Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

เมื่อมนุษย์ตายแล้วไปไหนต่อ? มีอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก



เมื่อมนุษย์ตาย(มรณะ)แล้วไปไหนต่อ??? เป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ว่า มันจะไปต่อแบบไหน
ยกเนื้อหามาจากพระไตรปิฎก ซึ่งอธิบายไว้ชัดเจน ถึงความเป็นไปเมื่อมนุษย์มรณะภาพลง( ขันธ์ 5 ดับลงทั้งหมด)
การที่ตายแล้ว มนุษย์จะไปไหนต่อ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยก่อนที่จะตายหรือมรณะภาพลงหรือขันธ์ 5 ดับลง การเกิด การดับ การไปต่อของสิ่งต่างๆไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ล้วนแต่มีเหตุปัจจัยทั้งสิ้น(ตามหลักอิทัปปัจยตา : เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด)

มนุษย์ตายแล้วไปไหน? คำตอบจากพระไตรปิฎก
 
ในทางพระพุทธศาสนา "ความตาย" ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงกระบวนการเปลี่ยนผ่านของ "นามรูป" (กายและจิต) ตามกฎแห่งกรรม พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเส้นทางหลังความตายไว้ดังนี้:
 
1. ปลายทางของความตายขึ้นอยู่กับ.... "คติ 5"......
 
ใน มหาสีหนาทสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 12) พระพุทธเจ้าทรงจำแนกทางไปของสัตว์โลกหลังจากกายแตกทำลาย ไว้ 5 สายหลัก คือ:

นิรย (นรก): 
ทางไปสำหรับผู้ที่ประกอบอกุศลกรรมหนาแน่น มีจิตใจเร่าร้อนด้วยโทสะและมิจฉาทิฏฐิ

ติรัจฉานโยนิ (กำเนิดเดรัจฉาน): 
ทางไปสำหรับผู้ที่มีจิตผูกพันอยู่กับกามคุณ 5 มีโมหะ (ความหลง) ปกคลุม

ปิตติวิสย (เปรต): 
ทางไปสำหรับผู้ที่มีความโลภ ความริษยา และความยึดติดอย่างแรงกล้า

มนุษย์(มนุษย์): 
กลับมาสู่โลกแห่งความสมดุล เพื่อชดใช้กรรมและสร้างบารมีต่อ

เทวะ (สวรรค์/พรหม): 
สำหรับผู้ที่มีมหากุศล มีหิริโอตตัปปะ หรือฝึกฝนสมาธิจิตมาอย่างดี

2. ตัวตัดสินคือ "กรรม" และ "จิตสุดท้าย"
 
พระองค์ทรงอุปมาไว้ใน พาลบัณฑิตสูตร ว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม (กัมมุนา วัตตติ โลโก) โดยมีหลักการสำคัญคือ:

ยถาภูตญาณทัสสนะ: 
จิตที่เศร้าหมองย่อมมีทุคติเป็นที่ไป จิตที่ไม่เศร้าหมองย่อมมีสุคติเป็นที่ไป

กำลังของกรรม: 
หากทำกรรมหนัก (ครุกรรม) เช่น อนันตริยกรรม หรือได้มรรคผลนิพพาน กรรมนั้นจะส่งผลก่อนทันที แต่หากเป็นกรรมปกติ จิตจะยึดหน่วงเอา "อาสันนกรรม" (กรรมที่ทำก่อนตาย) หรือ "อาจิณณกรรม" (กรรมที่ทำจนชิน) มาเป็นเครื่องนำทาง

3. กระบวนการทางจิต (วิถีจิต)
 
ในทางพระอภิธรรม (ซึ่งอธิบายขยายความจากพุทธพจน์) เมื่อมนุษย์กำลังจะตาย จะเกิด "จุติจิต" (จิตเคลื่อน) และตามด้วย "ปฏิสนธิจิต" (จิตเกิดใหม่) ทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น (ยกเว้นพระอรหันต์ที่ไม่มีปฏิสนธิจิต)

เปรียบเสมือนการจุดเทียนเล่มใหม่ด้วยไฟจากเทียนเล่มเก่า ไฟไม่ใช่ดวงเดิม แต่ก็สืบเนื่องมาจากดวงเดิมด้วยเหตุปัจจัย

บทสรุป: การ "ไม่ไปไหน" คือเป้าหมายสูงสุด
 
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเพียงเพื่อให้เราเลือกว่าจะไปสวรรค์หรือกลับมาเป็นมนุษย์ แต่ทรงสอนให้เห็นว่าการเวียนว่ายตายเกิด(วัฏฏสงสาร)ใน 31 ภพภูมิเป็น "ทุกข์" ไม่รู้จบสิ้น

วิชชา : 
คือการรู้แจ้งในอริยสัจ 4 เพื่อทำลายอาสวะกิเลส คือทางพ้นทุกข์

นิพพาน : 
คือการสิ้นสุดการเดินทาง เมื่อเหตุ (กิเลส/ตัณหา) ดับ ผล (การเกิด) ก็ไม่มี

"สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น" (จาก จูฬกัมมวิภังคสูตร)
กรรม คือ เหตุปัจจัย ที่จะบ่งชี้ไปต่อในทิศทางใด
 
