Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ตีแผ่สังโยชน์ 10 ด้วย วิชชา(ปัญญา)แก่นมรรค สติ สมาธิ ปัญญา

ตีแผ่...สังโยชน์ 10.... ด้วย วิชชาแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ) 

ตีแผ่...สังโยชน์ 10

ด้วยวิชชาแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) 

"เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อ 'ได้' อะไร หรือเพื่อ 'เป็น' ใคร... แต่เราปฏิบัติตามวิชชาแห่งมรรค เพื่อดับอวิชชาและ 'ตีแผ่สมมติ' ออกมาให้เห็นว่า สิ่งที่เราแบกทุกข์ทรมานมาตลอดชีวิต แท้จริงแล้วมัน 'ไม่มีอยู่จริง'! " 

เปลี่ยนมุมมองจากการเดินทางอันแสนเหน็ดเหนื่อยตลอดมาของการ "วิ่งไล่ล่าหาความสุข" มาเป็นการ "วางภาระที่หลงแบกไว้" ทันที ความทุกข์ต่างๆก็จะหายไปเมื่อเราหยุดแบกมัน ทุกอย่างมันก็จะเบา จิตเบาโปร่งสบาย

การเดินทางบนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ในทางพระพุทธศาสนา มีเป้าหมายสูงสุดคือการคลายความยึดมั่นถือมั่น หลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดจิตใจที่เรียกว่า "สังโยชน์ 10" แต่การจะก้าวข้ามสังโยชน์เหล่านี้ได้ ไม่ใช่การบังคับกดข่มไว้ ข่มขี่ หรือใช้เพียงความจำในบทเรียน หากแต่ต้องอาศัย "วิชชาแก่นมรรค" ส่องลงไปให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง เพื่อแยกแยะสมมติออกจากสภาวะธรรมเดิมแท้ ทำให้จิตไม่หลงเข้าใจผิดด้วยอวิชชาในทุกๆ สมมติอีกต่อไป 

วิชชาแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) คืออะไร? 

วิชชาแก่นมรรค คือ การทำงานประสานกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวขององค์ธรรมทั้ง 3 ที่มีในหลักอริยมรรค (ไตรสิกขา): 

สติ (ระลึกรู้เท่าทัน) : สติจะทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทันทุกสภาวะธรรมและทุกผัสสะ(มโนผัสสะ)ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

สมาธิ (ความตั้งมั่น): ทำหน้าที่ทรงความตั้งมั่นของจิต ไม่สั่นไหวหรือหวั่นไหวไปตามอารมณ์(อารมณ์ 6 )หรือสิ่งที่มากระทบ

ปัญญา (การเห็นแจ้งตามความเป็นจริง): ทำหน้าที่ส่องสว่าง เห็นแจ้งสภาวะธรรมทั้งปวง(รูปธรรมและนามธรรม)ว่าเกิดจากเหตุปัจจัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นอนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา) 

เมื่อวิชชาแก่นมรรคเกิดขึ้น จิตจะทำหน้าที่เพียง "การรับรู้" (สักว่ารู้) โดยปราศจากผู้ยึดถือ และวางเฉย (อุเบกขา)ต่อทุกๆผัสสะทั้งปวง 

สังโยชน์ 10 คืออะไร? ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? 

สังโยชน์ 10 คือกิเลสอันผูกมัดใจสัตว์ไว้กับภพ หรือเครื่องร้อยรัดจิตใจไม่ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ: 

1. โอรัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องต่ำ 5)  เครื่องผูกมัดในกามภพ

- สักกายทิฏฐิ: ความเห็นผิดว่า รูป นาม หรือขันธ์ 5 เป็นตัวตน ของตน

- วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย ในกฎแห่งกรรม และอริยสัจ 4

- สีลัพพตปรามาส: ความยึดติดรูปแบบศีลและพรต การยึดติดในรูปแบบพิธีกรรมหรือเครื่องมือโดยขาดปัญญา

