หยุดตกเป็นเหยื่อและไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ 6 อีกต่อๆไป
การไม่ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 )
การพิจารณาถึงการไม่ตกเป็นทาสและไม่เป็นเหยื่อของ อายตนะภายนอก 6 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธัมมารมณ์) ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติ เพื่อถอนความหลงยึดมั่นและคลายความกำหนัดในโลกแห่งสมมติที่สมติกันขึ้นเท่านั้น(ไม่ใช่ของจริงที่เป็นอมตะ)
เมื่อเจาะลึกผ่านมุมมองของการปฏิบัติ สามารถพิจารณาได้ตามแนวทางดังนี้:
ธรรมชาติของอายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 )
อารมณ์ทั้ง 6 (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์)เป็นเพียงสภาวะธรรมตามธรรมชาติที่มากระทบ ไม่ได้มีเจตนาจะมาผูกมัดหรือเป็นนายของเรา(จิต) ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอารมณ์ภายนอก แต่อยู่ที่การปรุงแต่งของจิตที่หลงไปยึดมั่นถือมั่น(จิตที่ถูกอวิชชาครอบงำ)
กลไกการเกิดทุกข์: เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯลฯ หากขาดสติและโยนิโสมนสิการ จิตจะไหลตามความชอบใจหรือความขัดใจ เกิดเป็น เวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) และหากปล่อยให้ไหลต่อ สังขารจะปรุงแต่งกลายเป็น นันทิราคะ ความเพลิดเพลินยินดี กลายเป็นความผูกพันและตกเป็นทาสของอารมณ์นั้นในที่สุด
การรู้เท่าทันสมมติ: วิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงสอน มุ่งเน้นให้เห็นความจริงว่า ทั้งตัวผู้รับรู้(จิต)และอารมณ์ที่มากระทบต่างก็เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตน การตีแผ่สมมติออกทำให้เห็นว่าไม่มี "เรา" ที่เป็นเหยื่อ และไม่มี "อารมณ์" ที่เป็นผู้กระทำ มีแต่ธรรมที่ทำกิจในผัสสะและเวทนาเท่านั้น
การตั้งฐานจิตในการปฏิบัติ: เมื่อมีผัสสะ(มโนผัสสะ)เกิดขึ้น การใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาลงไปที่ปัจจุบันขณะ เพื่อ ละนันทิในเวทนา ตั้งความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง จะช่วยตัดวงจรไม่ให้จิตไหลไปเป็นทาสของอายตนะภายนอก คงความอิสระและรู้ตื่นอยู่กับความจริง
"เมื่อจิตไม่เข้าไปยึดมั่นและสำคัญมั่นหมายในอารมณ์ 6 อายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 ก็เป็นเพียงสักว่ารูป สักว่าเสียง สักว่าธรรมารมณ์ ที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ดับไป ไม่สามารถแปรสภาพจิตให้กลายเป็นเหยื่อได้อีก"
อย่าวิ่งเข้าหากองเพลิง:
อิสรภาพที่แท้จริงจากการไม่เป็นทาส "อารมณ์ 6"
ทุกวันนี้ เราใช้ชีวิต วิ่งวุ่น และปล่อยให้ความสุขหรือความทุกข์ของเราไปผูกติดอยู่กับสิ่งรอบตัวตลอดเวลา โดยไม่รู้เลยว่า เรากำลังเอาชีวิตและจิตใจไปฝากไว้กับสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ สิ่งนั้นคือ "อารมณ์ 6" หรือ อายตนะภายนอก 6 (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส และเรื่องราวทางใจที่เข้ามากระทบ)
