต่อเนื่อง ท่านจะเกิดสมาธิขึ้นโดยอัตโนมัติ ในช่วงแรกๆอาจจะเกร็งๆบ้าง อาจใช้ความพยายามปรุงแต่งให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ต้องคิดอะไร ให้ทำไปเรื่อยๆจนเชี่ยวชาญและชำนาญสูง จนกลายไปเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวันไปเลย ขณะกำลังทำงาน ก็รู้ตัวว่ากำลังทำงาน สติและจิตจะจดจ่ออยู่กับงานอย่างต่อเนื่อง(มีสมาธิ) งานจะออกมาดีไม่มีผิดพลาด ทุกๆความสำเร็จย่อมต้องใช้เวลาเดินทางเสมอ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมตั้งอยู่ที่นั่น

ในช่วงของการพักผ่อนสั้นๆ ท่านอาจจะนั่งนิ่งๆให้ใช้สติเข้าไปสู่โหมดกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกตามข้อ 1.1 สลับกันไปมากับการกำหนดรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย นี่คือ วิธีการฝึกฝนสติแบบง่ายๆที่ทุกๆคนสามารถทำได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ให้ทำเช่นนี้สลับกันไปมาจนสติแก่กล้าและชำนาญสูง 

2 ) การฝึกสมาธิ วัตถุประสงค์ก็เพื่อให้จิตมีสมาธิตั้งมั่น ไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหวจากสิ่งที่มากระทบ(สัมผัส)กับจิตของเรา ไม่หวั่นไหวกับกิเลสทั้งปวง ในการฝึกสมาธิให้เกิดจะต่อเนื่องมาจากการฝึกฝนสตินั่นแหละครับ ท่านฝึกสติให้เชี่ยวชาญ ท่านก็จะได้สมาธิพ่วงมาโดยอัตโนมัติ ท่านไม่ต้องไปนั่งเกร็งหรือนั่งเพ่งหลับหูหลับตาแบบตะบี้ตะบันให้จิตฟุ้งซ่านใดๆทั้งสิ้น ท่านกำหนดให้สตินิ่งได้ ก็คือ สมาธิเกิด ซึ่งสมาธิเกิดได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาโดยไร้เงื่อนไข ในเวลาที่ท่านกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก เมื่อสติเข้าสู่สภาวะนิ่ง นั่นก็คือ ภาวะที่จิตนิ่งหรือจิตมีสมาธินั่นเอง สติคือธรรมที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดและดับพร้อมกัน จิตจะอยู่กับสติเมื่อมีการเจริญสติในปัจจุบันขณะ จิตจึงไม่วอกแวกฟุ้งออกไปข้างนอก(วิ่งหากิเลส วิ่งหาทุกข์) ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆท่านจะพบความละเอียดในจุดนี้ ถ้ามีการเคลื่อนที่หรือกายเคลื่อนไหวไปมาจิตจะเกิดสมาธิได้หรือ? ท่านอาจมีคำถามนี้ขึ้นมาในใจ คำตอบคือได้ครับ นี่คือ การฝึกสมาธิระดับเซียน ยิ่งผัสสะ(สัมผัส การกระทบ)แรงๆถ้าจิตเรามีสมาธิสูง ไม่หวั่นไหว ไม่สะเทือนจิตสงบนิ่งกับสิ่งที่มากระทบ นั่นแหละจิตท่านมีสมาธิ จงอยู่กับการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆอย่างมีสติ จงมีสติอยู่ตลอดเวลา สติเกิด จิตมีสติ สมาธิเกิด ท่านจดจำวลีนี้ให้ขึ้นใจ จิตอยู่กับสติ ทุกข์จะไม่เกิด(ฟุ้งซ่าน กังวล เครียด ซึมเศร้า) สติจะเหมือนยามเฝ้าระวังไม่ให้กิเลสมาวุ่นวายหรือรบกวนจิต กิเลสคือ ตัวการนำทุกข์ต่างๆมาให้กับจิต เช่น ความเครียด กังวล ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า เป็นต้น สติจะตัดกระแสโมหเจตสิก(อวิชชา)ที่จ้องจะปรุงแต่ง นันทิราคะ ให้กับจิตที่จุด ผัสสะและเวทนา เมื่อสติรู้เท่าทัน สติจึงดึงจิตมาไว้ที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบถต่างๆ)

