Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรเรียนรู้ให้มากๆ

ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา(ทุกข์)

ผัสสะ คือ จุดที่ อวิชชา หรือ วิชชา ทำกิจ

ผัสสะ คือ จุดเปิดโลก( การปรุงแต่งเกิด )

ผัสสะ คือ จุดเกิดทุกข์ และ จุดดับทุกข์

วิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาผัสสะดับ

วิชชาผัสสะเกิด => วิชชาเวทนาเกิด => ตัณหาดับ

เมื่อผัสสะเกิด เวทนาจะเกิดติดตามมาทันที ถ้ามีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต วิชชาหรือปัญญาจะทำกิจใน ผัสสะและเวทนา นั่นคือ อวิชชาดับ นันทิดับ ตัณหาดับ(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท) แต่ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรค อวิชชาจะทำกิจปรุงแต่งนันทิราคะและตัณหาเกิดทุกข์(ปฏิจจสมุปบาทอนุโลม) ดังนั้น การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความจำเป็นมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการดับกิเลสและดับทุกข์อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตที่เกิดดับ

"วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด)" คือ ผัสสะ ที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด

(( ตีแผ่...มโนผัสสะ  กดดูที่นี่...))

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) เป็นผลลัพธ์จากการ...เดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรค..ในฐานกาย
ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นตลอดเวลาในมนุษย์ แม้แต่ในเวลานอนหลับ ผัสสะก็เกิดตลอดเวลา นั่นคือ มโนผัสสะ เหตุเพราะ จิต(กิริยารู้)ไม่มีวันหลับไหลใดๆ จิตจะตื่นและรับรู้อยู่ตลอดเวลา ที่เรานอนหลับคือ ร่ายกาย(รูปกาย)พักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น สังเกตได้ว่าจิตไม่ได้หลับคือ การฝันต่างๆ ช่วงที่เราหลับ ภวังคจิตทำกิจ ช่วงที่เราตื่น วิถีจิตทำกิจ สลับกันไปมาอยู่เช่นนี้ใน 24 ชั่วโมง ดังนั้น ผัสสะ จึงเกิดขึ้นอยูตลอดเวลานั่นเอง ผัสสะเป็นเจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)และเป็นธรรมที่เป็นกลางๆไม่ดีและไม่เลวใดๆ ทุกๆธรรม(ยกเว้นนิพพาน)จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผัสสะเกิดขึ้น ไม่มียกเว้นแม้กระทั่ง จิต(วิญญาณ)ที่เราติดต่อสิ่งต่างๆได้รอบตัวเรา ก็ผ่านผัสสะหรือสัมผัสนี่เอง

   ผัสสะ(สัมผัส)เกิดขึ้นที่จุดใดในขันธ์ 5 ของทุกๆคน???

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางทวาร 6 คือ...ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ....

ผัสสะเกิดที่ตา เรียก..จักขุผัสสะ( สัมผัสทางตา ) => ตา  เห็น  รูป
ผัสสะเกิดที่หู เรียก..โสตะผัสสะ( สัมผัสทางหู )  =>   หู  ได้ยิน  เสียง
ผัสสะเกิดที่จมูก เรียก..ฆานะผัสสะ( สัมผัสทางจมูก )  =>  จมูก  ได้รู้  กลิ่น
ผัสสะเกิดที่ลิ้น เรียก..ชิวหาผัสสะ( สัมผัสทางลิ้น )  =>  ลิ้น รับรู้  รส
ผัสสะเกิดที่กาย เรียก..กายะผัสสะ( สัมผัสทางกาย )  =>  กาย เกิดการ สัมผัส
ผัสสะเกิดที่ใจ เรียก..มโนผัสสะ( สัมผัสทางใจ )   =>  ใจ  รับรู้  อารมณ์ความคิดต่างๆ

