ธรรมะเปลี่ยนโลก ธรรมะเปลี่ยนชีวิต แก่นมรรคเปลี่ยนชีวิต

ธรรมะเปลี่ยนโลกอย่างไร?
เห็นทุกข์ => เห็นธรรม / เห็นธรรม => เห็นทุกข์
ท่านรู้หรือไม่ว่า..ถ้าท่านรู้อริยสัจ 4 และ ขันธ์ 5 สติปัฏฐาน 4
ชนิด...รู้ลึกและรู้จริงครบทุกๆองค์ธรรม ชีวิตของท่านเปลี่ยนทันที
แต่ไม่ใช่ประเภทท่องจำตามตำรานะครับ ต้องเห็นด้วยปัญญาเท่านั้น
คือ การเจริญสติปัฏฐาน 4 แล้วเข้าไปดูความจริงในแต่ละองค์ธรรมแบบละเอียด(ภาวนามยปัญญา)ซึ่งต้องใช้ทั้งโยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดรอบคอบและรอบด้าน)และการวิเคราะห์แยกแยะแต่ละสิ่งออกให้เห็นความจริงทั้งหมดชนิดลอกคราบ(วิภัชวาท)จึงจะเห็นความจริงในธรรมเหล่านั้นทั้งหมดปรากฎ
ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติในโลกใบนี้ โลกใบนี้มีเพียง 2 อย่างหรือ 2 ธรรมนี้เท่านั้น คือ รูปธรรม(สิ่งที่สัมผัสได้ด้วย..ตา หู จมูก ลิ้น กาย)และ นามธรรม(สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยจิตใจ)ดังนั้น ธรรมะก็มีเพียง 2 สิ่งเท่านั้นคือ รูปธรรม กับ นามธรรม เช่นเดียวกันกับส่วนประกอบของโลกใบนี้ โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ประกอบไปด้วย...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นหลัก บรรดาสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในโลกนี้ที่เราเห็นเป็นรูปธรรมสัมผัสได้ด้วย...ตา หู จมูก ลิ้น กาย...ทั้งหมดล้วนมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบหรือเป้นตัวปรุงแต่งขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น
โลกในทางธรรม( ในทางพุทธศาสนา )
ที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ โลกในทางธรรม ซึ่งก็มีส่วนเกี่ยวของกับโลกที่เราอาศัยอยู่ใบนี้เช่นกัน ธรรมะจะเปลี่ยนโลกได้อย่างไร? ท่านอ่านไปเรื่อยๆแล้วจะเข้าใจในที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับตัวของท่านตรงๆ ถ้าท่านเข้าใจโลกของท่าน นั่นคือ ท่านมีศิลปการบริหารจัดการโลกของท่านอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การดำเนินชีวิตจะเต็มไปด้วยความสุข เพราะท่านเข้าใจเรื่องโลก และขณะเดียวกันก็เข้าใจเรื่อง ธรรมะ เช่นกัน ท่านสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ทันที เพราะธรรมชาติได้มอบสิ่งดีๆมากับตัวท่านแล้ว เพียงแต่รอเวลาที่ท่านจะนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของท่านเท่านั้นเอง
โลกทางธรรมะ จะหมายถึงโลกของการปรุงแต่งหรือโลกแห่งการปรุงแต่ง ปรุงแต่งอะไร? การปรุงแต่งในโลกนี้ก็มีเพียง 2 อย่างเช่นกัน คือ การปรุงแต่งของรูปธรรม กับ การปรุงแต่งของนามธรรม
1 ) รูปธรรม คือ วัตถุสิ่งของต่างๆที่เราสัมผัสได้ด้วยกายหรือทางกาย( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ) เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆทางกาย บ้าน เสื้อผ้า รถยนต์ อาหาร ฯลฯ รูปธรรม จะมาจากการรวมตัวหรือการปรุงแต่งรวมตัวกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...(มหาภูตรูป)และรูปที่เกี่ยวเนื่องกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ(อุปทายรูป 24 )ต้นกำเนิดของรูปธรรมทั้งหมดล้วนมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งสิ้น ซึ่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือ ส่วนประกอบของโลกใบที่เราทุกคนอาศัยอยู่นี่เอง และร่างกายของเราทุกๆคน ก็ล้วนมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็คือ สิ่งเดียวกันกับส่วนประกอบหรือปรุงแต่งโลกใบนี้นี่เอง ถ้าอยากจะรู้ว่าจริงไหม ให้ท่านดูตอนเก็บกระดูกลอยอังคารที่เมรุเผาศพ กายไม่มีปรากฎ เหลือเพียงเถ้าถ่านและกระดูกเท่านั้น ซึ่งเถ้าถ่านและกระดูกก็คือ..