ทำความรู้จักกับ "กรรม" : กฎแห่งเหตุและผล

กรรม แปลว่า "การกระทำที่ประกอบด้วยความจงใจ" (เจตนา) ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต แต่เป็นกฎทางวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ว่า "ทำเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลอย่างนั้น"

1. กรรม คืออะไร?
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ"
แปลว่า "ภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า เจตนา นั่นแหละเป็นตัวกรรม"

ไม่ใช่แค่การกระทำ : 
ถ้าเราเดินไปเหยียบมดโดยไม่รู้ตัว ไม่ถือว่าเป็นกรรมที่ครบองค์ประกอบเพราะไม่มี "เจตนา" ในการเหยียบ

เป็นกฎสากล : 
เหมือนกฎแรงโน้มถ่วง ไม่ว่าคุณจะเชื่อเรื่องกรรมหรือไม่ ถ้าคุณกระโดดจากที่สูงคุณก็ตก เช่นเดียวกับกรรม เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผลเสมอ

2. กรรมชั่ว (อกุศลกรรม) ทำอย่างไร?
กรรมชั่วคือการกระทำที่เกิดจากรากเหง้าของ โลภะ(อยากได้), โทสะ (โกรธแค้น)และ โมหะ(ความหลงผิด) ซึ่งส่งผลให้จิตใจเศร้าหมองและเบียดเบียนผู้อื่น แบ่งเป็น 3 ทางหลัก:

1. ทางกาย: การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต, การลักขโมย, การประพฤติผิดในกาม ( กายทุจริต )

2. ทางวาจา: การพูดโกหก, พูดคำหยาบ, พูดส่อเสียด (ให้คนแตกกัน), พูดเพ้อเจ้อ (ไม่มีประโยชน์) ( วจีทุจริต )

3. ทางใจ: การอยากได้ของผู้อื่น, การพยาบาทปองร้าย, และ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิดจากความเป็นจริง เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี)(มโนทุจริต)

ผลของกรรมชั่ว: เปรียบเสมือนการดื่มยาพิษ จิตใจจะร้อนรน ไม่เป็นสุข และสร้างสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกลับมาหาจิตตัวเอง


3. กรรมดี (กุศลกรรม) ทำอย่างไร?
กรรมดี คือ การกระทำที่เกิดจาก ความไม่โลภ, ความไม่โกรธ (เมตตา) และ ความไม่หลง (ปัญญา) แบ่งเป็น 3 ทางเช่นกัน:

ทางกาย: การช่วยเหลือผู้อื่น, การให้ทาน, การรักษากายให้สะอาดบริสุทธิ์ไม่เบียดเบียนใคร( กายสุจริต )

ทางวาจา: การพูดความจริง, พูดคำสุภาพ, พูดสมานฉันท์, พูดแต่สิ่งที่มีสาระประโยชน์( วจีสุจริต )

ทางใจ: การยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี (มุทิตา), การให้อภัย, และ สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริง) ( มโนสุจริต )

ผลของกรรมดี: เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา จิตใจจะแช่มชื่น มีความสุข และสร้างเหตุปัจจัยให้ชีวิตราบรื่น


วิธีสังเกตกรรมง่ายๆ สำหรับมือใหม่
หากสงสัยว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำเป็นกรรมดีหรือชั่ว ให้ใช้ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดอย่างถูกวิธีละเอียดรอบด้าน) ตรวจสอบดังนี้:

1.ทำแล้วเราเดือดเนื้อร้อนใจภายหลังหรือไม่?
2.แล้วผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่?
3.ทำแล้วสติปัญญาของเราลดลงหรือเพิ่มขึ้น?

สรุปสั้นๆ: กรรมไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่คือ "ความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง" เราเลือก "เหตุ" ได้เสมอ และเมื่อเลือกเหตุแล้ว เราก็ต้องยอมรับ "ผล" ที่จะตามมานั่นเอง
.................................................................................................

1. ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว (ตามกฎแห่งเหตุปัจจัย)

คำว่า "ได้ดี" หรือ "ได้ชั่ว" ในทางธรรม ไม่ได้หมายถึงลาภ ยศ หรือสรรเสริญเสมอไป แต่หมายถึง "สภาพของจิตใจ" และ "วิถีของชีวิต" ที่เปลี่ยนไปตามแรงกระทำ:

เหตุปัจจัยทางจิต(ทันที): เมื่อท่านทำดีด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ จิตใจจะเบาสบายและผ่องใสทันที นี่คือ "ได้ดี" ในระดับจิตภาพ

เหตุปัจจัยทางวัตถุ(ต้องรอเวลา): การได้รับผลเป็นทรัพย์สินหรือการยอมรับ ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกอื่นๆ มาประกอบ เช่น โอกาส จังหวะเวลา และบุคคลรอบข้าง


2. ทำไม "ทำดีแล้วไม่ได้ดี" หรือ "ทำชั่วแล้วได้ดี"?

พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องนี้ผ่านหลักการของ"เวลาในการส่งผลของกรรม" (กัมมวิปาก) ซึ่งเปรียบได้กับการปลูกต้นไม้:

ก. เรื่องของ "คิว" (กาลสมบัติ/กาลวิบัติ)

กรรมไม่ได้ส่งผลพร้อมกันทั้งหมด แต่มันมีลำดับการส่งผล :

ทำดีแต่ยังได้ร้าย: เป็นเพราะ "กรรมเก่าในอดีต" (ที่เคยทำไม่ดีไว้) กำลังส่งผลอยู่ในขณะนี้ เปรียบเหมือนเราเริ่มปลูกต้นมะม่วง(ทำดี) แต่มะม่วงยังไม่โต ในขณะที่ต้นหนาม (กรรมชั่วเดิม) ที่ปลูกไว้เมื่อปีก่อนกำลังออกฤทธิ์แทงเราอยู่

ทำชั่วแต่ยังได้ดี: เป็นเพราะ "บุญเก่า" ที่เขาเคยทำไว้ในอดีตยังหนาแน่นอยู่ กรรมชั่วที่ทำใหม่จึงยังไม่มีช่องสอดแทรกเข้ามาส่งผล เหมือนคนทำผิดแต่ยังมีเงินสะสมเก่าไว้จ่ายค่าปรับหรือวิ่งเต้นได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ข. เรื่องของ "ปัจจัยเสริม" (ปโยคสมบัติ)

บางครั้งทำดีแต่ขาด "ทักษะ" หรือ "ความเหมาะสม" ผลดีจึงยังไม่ปรากฏ:

ตัวอย่าง:เป็นคนซื่อสัตย์(ทำดี)แต่ทำงานไม่รอบคอบหรือไม่พัฒนาทักษะ (ขาดปโยคสมบัติ) ผลที่ได้คืออาจไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำให้คนมองว่า "ทำดีแล้วไม่ได้ดี" ทั้งที่จริงๆ แล้วความดีส่วนความดี แต่ความสามารถก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง


3. อุปมาเรื่อง "เกลือในน้ำ"

พระองค์ทรงอุปมาไว้ใน โลณกปัลลสูตร เพื่อให้เห็นภาพการส่งผลของกรรมดังนี้:
ถ้าท่านโยน เกลือ 1 กำมือ (กรรมชั่ว) ลงใน น้ำ 1 แก้ว (บุญน้อย) น้ำนั้นย่อมเค็มจนดื่มไม่ได้  แต่ถ้าท่านโยน เกลือ 1 กำมือ (กรรมชั่วเดิม) ลงใน แม่น้ำคงคา (บุญมาก/ทำดีสม่ำเสมอ) น้ำในแม่น้ำก็ยังจืดและดื่มได้ เพราะปริมาณน้ำ (ความดี) มีมากกว่าเกลืออย่างมหาศาล


สรุป

การทำดีแล้วไม่ได้ดีในวันนี้ ไม่ใช่เพราะกฎแห่งกรรมผิดพลาด แต่เป็นเพราะ:

1.ผลของกรรมเก่ายังไม่หมดไป

2.ผลของกรรมใหม่ยังไม่ถึงเวลาส่งผล (ต้นไม้ยังโตไม่เต็มที่)


3.ขาดปัจจัยสนับสนุนอื่นที่ถูกต้อง (เช่น ความรู้ ความเพียรที่ถูกทาง)

คำแนะนำ: ให้เรายึดมั่นในการทำดีเพื่อ "ละนันทิ" (ความเพลิดเพลินยึดติด) และมองความดีเป็นเรื่องของ "ความปกติของจิต" มากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนที่เป็นวัตถุ แล้วท่านจะพบความสุขที่แท้จริงโดยไม่ต้องรอโชคชะตา
......................................................................................

ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ "กรรม" ส่งผล: สมบัติ 4 และ วิบัติ 4

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อทำกรรมแล้ว ผลจะเกิดขึ้นทันทีเหมือนกดสวิตช์ไฟ แต่ในความเป็นจริง พระพุทธศาสนาอธิบายว่าผลของกรรมต้องอาศัย "องค์ประกอบสนับสนุน" (สมบัติ) หรือถูก "องค์ประกอบขัดขวาง" (วิบัติ) ดังนี้

1. สมบัติ 4 (ปัจจัยเกื้อหนุนให้กรรมดีส่งผล และขัดขวางกรรมชั่ว)

หากเรามี "สมบัติ" ทั้ง 4 ประการนี้ กรรมดีที่ทำไว้จะปรากฏผลได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น:

คติสมบัติ: การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สถานที่ที่ดี หรือเกิดในภพภูมิที่ดี (เช่น การอยู่ในประเทศที่มีกฎหมายยุติธรรม ย่อมทำให้ความสุจริตของเราปรากฏผลชัดเจน)

อุปธิสมบัติ: การมีร่างกายที่สมบูรณ์ บุคลิกภาพดี สุขภาพแข็งแรง (เป็นต้นทุนที่ช่วยให้กรรมดีส่งผลได้ง่ายขึ้น)

กาลสมบัติ: การทำดีในเวลาที่เหมาะสม จังหวะชีวิตที่ถูกต้อง หรืออยู่ในยุคสมัยที่คนชื่นชมความดีนั้น

