Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ถอดรหัสปรมัตถธรรม 4 ธรรมที่ควรรู้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมโดยตรง

ปรมัตถธรรม 4 คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร?

จิต   เจตสิก   รูป   นิพพาน คืออะไร???

ปรมัตถธรรม คือ ปรมัตถธรรม คือ สภาวธรรมที่มีอยู่จริงโดยความหมายสูงสุด ไม่ขึ้นอยู่กับสมมติบัญญัติใดๆและไม่มีใครเป็นเจ้าของ ประกอบไปด้วย...จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน....มีทั้งหมด 4 อย่าง จึงเรียกว่า..

ปรมัตถธรรม 4 ประการ...

มาไขรหัสหรือถอดรหัสของ ปรมัตถธรรม แต่ละองค์ธรรม

1 ) จิต คือ ธาตุรู้ ทำหน้าที่รับรู้หรือรู้แจ้งในรูปและนามที่มากระทบ(สัมผัส)

จิต : สภาพธรรมที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ เป็นนามธรรม จิตทำหน้าที่หรือทำกิจรับรู้หรือรู้แจ้งเรื่องราวต่างๆที่มากระทบ รับรู้ในขันธ์ 5 (รับรู้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) รับรู้ในอารมณ์ 6 ( รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ ) สรุปคือจิตรับรู้ใน รูปธรรมและนามธรรม ทั้งหมด จิตเป็นนามธรรมและเป็นสังขตธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง)จิตไม่สามารถปรุงแต่งตนเองได้ การปรุงแต่งต่างๆเป็นหน้าที่ของ เจตสิก เท่านั้น จิตจะออกมาดีไม่ดีอย่างไรจึงอยู่ที่การปรุงแต่งของ เจตสิก เพียงอย่างเดียวเท่านั้น จิตเป็นองค์ธรรมที่สำคัญองค์ธรรมหนึ่งในขันธ์ 5 นั่นก็คือ วิญญาณ(ขันธ์รับรู้)นั่นเอง จิต ใจ วิญญาณ มโน คือ สิ่งเดียวกัน ความหายเดียวกัน แต่อาจใช้ในแต่ละบริบทแตกต่างกันไป เช่น ถ้าใช้ในขันธ์ 5 ก็จะเรียก วิญญาณ ถ้าใช้ในอายตนะภายในก็จะเรียกว่า ใจ ถ้าใช้ในผัสสะก็จะเรียกว่า มโนผัสสะ เป็นต้น จิตถือว่า เป็นศูนย์กลางการรับรู้เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามากระทบกับจิต เพราะรูป(ตา หู จมูก ลิ้น กาย)ไม่สามารถรับรู้เองได้(เพราะมันมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ)ทุกๆการปรุงแต่ง จิตจะเป็นหน่วยรับรู้ทั้งหมดทั้งสิ้น ทุกข์เกิดก็เกิดที่จิต ทุกข์ดับก็ดับที่จิต สิ่งดีหรือสิ่งไม่ดีที่เข้ามากระทบจิต จิตก็รับรู้ทั้งหมด(ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นำมาปรุงแต่งจิต)จิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้ แต่เป็นคนละธรรม นี่คือ เรื่องราวของจิต 

