ความรู้และความเข้าใจใน..สติ สมาธิ ปัญญา..ที่ใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)

ท่านมีความเข้าใจใน...สติ สมาธิ ปัญญา...มากน้อยเพียงใด?
สติ สมาธิ ปัญญา ธรรมธรรมดา แต่มีความไม่ธรรมดาในตัวธรรมนี้
สติ สมาธิ ปัญญา มาจากมรรคมีองค์ 8 และ อินทรีย์ 5 พละ 5 ในที่นี้จะเรียกว่า แก่นมรรค เพราะคือ แก่นของวิชชา(ปัญญา)ดีๆนี่เอง
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ธรรมชาติได้มอบสิ่งที่มีคุณค่าคือ สติ สมาธิ ปัญญา มาให้พร้อมแล้ว เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต แต่เป็น สติ สมาธิ ปัญญา แบบธรรมดาที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนให้กล้าแกร่ง เป็น สติ สมาธิ ปัญญา แบบพื้นฐานโลกิยะทั่วๆไป ยังไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้สู้กับ อวิชชาสวะ(กิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตวิญญาณแบบข้ามภพข้ามชาติ)ทุกๆคนเกิดมาพร้อมกับสิ่งที่ธรรมชาติให้มาคือ...วิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา) และ อวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา) แต่พลังของอวิชชาจะมีมากกว่าโดยไม่ต้องออกแรงฝึกฝนใดๆทั้งสิ้น อวิชชาก็ทำหน้าที่(ทำกิจ)ได้ในทุกสถานการณ์(ทุกๆผัสสะ) อวิชชาคือ รากเหง้า(รากแก้ว)ของบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง กิเลสทั้งปวงจะมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วมหลักๆทุกๆตัว เช่น นิวรณ์ 5 กิเลส 10 ฯลฯ เป็นต้น ทุกข์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นในมนุษย์ก็มาจากกิเลสน้อยใหญ่ที่มีกิเลสอวิชชาเป็นรากเหง้าหรือหัวหน้ากิเลสทั้งปวง(อวิชชาเป็นกิเลสละเอียดในอนุสัยและสังโยชน์) การจะดับกิเลสเหล่านี้ได้ ต้องใช้ วิชชา(ปัญญา) ซึ่งวิชชาหรือปัญญาก็มาจาก...สติ สมาธิ ปัญญา..ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญและชำนาญสูง จึงจะสามารถดับกิเลสอวิชชา(ดับทุกข์)ได้ เราจะเลือกให้วิชชาทำกิจหรืออวิชชาทำกิจ???
มาเรียนรู้เรื่อง...สติ สมาธิ ปัญญา...
สติ สมาธิ ปัญญา ในที่นี่จะหมายถึง สติ สมาธิ ปัญญา ในทางพุทธศาสนาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแล้วเท่านั้น จะไม่ใช่ สติ สมาธิ ปัญญา แบบปุถุชนคนทั่วๆไปที่ไม่ผ่านการฝึกฝน เหมือนกรณีที่เรามีมีดพร้าที่ยังไม่ผ่านการลับให้คมกริบ การนำไปใช้งานจะมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพไม่ดี เพราะยังไม่ผ่านการลับให้คมก่อนนำไปใช้งานหนักๆ เฉกเช่นเดียวกันกับการนำ สติ สมาธิ ปัญญา ไปใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)ในแต่ละวัน จำเป็นต้องลับ สติ สมาธิ ปัญญา(ฝึกฝน)ให้แก่กล้าเสียก่อนจึงจะนำสู่สนามใช้งานจริงได้ เพราะกิเลสมันแข็งแกร่งและรุนแรงมากกว่าที่เราคิด ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา(วิชชา)เราต้องแข็งแกร่งมากกว่ากิเลสหลายเท่าตัวจึงจะเอาชนะมันได้ตามหลักเหตุและผล
ความหมายของ..สติ สมาธิ ปัญญา...