- กามราคะ: ความกำหนัดยินดี หรือความเพลิดเพลิน (นันทิ) ในกามคุณ

- ปฏิฆะ: ความกระทบกระทั่งใจ ความขัดเคือง หงุดหงิดต่อทุกขเวทนาหรือสิ่งที่ไม่ชอบใจ

2. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ (สังโยชน์เบื้องสูง 5)

 เครื่องผูกมัดในภพอันประณีต

รูปราคะ: ความยินดีติดใจในรูปภพ หรือสภาวะความสงบแห่งรูปฌาน

อรูปราคะ: ความยินดีติดใจในอรูปภพ หรือสภาวะความสงบแห่งอรูปฌาน

มานะ: ความถือตัว ถือตน การตั้งตนเปรียบเทียบกับผู้อื่น (ดีกว่า เท่ากัน หรือด้อยกว่า)

อุทธัจจะ: ความฟุ้งในธรรมหรือความไม่สงบระงับบริบูรณ์ของจิตในมโนผัสสะ

อวิชชา: ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท อวิชชาเป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง 

สังโยชน์สร้างกิเลสอย่างไร? 

สังโยชน์ไม่ได้มี "ตัวตน" ถาวรอยู่จริง แต่เกิดจากการที่จิตขาดวิชชา(ปัญญา) เมื่อมีผัสสะมากระทบทาง ตา หู กาย ใจ (มโนผัสสะ) เกิดเป็นเวทนาขึ้นมา หากขาดสติปัญญา สังขาร(โมหเจตสิก)จะเข้าปรุงแต่งในเวทนานั้นให้กลายเป็น นันทิ (ความเพลิดเพลินยินดี) หรือเกิดความผลักไส ก่อตัวเป็นกามราคะ ปฏิฆะ และสานต่อเป็นภพเป็นชาติในจิตอย่างเหนียวแน่น 

ความสัมพันธ์ของสังโยชน์แต่ละข้อกับมิจฉาทิฏฐิ 

เมื่อนำ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด) เข้าไปจับในสังโยชน์แต่ละตัว จะเห็นได้ชัดเจนว่า สังโยชน์ทุกตัวมีมิจฉาทิฏฐิ(อวิชชา)เป็นเชื้อเพลิงเบื้องหลัง:

สักกายทิฏฐิ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "มีตัวตนที่เที่ยงแท้" ซ่อนอยู่ในขันธ์ 5

วิจิกิจฉา: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ธรรมไม่ได้เกิดจากเหตุปัจจัย" จึงสงสัยในสัจธรรม

สีลัพพตปรามาส: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "รูปแบบ/พิธีกรรมภายนอก พาไปสู่ความบริสุทธิ์ได้โดยตรง"

กามราคะ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ความเพลิดเพลิน (นันทิ) ในกามสุขเวทนา เป็นสิ่งที่น่าเอา น่าเป็น"

ปฏิฆะ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ทุกขเวทนาเป็นสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ต้องดิ้นรนผลักไส"

รูปราคะ / อรูปราคะ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ความสงบในฌาน เป็นนิพพานหรือที่พึ่งถาวร"

มานะ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ยังคงมีตัวตนที่นำไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นได้จริง"

อุทธัจจะ: มิจฉาทิฏฐิเห็นว่า "ต้องเข้าไปดิ้นรนจัดการกับอาการไหวตัวของจิต"

อวิชชา: มิจฉาทิฏฐิขั้นละเอียด คือ"ความไม่รู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4" 

การใช้วิชชา (แก่นมรรค) จัดการสังโยชน์แต่ละตัว 

เมื่อใช้วิชชาแก่นมรรคส่องลงไปในมโนผัสสะ จะพบความจริงว่า:

1. นันทิเป็นเพียงบริวารของอวิชชา (โมหเจตสิก): เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วก็ดับไป ไม่ได้มีสาระแก่นสารใดๆ