หมายเหตุ : กรณีที่เจริญสติไปสักระยะ จิตเกิดการฟุ้งซ่าน หงุดหงดจะทำอย่างไรดี? คำตอบคือ มากำหนดลมหายใจใหม่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วกั้นลมหายใจไว้สัก 10-20 วินาที แล้วจึงปล่อยลมหายใจออก ให้ทำแบบนี้ซ้ำๆกันหลายๆครั้ง สติและจิตจะสมามัคคีกันกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเอง ประการสำคัญอย่าไปกดข่มจิตให้นิ่ง(เป็นสิ่งที่ผิด)และไม่ต้องไปตามดูจิตฟุ้งซ่าน เพราะยิ่งตาม ยิ่งเหนื่อย ทางที่ดีใช้สติดึงจิตมาล่ามไว้(ผูกไว้)ที่ฐานกายดีที่สุด 

3 ) การฝึกปัญญา ปัญญาในที่นี้จะไม่ใช่ปัญญาในทางโลก แต่เป็นปัญญาทางธรรมคือ การรู้แจ้งและเห็นจริงจากการพิจารณาสิ่งต่างๆด้วยความแยบคายรอบคอบ(โยนิโสมนสิการ)รวมไปถึงการคิดวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งสมมติต่างๆให้เห็นตามความเป็นจริง(วิภัชวาทในรูปและนาม) การฝึกฝนปัญญาหรือวิชชาจะเริ่มยากขึ้นกว่าการฝึกสติและสมาธิ เพราะปัญญาเป็นวิชชาขั้นสูงสุดในพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ใช้ดับทุกข์แบบถาวรโดยตรง แต่ในที่นี้เราจะใช้วิชชาหรือปัญญานี้มาดับทุกชั่วคราวในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันไปก่อน จะยังไม่ไปถึงการดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวรแบบพระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ เราจะนำวิชชาหรือปัญญามาใช้ดับทุกข์ที่เราเผชิญในปัจจุบันขณะนี้ไปก่อน การฝึกปัญญาจะเกี่ยวข้องกับธรรมหลายหมวดหมู่ อาจจำเป็นที่จะต้องรู้ข้อธรรมให้มากขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานนำไปสู่การดับทุกข์แบบชั่วคราวในปัจจุบันขณะจิต ท่านสามารถศึกษาข้อมูลต่างๆในเว็บไซต์นี้ได้แบบครบถ้วน ในการฝึกฝนปัญญาด้วยตัวเองจะเริ่มต้นที่ลมหายใจ(อานาปานสติ)เพื่อให้จิตเกิดสมาธิหรือที่เรียกกันว่า สมถภาวนา นั่นเอง เมื่อจิตสงบมีสมาธิพอประมาณแล้ว เราจะเข้าไปสู่โหมดการเจริญสติปัฏฐาน 4 อันเป็นที่ตั้งของสติเพื่อสร้างปัญญา(วิชชา)เราจะใช้สติดูให้รู้ใน...กาย  เวทนา  จิต  ธรรม แล้วใช้ปัญญาหรือวิชชา เห็น ใน...กาย เวทนา จิต ธรรม เราจะใช้วิชชาหรือปัญญาพิจารณาด้วยโยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคาย)ใน...กาย เวทนา จิต ธรรม...รวมถึง การวิเคราะห์ แยกแยะ(วิภัชวาท) กาย เวทนา จิต ธรรม เพื่อให้เห็นความจริงในธรรมเหล่านี้(รู้แจ้งแทงตลอดใน กาย เวทนา จิต ธรรม) สติปัฏฐานคือ แหล่งสร้างปัญญาหรือวิชชาให้กับจิตมีวิชชา ถ้าเราดูสติปัฏฐาน 4 ด้วยอวิชชาจะมองไม่เห็นความจริงต่างๆใน..กาย เวทนา จิต ธรรม..แต่ถ้าเราดูด้วยวิชชาหรือปัญญาจะเห็นความต่างๆใน..กาย เวทนา จิต ธรรม..ปรากฎออกมาทั้งหมด การเจริญสติปัฏฐาน 4 มีอธิบายไว้ทั้งหมดแล้วในเว็บไซต์นี้หรือดูจากลิ้งค์ด้านล่างก็ได้  

วัตถุประสงค์ของการเขียนเนื้อหาบทความนี้ในเพจนี้.-

เพื่อต้องการให้ผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานด้วนธรรมะของพระพุทธเจ้าได้เข้าใจวิธีการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ(แบบชั่วคราว)ที่ไม่สลับซับซ้อนใดๆได้ง่ายขึ้น นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ประการสำคัญคือไม่มีเวลาไปศึกษาธรรมะในสำนักปฏิบัติธรรมแต่ละแห่ง ที่นี่ จึงเป็นทางเลือกให้ทุกๆท่านได้เข้าถึงแบบง่ายที่สุด ใช้ภาษาแบบง่ายๆบ้านๆ เพื่อให้ทุกๆท่านได้เข้าถึงแก่นธรรมของพระพุทธเจ้าได้ง่ายที่สุดไร้พรมแดนกั้น ศึกษาได้จากทุกๆที่และทุกๆเวลาโดยไม่มีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

คำอธิบาย สติ สมาธิ ปัญญา ดับทุกข์ได้อย่างไร?

