อวิชชาครองโลกมนุษย์กิเลสครองโลกมนุษย์ ความทุกข์จึงครองโลก

อวิชชา คือ ความืดบอด ปิดบังตา(ใจ)ของมนุษย์ทุกหมู่เหล่าในโลกนี้
อวิชชาทำให้มนุษย์เต็มไปด้วย...กิเลส ตัณหา อุปาทาน ครอบงำใจ
อวิชชา คือ ตัวสร้างมนุษย์(ปัจจัยสร้างมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง)ขึ้นมาในโลกใบนี้ มนุษย์ทุกๆคนในโลกนี้ ล้วนถูกห่อหุ้มและสร้างมาด้วย อวิชชา ทุกๆคน อวิชชาทำให้วัฏฏสงสารหมุนแบบข้ามภพข้ามชาติ
การเกิดขึ้นของ นามรูป(ขันธ์ 5 )ในปฏิจจสมุปบาท
อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ => นามรูป(ขันธ์ 5 ).......
คำอธิบาย ในกระแสปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้นของขันธ์ 5 หรือนามรูป ปฐมเหตุหรือต้นเรื่องก็คือ อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร และสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นนามรูปหรือขันธ์ 5 ขึ้นมา นี่คือ ที่มาของมนุษย์และสรรพสัตว์ในโลกนี้มีที่มาเช่นนี้ จะเห็นได้ว่าสรรพสัตว์ทุกๆชนิดรวมถึงมนุษย์ ล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกันนั่นก็คือ อวิชชา จึงเกิดการปรุงแต่ง(สังขาร)วิญญาณลงในรูปที่ปฏิสนธิจนกระทั่งเจริญเติบโตออกมาเป็น...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ขันธ์ 5 )แบบเต็มรูปแบบในที่สุด ถ้าวิญญาณดับลงก่อนเป็นนามรูป(แท้งหรือตายในครรภ์มารดา)นามรูปก็เกิดขึ้นไม่ได้(ขันธ์ 5 ไม่เกิด) การเกิดเป็นทุกข์ การแก่เป็นทุกข์ การตายเป็นทุกข์ นี่คือวงจรแห่งทุกข์ที่มีปฐมเหตุหรือต้นเรื่องมาจาก อวิชชา มนุษย์และสรรพสัตว์จึงอุดมไปด้วยทุกข์ในทุกมิติของการปรุงแต่งที่มีจาก อวิชชา
ความจริงของ อวิชชา
อวิชชาเป็นกิเลสตัวพ่อกิเลสตัวแม่ของบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง(ประธานหรือหัวหน้ากิเลส)อวิชชามีปรากฎอยู่ใน อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 และอกุศลมูล 3 (โมหะ)ในโครงสร้างของปฏิจจสมุปบาทการเกิดทุกข์และการเกิดของขันธ์ 5 ในมนุษย์และสัตว์จะเริ่มต้นที่ อวิชชา ดังนั้น กิเลสอวิชชาคือตัวสร้างสัตว์ทั้งปวงรวมถึงมนุษย์และคือตัวสร้างทุกข์(ตัณหา อุปาทาน)ขึ้นในมนุษย์ อวิชชาคือ ความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติหรือความเห็นแบบผิดๆ(มิจฉาทิฏฐิ)บิดเบือนความจริงในธรรมชาติ อวิชชาทำให้มนุษย์หลงผิดสร้างตัวตน(อัตตา)แบบผิดๆขึ้นมาเป็น ตัวกู ของกู เกิดการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเข่นฆ่ากันจากที่มนุษย์สมมติและอุปโลกน์ขึ้นมา อวิชชาคือตัวขับเคลื่อนของกลไกนี้ทั้งหมด มนุษย์จึงตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอวิชชามาโดยตลอดแบบข้ามภพข้ามชาติวนซ้ำแล้ววนซ้ำอีก(วัฏฏสงสาร)อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆแบบหาที่สิ้นสุดไม่ได้
จุดดับของอวิชชา
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้วิชชา มีวิชชารู้ธรรมชาติของรูปและนามทั้งหมด ส่งผลให้อวิชชาถึงจุดอวสานและดับลง พระสาวกที่เป็นพระอรหันต์ที่ประพฤติและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์สามารถดับอวิชชาได้แบบสิ้นเชิงและถาวรด้วย วิชชา ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสอนสาวกตามลำดับ
ตื่นเถิดทุกท่าน..เราตกเป็นทาสของ "อวิชชา" มานานแค่ไหนแล้ว?