2. สักกายทิฏฐิถูกถอนราก: ปัญญาเห็นแจ้งว่า ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง กายก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน มันเกิดมาจากเหตุปัจจัย เมื่อสักกายทิฏฐิดับลง เพราะทุกๆอย่างเป็น อนัตตาทั้งหมด มานะ (การเปรียบเทียบตัวตน) ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้อีก

3. สังโยชน์เบื้องสูงไร้ที่ตั้ง: ความสงบในฌานก็ดี อาการไหวตัวของจิต (อุทธัจจะ) ก็ดี ล้วนเป็นเพียง สังขตธรรม ที่เกิด-ดับ สติและสมาธิที่ตั้งมั่นจะไม่เข้าไปให้ค่า ไม่เข้าไปแบกถืออีกต่อไป สังโยชน์จึงพังทลายลง 

ผลลัพธ์ของการใช้วิชชา (แก่นมรรค) จัดการสังโยชน์แต่ละตัว

จิตทำหน้าที่เพียง "รับรู้" สภาวะธรรมที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ดับไปเท่านั้น

เกิดความ วางเฉย (อุเบกขา) ต่อผัสสะทั้งปวงด้วยปัญญา ไม่ใช่การฝืนกดข่ม

จิตทรงตัวอยู่อย่างบริสุทธิ์ใน วิหารธรรมแห่งแก่นมรรค(สิต สมาธิ ปัญญา) สังโยชน์ทั้งหลายไม่สามารถเข้ามาเกาะเกี่ยวหรือร้อยรัดจิตได้อีกต่อไป 

การเจริญวิชชา (แก่นมรรค) ในทุกขณะจิตส่งผลต่อสังโยชน์อย่างไร? 

การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต คือการไม่เปิดโอกาสให้อวิชชาและนันทิเข้ามาปรุงแต่งเมื่อมีผัสสะ เหมือนการเปิดไฟสว่างขึ้นในห้อง ความมืด อวิชชาและบริวารของมัน(สังโยชน์แต่ละตัว)ย่อมอันตรธานหายไปทันทีในขณะจิตนั้นอยู่กับแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะจิต 

การละสังโยชน์แต่ละตัวได้ ส่งผลดีอย่างไรบ้าง?

ละสังโยชน์เบื้องต่ำ (1–3): เข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน หมดความลังเลสงสัยในทางพ้นทุกข์ ไม่ตกต่ำลงสู่อบายภูมิ(นรก ทุคติภูมิ)

ละสังโยชน์เบื้องต่ำ (1–5): เข้าสู่ความเป็นพระอนาคามี จิตเบ็ดเสร็จละทิ้งในกามคุณโดยสิ้นเชิงและถาวร ไม่มีความโกรธ ความขัดเคืองใจอีกต่อไป

ละสังโยชน์เบื้องสูง (6–10): บรรลุความเป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นจากวัฏสงสารอย่างสมบูรณ์ บรรลุถึงวิมุตติสุขที่ปราศจากความแปรปรวน 

"อย่าปล่อยให้จิตสร้างมิจฉาทิฏฐิว่า 'เรายังเป็นแค่ปุถุชน ละสังโยชน์ไม่ได้หรอก'... เพราะในขณะจิตที่คุณมีสติรู้ทัน 'มโนผัสสะ' แล้วไม่วิ่งตาม 'นันทิ' ในขณะจิตนั้นเอง สังโยชน์ได้ถูกตัดขาดไปแล้วชั่วขณะหนึ่ง! นิพพานไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสภาวะธรรมที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าในทุกๆ ขณะจิตที่ไร้ซึ่งอวิชชา" 

ชี้ให้เห็นว่าการปฏิบัติเกิดขึ้นได้ทันที "ในขณะจิตนี้" ไม่ต้องรอชาติหน้าหรือรอเป็นพระสงฆ์ 

ปุถุชนคนธรรมดาสามารถละสังโยชน์ได้หรือไม่? 

คำตอบ คือ สามารถละได้ !