หลายๆท่านคงคิดไม่ถึงหรือเกินความคาดคิดว่า สติ สมาธิ ปัญญา ที่อยู่ในตัวของเราทุกๆคนจะสามารถดับทุกข์ในจิตใจของเราทุกๆคนได้ ผมก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน จนได้พิสูจน์ด้วยตัวเองถึงรู้รสชาติของมัน(ลงมือปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแบบตรงๆอย่างจริงจัง)ผลลัพธ์ปรากฎออกมาคือ จิตไม่มีทุกข์เลย ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้บรรลุมรรคผลใดๆทั้งสิ้น เพียงพอเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเท่านั้นว่า แก่นแท้ที่พระพุทธองค์ทรงสอนคือสิ่งใด แล้วทำการเจาะลึกลงไปถึงแก่นจบลงตรงนั้นครับ เข้าทำนองเกาถูกที่คัน ทุกข์ไม่มีในจิตใจก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ ไม่ต้องไปคิดถึงการบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้นเพราะอาจจะทำให้เกิด ภวตัณหา(ความอยากบรรลุธรรม)เปล่าๆขอให้ชีวิตในปัจจุบันไม่มีทุกข์ แค่นั้นก็เพียงพอใช้ได้แล้วครับ ส่วนเหตุปัจจัยจะไปได้ถึงจุดไหนก็แล้วแต่เราสร้างถึงหรือไม่เท่านั้นครับผม

สติดับทุกข์เบื้องต้นได้อย่างไร?

ก่อนอื่นท่านต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทุกข์(ทางใจ)มันเกิดจากอะไรหรือมาจากไหน? เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปลึกๆจึงได้รู้ว่า...มันมาจากการปรุงแต่งของ..ตัณหา(ความอยากด้วยอวิชชา)พระพุทธเจ้าชี้ไปที่ ตัณหา คือจุดกำเนิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของเรา ตัณหามี 3 ชนิดคือ กามตัณหา ความอยากใน..รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ(กามคุณ 5 ) เมื่อเกิดความอยากแรงๆถ้าไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์(กามตัณหา) หรือได้อย่างใจแล้ว แต่สิ่งที่เราอยากได้นั้นอยู่ได้ไม่นานใจก็เป็นทุกข์ อยากเป็นเศรษฐี อยากเป็นคนรวย อยากเป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็นดั่งใจก็เป็นทุกข์(ภวตัณหา) หรือไม่อยากเป็นคนจน ไม่อยากเป็นคนพิการ ไม่อยากเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์(วิภวตัณหา) สรุปคือ ความอยากในรูปและนามทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ทั้งหมด ความอยาก(ตัณหา)ทั้งหมดนี้มีที่มาไม่ใช่ไม่มีที่มา มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆได้ เมื่อเกิดความอยากแล้วมักจะติดตามมาด้วย การยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน)ในความอยากนั้น ทุกข์เข้าไปอีกต่อหนึ่ง ดังนั้น ตัวทุกข์แบบเต็มรูปแบบคือสิ่งนี้...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน..

ตัณหา(ความอยาก)มาจากสิ่งใด?

เมื่อเรามาไล่เรียงความอยากที่มาจากตัณหาจะพบในสิ่งต่อไปนี้....

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ => ตัณหา

เพราะความไม่รู้(อวิชชา)จึงเกิดการปรุงแต่งความเพลิดเพลินขึ้นมา(นันทิ)และนำไปสู่ราคะ(ความกำหนัด ความอยากในกามคุณ 5)และตัณหาในที่สุด กระบวนการหรือกลไกนี้เกิดขึ้นในจุดใด? คำตอบก็คือ เกิดขึ้นเมื่อเกิด.... 

ผัสสะ => เวทนา  อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งจิตให้เกิด นันทิราคะ ในจุดนี้ แต่ถ้าเราเจริญสติอยู่ในปัจจุบันขณะจิตนั้นๆอยู่ สติจะตัดกระแสอวิชชาทันที สติจะดึงจิตมาไว้ที่ฐานกาย(ลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ)ซึ่งเป็นเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต(เขตปลอดกิเลสรบกวน)เพราะ รูป(กาย)ไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ นี่คือคำตอบ แต่ถ้าจิตอยู่นอกกายเมื่อใด ถ้าไม่มีสติที่แข็งแกร่งพอ จิตจะถูกอวิชชา(โมหเจตสิก)ลากลงเหวได้ง่ายๆ(ไปเพลิดเพลินในอารมณ์ 6 ) ดังนั้น สติ จึงเป็นด่านแรกในการตัดกระแสกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก) อวิชชาเป็นกิเลสละเอียดในอนุสัย 7 และสังโยชน์ 10 เป็นรากเหง้าหรือรากแก้วของบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง บรรดาทุกข์ใจทั้งปวง(ไม่ใช่ทุกข์ทางกาย)ล้วนมีต้นเรื่องหรือปฐมเหตุมาจากอวิชชาทั้งสิ้นรวมทั้ง กิเลสตัณหา ต้นเรื่องจริงๆก็คือ อวิชชา นั่นเอง