ดิน น้ำ ลม ไฟ...ประกอบอยู่ในนั้น แก้วน้ำ รถยนต์ บ้าน เงินทอง ถ้าแยกออกมาจนเหลือชิ้นสุดท้ายระดับโมเลกุล ก็มีเพียงแค่...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เท่านั้นเอง ถ้ามีคำถามว่า อ้าว...แล้วทำไมรูปร่างหน้าตามันไม่เหมือนกันล่ะแต่ละสิ่ง? คำตอบคือ เหตุปัจจัยการปรุงแต่งแต่ละสิ่งมันแตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน รูปร่างจึงออกมาไม่เหมือนกัน แต่มาจากวัตถุสิ่งเดียวกันคือ....ดิน น้ำ ลม ไฟ....นั่นเอง นี่คือ...ความจริงแท้และแน่นอนของธรรมชาติรูปธรรม
2 ) นามธรรม คือ สิ่งต่างๆที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย( ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย )แต่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ทาง..ใจหรือจิตใจ...ซึ่ง จิตใจก็เป็นนามธรรมด้วยกัน เช่น สุข ทุกข์(เวทนา) ความจำได้หมายรู้(สัญญา) ความคิดต่างๆ(สังขาร) รวมถึงการรับรู้ในสิ่งต่างๆของจิตใจ(วิญญาณ) ทั้งหมดล้วนเป็น นามธรรม ทั้งสิ้น ท่านสามารถเรียนรู้ในเว็บไซต์นี้ได้เลย ผมจะอธิบายแบบง่ายๆ พยายามไม่ใช้ภาษาที่ยากๆเพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจได้ง่ายๆขึ้น
การปรุงแต่งเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
การปรุงแต่งมีเพียง 2 ประการเท่านั้น คือ การปรุงแต่งรูป กับ การปรุงแต่งนาม
การปรุงแต่งในโลกใบนี้เกิดขึ้นมาได้จาก 3 ทาง คือ
1 ) การปรุงแต่งที่มาจากธรรมชาติ
2 ) การปรุงแต่งที่มาจากฝีมือของมนุษย์
3 ) การปรุงแต่งร่วมกันผสมผสานระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์
ทุกข์ในมนุษย์เกิดขึ้นมาอย่างไร???
ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือแบบไร้เหตุไร้ผล ทุกข์เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัยของแต่ละทุกข์
1 ) ทุกข์ทางรูปธรรม(ทางรูปกาย) เกิดจากการปรุงแต่งที่ไม่สมดุลหรือสามัคคีกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...จึงเกิดการ..เจ็บป่วยไข้ เกิดโรคต่างๆขึ้นมา นี่คือ...ที่มาของ..ทุกข์ทางกาย เพราะกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ถ้ากายนี้คือ ตัวเรา ของเรา เราต้องสามารถควบคุมและสั่งการกายไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วยได้ตลอดเวลา แต่นี่เราสั่งมันไม่ได้
2 ) ทุกข์ทางนามธรรม เกิดจากการปรุงแต่งของ...อกุศลธรรม ซึ่งก็คือ..อกุศลเจตสิก..นั่นเอง อกุศลเจตสิกมาจากไหน อกุสลเจตสิกมาจาก...อวิชชาเป็นรากเหง้าของ..อกุศลเจตสิก..ทั้งหมด อกุศลเจตสิกนี่เองที่เป็นตัวปรุงแต่ง กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์)ขึ้นมาใน จิตใจของเราทุกๆคน จงใช้ วิชชา(แก่นมรรค)ดับมันด้วยการ...เจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต ทุกข์ก็จะไม่เกิดหรือเกิดยากขึ้น เพราะ วิชชา และ อวิชชา กุศล และ อกุศล ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมๆกันได้ สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง เป็นไปตามหลัก...อิทัปปัจจยตา
อวิชชา ดับ =>> อกุศลเจตสิก ดับ
วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชา( ความไม่รู้ )ดับ
การเจริญแก่นมรรค(ปัญญา) ส่งผลให้ อวิชชาดับลง
โลกในทางธรรมะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
โลกในทางธรรม ประกอบไปด้วย....