ปโยคสมบัติ: การประกอบความเพียรที่ถูกต้อง มีทักษะ มีความฉลาดหลักแหลม (เป็นการทำเหตุปัจจุบันให้สมบูรณ์ที่สุด)

2. วิบัติ 4 (ปัจจัยขัดขวางกรรมดี และเปิดทางให้กรรมชั่วส่งผล)

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนทำดีบางคนถึงยังลำบาก เพราะมี "วิบัติ" มาเป็นอุปสรรค:

คติวิบัติ: การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ทำดีในที่ที่มีแต่คนทุจริต ความดีอาจถูกมองข้ามหรือถูกกลั่นแกล้ง)

อุปธิวิบัติ: การมีข้อบกพร่องทางร่างกาย หรือสุขภาพไม่อำนวย ทำให้ประกอบกิจการงานได้ยาก แม้จะมีใจเป็นกุศลก็ตาม

กาลวิบัติ: ทำดีผิดที่ผิดเวลา หรืออยู่ในยุคสมัยที่ผู้คนไม่เห็นค่าของศีลธรรม

ปโยควิบัติ: การทำดีแบบไม่ใช้ปัญญา หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ (เช่น อยากรวยจึงขยันทำงาน แต่ขยันในทางที่ผิดหรือไม่พัฒนาทักษะ)

"ความดีที่ท่านทำนั้น ไม่เคยสูญหาย แต่มันเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ชั้นดี หากเมล็ดพันธุ์นั้นไปตกบนดินที่แห้งแล้ง (คติวิบัติ) หรือปลูกในฤดูที่ผิด (กาลวิบัติ) มันย่อมเติบโตได้ยาก...

หน้าที่ของเราคือ สร้าง 'สมบัติ' ให้ถึงพร้อม ด้วยการใช้ปัญญาและจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ 'กรรมดี' ที่เราเพียรสร้างมาตลอด ปรากฏผลออกมาได้อย่างเต็มกำลัง"
.........................................................................

"จงเชื่อมั่นในเหตุปัจจัย เพราะโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ"

เบื้องหลังการดับไปของขันธ์ 5 ( มรณะ ) 

เปิดประตูสู่เส้นทางหลังความตายในพระพุทธศาสนา  

ในสัจธรรมแห่งการดำรงอยู่ สิ่งหนึ่งที่เป็นกฎสากลและไม่มีผู้ใดล่วงพ้นไปได้ คือความจริงที่ว่า "เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ" ชีวิตประกอบด้วยรูปและนาม หรือที่เรียกว่า "ขันธ์ 5" (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ซึ่งทำหน้าที่ประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงวาระสุดท้ายที่ร่างกายนี้สมมตินี้ก็จะแตกดับลงตามเหตุปัจจัยของมัน ขันธ์ 5 เก่าย่อมดับสลายลงอย่างสิ้นเชิง 

คำถามที่ผู้คนมักสงสัยและแสวงหาคำตอบมาทุกยุคทุกสมัยก็คือ  

"เมื่อขันธ์ 5 ดับลงแล้วหรือตายแล้ว จิตหรือวิญญาณจะดำเนินต่อไปอย่างไร?" ในพระไตรปิฎก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกเส้นทางหลังความตายของสัตว์โลกไว้อย่างละเอียดลออ โดยแบ่งออกเป็น 6 เส้นทางหลัก ภายใต้ 2 สภาวะใหญ่ คือ....
1. การวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ (คติ 5) และ

2. การหลุดพ้นจากสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง (นิพพาน)  

ก. เส้นทางในสังสารวัฏ: "คติ 5" 

(สำหรับผู้ยังมีอวิชชาและตัณหาอุปาทานอยู่)  

สำหรับผู้ที่ยังหนาแน่นด้วยกิเลส อวิชชา และความยึดมั่นถือมั่น เมื่อขันธ์ 5 ชุดนี้ดับลง แรงขับแห่งกรรม (อภิสังขาร) และจิตดวงสุดท้าย (ปฏิสนธิวิญญาณ) จะทำหน้าที่เชื่อมต่อและนำพาไปปฏิสนธิเกิดเป็นขันธ์ 5 ชุดใหม่ในภพภูมิต่างๆ ตามกฎแห่งกรรมที่ทำไว้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงจำแนก คติ 5 ไว้ดังนี้... 

