Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ดับกิเลสและดับทุกข์แบบ สั้น ลัด ง่าย ด้วยแก่นมรรค

ดับกิเลส ดับทุกข์ แบบ สั้น ลัด ง่าย ด้วย 3 องค์มรรค

สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)คือธรรมที่ใกล้ตัวของเรามากที่สุดที่ใช้ในการดับกิเลสและดับทุกข์ ท่านที่มีความประสงค์จะดับกิเลสและดับทุกข์สามารถใช้องค์มรรคทั้ง 3 นี้ได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา พิสูจน์ความจริงได้ด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องรออนาคตหรือชาติหน้า ทำได้ทันที

แก่นมรรค(จากมรรคมีองค์ 8): คำตอบในการดับกิเลสและการดับทุกข์

ง่าย ลัด สั้น และทำได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา

การดับกิเลสและดับทุกข์ ต้องใช้มรรค(ในมรรคมีองค์ 8)เท่านั้น

มรรค(แก่นมรรค)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)ที่ใช้ในการดับกิเลสและดับทุกข์

แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)คือ เครื่องมือที่ใช้ในการดับกิเลสและดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ ตราบใดที่มีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง(แก่นมรรคสันตติ)สมุทัย(กิเลส)ดับอย่างต่อเนื่อง ทุกข์ดับอย่างต่อเนื่อง นี่คือ ผลดีของการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต 

การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตมีผลดีอย่างไร?

แก่นมรรคในที่นี้จะหมายถึง สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งมาจากมรรคมีองค์ 8 ( สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ )โดยมีศีลเป็นบาทฐานที่มั่นคงอยู่แล้ว อันจะส่งผลทำให้มรรคแต่ละองค์บริบูรณ์ได้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)จะต้องผ่านการฝึกฝนมาจนแก่กล้าในระดับดีพอสมควรจึงจะสามารถในไปใช้ในการดับกิเลสและดับทุกข์ได้ ถ้าเป็น สติ สมาธิ ปัญญา ทั่วๆไปแบบปุถุชนที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนให้ชำนาญจะไม่สามารถนำไปดับกิเลสและดับทุกข์ได้ ทุกท่านต้องทำความเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้ก่อน กิเลสโดยเฉพาะหัวหน้ากิเลสอย่างอวิชชาจะมีพลังงานแก่กล้ามาก การจะโค่นกิเลสได้จำเป็นต้องฝึกฝนวิชชา(แก่นมรรค)ให้แก่กล้าเหนือกว่ากิเลสก่อน จึงจะสามารถเอาชนะกิเลสได้ ซึ่งปุถุชนอย่างเราทุกๆคนสามารถทำได้ ถ้ามีความพยายามสูงเป็นพิเศษ

  การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตที่ฐานกาย มีแต่ผลดีสถานเดียวเท่านั้น ไม่มีผลเสียเลย และจะมีผลโดยตรงต่อการตัดกระแสกิเลส(ดับทุกข์) แก่นมรรคแต่ละองค์ธรรมจะทำหน้าที่(ทำกิจ)อารักขาจิตอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่มีการเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต สติจะทำหน้าที่ระลึกรู้ที่จุด มโนผัสสะ ตัดกระแสอวิชชา สมาธิจะทำหน้าที่ตั้งมั่นที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบถต่างๆ) ปัญญาจะทำหน้าที่ส่องสว่างรู้แจ้งชัดในกิเลสน้อยใหญ่ เมื่อวิชชาแก่นมรรคเกิด(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต) อวิชชา(โมหเจตสิก)ย่อมดับลง นันทิราคะ(เชื้อตัณหา)ย่อมดับลง ส่งผลให้กิเลสตัณหาดับ(สมุทัยดับ) ทุกข์ดับ นิโรธ(ตทังคนิโรธ)เกิดขึ้นในขณะนั้นทันที นี่คือ ผลดีและผลลัพธ์ของการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต

  ถ้า สติ สมาธิ ปัญญา ของท่านกล้าแกร่ง(ฝึกฝนจนคมกริบ)องค์มรรคที่เหลือใน มรรคมีองค์ 8 จะบริบูรณ์ตามไปด้วย อย่าลืมว่า ศีล ต้องเป็นบาทฐานที่สำคัญยิ่ง การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว การฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้กล้าแกร่งให้ฝึกจาก...อานาปานสติและกายคตาสติเป็นหลักๆ เพราะมันจะนำพาท่านไปสู่สมาธิและปัญญา(สติปัฏฐาน 4) ซึ่งในเว็บไซต์นี้ได้แนะนำวิธีการฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ไว้เรียบร้อยแล้ว(กดดูจากลิ้งค์ได้านล่างสุด) การดับกิเลสและดับทุกข์ไม่ได้ยุ่งยากเลย ถ้าท่านเข้าใจวิธีการและกลไกการดับกิเลสและดับทุกข์ในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท ซึ่งในเว็บไซต์นี้ได้แนะนำไว้ทั้งหมดแล้ว

  การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะส่งผลโดยตรงต่อการดับกิเลสและดับทุกข์อย่างต่อเนื่อง(สันตติ) ซึ่งเป็นการดับกิเลสและดับทุกข์แบบชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)ในปัจจุบันขณะ การสั่งสมการดับกิเลสและดับทุกข์แบบชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)เป็นสิ่งสำคัญที่อาจจะนำพาไปสู่ สมุทเฉทนิโรธได้ในอนาคต(ดับกิเลสและดับทุกข์แบบถาวร)

  สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดเหมือนจะง่ายๆ แต่ความยากจะอยู่ที่การฝึกฝนแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา) และการเจริญแก่นมรรคให้ได้ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง นี้คือ จุดที่ยากที่สุด แต่ก็ไม่ได้เกินความพยายามและความสามารถของทุกๆท่าน ถ้าตั้งใจปฏิบัติจริงๆเป็นรูปธรรมได้จริง

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอบทความนี้

เพื่อให้ทุกๆท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา ในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ เพื่อความไม่ประมาทและสามารถนำธรรมทั้ง 3 องค์นี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จะส่งผลให้ชีวิตของท่านดีขึ้นอย่างแน่นอน พิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง ลงมือทำทันที!!! 

ขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ อ่านจากลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้เลย

 

 

 

(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา )) 

(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในอริยสัจ 4 ))
(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
 

(( วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆของปุถุชน ))

(( แก่นมรรคสันตติเกี่ยวข้องกับการดับทุกข์อย่างไร? ))

(( จิตไม่มีทุกข์ จิตที่ไม่มีทุกข์ ))
(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้  ))


 
 

 

Visitors: 31,688