1 ) โลกภายใน คือ...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2 ) โลกภายนอก คือ...รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ(สัมผัส) ธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ)
สำหรับโลกในทางพุทธศาสนาจะแตกต่างกับความหมายของโลกที่เราทุกๆคนอาศัยกันอยู่ แต่ก็ใกล้เคียงกัน เพราะทั้งโลกในทางธรรมะและโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็ประกอบไปด้วยธรรม 2 ธรรมเหมือนกันคือ รูปธรรม กับ นามธรรม สำหรับโลกในทางธรรมจะหมายถึง ฉฬายตนะหรืออายตนะภายในทั้ง 6 อันประกอบไปด้วย...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(โลกภายใน)...นี้คือจุดที่เปิดโลกหรือทำให้ให้เกิดโลกแห่งการปรุงแต่งขึ้นมา ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือ ส่วนของ...รูปธรรม ส่วน ใจหรือจิตใจ จะเป็นส่วนของ นามธรรม ถ้าไม่มี...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ก็ไม่สามารถสัมผัสกับโลกภายนอกได้( รูป เสียง กลิ่น รส โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ หรือ อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 )เช่น ตา เห็น รูป โลกทางตาเกิด หู ได้ยิน เสียง โลกทางหูเกิด.....ใจ ได้สัมผัสกับ ความคิดต่างๆ ความจำต่างๆ โลกทางใจเกิด เป็นต้น นี่คือ ความหมายของ โลกทางธรรมะในพุทธศาสนา ทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจของเราทุกๆคน มันมาทางสื่อติดต่อทั้ง 6 นี่เอง ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...ความทุกข์ที่มาจากตัณหา(ตัณหาเป็นที่มาของทุกข์หรือสาเหตุของทุกข์)มาทางช่องทางทั้ง 6 นี้เป็นหลัก ไม่มีมาจากช่องทางอื่นๆ ดังนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนธรรมะไว้ให้มนุษย์อย่างพวกเราไว้ดับทุกข์ที่เกิดขึ้นที่จุดเหล่านี้ ซึ่งมีมากมายหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆคือ พระองค์สอนให้พวกเรามี....สติ สมาธิ ปัญญา..อยู่เสมออย่าให้หลุดอย่าให้ขาด(มี สติและปัญญาอยู่ในทุกขณะจิตและทุกลมหายใจเข้าออก)พระพุทธเจ้าสอนการดับทุกข์ตรงที่โลก(ของการปรุงแต่ง)เกิดนี่เอง ในปัจจุบันขณะที่เราดำเนินชีวิตในแต่ละวัน จึงเป็นที่มาของคำว่า....ธรรมะเปลี่ยนโลก...ทุกข์มันมาจากช่องทางทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สื่อสร้างกิเลส) และการดับทุกข์โดยใช้ธรรมะก็ดับที่จุดเหล่านี้เป็นหลัก ธรรมะจะมีบทบาทเปลี่ยน..โลกทุกข์(โลกแห่งการปรุงแต่งให้เป็นทุกข์)ไปเป็น...โลกว่าง(จากการปรุงแต่งทุกข์)อาจจะชั่วขณะหรือดับโดยสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละบุคคลจะทำได้

ธรรมะเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือชีวิตเปลี่ยนด้วยธรรมะอย่างไร?
ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบในธรรมชาติเปลี่ยนชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไร? ในที่นี้จะยกธรรมะที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุดมาอธิบาย สั้นๆและง่ายๆให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน พระองค์ชี้ชัดเจนว่า ทุกข์ในมนุษย์มาจาก 2 แหล่งด้วยกันคือ...มาจากทางรูปธรรม คือ ทางกาย เช่น เจ็บ ป่วยต่างๆ เป็นความไม่สมดุลและไม่สามัคคีกันของการปรุงแต่ง...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ในร่างกาย และ มาจากทาง...นามธรรม คือ ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ ทุกข์ทางใจมาจากการปรุงแต่งของ...ตัณหา(สมุทัย คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ทางใจ) พระองค์จะเน้นสอนเรื่อง...ทุกข์ และ การดับทุกข์ โดยการนำธรรมะข้อต่างๆมาร้อยเรียงในการดับทุกข์ เมื่อเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้จนถึงที่สุดแล้ว ทุกข์ก็ดับลง นั่นก็คือ ธรรมะเปลี่ยนชีวิตจากทุกข์ กลายไปเป็นชีวิตที่ไม่มีทุกข์ อันเป็นผลมาจากธรรมะนั่นเอง หลายท่านคงเริ่มท้อใจแล้วว่า โอ้..คงต้องใช้ธรรมะหรือศึกษาธรรมะเป็นตู้คัมภีร์ใหญ่ๆจึงจะเข้าใจได้ เกิดความวิตกกังวลล่วงหน้าไปแล้ว แต่ที่นี่..เข้าใจท่าน ที่นี่จะย่อแก่นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนมาเสิร์ฟให้ท่านไม่ต้องกังวลใจใดๆทั้งสิ้น ท่านเห็นธรรมะที่จะนำมาให้ท่านปฏิบัติแล้วจะถึงบางอ้อทันที ดูต่อไปอ่านจากเนื้อหาและด้านล่างนี้คือ ธรรมะที่จะนำมาเสิร์ฟท่าน ให้ท่านได้เห็นความจริงของโลกที่ท่านเป็นและอยู่ในปัจจุบัน

แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เปลี่ยนชีวิตได้อย่างไร?
แก่นมรรค คือ ขุมทรัพย์ของมนุษย์ดีๆนี่เอง
สติ สมาธิ ปัญญา หรือในที่นี้ขอเรียกว่า...แก่นมรรค...เพราะเป็นหัวใจของ..อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ย่อส่วนลงมาให้เห็นแบบง่ายๆไม่ต้องไปท่องตามตำราให้เหนื่อย ทุกๆคนรู้เรื่อง สติ สมาธิ ปัญญา อยู่แล้ว เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับท่าน เป็นธรรมะธรรมดาๆแต่มีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว(ถ้าดูให้ดีๆด้วยปัญญา) ท่านเห็นแล้วว่า โอ้ง่ายๆแบบนี้ ทำได้อย่างแน่นอน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) เป็นธรรมะที่ธรรมชาติให้กับมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและนำมาใช้ประโยชน์ในการตรัสรู้และดับทุกข์ให้กับมนุษย์ ผู้คนส่วนใหญ่จะมองข้ามในธรรมทั้ง 3 ธรรมนี้เสมอ( สติ สมาธิ ปัญญา )จึงต้องจมปลักอยู่ในกองทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก(วัฏฏสงสาร) มากล่าวถึง สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค เปลี่ยนชีวิตของเราได้อย่างไร? ท่านอย่าเพิ่งไปคิดเรื่อง...มรรค ผล นิพพาน..ใดๆทั้งสิ้น จะแนะนำการใช้แก่นมรรคนี้ในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของพวกเราทุกๆคน โลกที่สับสนและวุ่นวาย ทั้งทางด้านการใช้ชีวิตที่ฝืดเคืองมากขึ้น การทำมาหากินทำได้ยากขึ้น ความเครียดความกังวลต่างๆไปจนถึงโรคซึมเศร้ามากขึ้น พูดง่ายๆคือโลกนี้เต็มไปด้วยปัญหานานาชนิด(อยู่ยากมากขึ้นเรื่อยๆ) ช่องว่าในจุดนี้เองที่ธรรมะจะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้กับท่าน จงเปลี่ยนปัญหา ให้เป็น ปัญญา ด้วยธรรมะสั้นๆง่ายๆนี้คือ...