เคยลองถามตัวเองไหมครับว่า... ทำไมชีวิตถึงเหนื่อยนัก? ทำไมวิ่งไล่คว้าความสุขมาเท่าไหร่ก็ยังรู้สึกโหวงเหวงในใจอยู่ดี? ทำไมความสุขที่ได้มาถึงอยู่กับเราไม่นาน แล้วความทุกข์ ความกลัว ความว้าวุ่นใจ ปัญหาสารพัด กลับวนกลับมาหลอกหลอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ตกลงมันสุขจริงหรือทุกข์จริง?
ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดก็คือ เราไม่ได้กำลังใช้ชีวิตอยู่ด้วยความเข้าใจ แต่เรากำลังถูก "อวิชชา" (ความไม่รู้ความจริงของธรรมชาติ) ชักใยอยู่เบื้องหลังในทุกๆ ลมหายใจ เราทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อสนองอวิชชา
อวิชชานี่แหละคือตัวการที่คอยบงการให้เราวิ่งตามหาความสุขในกองไฟ หลอกให้เรากอด "ความทุกข์" ไว้แน่นแล้วเข้าใจว่าเป็นความสุข หลอกให้เรายอมเป็นทาสของอารมณ์ ความอยาก และความยึดมั่นถือมั่น จนต้องร้องไห้ เจ็บปวด และวนเวียนอยู่ในวังวนเดิมๆ ชาติแล้วชาติเล่า ภพแล้วภพเล่าแบบข้ามภพข้ามชาติ โดยที่ตัวเราเองแทบไม่เคยรู้ตัวเลยว่า กำลังตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสตลอดกาลของมันอยู่ มันถึงเวลาที่ต้องตื่นรู้หรือยัง???
หากท่านรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับเกมหลอกลวงของอวิชชานี้เต็มทีแล้ว... ถึงเวลาหรือยังที่เราจะลุกขึ้นมาล้างบางความไม่รู้(อวิชชา)แล้วหันกลับมามองความจริงของจิตใจ และประกาศกร้าวต่อตัวเองว่า "เราจะไม่ยอมให้อวิชชามาจูงจมูกหลอกลวงเราให้อยู่ในกองทุกข์นี้อีกต่อไป!"
อวิชชาครองโลก ครองจิตใจและสร้างทุกข์อย่างไร?
ในโลกที่เราอยู่นี้อุดมไปด้วย อวิชชา ทั้งนั้น ในชีวิตประจำวันของเรา เคยสังเกตไหมครับว่า ทำไมความทุกข์ ความเครียด ความโกรธ หรือความกลัว ถึงวิ่งเข้ามาหาเราได้ตลอดเวลา ทั้งที่เราก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้นเลย? เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ มี "เจ้าภาพใหญ่" ที่คอยบงการอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ตัวนั้นก็คือ "อวิชชา" หรือความไม่รู้ความจริงของธรรมชาตินั่นเอง
อวิชชาครองโลกนี้ได้อย่างไร: อวิชชาไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่มันฝังรากลึกอยู่ในความคุ้นชินของพวกเราทุกคน(ฝังอยู่ในจิตใจ)มันสั่งให้โลกหมุนไปตามความอยาก ความยึดมั่นถือมั่นของมัน จนผู้คนในสังคมต่างวิ่งไล่ตามลาภ ยศ สรรเสริญ และความสุขทางโลก โดยคิดว่านั่นคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต โลกจึงถูกครอบงำด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง(อวิชชา)อย่างไร้ทางออก ทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสรับใช้สนองอวิชชากันทั้งหมดทั้งมวล จนกระทั่งพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยความจริงให้เห็นใส้ในของอวิชชา
อวิชชาครองจิตใจมนุษย์อย่างไร: เวลาตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา อวิชชาจะทำหน้าที่ "ครอบงำและปรุงแต่งจิตทันที" โดยฉวยโอกาสจากความเผลอเรอ(ไม่มีสติ) ผลักให้จิตหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นทันที เช่น เห็นอะไรก็ชอบทันที หรือไม่ชอบทันที จิตถูกความไม่รู้(อวิชชา)ตัวนี้จูงจมูกให้ไหลไปตามอารมณ์และความคิดอยู่ตลอดเวลา(อวิชชาควบคุมปรุงแต่งจิต) เหมือนคนตาบอดที่เดินตามทางลงเหวโดยไม่รู้ตัว
อวิชชาสร้างทุกข์ให้กับมนุษย์อย่างไร: เมื่อจิตถูกครอบงำและหลงยึดว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวเรา ของเรา อวิชชาจึงสร้าง "ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น" ขึ้นมา และเมื่อสิ่งที่ไม่เป็นดั่งใจเกิดขึ้น ความผิดหวัง ความโศกเศร้า ความคับแค้นใจ ก็ระเบิดตามมาเป็นลูกโซ่ ทุกข์ทางใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความกลัวอนาคต ความกังวล หรือความทุกข์จากการสูญเสีย ล้วนมีต้นตอมาจากความไม่รู้(อวิชชา)นี่เองที่คอยผลิตซ้ำความทุกข์ให้กับจิตเราไม่จบไม่สิ้น
อวิชชาลวงโลก และสร้างปัญหาให้มนุษย์อย่างไร?