2 ) เจตสิก คือ ธรรมปรุงแต่งจิต ธรรมที่ประกอบกับจิต

เจตสิก : สภาพธรรมที่เกิดขึ้นประกอบกับจิต ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิต และรู้อารมณ์เดียวกับจิต (เช่น ความโลภ ความโกรธ ความสุข ความทุกข์)เกิดและดับพร้อมจิต เกิดในที่เดียวกัน เป็นนามธรรม ไม่มีจิตก็ไม่มีเจตสิก ถ้าไม่มีเจตสิกจิตก็ไม่เกิด เพราะจิตปรุงแต่งตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยเจตสิกปรุงแต่งเท่านั้น เป็นธรรมที่เกื้อหนุนกันมา ทุกข์ก็เกิดจากการปรุงแต่งของกลุ่มอกุศลเจตสิก(กิเลส) ส่วนการดับทุกข์เกิดจากกุศลเจตสิก(ธรรมที่เป็นกุศล)ปรุงแต่งจิต ซึ่งส่งผลทำให้อกุศลเจตสิก(กิเลส)ดับลง จะเห็นได้ว่าจะมี 2 ตัวแปรหรือ 2 กลไกหลักๆที่ปรุงแต่งคุณภาพจิตออกมาดี(ทุกข์ดับ)หรือไม่ดี(ทุกข์เกิด)นั่นก็คือ กุศลเจตสิก กับ อกุศลเจตสิก ส่วนเจตสิกที่เป็นกลางๆจะเข้าร่วมกิจกับกลุ่มใดก็ได้(ได้ทั้งสองกลุ่ม) เจตสิกทุกๆเจตสิกล้วนเป็นสังขตธรรม(ธรรมที่เกิดจากการปรุงแต่ง)มีทั้งธรรมที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิกหรือโสภณเจตสิก)และธรรมที่เป็นอกุศล(อกุศลเจตสิกที่เป็นกิเลสน้อยใหญ่)อริยมรรคมีองค์ 8 ที่นำมาใช้ดับทุกข์จะจัดอยู่ในกลุ่มกุศลเจตสิกทั้งหมด เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(มรรคมีองค์ 8) อกุศลเจตสิก(กิเลส)ย่อมดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา) เจตสิก เป็นชื่อธรรมที่เป็นกลางๆตามที่กล่าวมา หน้าที่ของเจตสิกก็คือ ปรุงแต่งในรูปและนาม ในปรมัตถธรรม เจตสิกจะทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตและรูป(ที่เป็นสังขตธรรมเท่านั้น)เจตสิกจะไม่สามารถไปปรุงแต่งนิพพานได้ เพราะนิพพานเป็นอสังขตธรรมหรือวิสังขารธรรม(ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง)ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ ซึ่งจะแตกต่างไปจากสังขตธรรม ซึ่งมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด ในโลกนี้ก็มีปรากฎแค่รูปกับนามเท่านั้นหรือสังขตธรรม(ธรรมที่เกิดจากการปรุงแต่ง)กับอสังขตธรรม(ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง)ซึ่งก็คือ นิพพาน ตัวปรุงแต่งมีชื่อว่า เจตสิก และเจตสิกนี่เองที่เป็นตัวปรุงแต่งนามรูปหรือขันธ์ 5 ขึ้นมา(ในโครงสร้างปฏิจจสมุปบาท) เจตสิกของ อวิชชา ก็คือ โมหเจตสิก และ เจตสิกของ วิชชาก็คือ อโมหเจตสิกหรือปัญญาเจตสิกนั่นเอง เวทนา สัญญา สังขาร ล้วนเป็นเจตสิกทั้งสิ้น วิญญาณไม่ใช่เจตสิก วิญญาณก็มาจากการปรุงแต่งของเจตสิก(สังขาร)อีกต่อหนึ่ง เรามาดูการปรุงแต่งของเจตสิกแต่ละชนิด( กุศล , อกุศล , เป็นกลาง )

เจตสิกที่มีปัญหาและสร้างปัญหาให้จิตมากที่สุด คือ อกุศลเจตสิก โดยเฉพาะหัวหน้าหรือประธานอกุศลเจตสิกทั้งหมด คือ โมหเจตสิก ซึ่งเป็นเจตสิกของอวิชชา อกุศลเจตสิกทุกๆตัว ล้วนมีโมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมด เป็นรากเหง้าของอกุศลเจตสิก(รากเหง้าของกิเลสทั้งปวง)โมหเจตสิกดับ(อวิชชาดับ)อกุศลเจตสิกแต่ละตัวก็จะไม่มีกำลังหรือพลังในการปรุงแต่งจิตอีกต่อไป 

2.1 เจตสิกที่เป็นกุศล มีทั้งหมด 25 เจตสิกดังต่อไปนี้....