1. นรกภูมิ (ทุคติภูมิ)  

ดินแดนแห่งความเร่าร้อนและบีบคั้น เสวยทุกขเวทนาอย่างหนักหน่วงโดยส่วนเดียว เกิดจากจิตที่หนาแน่นไปด้วย...โทสะ ความโกรธเคือง ความพยาบาท หรือบาปกรรมหนักที่กระทำไว้ก่อนขันธ์ 5 ดับลง 

2. กำเนิดเดรัจฉาน (ทุคติภูมิ) 

ภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน ดำเนินชีวิตด้วยสัญชาตญาณ มีความหวาดกลัว และเบียดเบียนกันเอง เกิดจากจิตที่ตกอยู่ในอำนาจของ...โมหะ (ความหลง ความไม่รู้แจ้งในบาปบุญคุณโทษ) และความมัวเมาในกิเลส 

3. เปรตวิสัยและอสุรกาย (ทุคติภูมิ) 

ดินแดนแห่งความหิวกระหาย ความยากไร้ และความตระหนี่ถี่เหนียว เสวยวิบากกรรมตามสัดส่วนของ...ความโลภที่เคยสะสมไว้ในยามมีชีวิตอยู่

4. มนุษยโลก (สุคติภูมิ)  

ภพภูมิของมนุษย์ที่มีทั้งความสุขและความทุกข์คละเคล้ากันไป เป็นภูมิพิเศษที่มีทั้งความประมาทและโอกาสในการสร้างกุศล เกิดจาก...จิตที่มีกุศลกรรม มีศีล 5 และความเป็นมนุษย์ธรรมดา 

5. เทวโลกและพรหมโลก (สุคติภูมิ)  

ดินแดนอันเป็นทิพย์ เต็มไปด้วยความสุข ความประณีต และความสงบระงับ (ในระดับรูปพรหมและอรูปพรหม) เกิดจากผลแห่ง...ทาน ศีล ภาวนา และการฝึกจิตจนได้ฌานสมาบัติ 

ข. เส้นทางพ้นสังสารวัฏ: "นิพพาน" (การดับสิ้นซึ่งกองทุกข์) 

6. นิพพาน (อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ)  

เส้นทางสายเอกที่เหนือกว่าคติทั้ง 5 ทั้งปวง สำหรับพระอริยบุคคลผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ 8 จนสามารถทำลายอวิชชา ถอนรากถอนโคนอุปาทานและตัณหาได้โดยสิ้นเชิง เมื่อขันธ์ 5 ดับลงในวาระสุดท้ายแห่งชีวิต (ปรินิพพาน) จะไม่มีการสืบต่อของวิญญาณและขันธ์ 5 ในภพภูมิใดๆ อีก เป็นการสงบระงับ ดับสูญซึ่งเพลิงกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงเข้าสู่ความสงบเย็นอันเป็นอมตะ

ท่านชอบแบบใด ท่านสามารถเลือกได้เลย.. 

บทสรุป: การแยกแยะสมมติต่างๆสู่ความหลุดพ้น

โลกของมนุษย์(โลกปรุงแต่ง)จะเต็มไปด้วยสิ่งสมมติแทบทั้งนั้น 

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราหวาดกลัวความตาย เพราะจริงๆและความตายไม่มีอยู่จริง มีแต่ธรรมแต่ละธรรมที่ดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน(ดิน น้ำ ลม ไฟ เสื่อมสลายและดับไป)ต้องเข้าใจว่า ร่างกาย(รูป)ที่เราอาศัยอยู่นี้เกิดจากการรวมตัวกันของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ชั่วคราว ถึงจุดหนึ่งมันก็ดับสลายไปตามธรรมชาติของมัน ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มาจากการปรุงแต่งทางธรรมชาติ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ มันไม่ใช่ของเราสักอย่าง พุทธศาสนาจึงสอนให้เรา "เข้าใจความจริงของขันธ์ 5" ว่าเป็นเพียงธาตุที่ธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น การฝึกฝนสติปัญญา การเจริญโยนิโสมนสิการ และการละวางความยึดมั่นถือมั่น (เช่น การละนันทิในเวทนา) คือหนทางอันประเสริฐที่จะช่วยถอดถอนจิตจากการพัวพันในสมมติทั้งหลายทั้งปวง เพื่อไม่ให้หลงใหลไปสู่คติอันเป็นทุกข์ แต่โน้มนำจิตไปสู่ความสงบเย็นอันสูงสุดคือ พระนิพพาน ในที่สุด 

สถิติจากพระพุทธพจน์ :

เส้นทางที่มนุษย์ไปมากที่สุดเมื่อขันธ์ 5 ดับลง(มรณะหรือตาย) 

พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน นขสิขาสูตร (พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค) ว่า: 

ไปสู่ทุคติ/อบายภูมิ (นรก, เดรัจฉาน, เปรตวิสัย) = มีจำนวนมากที่สุด 

กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือไปสู่สุคติ (เทวดา/พรหม) = มีจำนวนน้อยมาก 

พระพุทธพจน์ทรงอุปมา: 

พระพุทธองค์ทรงใช้ปลายเล็บพระหัตถ์ช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วตรัสถามพระภิกษุว่า ฝุ่นที่ปลายเล็บกับฝุ่นบนแผ่นดินใหญ่ ส่วนไหนมากกว่ากัน?