สมาธิ ก็มาจากปัจจัยสตินั่นเอง เมื่อสตินิ่ง(เอกัคคตาเจตสิกเกิด)ส่งผลให้จิตมีสมาธิไปตามสติแบบตรงๆ สมาธิจะไปตัดกระแสความฟุ้งซ่าน(อุจธัจจะ) เอกัคคตาเจตสิกจะปรุงแต่งจิตให้มีสมาธิเหมือนกับสติ ทำให้จิตมีอารมณ์เดียวไม่วอกแวก ไม่หวั่นไปออกไปวิ่งพล่านข้างนอก(สติและจิตอยู่กับฐานกาย)และสมาธินี่เองที่จะนำพาไปสู่การเกิดขึ้นของ...ปัญญา(ในมรรคมีองค์ 8)เมื่อสมาธิเกิด การพิจารณาโดยแยบคายจะมาทำหน้าที่แล้ว(โยนิโสมนสิการ)รวมถึงการวิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆให้เห็นแจ้งและชัดเจน(วิภัชวาท) โยนิโสมนสิการจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องลงไปในห้องที่มืดมิด(อวิชชามืดบอด)ความจริงต่างๆจึงปรากฎให้เห็นอย่างชัดเจน เห็นรูปเป็นรูป เห็นนามเป็นนาม(ปัญญามองเห็นกามคุณ 5 เป็นกงจักรไม่ใช่ดอกบัว) ส่วนอวิชชาจะมองเห็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(กามคุณ 5 )เป็นดอกบัวสวยงาม ส่งผลให้จิตหลงผิดไปเพลิดเพลินจนติดกับดักทุกข์ดังกล่าว

ปัญญา(วิชชา)คือ ธรรมที่ใช้ดับอวิชชา เพราะวิชชาเกิด(ปัญญาเกิด) อวิชชาจะดับลง สองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้(คนละขั้ว) ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง เมื่อวิชชาเกิด(ปัญญาเกิด) อวิชชาดับลงตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล)เพราะสิ่งนี้เกิด(ปัญญา) สิ่งนี้จึงดับลง(อวิชชา) อวิชชาคือความไม่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง(อริยสัจ 4 , ปฏิจจสมุปบาท , ไตรลักษณ์)รวมทั้งไม่รู้แจ้งในรูปและนาม ถ้าท่านตั้งใจศึกษาเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ทั้งหมด ท่านจะรู้ความจริงและความเป็นไปของกิเลสและทุกข์ที่เกิดขึ้นกับพวกเราทั้งหมด ธรรมที่ใช้ดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้ทั้งหมดในขั้นตอนสุดท้ายก็คือ ปัญญา(วิชชา) พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์ก็ใช้ วิชชา(ปัญญา)ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)จนบรรลุธรรมขั้นสูงสุด(กิเลสดับถาวร)

หมายเหตุเกี่ยวกับการดับทุกข์ประจำวัน

การจะได้รับประโยชน์สูงสุดและได้ผลลัพธ์จริงๆในการดับทุกข์ประจำวันต้องปฏิบัติเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ใช่ประเภททำบ้าง ไม่ทำบ้างแล้วแต่อารมณ์ อันนี้คือผิดถนัด อย่าไปหวังเรื่องการดับทุกข์รายวันเลย การมีระเบียบและวินัยสูงและความต่อเนื่อง ความสม่ำเสมอคือ หัวใจของการดับทุกข์ประจำวันนะครับ ประเภททำๆหยุดๆจะเป็นไปไม่ได้เลย ทุกข์มันมีพลังงานมหาศาล(อวิชชา)มากกว่าที่คิด

 

 

 

(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่..))
(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้  )) 
(( รู้  เห็น   วาง   คืออะไร??? ))
(( อวิชชาครองโลก อวิชชาลวงโลก ))

(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))  

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))  

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))  

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))  

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค กดดูที่นี่.. ))  

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต)) 
 

 (( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ]  

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....)) 

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...)) 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   ))

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left. 

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

Visitors: 23,589