ในทางพระอภิธรรม เจตสิกฝ่ายดีงามเรียกว่า "โสภณเจตสิก มี 25 ดวง" ซึ่งประกอบไปด้วย 4 หมวดหลักดังนี้ 

1. โสภณสาธารณเจตสิก (เกิดทั่วไปกับจิตดีงามทุกดวง) มี 19 ดวง 
เป็นธรรมะดีงามที่เกิดร่วมกับโสภณจิตทุกดวงอย่างไร้ข้อยกเว้น ได้แก่:  
  • ศรัทธา (ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดีและถูกต้อง ตามหลักกรรมและผลของกรรม)
  • สติ (ความระลึกได้ระลึกรู้ในอารมณ์ที่เป็นกุศล)
  • หิริ (ความละอายใจต่อบาปและความชั่ว)
  • โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อผลของบาปและความชั่ว)
  • อโลภะ (ความไม่โลภ ไม่ติดใจในกามคุณราคะ)
  • อโทสะ (ความไม่โกรธ ไม่ประทุษร้าย ไม่พยาบาท ไม่หงุดหงิด)
  • ตัตรมัชฌัตตตา (ความมีจิตเป็นกลางในอารมณ์นั้นๆ หรือความสม่ำเสมอของจิต)
  • กายปัสสัทธิ และ จิตตปัสสัทธิ (ความสงบระงับแห่งกองรูป และความสงบระงับแห่งจิต)
  • กายลหุตาและจิตตลหุตา(ความเบาและความคล่องตัวแห่งกองรูปและจิต)
  • กายมุทุตาและจิตตมุทุตา (ความนุ่มนวล อ่อนโยนแห่งกองรูปและจิต)
  • กายกัมมัญญตา และ จิตตกัมมัญญตา (ความควรแก่การงานแห่งกองรูปและจิต)
  • กายปาคุญญตา และ จิตตปาคุญญตา (ความคล่องแคล่วชำนาญแห่งกองรูปและจิต)
  • กายุชุกตา และ จิตตุชุกตา (ความซื่อตรงแห่งกองรูปและจิต) 
2. วิรตีเจตสิก (เจตสิกที่เป็นตัวงดเว้นจากความชั่วทางกายและวาจา) มี 3 ดวง 
เกิดในขณะที่งดเว้นจากการทำชั่วทางกาย วาจา และอาชีพ:  
  • สัมมาวาจา (เจตสิกงดเว้นจากการพูดชั่ว เช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด)
  • สัมมากัมมันตะ (เจตสิกงดเว้นจากการกระทำชั่วทางกาย เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์)
  • สัมมาอาชีวะ (เจตสิกงดเว้นจากการหาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด) 
3. อัปปมัญญาเจตสิก (เจตสิกที่เป็นพรหมวิหาร แผ่ไปในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ) มี 2 ดวง 
  • กรุณา (ความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์)
  • มุทิตา (ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดีมีความสุข) 
4. ปัญญาเจตสิก (ปัญญินทรียเจตสิก) มี 1 ดวง 
  • ปัญญา(ความรู้ความเข้าใจตามความเป็นจริง มีความฉลาดในเหตุผลและสภาพธรรม) 

 

2.2 เจตสิกที่เป็นอกุศล มีทั้งหมด 14 เจตสิก เป็นเจตสิกที่ไม่ดีงาม(กลุ่มกิเลส) 

แบ่งตามกลุ่ม (เจตสิก 14 ดวง) 
  • โมจตุกเจตสิก (กลุ่มที่มีโมหะเป็นประธาน 4 ดวง)
    • โมหะ: ความหลง ความไม่รู้จริง
    • อหิริกะ: ความไม่ละอายต่อบาป
    • อโนตตัปปะ: ความไม่เกรงกลัวต่อบาป
    • อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่าน ไม่สงบใจ 
  • โลติกเจตสิก (กลุ่มที่เกี่ยวกับความอยาก 3 ดวง)
    • โลภะ: ความอยากได้ ความติดใจยินดีในอารมณ์
    • มานะ: ความถือตัว ความสำคัญตน
    • ทิฏฐิ: ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม 
  • โทจตุกเจตสิก (กลุ่มที่มีโทสะเป็นประธาน 4 ดวง)
    • โทสะ: ความโกรธ ความหงุดหงิดประทุษร้ายจิต
    • อิสสา: ความริษยา (เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนไม่ได้)
    • มัจฉริยะ: ความตระหนี่ถี่เหนียว
    • กุกกุจะ: ความเดือดร้อนใจในบาปที่ทำไปแล้วหรือความดีที่ยังไม่ได้ทำ 
  • ถีนทุกเจตสิก (กลุ่มความหดหู่เซื่องซึม 2 ดวง)
    • ถีนะ: ความหดหู่ ท้อแท้ของจิต
    • มิทธะ: ความซึมเซาเคลิบเคลิ้มของเจตสิก 
  • วิจิกิจฉาเจตสิก (1 ดวง)
    • วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยหรือสภาวะธรรม 

 

จุดสำคัญของอกุศลเจตสิก
ถ้าสังเกตให้ดีๆจะเห็นว่า อกุศลเจตสิกทุกๆดวงก็คือ กิเลส นั่นเอง 
  • อกุศลสาธารณเจตสิก 4 ดวง: คือ โมหะ, อหิริกะ, อโนตตัปปะ และอุทธัจจะ (4 ดวงนี้ในกลุ่มแรก) จะต้องเกิดร่วมกับอกุศลจิตทุกๆ ดวงเสมอ
  • เกิดได้เฉพาะกับ อกุศลจิต 12 ดวง เท่านั้น ไม่สามารถไปเกิดร่วมกับกุศลจิต วิบากจิต หรือกิริยาจิตได้  

เจตสิกที่เป็นอกุศลเหล่านี้คือ ตัวการปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์ที่มาจากกิเลส มันจะปรุงแต่งจิตให้เศร้าหมองเป็นอารมณ์เดียวกันกับมัน(อกุศลเจตสิก) ทุกข์มันเกิดขึ้นมาจากจุดนี้เอง และประธานหรือหัวหน้าแห่งการปรุงแต่งของกิเลสทั้งหลายทั้งปวงก็คือ อวิชชาหรือโมหเจตสิก นั่นเอง

อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิราคะ => ตัณหาและกิเลสทั้งปวง

คำอธิบาย : โมหเจตสิก(อวิชชา)ซึ่งเป็นหัวหน้าหรือประธานของ เหล่าอกุศลเจตสิกทั้งหลายทั้งปวงจะทำการปรุงแต่ง นันทิ ขึ้นมา ซึ่ง นันทิ ธรรมนี้เป็นเชื้อของบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ล้วนมาจาก นันทิ ธรรมนี้ ซึ่งรวมถึง ราคะและตัณหา ก็ล้วนมาจากเชื้อของ นันทิ ทั้งสิ้น

การจัดการกับนันทิ

ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาเพื่อดับอวิชชา(โมหเจตสิก) เพราะถ้าอวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) นันทิ ย่อมดับไป ในการดับอวิชชา(โมหเจตสิก)เราจะใช้ 3 ธรรมต่อไปนี้ ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า แก่นมรรค ประกอบไปด้วย...สติ สมาธิ  ปัญญา...ซึ่งนำมาจาก อริยมรรคมีองค์ 8 และอินทรีย์ 5 พละ 5 ด้วยการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตที่ฐานกาย จะสามารถตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ได้ทันที แต่แก่นมรรคต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญพอสมควร จึงจะสามารถนำไปดับอวิชชาที่จุดผัสสะและเวทนาได้ นี้คือวิธีการดับอกุศลเจตสิกอีกวิธีหนึ่งด้วยกุศลเจตสิก(แก่นมรรค)การหลอมรวมแก่นมรรคเป็นเนื้อเดียวกัน(มรรคสมังคี)เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะพลังของมรรคจะมีมากขึ้นและสามารถดับอกุศลเจตสิกได้ง่ายขึ้น 

2.3 เจตสิกที่เป็นกลางๆ มีทั้งหมด 13 เจตสิก(ดวง)

เจตสิกที่เป็นกลางหรือเรียกว่า อัญญสมานาเจตสิก ในทางพระอภิธรรม คือสภาพธรรมที่ประกอบเข้าได้กับจิตทั้งฝ่ายดี (กุศล), ฝ่ายชั่ว (อกุศล) และฝ่ายกลางๆ โดยแบ่งออกเป็น 2 หมวดใหญ่ ดังนี้..... 