พระภิกษุตอบว่า ฝุ่นบนแผ่นดินใหญ่นั้นมีมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสสรุปว่า:

สัตว์ที่จุติ(ตาย)จากมนุษย์ไปแล้ว จะกลับมาเกิดในมนุษยโลก หรือไปสู่เทวโลก มีน้อยนิดเปรียบเหมือน "ฝุ่นที่ปลายเล็บ"

ส่วนสัตว์ที่จุติ(ตาย)จากมนุษย์แล้ว ไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย มีจำนวนมากมายมหาศาลเปรียบเหมือน "ฝุ่นบนแผ่นดินใหญ่" 

ทำไมเบื้องหลังจึงเป็นเช่นนั้น? (พิจารณาตามสภาวะธรรม) 

หากพิจารณาตามสภาวะจิตของมนุษย์ทั่วไปโดยธรรมชาติ: 

1. จิตมักไหลลงสู่ที่ต่ำ(จิตที่มีอวิชชา) : จิตของสัตว์โลกทั่วๆไปที่ยังไม่ได้ฝึกสติปัญญา มักถูกตัณหา โทสะ และโมหะ ครอบงำเป็นปกติ ในวันหนึ่งๆ มนุษย์ส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้แรงเหวี่ยงของความโลภ ความโกรธ ความหลง ความหงุดหงิด และความเพลิน (นันทิ) มากกว่าการมีสติปัญญาอยู่กับปัจจุบันธรรม 

2. กัมมปัจจัยก่อนดับ : จิตดวงสุดท้ายก่อนขันธ์ 5 จะแตกดับลง(มรณาสันนกาล)มักจะหนีไม่พ้น "อารมณ์ที่คุ้นเคย" หากชีวิตประจำวันสะสมความโกรธ ความกลัว ความห่วงกังวล หรือความยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ จิตก็จะแล่นไปปฏิสนธิในภพภูมิที่สอดคล้องกับพลังงานจิตที่ยึดติดกับอารมณ์นั้นๆ ทันที (เช่น โทสะ นำไปสู่ นรก/อสุรกาย, โลภะ นำไปสู่ เปรต, โมหะ นำไปสู่ เดรัจฉาน) 

เครื่องมือรอดพ้นจากกระแสกรรมส่วนใหญ่ 

การที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นความจริงอันน่าหวาดเสียวน่าหวาดกลัวนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เราหวาดกลัวหรือหมดหวังในการดำเนินชีวิต แต่ทรงเตือนให้เรา "ไม่ประมาท" 

การที่เราได้มีโอกาสโยนิโสมนสิการ เห็นแจ้งในสภาวะธรรม ละความยินดียินร้าย (นันทิ) ในเวทนา และฝึกเห็นขันธ์ 5 เป็นอนัตตาอยู่เนืองๆ จึงเป็น "สะพานเชื่อม" ที่คุ้มครองจิตไม่ให้ไหลไปตามกระแสส่วนใหญ่ของโลก(ทุคติภูมิ)เพื่อเปลี่ยนคติจาก "ฝุ่นบนแผ่นดิน" ให้กลายเป็น "ฝุ่นที่ปลายเล็บ" ที่พาจิตเข้าสู่สุคติภพภูมิ หรือการมุ่งตรงสู่การดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างแท้จริง 

ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ทรงจำแนกคติ (ที่ไป) ของพระอริยบุคคลแต่ละขั้นหลังจากที่ขันธ์ 5 แตกดับ (ปรินิพพานหรือจุติ) ไว้ชัดเจนตามระดับความสิ้นไปของกิเลส โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้......  

1. พระโสดาบัน  

(ผู้แรกถึงกระแสธรรม/ละสักกายะทิฏฐิ/วิจิกิจฉา/สีลัพพตปรามาส ได้) 

 คติ(ที่ไป)หลังขันธ์ 5 ดับลง : 

พระโสดาบันยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอยู่ แต่จำกัดภพชาติไม่เกิน 7 ชาติ (เรียกว่า สัตตักขัตตมปรมะ) หรือบางประเภทอาจเกิดอีก 2-3 ชาติ (เช่น โกลังกตละ) หรือเกิดเป็นมนุษย์เพียงชาติเดียว (เช่น เอกจีพี) 

ไปสวรรค์ชั้นใด / ภูมิใด : เมื่อจุติ(เคลื่อนที่)จากมนุษย์ ย่อมไปเกิดใน สุคติภูมิ (มนุษย์ หรือ เทวโลกตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ถึงปรนิมมิตตสวัตดี) สลับกันไปมา จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ (นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย) อีกเลยอย่างเด็ดขาด และในที่สุดจะต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาติต่อๆไป 

2. พระสกทาคามี (ผู้กลับมาเกิดอีกครั้งเดียว) 

คติ(ที่ไป)หลังขันธ์ 5 ดับลง : 

เป็นพระอริยบุคคลที่ทำกิเลส 1-3 ดับลง และกามราคะ และปฏิฆะเบาบาง 

ไปสวรรค์ชั้นใด / ภูมิใด: จะกลับมาเกิดใน กามสุคติภูมิ (มนุษย์ หรือ เทวโลกชั้นใดชั้นหนึ่งใน 6 ชั้น) อีกเพียง ชาติเดียวเท่านั้น แล้วจะกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ (นิพพาน) ในชาตินั้นทันที 

3. พระอนาคามี (ผู้ไม่กลับมาสู่กามภพอีก) 

คติ(ที่ไป)หลังขันธ์ 5 ดับลง : 

เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้งหมดโดยเด็ดขาด เมื่อขันธ์ 5 ดับลงที่โลกมนุษย์หรือเทวโลกชั้นกามภูมิ พระอนาคามี จะไม่กลับมาเกิดในกามภพ (มนุษย์และเทวโลก 6 ชั้นเบื้องต่ำ) อีกเลย 

ไปสวรรค์ชั้นใด / ภูมิใด: จะไปบังเกิดใน สุทธาวาสภูมิ 5 (พรหมโลกชั้นสูง 5 ชั้น สำหรับพระอนาคามีโดยเฉพาะ) ซึ่งประกอบด้วย: 

1. อวิหาภูมิ 

2. อัตตัปปาภูมิ 

3. สุทัสสาภูมิ 

4. สุทัสสีภูมิ 

5. อกนิฏฐาภูมิ 

และจะปรินิพพาน (ดับขันธ์ 5 โดยสิ้นเชิง) อยู่ในพรหมโลกชั้นสุทธาวาสนั้นเอง จะไม่กลับมาเกิดในภพภูมิต่ำกว่านั้นอีก  

สรุปภาพรวม  

พระโสดาบัน: ไปได้ทั้งมนุษย์และเทวโลก 6 ชั้น (ไม่เกิน 7 ชาติ) 

พระสกทาคามี: ไปมนุษย์หรือเทวโลก 6 ชั้น (อีกเพียง 1 ชาติเท่านั้น) 

พระอนาคามี: ไปเกิดใน พรหมโลกชั้นสุทธาวาส 5 และปรินิพพานที่นั่น 

ข้อควรระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับนักปฏิบัติธรรม  

1. ภวตัณหาแฝงตัวอยู่ใน "ความอยากบรรลุธรรม" อย่างไร?

 ภวตัณหา คือ ความอยากมี อยากเป็น อยากบรรลุธรรม อยากให้สภาวะที่น่าพอใจดำรงอยู่ ในบริบทของผู้ปฏิบัติธรรม ยามที่เราศึกษาพระไตรปิฎกจนเข้าใจสภาวะธรรมอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าสวรรค์ พรหมโลก หรือพระนิพพานดีอย่างไร จิตมนุษย์ที่ยังมีอวิชชาครอบงำจะเกิดปฏิกิริยาขึ้นทันที 2 ระดับดังต่อไปนี้..... 

ตัณหาในภพอันเป็นทิพย์: อยากเป็นพระอริยบุคคล อยากได้สภาวะจิตสงบ อยากไปเกิดในพรหมโลกชั้นสุทธาวาส หรืออยากได้บรรลุธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ (ซึ่งความอยากในระดับนี้ หากยังอยู่ในขอบเขตของ กุศลฉันทะ ก็นับว่าเป็นแรงขับเคลื่อนในการปฏิบัติ แต่ถ้าเป้าหมายเปลี่ยนเป็น "ความอยากเป็นผู้บรรลุ" จิตจะตกเป็นทาสของ ภวตัณหา ทันที) 

วิภวตัณหาแฝง: ความไม่อยากเป็นปุถุชน ไม่อยากวนเวียนในอบายภูมิ ไม่อยากเผชิญกับขันธ์ 5 อันเป็นทุกข์ ความรู้สึกกังวลกลัวว่าจะต้องไปตกนรกหรือเป็นฝุ่นบนแผ่นดินใหญ่ตามพระพุทธพจน์ตรัสไว้ จะบีบให้จิตทะยานอยากหนีไปสู่สภาวะใหม่เร็วๆ กลายไปเป็น วิภวตัณหา  

2. ปรากฏการณ์ "รู้มาก แค่สัญญาจำได้ ไม่ใช่ปัญญาเห็นแจ้ง"  

ในยุคปัจจุบัน เราสามารถเข้าถึงข้อมูลพระไตรปิฎก สื่อธรรมะ และบทวิเคราะห์สภาวะธรรมได้อย่างง่ายดายและละเอียดลึกซึ้ง: 

ความเสี่ยงของการซ้อนทับกันระหว่าง "สัญญา" กับ "ปัญญา": เมื่อเราอ่านหรือสืบค้นจนเข้าใจขั้นตอนของพระโสดาบันไปจนถึงพระอรหันต์ จิตจำสภาวะเหล่านั้นไว้ได้หมด (สัญญา) จนบางครั้งจิตอาจเกิดความหลงผิด คิดว่าตนเองเข้าใจหรือบรรลุแล้ว เพราะจินตนาการตามบทเรียนได้ 

ความรีบร้อน (อุทธัจจะ): ยิ่งรู้รายละเอียดมาก และมีความอยากบรรลุเร็วๆ จิตจะเกิด ความเพ่งเร่ง หรือการเพ่งจ้องสภาวะจิตตนเองเพื่อ "ให้เป็นไปตามตำรา" แทนที่จะเปิดรับความจริงตามธรรมชาติด้วยปัญญา ความอยากให้สภาวะเป้าหมายเกิดขึ้นทันทีนี้เองคือตัวตนของ ภวตัณหา ที่เข้ามาขวางกั้นประตูแห่งอริยมรรคไว้ 