นอกจากอวิชชาจะคอยบงการจิตใจ(ปรุงแต่งจิต)เราให้เป็นทุกข์แล้ว อวิชชายังเก่งกาจเรื่องการ "ต้มตุ๋น" และหลอกลวงเก่งมากๆ ด้วย มันสร้างภาพลวงตาชิ้นใหญ่ขึ้นมาเพื่อให้เราเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นคือความสุข จึงต้องวิ่งไล่ตามความสุขนั้นด้วยความหลง(อวิชชาพาหลง)สุดท้ายเหนื่อยเปล่าและนำทุกข์มาให้เป็นของแถมอีกต่างหาก
อวิชชาลวงโลกมนุษย์อย่างไร: อวิชชาทำหน้าที่เหมือนนักมายากลที่เก่งกาจ มันหลอกเราว่า "ความสุขชั่วคราว" ที่ได้จากการเสพรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือการได้การยอมรับ คือความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน มันหลอกให้เราเชื่อว่า ร่างกายนี้ ความรู้สึกนี้ และความคิดนี้ เป็นตัวเรา เป็นของเราอย่างมั่นคงถาวร ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงและบังคับบัญชาไม่ได้เลย
อวิชชาสร้างปัญหาให้มนุษย์อย่างไร: เมื่อมนุษย์ถูกความลวงของอวิชชานี้หลอกเข้าเต็มเป้า ปัญหาใหญ่ก็ตามมามากมายดังต่อไปนี้......
หลงทางชีวิต: ทุ่มเทเวลาและพลังงานทั้งชีวิตไปกับการวิ่งไล่ไขว่คว้าสิ่งที่จับต้องไม่ได้(อนัตตา)สุดท้ายพอได้มาก็กลัวสูญเสีย พอไม่ได้ใจก็เป็นทุกข์
ขัดแย้งและเบียดเบียนกัน: เพราะต่างฝ่ายต่างหลงยึดมั่นในตัวตนและผลประโยชน์ของ "ฉัน" และ "ของฉัน" โลกจึงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น การเอารัดเอาเปรียบ และการทำร้ายกันทั้งระดับบุคคลและสังคม นี่คือ เหยื่อและทาสของอวิชชาตรงๆ
วนเวียนอยู่ในวังวนเดิม: ปัญหาที่แก้ไม่ตกในใจตนเอง เช่น ความรู้สึกเหงา ว้าเหว่ หรือรู้สึกชีวิตไร้ความหมาย ก็เพราะเรากำลังแก้ปัญหาผิดจุด ไปแก้ที่เปลือกนอกปลายเหตุโดยไม่เคยหันกลับมาดูต้นตอจริงๆ ที่ใจของเราเลย(อวิชชาบังตาและบังใจ)
สรุปทิ้งท้ายสำหรับผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์: การจะหลุดพ้นจากกรงขังของอวิชชาได้ ไม่ใช่การวิ่งหนีโลกแต่อย่างใด แต่คือการ "รู้ทัน" ความหลงและความยึดมั่นถือมั่นในใจตนเองจากอวิชชา เมื่อสติและปัญญา(วิชชา)ระลึกรู้เท่าทันความจริงของกายและใจ ความมืดมนของอวิชชาค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยปัญญา(วิชชา) ความทุกข์ที่เคยหนักหนาก็จะค่อยๆคลายลง จนพบกับความอิสระที่แท้จริงจากภายใน( วิชชาเกิด อวิชชาดับ )
วิธีการแก้ลำ อวิชชา ด้วย "วิชชา"
การจัดการอวิชชาหรือแก้ลำอวิชชาไม่ใช่การไปต่อสู้ ขัดขืน หรือใช้กำลังกดข่มอวิชชาไว้ เพราะยิ่งสู้ก็ยิ่งหลงกลมัน แต่ "วิชชา" (ความรู้แจ้งเห็นจริง) ทำงานโดยการ "เปิดโปงความจริง" ให้ใจเห็นความจริง 3 ประการหลักๆ ดังนี้..