1. สัพพจิตตสาธารณเจตสิก (เกิดทั่วไปกับจิตทุกดวง) มี 7 เจตสิก(ดวง) 
  • ผัสสะ (การกระทบอารมณ์)
  • เวทนา (ความรู้สึกสุข, ทุกข์, หรือเฉยๆ)
  • สัญญา (ความจำได้หมายรู้)
  • เจตนา (ความจงใจหรือตัวการในการคิด/ทำ)
  • เอกัคคตา (ความมีใจตั้งมั่น หรือสมาธิในอารมณ์นั้น)
  • ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือสภาพที่รักษานามธรรม/เจตสิก)
  • มนสิการ (ความใส่ใจ หรือการทำในใจ)  

 

2. ปกิณณกเจตสิก(เจตสิกที่เรี่ยรายหรือเกิดประกอบได้เป็นบางดวง)มี 6 ดวง 
  • วิตก (การตรึก หรือการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์)
  • วิจาร (การตรอง หรือการประคองจิตไว้ในอารมณ์)
  • อธิโมกข์ (ความปักใจ หรือตัดสินใจในอารมณ์)
  • วิริยะ (ความเพียรพยายาม)
  • ปีติ (ความอิ่มเอิบใจ)
  • ฉันทะ (ความพอใจอยากจะทำในสิ่งนั้น) 

3 ) รูป คือ สภาพธรรมที่ไม่ใช่สภาพรู้ เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย (เช่น ธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมถึง สี กลิ่น รส) เป็นรูปธรรม รูป(28)ประกอบไปด้วย....

3.1 มหาภูตรูป 4 ประการ คือ  ดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นส่วนประกอบของรูปทุกๆชนิด ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต 

3.2 อุปทายรูป 24 ประการ

อุปาทายรูป (หรือ อุปาทารูป) ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง "รูปอาศัย" หรือรูปที่เกิดขึ้นและต้องอิงอาศัยอยู่บน มหาภูตรูป 4 (ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม) เปรียบเสมือนเงาที่อาศัยวัตถุ

อุปาทายรูปมีทั้งหมด 24 อย่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ "รูป 28" แบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ตามหลักอภิธรรม ดังนี้..... 

การแบ่งประเภทของอุปาทายรูป 24 
  • ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์/ความรู้สึก):
    1. 1. จักขุปสาท (ประสาทตา สำหรับดูรูป)
    2. 2. โสตปสาท (ประสาทหู สำหรับฟังเสียง)
    3. 3. ฆานปสาท (ประสาทจมูก สำหรับดมกลิ่น)
    4. 4. ชิวหาปสาท (ประสาทลิ้น สำหรับลิ้มรส)
    5. 5. กายปสาท (ประสาทกาย สำหรับสัมผัส) 
  • โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์):
    6. รูป (สีและสัณฐานที่ตาเห็น)
    7. สัททะ (เสียงที่หูได้ยิน)
    8. คันธะ (กลิ่นที่จมูกได้ดม)
    9. รสะ (รสที่ลิ้นได้ลิ้ม)
    10. โผฏฐัพพะ (สิ่งที่กระทบกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง — นับรวมเป็นมหาภูตรูปแล้ว)
     
  • ภาวรูป 2 (รูปที่แสดงเพศ):
    11. อิตถีภาวรูป (ความเป็นหญิง)
    12. ปุริสภาวรูป (ความเป็นชาย)
     
  • หทัยรูป 1:
    13. หทัยวัตถุ (ที่ตั้งของใจ หรือหัวใจ)
     
  • ชีวิตรูป 1:
    14. ชีวิตินทรีย์ (รูปที่เป็นชีวิต หรือความหล่อเลี้ยงให้ร่างกายดำรงอยู่)
     
  • อาหารรูป 1:
    15. อุทตารูป / กวฬิงการาหาร (โอชาอาหาร)
  • ปริจเฉทรูป 1:
    16. อากาศ (ช่องว่างระหว่างรูป)
  • วิญญัติรูป 2 (รูปที่แสดงอาการเคลื่อนไหว):
    17. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวทางกาย)
    18. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวหรืออาการที่ทำให้เกิดเสียงพูด)
     

วิการรูป 3 (อาการเปลี่ยนแปลงของรูป):
19. ลหุตา (ความเบา)
20. มุทุตา (ความอ่อนนุ่ม)
21. กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน)

ลักขณรูป 4 (ลักษณะของรูป):
22. อุปจยะ (ความเจริญขึ้นในครั้งแรก)
23. สันตติ (ความสืบต่อ)
24. ชรตา (ความแก่ ความทรุดโทรม)
25. อนิจจตา / มรณะ (ความตาย หรือความดับสลาย) 