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ท่านใช้แค่นี้ 3 อย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ขอให้ท่านใช้ให้เต็มประสิทธิภาพก็แล้วกัน อย่าใช้แบบลุ่มๆดอนๆ เพราะผลลัพธ์ที่ออกมา มันก็จะลุ่มๆดอนๆเหมือนการปฏิบัตินั่นเอง ขอให้ท่านทำจริง และทำให้ถึงที่สุด ชีวิตของท่านจะค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทุกอย่างดีขึ้นทั้งหมด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานต่างๆดีขึ้นทั้งหมด เพราะท่านได้สร้างเหตุปัจจัยคือ...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)..มาดี ผลลัพธ์จึงออกมาดีดังกล่าว วิธีการสร้างแก่นมรรคอ่านดูจากลิ้งค์ด้านล่างเพจนี้ได้เลย ในที่นี้ส่วนใหญ่จะเน้นมาที่...สติ สมาธิ ปัญญา..เป็นหลัก เพราะ..ง่ายและสั้น ทุกๆคนเข้าใจดี ท่านไม่ต้องไปนั่งท่องหรือนั่งจดจำใดๆเลย ลงมือปฏิบัติได้ในทันที ในทุกๆที่และทุกๆเวลาตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ เพราะทุกๆอิริยาบทคือ...สนามปฏิบัติธรรมดีๆนี่เอง ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้น? ท่านต้องใช้สติไหม? ท่านต้องใช้สมาธิในการทำงานไหม? ท่านต้องใช้ปัญญาในการทำงานและการดำเนินชีวิตในแต่ละวันไหม? ทั้ง 3 ธรรมนี้เกี่ยวข้องกับท่านไหม? นี่คือ คำตอบครับ สติมีมากเป็นเรื่องดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ส่วนสมาธิและปัญญาควรปรับให้สมดุลกันตามความเหมาะสม อย่าให้มากจนเกินไปและอย่าให้น้อยจนเกินไป
ตัวอย่างธรรมะบางข้อที่ควรรู้
1 ) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง นี่คือ ความหมายของ...สัมมาทิฏฐิ ซึ่งตรงกันข้ามกับ...มิจฉาทิฏฐิ( ความเห็นผิดๆ ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ) สัมมาทิฏฐิเกิดจาก...วิชชา( ปัญญา ) คือ ความเห็นอันถูกต้อง ความรู้อันถูกต้อง(รู้แจ้งด้วยปัญญา)ใน...อริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคมีองค์ 8 และ รู้ลึกและรู้จริงด้วยปัญญาใน...ขันธ์ 5 ทุกๆขันธ์ รู้แจ้งซึ่ง...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...นี้เรียกว่า...สัมมาทิฏฐิ รูป(กาย)นี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา(เพราะมันปรุงแต่งมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ ) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะมันถูกปรุงแต่งมาจากสังขารในธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่เป็นของเรา และสิ่งปรุงแต่งทุกๆอย่างในขันธ์ 5 ล้วนเป็น...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..ทั้งสิ้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด นี้เรียกว่า...สัมมาทิฏฐิ
2 ) มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดๆ ความเห็นที่ไม่ถูกต้อง ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง รวมจึงเรียกว่า..มิจฉาทิฏฐิ นั่นเอง มิจฉาทิฏฐิ มาจาก..อวิชชา(ความไม่รู้ตามจริงด้วยปัญญา) มิจฉาทิฏฐิในอริยสัจ 4 มิจฉาทิฏฐิในขันธ์ 5 ซึ่งจะตรงกันข้ามกับ...สัมมาทิฏฐิในข้อ 1 บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน มาจาก..มิจฉาทิฏฐิ(อวิชชา)นี่เอง ความเข้าใจผิดเพราะเหตุปัจจัยคือ ความไม่รู้แจ้ง(อวิชชา)ในอริยสัจ 4 และ ขันธ์ 5 จึงนำมาซึ่ง...ตัณหา(ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา)
ท่านจงอย่าเพิ่งเชื่อใคร ว่า..เกลือมีรสเค็มจริง จนกว่าท่านจะได้ชิมเกลือจริงๆ แล้วค่อยเชื่อ
ถ้าท่านทำแบบจริงๆ ก็จะได้แบบจริงๆ ถ้าทำแบบเล่นๆ ก็จะได้แบบเล่นๆ เป็นสัจธรรม นี่คือ...ความจริง ที่สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา....
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
แปลภาษา / Translate Page
*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google