1. ใช้ "สติและโยนิโสมนสิการ" รู้ทันมโนผัสสะ (ตัดวงจรก่อนอวิชชาครองจิต)
วิธีทำ: ในชีวิตประจำวัน เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นในใจ (มโนผัสสะ) อวิชชาจะแอบฉวยโอกาสครอบงำจิตทันที วิธีแก้ลำคือ การมีสติรู้ทัน ณ ปัจจุบันขณะ ทันทีที่กระทบอารมณ์ อย่าไหลตามความชอบใจหรือชังใจ
การทำงานของวิชชา: ใช้โยนิโสมนสิการ (การคิดแยบคายด้วยปัญญา) มองเข้าไปที่ความรู้สึก (เวทนา) ที่เกิดขึ้น แล้วเห็นชัดว่าความสุขหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นแค่ "ธรรมะหมวดหนึ่งที่มากระทบแล้วก็ดับไป" ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อไม่ส่งจิตออกไปปรุงแต่งต่อ (ละนันทิในเวทนา) อวิชชาจึงหมดช่องทางที่จะเข้ามาครองใจ
2. ตีแผ่ "สมมติ" ออกให้เห็นตามความเป็นจริง (ทำลายภาพลวงตาของอวิชชา)
วิธีทำ: อวิชชาคอยลวงโลกด้วยการเอา "สมมติ" (เช่น ร่างกายนี้ บุคคลนี้ เรื่องราวนี้) มาหลอกให้เราเชื่อว่าเป็นของจริงแท้แน่นอน วิธีแก้ลำด้วยวิชชาคือ การชำแหละแยกแยะสมมติออกทีละส่วนจนเห็นความจริงปรากฎออกมาทั้งหมด อวิชชาก็ดับลง
การทำงานของวิชชา: มองทะลุเปลือกนอกของสมมติเข้าไปเห็นธาตุขันธ์ตามความเป็นจริง เช่น เมื่อเห็นความสวยงามหรือความน่าเกลียด ให้เห็นว่าเป็นเพียงธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่ประชุมกันชั่วคราว เมื่อเห็นเรื่องราวที่เข้ามากระทบ ให้เห็นเป็นเพียงเสียง รูป หรือความคิดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีความหมายมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนจริงๆ ภาพลวงตาที่อวิชชาสร้างขึ้นจึงพังทลายลง ไม่ควรเข้าไปยึดไปปรุงแต่ง
3. เห็นแจ้งว่า "ธรรมทุกธรรมรวมถึงจิต เป็นอนัตตา" (ถอนรากถอนโคนความยึดมั่น)
วิธีทำ: ขั้นตอนนี้คือวิชชาขั้นสูงที่เข้ามาพลิกเกมอย่างเด็ดขาด ปกติอวิชชาจะหลอกให้เรายึดว่า "เราคิด เราสุข เราทุกข์ หรือจิตนี้คือตัวเรา" แต่วิชชาจะเข้ามาพลิกมุมมองใหม่โดยสิ้นเชิง ตีแผ่ความจริงออกมาทั้งหมดจนอวิชชาดับไป
การทำงานของวิชชา: เห็นความจริงว่า "มีแต่ธรรมแต่ละธรรม ทำกิจของตัวเอง" เช่น จิตทำหน้าที่รู้ อารมณ์ทำหน้าที่ปรากฏ เวทนาทำหน้าที่เสวยความรู้สึก ทุกอย่างเป็นเพียง "สภาวะธรรม" ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุตามปัจจัย แม้แต่ตัว "จิต" เองก็เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตอย่างแท้จริง เมื่อเห็นชัดว่าไม่มีตัวตน (อนัตตา) ความยึดมั่นถือมั่นก็หลุดร่อนออกไปเองโดยอัตโนมัติ
บทสรุปการปฏิบัติ: การแก้ลำอวิชชาจึงไม่ใช่การพยายามทำให้จิตสงบแบบนิ่งเงียบตลอดไป แต่คือ "การฝึกรู้ความจริงซ้ำๆ จนจิตคลายความหลงและหายโง่" เมื่อใดที่สติระลึกรู้เท่าทัน และปัญญาเห็นแจ้งว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา อวิชชาที่เคยยิ่งใหญ่ครอบงำโลกและจิตใจ ก็จะหมดอำนาจลง ความทุกข์ระทมทั้งปวงก็ย่อมหาทางเกิดไม่ได้ เพราะเจ้าภาพผู้สร้างเรื่อง(อวิชชา)ได้ถูกกำจัดด้วยแสงสว่างแห่งวิชชานั่นเอง
คติเตือนใจทิ้งท้าย
"ตราบใดที่ยังมองไม่เห็นอวิชชา เราก็ยังคงเป็นทาสของมันอยู่ร่ำไป"
"การแก้ทุกข์ที่แท้จริง ไม่ใช่การไปจัดระเบียบโลกภายนอกให้ถูกใจ แต่คือการล้างบางความไม่รู้(อวิชชา)ที่ใจตนเอง"
"สติและปัญญาที่ตื่นรู้(วิชชา)คือแสงสว่างเดียวที่จะเผาทำลายความมืดมิดของอวิชชาให้มลายหายไปได้"
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค กดดูที่นี่.. ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ]
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญมากที่สุด))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่โลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ)))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่.... ))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。