มีรูปซ้ำกัน 1 รูป(ด้านบน) นี้คือ ส่วนของรูปทั้งหมดที่ถูกปรุงแต่งโดย เจตสิก รูปไม่สามารถปรุงแต่งตนเองให้เกิดกิเลสได้ มีแต่เจตสิกที่ปรุงแต่งรูปเท่านั้น( เช่น กามคุณ 5 ) 

4 ) นิพพาน คือ สภาพธรรมที่พ้นจากกิเลสและความทุกข์ทั้งปวง เป็นสภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับและไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใดๆ มาปรุงแต่ง เป็น อสังขตธรรมหรือวิสังขารธรรม(ธรรมที่ปราศจากการปรุงแต่ง) นิพพาน แปลตามศัพท์ว่า ความดับ หรือ ความเย็น ซึ่งหมายถึงการดับกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง 

ความหมายและลักษณะสำคัญ 
  • การดับกิเลส: คือการดับโลภ (ความอยากได้) โกรธ (ความหงุดหงิด/เกลียดชัง/พยาบาท) และหลง (ความไม่รู้จริง) ออกไปจากใจอย่างสิ้นเชิง
  • เป็นอสังขตธรรม/วิสังขาร: เป็นสภาวะที่ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ แต่เหนือกว่าสมมติบัญญัติและภาษาที่จะอธิบาย
  • สุขอย่างยิ่ง: พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง" แม้จะเป็นสุขที่ปราศจากปรุงแต่งด้วยความรู้สึก (เวทนา) แบบทางโลกก็ตาม 

ตามคัมภีร์พระไตรปิฎก (อิติวุตตกะ) ได้กล่าวถึงประเภทของนิพพานไว้ 2 ประเภท หลัก (เรียกว่า นิพพานธาตุ 2) 

1. สอุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานที่ยังมีชีวิตเป็นอยู่) 
  • ความหมาย: คือนิพพานที่ยังมี "อุปาทิ" หรือเบญจขันธ์ (กายและใจ/อินทรีย์ทั้ง 5) เหลืออยู่
  • ลักษณะ: พระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมยังคงมีชีวิตอยู่ ได้ดับกิเลส (โลภ โกรธ หลง) สิ้นเชิงแล้ว แต่ร่างกายและความรู้สึกสุข/ทุกข์ทางกายยังมีอยู่ตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นเพียงกิริยาจิตเท่านั้น (เปรียบเหมือนถ่านที่ไฟดับสนิทแล้ว แต่ตัวถ่านยังอยู่) 
2. อนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานขันธ์ 5 ดับลงหรือปรินิพพาน) 
  • ความหมาย: คือนิพพานที่ไม่มี "อุปาทิ" หรือเบญจขันธ์เหลืออยู่แล้ว
  • ลักษณะ: พระอรหันต์ละสังขาร (เสียชีวิต) ขันธ์ 5 ดับลงทั้งหมด ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ อีกต่อไป(วัฏฏสงสารดับลง)สิ้นสุดความทุกข์ทางกายและใจโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ ในบางคัมภีร์ยังมีการจำแนกนิพพานตามอาการที่ปรากฏ (เช่นในทางปฏิเวธหรือสภาวธรรม) เป็น 3 อย่าง ได้แก่ 

  • สุญญตนิพพาน: ความว่างจากกิเลสและความยึดถือว่าเป็นตัวตน
  • อนิมิตตนิพพาน: ความไม่มีนิมิตเครื่องหมายของความปรุงแต่ง
  • อัปปณิหิตนิพพาน: ความไม่มีความตั้งปรารถนาหรือความอยาก (ตัณหา) เหลืออยู่

นี้คือเรื่องราวของ...จิต  เจตสิก  รูป  นิพาน....แบบคร่าวๆ

ส่องดู ปรมัตถธรรม 4 ด้วย วิชชา(ปัญญา)

เรามาส่องดู... จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน...แบบลึกๆขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเป็นความจริงสูงสุด(เหนือสิ่งสมมติบัญญัติ) เราจะเห็นสิ่งต่อไปนี้ปรากฎ