สติ ในที่นี้จะหมายถึง..สติที่มาจากการฝึกอานาปานสติและกายคตาสติ เป็นหลัก จะไม่ใช่สติแบบทั่วๆไป จะเป็นสติที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตรปิฎกเท่านั้น เพราะการมีสติ(ในอานาปานสติและกายคตาสติ)ก็คือ การมี วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง การเจริญสติใน อานาปานสติและกายคตาสติ จะก่อให้เกิด สมาธิ และ ปัญญา ติดตามมา ถ้าปราศจากสติ สมาธิก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด ธรรมที่เป็นกุศลทั้งปวงก็เกิดขึ้นไม่ได้ นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนเน้นในเรื่องสติในธรรมหลายๆหมวดมากเป็นกรณีพิเศษ ธรรมอื่นๆ(รวมสมาธิและปัญญา)เจริญได้พอประมาณไม่มากจนเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป แต่สติสามารถเจริญได้แบบเต็มที่(ไม่อั้น)มีมากเจริญมากเท่าใดยิ่งเป็นการดีมาก(ระดับมหาสติ)เปรียบเทียบสติดั่งแสงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาฉายแสง จะส่งผลให้เกิดความสว่างสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้ทั้งหมด(สติเกิด กุศลธรรมทั้งปวงปรากฎขึ้น)นี่คือ อานุภาพของสติบางส่วนเท่านั้น สติจึงเป็นเสมือนธรรมที่นำทางธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันธรรมที่เป็นอกุศลบางส่วนจะดับลง โดยเฉพาะ อวิชชา ซึ่งเป็นหัวหน้าหรือประธานกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง อวิชชาจะแพ้ทางสติ(วิชชา) อวิชชาคือ ความหลงไม่รู้ แต่สติคือ ความระลึกรู้ตัว ซึ่งเป็นธรรมที่อยู่ตรงกันข้ามกัน เมื่อธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง เช่น เมื่อสติ(วิชชา)ความระลึกรู้ตัวเกิด ความหลงไม่รู้(อวิชชา)จะดับลง เป็นต้น ซึ่งเป็นกฎแห่งธรรมชาติหรือหลักของเหตุและผล(หลักอิทัปปัจจยตา)ผลจะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่มีเหตุ นี่คือความจริงของธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อเรารู้แล้วว่า สติในที่นี้ไม่ใช่สติธรรมดาทั่วๆไป เป็นสติชนิดที่ผ่านการฝึกฝนมาก่อน(ในอานาปานสติและกายคตาสติ)ที่พร้อมนำไปใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)ถ้าปราศจากสติเพียงธรรมเดียว อริยสัจ 4 สติปัฏฐาน 4 อริยมรรคมีองค์ 8 รวมไปถึงโพธิปักขิยธรรมและธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายทั้งปวงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย นั่นหมายถึงอกุศลธรรม(กิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่มีอวิชชาเป็นหัวหน้า)จะเจริญงอกงามอย่างมากในจิตใจของมนุษย์ จิตก็จะอุดมไปด้วยทุกข์นานาชนิดที่เข้ามาแสดงผลในจิต ส่งผลให้จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสทุกข์ทรมานอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ขาดธรรมที่ชื่อ...สติ...เพียงธรรมเดียวเท่านั้น นี่คือ ความสำคัญของสติ ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้สั่งสาวกไว้ ไม่ให้ตั้งอยู่ในความประมาท(สอนให้มีสติเป็นเครื่องอยู่)
สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด => อวิชชาดับ => ทุกข์ดับ
ไม่มีสติ =>สมาธิไม่เกิด =>ปัญญาไม่เกิด=>อวิชชาเกิด=>ทุกข์เกิด
สติ(จากอานาปานสติและกายคตาสติ)คือ สิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับนักปฏิบัติธรรมทุกๆคน เพราะคือจุดเริ่มต้นของการดับกิเลส(ดับทุกข์)ที่ผู้ปฏิบัติธรรมทุกๆคนต้องผ่านสถานีฝึกสติคือ อานาปานสติและกายคตาสติเป็น สถานีแรก ส่วนการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา(ฝึกวิชชา)ได้นำเสนอไว้ครบถ้วนแล้วในเว็บไซต์แห่งนี้(กดดูจากลิ้งค์ด้านล่าง)จากวงจรด้านบนท่านจะเห็นได้ว่า สติทำให้เกิดสมาธิ ความหมายก็คือ ถ้าท่านเจริญอานาปานสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ทำไปเรื่อยๆสักพักสมาธิจะเกิดขึ้นมาชั่วขณะจิต(ขณิกสมาธิ)เมื่อฝึกไปนานๆเข้าจนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญสูงตามวันเวลาที่มากขึ้น ท่านอาจเข้าไปสู่ อุปจารสมาธิ(สมาธิระดับกลาง)ไปจนถึง อัปปนาสมาธิ(สมาธิขั้นสูง)ซึ่งจะเข้าสู่ฌาณ 1-4 ได้แบบง่ายๆ แต่ต้องระวังเรื่องสมาธิแช่ จงมีสติอย่าหลงอยู่ในความสงบและความว่างจากสมาธิจนเกินขอบเขตตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ เพราะมันจะนำไปสู่กิเลสแบบละเอียด(อรูปราคะในสังโยชน์)ท่านจะต้องใช้สติที่กล้าแกร่งเข้าสู่การเจริญวิปัสสนาเพื่อสร้างปัญญาในสติปัฏฐาน 4 ปัญญา(วิชชา)จะเกิดขึ้นมากที่สุดใน สติปัฏฐาน 4 เมื่อวิชชาเกิดขึ้นเต็มรอบ(สติ สมาธิ ปัญญา)รวมกันเป็น มรรคสมังคี อวิชชาจะดับลงและกิเลสน้อยใหญ่ดับลงตามอวิชชา(ตทังคนิโรธ)นี่คือ การดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตเดียวที่ทุกๆคนสามารถทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา ให้กล้าแกร่งและแข็งแกร่งเหนืออวิชชาและกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ทุกท่านสามารถทำได้ไม่ได้อยู่เหนือความพยายามใดๆ
สติมีบทบาทในจุดใดในขันธ์ 5 (ในมนุษย์)
สติแสดงผลทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ( ยามเฝ้าทวาร 6 ) คือ มีสติระลึกรู้ตัวอยู่เสมอเมื่อ...ตาเห็นรูป ก็สักแต่ว่าเห็น(สติรู้ ปัญญาเห็น อุเบกขาวาง : รู้ เห็น วาง) หูได้ยินเสียง ก็สักแต่ว่าได้ยินแล้ว...รู้ เห็น วาง....จมูกดมกลิ่น...........ใจคิดเรื่องราวต่างๆ...ก็สักแต่ว่าคิดแล้ว...รู้ เห็น วาง...สติจะนำจิตมาไว้ที่ฐานกาย(อานาปานสติหรือกายคตาสติ) สติตั้งอยู่ที่ใด จิตจะตั้งอยู่ที่นั่นกับสติเสมอ เพราะสติเป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์เดียวกัน เกิดดับพร้อมกัน ตั้งอยู่ในที่เดียวกัน จิตคือธาตุรู้ ทำหน้าที่รับรู้เพียงเท่านั้น ไม่สามารถปรุงแต่งตัวจิตเองได้ ต้องอาศัยเจตสิกในการปรุงแต่งแต่ละอย่าง สติคือเจตสิกฝ่ายดีงาม(โสภณเจตสิก)เป็นเจตสิกที่เป็นกุศล(กุศลเจตสิก)ทำให้จิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง ทำให้จิตดีงาม สติจะทำการอารักขาอายตนะภายใน 6 รวมถึงจิตหรือใจ สติจะอารักขาจิตหรือใจเป็นพิเศษ เพราะส่วนที่เหลือในอายตนะภายในเป็นส่วนของรูปธรรม(ตา หู จมูก ลิ้น กาย)ซึ่งไม่รับรู้อารมณ์ใดๆ(เหมือนขอนไม้ที่ไร้ความรู้สึก)สติจะนำจิตมาไว้ที่ขอนไม้นี่แหละคือจุดที่ปลอดภัยมากที่สุด(เซฟเฮ้าส์ของจิต)นำจิตมาอยู่กับลมหายใจ(อานาปานสติ)ซึ่งไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต นำจิตมาอยู่กับอิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆของกายซึ่งก็ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)จึงเป็นที่หลบภัยและมารผจญ(กิเลสน้อยใหญ่)ที่ปลอดภัยมากที่สุด สติและจิตจดจ่ออยู่กับฐานกาย จะส่งผลทำให้ วิญญาณ(จิตที่ทำหน้าที่รับรู้)ไม่ส่งออกไปข้างนอก(ไม่ไปรับรู้ในอารมณ์ 6 ) สติจะทำหน้าที่ตัดกระแสกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่ให้มาวุ่นวายกับจิต(ไม่มาแทรกแซงและครอบงำจิต)เมื่ออวิชชาถูกตัดกระแสลง ส่งผลทำให้ นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหาไม่เกิด กิเลสจึงดับลง(ทุกข์ดับลง)ชั่วขณะจิต(ตทังคนิโรธ) ในส่วนของ...สมาธิ ปัญญา จะติดตามมาเอง ถ้าฝึกสติ(จากอานาปานสติและกายคตาสติ)จนกล้าแกร่ง การเจริญอานาปานสติจะนำพาให้ท่านเข้าสู่ สมาธิโดยอัตโนมัติ และเข้าสู่การเจริญปัญญา(วิชชา)ในสติปัฏฐาน 4 โดยตรง ปัญญาหรือวิชชาจะติดตามมาและเกิดขึ้นในจุดนี้ ท่านสามารถดูข้อมูลของสติปัฏฐาน 4 จากลิ้งค์ด้านล่าง
นี่คือ ความรู้และความเข้าใจใน...สติ สมาธิ ปัญญา...เพื่อนำไปใช้ในการจัดการกับกิเลส(ดับกิเลสหรือดับทุกข์) ถ้าท่านมีความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา เป็นอย่างดีแล้ว การจะดับกิเลส(ดับทุกข์)จะถือเป็นเรื่องง่ายๆต่อไป ดับกิเลสหรือดับทุกข์ในที่นี้คือ การดับทุกข์หรือดับกิเลสในชั่วขณะหรือดับกิเลสชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)ซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิตเท่านั้น เมื่อวิชชาเกิด(เจริญสติ สมาธิ ปัญญาบนฐานกาย) กิเลสอวิชชาซึ่งเป็นหัวหน้ากิเลสทั้งปวงจะดับลง นั่นคือ กิเลสดับ(ทุกข์)ดับในปัจจุบันขณะจิตนั้นๆ แต่ถ้าเมื่อใดไม่มีสติ(สติหลุด)ไม่มีการเจริญสติในฐานกาย กิเลสอวิชชาจะทำงาน(ทำกิจ)ทันที จิตจะถูกแทรกแซงและครอบงำโดยอวิชชาทันที ทุกข์เกิดขึ้นทันที เพราะสติ(วิชชา)ดับลง อวิชชาจึงเกิดขึ้นแทนที่วิชชาตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล)
ผู้ใดเห็น วิชชา( สติ สมาธิ ปัญญา ) ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า(เห็นคำสอนของท่าน) ถ้าท่านเข้าถึงวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)ท่านจะเข้าถึง อริยสัจ 4 สติปัฏฐาน 4 อริยมรรคมีองค์ 8 และปฏิจจสมุปบาททะลุไปถึงโพธิปักขิยธรรมทั้งหมด นี่คือเรื่องจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลา....
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( สติตัดวงจรกิเลสในปฏิจจสมุปบาท ))
(( เรียนรู้สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。