เพราะสังโยชน์ไม่ได้เป็นก้อนเนื้อหรือสิ่งถาวรที่ติดตัวมาแต่เกิด แต่เป็นเพียง "สภาวะธรรมที่เกิดจากความหลงผิดของจิตที่ถูกอวิชชาครอบงำเท่านั้น" หากปุถุชนเปิดใจเรียนรู้ มุ่งฝึกฝนโยนิโสมนสิการ และเจริญอริยมรรค(แก่นมรรค)ก็สามารถถอดถอนสังโยชน์ออกได้ตามลำดับภูมิธรรม 

ต้องทำอย่างไรจึงจะละสังโยชน์แต่ละตัวได้?

เจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่องไปจนกว่า วิชชาแก่นมรรคจะแก่รอบหลอมรวมกันเป็น มรรคสมังคี จนเกิด มรรคจิต ในขณะจิตเดียว(เสี้ยววินาที)

1. เจริญโยนิโสมนสิการ(ปัญญา) : ใส่ใจพิจารณาในมโนผัสสะ มองให้เห็นว่า ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของธรรมเหล่านั้น มันทำกิจแล้วก็ดับไป

2. ละนันทิในเวทนา: เมื่อเกิดความรู้สึกสุขหรือทุกข์ ให้มีสติรู้เท่าทัน มีสมาธิตั้งมั่น ปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในรูปและนาม(อารมณ์ 6 )ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไปเป็นความเพลิดเพลินราคะ

3. ใช้แก่นมรรคเป็นวิหารธรรม(ที่อยู่ของจิต) : ตั้งมั่นในสติ สมาธิ ปัญญา เห็นแจ้งความเป็น อนัตตา ในทุกๆ สภาวะธรรม

4. เจริญสัมมาทิฏฐิ: สำรอกมิจฉาทิฏฐิออกด้วยการเห็นตามความเป็นจริงในอริยสัจ 4 และกฎปฏิจจสมุปบาท รวมไปถึงไตรลักษณ์ 

สรุปการละสังโยชน์ (จัดการสังโยชน์) ด้วยวิชชา (แก่นมรรค) 

การละสังโยชน์ 10 ไม่ใช่เรื่องของการไล่ฆ่ากิเลสด้วยความดิ้นรน แต่คือการ "ใช้สติ สมาธิ ปัญญา (วิชชาแก่นมรรค) ส่องให้เห็นความจริง" ว่าสังโยชน์และกิเลสทั้งปวงล้วนเป็นเพียง "ของเทียม" เป็นบริวารของอวิชชาที่ทำกิจแล้วก็ดับไปในมโนผัสสะ 

เมื่อจิตเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจะคงอยู่ในวิหารธรรมแห่งแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ทำกิจรับรู้ตามธรรมชาติ โดยไม่เข้าไปให้ค่า ไม่เข้าไปปรุงแต่ง ไปยึดถือ สมมติทั้งปวงจึงถูกตีแผ่ออกอย่างหมดจด นำไปสู่ความสงบเย็นและความหลุดพ้นอันแท้จริง. 

"เมื่อท่านอ่านจบแล้ว... ลองหยุดคิดสักนิด แล้วส่องดูจิตของตนเองในมโนผัสสะขณะนี้ มีสภาวะอะไรกำลังเกิด-ดับอยู่หรือไม่? หากเห็นสภาวะธรรมนั้นทำกิจของมัน แล้วสติระลึกรู้ สมาธิตั้งมั่น ปัญญาเห็นแจ้งในธรรม ไม่เข้าไปให้ค่า นั่นแหละ... คุณกำลังใช้วิชชาแก่นมรรคดับสังโยชน์อยู่ตรงนี้เรียบร้อยแล้ว!"

 

 

 

(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา )) 

(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้  )) 

(( รู้  เห็น   วาง   คืออะไร??? )) 

(( อวิชชาครองโลก อวิชชาลวงโลก ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))  

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))  

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค กดดูที่นี่.. )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต)) 
 
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ] 
 

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))  

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))  

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))  
 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจร กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...)) 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   ))

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left. 

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

 

 

Visitors: 23,164