1. รูป( รูป ) และ นาม( จิต  เจตสิก  นิพพาน )ปรากฎในปรมัตถธรรม 4

ในปรมัตถธรรมมีเพียง รูป กับ นาม ที่ปรากฎแจ้ง ทำให้รู้ความจริงว่า ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง รูป กับ นาม เท่านั้นที่ปรากฎ ไม่มีสิ่งอื่นเลยนอกจาก รูปและนามเท่านั้น นี้คือ ปรมัตถ์(ความจริงสูงสุด)

2. สังขตธรรม/สังขาร( จิต เจตสิก รูป ) และ อสังขตธรรม/วิสังขาร( นิพพาน )

จิตและเจตสิก เป็น สังขตธรรมและเป็นนามธรรม มาจากการปรุงแต่ง โดยที่ จิต ทำหน้าที่หรือทำกิจรับรู้ รู้แจ้งในสิ่งที่มากระทบเท่านั้น ส่วนเจตสิกจะทำหน้าที่หรือทำกิจปรุงแต่งจิต เจตสิก(ปรุงแต่งเจตสิกด้วยกัน เช่น โมหเจตสิกปรุงแต่งโลภเจตสิก เป็นต้น) รูป เท่านั้น ในส่วนของสังขตธรรมนี้ จะมีเพียงธรรมเดียวที่ทำหน้าที่หรือทำกิจปรุงแต่งธรรมอื่นคือ เจตสิก(ปรุงแต่งจิต รูป และตัวเจตสิกอื่นๆ) รูป เป็นรูปธรรมและเป็นสังขตธรรม ในปรมัตถธรรม 4 จึงมีอยู่ 2 สภาวะ คือ ปรุงแต่ง(จิต เจตสิก รูป ) กับ ไม่มีการปรุงแต่ง(นิพพาน)ที่ปรากฎให้เห็น

3. จิต เจตสิก รูป อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ มีความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในตัวเอง

4. จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  เป็น...อนัตตา...ด้วยกันทั้งหมด(สัพเพ ธัมมา อนัตตา)คำว่า ทั้งปวง(สัพเพ)จะหมายรวมธรรมทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งรวมถึง นิพพาน ด้วย ธรรมทั้งหมดล้วนไม่สามารถบังคับบัญชาหรือควบคุมได้ จึงตกอยู่ภายใต้...อนัตตา...ไม่ควรเข้าไปยึด(พุทธพจน์)

ปรมัตถธรรมสอนเรื่องใด???

- ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็น อนัตตา ทั้งหมด ไม่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด

- ถ้าปราศจากการปรุงแต่งของเจตสิกใน...จิต  เจตสิก  รูป...(เจตสิกหยุดการปรุงแต่งลงทั้งหมด)สิ่งที่เกิดขึ้นและติดตามมา นั่นก็คือ...จิตปราศจากการปรุงแต่งจากเจตสิก  เจตสิกหยุดการปรุงแต่งทั้งหมด  รูปปราศจากการถูกปรุงแต่งจากเจตสิก ส่งผลทำให้....จิตว่าง  เจตสิกว่าง  รูปว่าง(จากการปรุงแต่ง) ซึ่งก็คือ อสังขตธรรมหรือวิสังขารนั่นเอง สิ่งที่ติดตามมาคือ...

จิต  เจตสิก  รูป  =  อสังขต / วิสังขาร

ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันกับ นิพพาน  เกิดขึ้นในที่เดียวกันคือ ขันธ์ 5 ที่ปราศจากการปรุงแต่ง เพราะ จิต  เจตสิก  รูป ก็คือ ขันธ์ 5 นั่นเอง

จิต คือ ส่วนของ วิญญาณขันธ์

เจตสิก ประกอบไปด้วย...เวทนาเจตสิก  สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก(กุศลเจตสิก 25 ดวง, อกุศลเจตสิก 14 ดวง, เจตสิกที่เป็นกลาง 13 ดวง)

รูป ประกอบด้วย มหาภูตรูป 4 และ อุปาทายรูป 24 ( รูป 28 )

เมื่อ อริยมรรคมีองค์ 8 บริบูรณ์เป็น มรรคสมังคี จนเกิด มรรคจิต เป็น สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุตติ ตามลำดับ ภารกิจเสร็จสิ้น(ในการเจริญมรรค)วางธรรมที่เป็นกุศลลงทั้งหมด(อกุศลเจตสิกดับไปหมดแล้ว)เจตสิกส่วนที่เป็นกุศลเจตสิก เช่น สติ ปัญญา เมตตา อโลภะ อโทสะ อโมหะ ไม่มีความจำเป็นต้องปรุงแต่งเพิ่มเติมอีกแล้ว(กุศลเจตสิกเต็มแก้วไปแล้ว)เพราะถ้าปรุงแต่งไปก็มีแต่จะล้นออกไม่เกิดประโยชน์ใดๆนี้คือจุดวางการปรุงแต่งของกุศลเจตสิกลงทั้งหมด(วางแพข้ามฝั่งแม่น้ำ)เมื่ออกุศลเจตสิก(กิเลส)ดับลงทั้งหมดแล้ว ก็ถึงเวลาที่เจตสิกจะหยุดการปรุงแต่ง(จิต เจตสิก รูป)ลงทั้งหมด ซึ่งต่อไป จิต เจตสิก รูป ก็จะอยู่เหนือการปรุงแต่ง(พระอรหันต์)โลก(ของการปรุงแต่ง)จึงว่าง นี่คือ สภาวะโลกว่างจริง(ว่างจากการปรุงแต่งของเจตสิก)

ข้อน่าคิดและน่าศึกษาต่อ

ทุกข์(กิเลส)เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง ทุกข์(กิเลส)ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือจากการดลบันดาลของพระเจ้าใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าเราหยุดการปรุงแต่งหรือไม่ปรุงแต่งสิ่งใดๆลงไปใน...จิต  เจตสิก  รูป...จิตซึ่งเป็นธาตุรับรู้เรื่องราวต่างๆก็ไม่มีทุกข์ เพราะจิตไม่ถูกปรุงแต่งจากเจตสิก(อกุศลเจตสิก)จิตจึงว่าง การอยู่กับลมหายใจ(อานาปานสติ)และกายคตาสติ(อิริยาบถต่างๆ)จะช่วยลดการปรุงแต่งได้อย่างมาก เพราะทั้งสองธรรมนี้เป็นกิริยาของรูปกาย รูปไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ เพราะรูปไม่มีเจตสิกปรุงแต่งจิตได้ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระอรหันต์จึงใช้อานาปานสติและกายคตาสติเป็น วิหารธรรม(บ้านของจิต)ถึงแม้ว่า ท่านจะมี สติ สมาธิ ปัญญา เต็มรอบบริบูรณ์ไปแล้ว แต่ท่านก็ใช้ธรรมทั้งสองนี้เป็นเครื่องอยู่ของจิต

ความหมายของการปรุงแต่ง : 

หมายถึง....ยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด เพลิน(นันทิ) คลุกคลี หมกหมุ่น ติดใจ ชอบ ไม่ชอบ รัก ไม่รัก ยินดี ยินร้าย เครียด ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ฯลฯ นี่คือ นิยามของคำว่า ปรุงแต่ง คือ การที่ เจตสิกไปปรุงแต่งใน รูป และ นาม

ที่สุดของที่สุดใน ปรมัตถธรรม

เราสร้างเหตุปัจจัยคือ กุศลเจตสิกเข้าไปปรุงแต่งจิต(อริยมรรคมีองค์ 8) เพื่อหยุดการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกทั้งหมดลง เมื่ออกุศลเจตสิกดับลงจนหมดสิ้นแล้ว ที่สุดของที่สุดก็คือ หยุดการปรุงแต่งของกุศลเจตสิกลงทั้งหมด(ไม่มีการปรุงแต่งเพิ่มเติมใดๆอีกต่อไปตลอดกาล)เพราะกุศลเจตสิกเต็มรอบหรือบริบูรณ์แล้ว(ในพระอรหันต์)ไม่มีความจำเป็นต้องปรุงแต่งกุศลเจตสิกอีกต่อไป

 

 

 

 

(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้  ))
 

(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ )) 

(( วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆของปุถุชน ))
(( ตีแผ่สังโยชน์ 10 ))
 

(( รู้  เห็น   วาง   คืออะไร??? )) 

(( อวิชชาครองโลก อวิชชาลวงโลก ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))  

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))  

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))  

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))  

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค กดดูที่นี่.. )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ] 
 

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))  

(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...)) 
 

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))  

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...)) 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   ))

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left. 

翻译:请前往您左侧的子菜单。  

 

 

Visitors: 27,020