3. หนทางแก้ไข: แปลง "ภวตัณหา" ให้กลับมาเป็น "ธรรมนัย" ตามจริง  

พระพุทธองค์ทรงทราบดีว่าผู้ปฏิบัติธรรมย่อมต้องเผชิญกับปัญหานี้ จึงทรงสอนให้เราปรับมุมมอง (โยนิโสมนสิการ) ดังนี้: 

แยกแยะให้ออกระหว่าง "กุศลฉันทะ" กับ "ภวตัณหา": 

ภวตัณหา: มุ่งเป้าไปที่ "ตัวฉัน" ที่อยากเป็นผู้บรรลุ อยากเสวยความสงบ อยากได้ตำแหน่งพระอริยะในแต่ละระดับ(จิตอยาก) 

กุศลฉันทะ: มุ่งเน้นไปที่การสร้าง "เหตุและปัจจัย" คือความพอใจในการสั่งสมความเพียร(กุศล)การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ในทุกขณะจิตอยู่เนืองๆ การเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ โดยไม่เร่งรัดผลลัพธ์ใดๆทั้งสิ้น 

เห็นความจริงของความอยากบรรลุ: แม้แต่ความอยากบรรลุธรรม ความอยากไปสวรรค์/พรหมโลก หรือความกลัวอบายภูมิ ก็เป็นเพียง "สังขารขันธ์" (การปรุงแต่งของเจตสิกฝ่ายอกุศล) ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้น ดับไป และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา (อนัตตา) 

ใช้สติดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจัยในปัจจุบัน: พระพุทธองค์ทรงอุปมาว่า เหมือนแม่ไก่ที่ตักเตือนตนเองให้กกไข่ดูแลไข่ให้ดีที่สุด เมื่อถึงเวลา ลูกไก่จะเจาะเปลือกไข่ออกมาเอง โดยที่แม่ไก่ไม่ต้องไปอยากหรือเร่งรัดให้มันเจาะเปลือกออกมาเลย การปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน หน้าที่ของเราคือเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 และมีสติรู้เท่าทันจิตในปัจจุบัน ส่วนผลการบรรลุมรรคผลจะเป็นไปตามกฎแห่งธรรมดา(ธรรมนิยาม)เอง  

สรุปสภาวะ: การศึกษาธรรมะจนแตกฉานลึกซึ้งเป็นเรื่องน่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง แต่จิตของผู้ปฏิบัติยุคปัจจุบันต้องระมัดระวังไม่ให้ความรู้นั้นกลายเป็น "เหยื่อล่อ" ให้ภวตัณหาและมานะ (ความถือตัว) แอบอิงเข้ามา การมีสติรู้เท่าทันความอยากบรรลุ แล้วกลับมามองสภาวะจิตในปัจจุบันที่กำลังปรุงแต่งอยู่อย่างตรงไปตรงมา นั่นแหละคือการเริ่มต้นลอกคราบภวตัณหาออกอย่างแท้จริง  

 หลักสำคัญมากที่สุดที่ขาดไม่ได้เลย คือ....

 การสร้างวิชชา(สติ สมาธิ ปัญญา)หรือแก่นมรรคให้กับจิต

1 ) การเจริญและฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้า พร้อมการเจริญมรรคสมังคี ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยให้ อวิชชาดับ กิเลสดับ ตัณหาดับ ทุกข์ดับ

2 ) การนำแก่นมรรคมาเจริญในอานาปานสติและกายคตาสติที่ฐานกายในปัจจุบันขณะจิตทุกๆวันอย่างต่อเนื่อง เพื่อตัดกระแสจิตไปรับรู้ในอารมณ์ 6 ( ตัดนันทิราคะอันเป็นเชื้อของตัณหา )

ที่นี่..ไม่ได้หวังให้ท่านบรรลุอะไรทั้งสิ้น สิ่งที่แนะนำมาทั้งหมด เพื่อให้ท่านนำไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันกับโลกที่วุ่นวายเท่านั้น แก้ปัญหาความเครียด ความกังวลใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า ฯลฯ ธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด(กิเลส)ท่านทดลองและทดสอบชิมเกลือดู แล้วท่านจะรู้ดีว่ามันเค็มจริงๆ ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้นจึงจะรู้รสชาติของเกลือ(ธรรมะ)

จงระลึกไว้เสมอว่า จิตต้องอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จึงจะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต  

ท่านสามารถเพิ่มพูนความรู้ต่างๆจากลิ้งค์ด้านล่างนี้และเมนูย่อยด้านข้างซ้ายมือ ชนิดรู้แบบเชิงลึกที่ได้มาจากการเจริญสติปัฏฐาน

 

 

 

(( อาวุธที่ใช้ในการดับกิเลสดับทุกข์ ))

(( ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่ควรรู้ ))
(( วิธีดับทุกข์แบบง่ายๆของปุถุชน ))
(( ตีแผ่สังโยชน์ 10 ))
(( หยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ 6 ))

(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( จิตที่ไม่มีทุกข์ กดดูที่นี่....))
(( ความรู้และความเข้าใจใน สติ สมาธิ ปัญญา ))

(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ) ))
  

(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ )) 

(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]  

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]   

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]  

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
  

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

 
 
Visitors: 24,762