ลองหยุดคิดดูสักนิด... ทุกครั้งที่เราปล่อยให้ใจไหลตามความอยาก ความโกรธ หรือความเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านี้ นั่นเท่ากับเรากำลัง "เดินเข้าไปหากองเพลิง" ด้วยความสมัครใจ กองเพลิงที่ให้ความอบอุ่นหรือความสุขเพียงชั่วคราว แต่เผาผลาญความสงบสุขในใจเราไปจนหมดสิ้น
ความจริงเบื้องหลัง "อารมณ์ 6" ที่คุณต้องรู้
1. ทุกอย่างคือ "สมมติชั่วคราว": รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวที่มากระทบ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารหรือเป็นตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)
2. สุขชั่วคราว แลกกับทุกข์มหันต์: การวิ่งตามอารมณ์เหล่านี้ให้อาหารแก่ความอยาก (สุขเวทนา) แค่เพียงชั่วพริบตา แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ โทษ ทุกข์ และปัญหาคาราคาซังมหาศาลที่ผูกมัดเราไว้ไม่รู้จบ
3. อวิชชาคือตัวการ: การเข้าไปยึดถือหรือปรุงแต่งกับอารมณ์เหล่านั้น เกิดจากความหลง (อวิชชา) ที่ทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือเรื่องใหญ่ คือตัวเรา หรือเป็นของเรา
ทางออกที่สั้น ง่าย และตรงที่สุด: "ไม่ต้องวิ่งเข้าหากองเพลิง"
พระพุทธองค์ทรงชี้ทางสว่างไว้ให้เราแล้ว เช่นเดียวกับคำสอนที่เตือนใจเราเสมอว่า "เมื่อตาเห็นรูป ฟังเสียง ฯลฯ ให้สักว่าเห็น สักว่าได้ยิน" โดยไม่ต้องไปให้ความสำคัญ ไม่ต้องส่งจิตไปปรุงแต่งต่อ เพราะเมื่อไม่มีการปรุงแต่ง อารมณ์เหล่านั้นก็ทำอะไรจิตใจเราไม่ได้
ใช้สติรู้เท่าทัน: เมื่ออารมณ์มากระทบ แค่รู้ทัน ไม่ไหลตาม
ใช้สมาธิและปัญญาเป็นเครื่องอยู่: ตั้งจิตมั่นคง มองเห็นความจริงว่ามันเป็นเพียงสิ่งผ่านทาง เดี๋ยวก็ดับไป
ละความสำคัญมั่นหมาย: เลิกเอาใจไปเกาะเกี่ยว เลิกเป็นเหยื่อของสิ่งเร้าภายนอก
สรุปคือ: เมื่อเราเห็นแจ่มแจ้งว่าอารมณ์ 6 เป็นเพียงไฟลวงตาที่ไม่มีแก่นสาร เราก็ไม่ต้องเสียเวลาเอาตัวเข้าไปแลกอีกต่อไป การไม่วิ่งเข้าหากองเพลิง คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นอิสรภาพที่แท้จริงในการใช้ชีวิต
การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ:
"สำรวมอินทรีย์ 6" ดับไฟตั้งแต่ยังไม่ลุกลาม
การแก้ปัญหาความทุกข์ที่แท้จริงและตรงจุดที่สุดตามหลักพุทธธรรม ไม่ใช่การตามไปแก้ไขที่อารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เพราะโลกนี้มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และเรื่องราวไหลเวียนเข้ามาไม่จบสิ้น แต่การแก้ที่ "ต้นเหตุดั้งเดิม" คือการฝึก "สำรวมอินทรีย์ 6" (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) โดยเฉพาะการควบคุมดูแล "จิต (วิญญาณ)" ไม่ให้ซัดส่ายไหลตามไปรับรู้และปรุงแต่งด้วยอำนาจของอวิชชา
การทำความเข้าใจผ่านมุมมองการปฏิบัติ สามารถจำแนกและเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนได้ดังนี้:
1. เปลี่ยนมุมมอง: เห็นอารมณ์ 6 เป็น "กงจักร" ไม่ใช่ "ดอกบัว"
สาเหตุที่จิตชอบวิ่งเข้าหาอารมณ์ 6 เพราะความหลง (อวิชชา) บังตา ทำให้มองเห็นอารมณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งสวยงาม น่าเพลิดเพลิน เหมือนการวิ่งเข้าหา "ดอกบัว" ที่ส่งกลิ่นหอมชวนดึงดูด แต่ความจริงแล้ว หากมองด้วยปัญญาและวิชชา อารมณ์ 6 ที่ปรุงแต่งด้วยตัณหาอุปาทานนั้น แท้จริงแล้วคือ "กงจักรผันแปร" หรือคมดาบที่หมุนเข้ามาบดขยี้จิตใจให้แหลกสลาย สร้างความทุกข์ โทษ และภัยอันยาวนาน เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจึงเกิดความกลัวภัยในสังสารวัฏและหยุดวิ่งเข้าหากองไฟโดยอัตโนมัติ
2. กลไกการสำรวมอินทรีย์: ปิดประตูต้อนรับความทุกข์
อินทรีย์ 6 เป็นดั่งประตูเมือง: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือช่องทางติดต่อกับโลกภายนอก หากนายประตู (สติ) ขาดความระแวดระวัง ปล่อยให้อารมณ์ 6 (โจรผู้ร้าย) บุกรุกเข้ามาตามอำเภอใจ จิตย่อมถูกครอบงำ
จิตที่ไม่ซัดส่าย: เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้นที่อินทรีย์ทั้ง 6 สติจะเข้ามาทำหน้าที่กั้นกระแสทันที ไม่ปล่อยให้วิญญาณไหลไปยึดติดปรุงแต่งต่อยอดเป็นความยินดียินร้าย (นันทิราคะ)
การหยุดที่ต้นทาง: แทนที่จะปล่อยให้เกิดเวทนาแล้วปรุงแต่งเป็นตัณหา การสำรวมอินทรีย์คือการตัดวงจรตั้งแต่ตอนที่ "ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง" ให้จบลงแค่ "สักว่าเห็น สักว่าได้ยิน" โดยไม่ส่งใจตามไปปรุงแต่ง
3. ถอนรากถอนโคนด้วย "วิชชา"
ด้วยอวิชชา: จิตจะเข้าไปคลุกคลี ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาความสุขชั่วคราวจากอารมณ์ 6 เปรียบเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ
ด้วยวิชชา: จิตเห็นความจริงว่า อารมณ์ทั้ง 6 เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนแก่นสาร การเข้าไปยึดถือมีแต่จะสร้างภาระทางจิต การสำรวมอินทรีย์จึงไม่ใช่การบังคับกดขี่ แต่เป็นการ "ตื่นรู้" และวางท่าทีต่อโลกอย่างถูกต้อง
"เมื่ออินทรีย์สำรวมดีแล้ว จิตย่อมสงบระงับจากความซัดส่าย ไม่เป็นทาสของอารมณ์ภายนอก ดำรงอยู่อย่างอิสระเหนือวังวนแห่งสมมติ นี่คือการดับปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงและเด็ดขาดที่สุด"
ความหลง (อวิชชา) ทำให้เรามองสิ่งที่เป็นภัยอันตราย เป็นเครื่องพันธนาการ และเป็นกองทุกข์ (กงจักร) ให้กลายเป็นสิ่งน่ารื่นรมย์ น่าหลงไหล และน่าไขว่คว้า (ดอกบัว)
วิชาและปัญญา ทำหน้าที่พลิกกลับความเข้าใจผิดนั้น ให้เห็นกงจักรตามความเป็นจริงว่าเป็นกงจักร จึงเกิดความสลดใจ คลายความกำหนัด และหยุดวิ่งเข้าหาด้วยความสมัครใจ
(( อาวุธในการดับกิเลสดับทุกข์ ))
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( จิตที่ไม่มีทุกข์ กดดูที่นี่....))
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ) ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。