   ผัสสะ(สัมผัส) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร???
ผัสสะหรือสัมผัส ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิดผัสสะขึ้น เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผัสสะหรือสัมผัสประกอบไปด้วย ธรรม 3 ธรรมต่อไปนี้ ขาดธรรมใดธรรมหนึ่ง ผัสสะก็ไมม่เกิดขึ้น เมื่อ 3 ธรรมนี้มาประจวบกันหรือรวมตัวกันจึงเกิด ผัสสะหรือสัมผัสขึ้นมา 3 ธรรมนี้ประกอบไปด้วย. -
1 ) อายตนะภายใน 6  ประกอบไปด้วย..... ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ....( ต้นทาง )
2 ) อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 ประกอบด้วย..รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมมารมณ์( ปลายทาง )
3 ) วิญญาณ( การรับรู้ การรู้แจ้งในอารมณ์ 6 ) เป็นส่วนของจิตที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)รับรู้ในอารมณ์ 6 ผ่านทางทวารทั้ง 6 นั่นเอง( อายตนะภายใน 6 )

เมื่อธรรมทั้ง 3 นี้มารวมตัวกันหรือประชุมกันเข้าจึงเกิดธรรมที่ชื่อ...ผัสสะ(สัมผัส)...ขึ้นมานั่นเอง นี่คือ ที่มาของ ผัสสะหรือสัมผัสสะ ที่เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งหลายทั้งปวงมาประชุมหรือมาเข้าถึงกันได้ อายตนะภายใน( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )รับรู้อารมณ์ 6 ( อายตนะภายนอก 6 ) ได้ก็ผ่าน ผัสสะ นี่เอง ถ้าไม่มี ผัสสะ ก็ไม่เกิดการรับรู้ในอารมณ์ทั้ง 6 ในบรรดาผัสสะทั้งหลายทั้งปวง จะถูกนำมาประมวลผลที่จุด...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)..ทั้งหมด
   เนื่องจาก ผัสสะหรือสัมผัส เป็นธรรมที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) ตัวแปรที่จะมีผลกับ ผัสสะ มีอยู่เพียง 2 ธรรมเท่านั้นคือ...วิชชา.....และ  อวิชชา....และผลลัพธ์ของ ผัสสะ ทั้ง 2 นี้จะออกมาเป็นเช่นนี้. -

1 )  ผัสสะ + วิชชา เป็น...วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) =>>  ตัณหาไม่เกิด =>> ทุกข์ไม่เกิด( ทุกข์ดับ ) 

1 )  ผัสสะ + อวิชชา เป็น...อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ) =>>  ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญมรรค(เดินมรรค)ในขณะเกิด ผัสสะ เพราะในมรรคหรือแก่นมรรคมีธรรมที่ชื่อว่า วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง เมื่อ ปัญญาเกิด อวิชชาก็จะดับลง(ทั้งสองธรรมนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้) หรือ อวิชชาเกิด ปัญญาดับลง นั่นคือ นันทิราคะเกิด ตัณหาเกิด ทุกข์เกิดขึ้น นั่นเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา

  มาเริ่มต้นรู้จัก วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) ขอยืมคำสอนหลวงพ่อพุทธทาสมาใช้ครับ

วิชชาผัสสะ คือ ผัสสะหรือสัมผัสที่ประกอบด้วย วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด): ศิลปะการใช้ชีวิตด้วยการเดินแก่นมรรคหรือการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต
เมื่อเราเข้าใจเรื่องการกระทบทางใจ (มโนผัสสะ) แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนการกระทบที่เคยเต็มไปด้วยความหลง (อวิชชา) ให้กลายเป็น "วิชชาผัสสะ" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "สัมผัสฉลาด" ซึ่งก็คือการเดินแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปในทุกผัสสะที่เกิดขึ้นนั่นเอง

1. จากสัมผัสหลง(อวิชชาผัสสะ) สู่สัมผัสฉลาด( วิชชาผัสสะ ) นี่คือ เหตุผลของ..การฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ให้แก่กล้าเพื่อดับอวิชชา

โดยปกติ ชีวิตเรามักถูกขับเคลื่อนด้วย "สัมผัสหลง" คือเมื่อมีการกระทบปุ๊บ ใจจะไหลเพลิน (นันทิ) ไปปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ทันที แต่ วิชชาผัสสะ จะเข้ามาตัดวงจรนี้:

สัมผัสหลง(อวิชชาผัสสะ): กระทบ -> เพลิน -> ปรุงแต่ง -> แบกทุกข์ ( ทุกข์เกิด )

สัมผัสฉลาด (วิชชาผัสสะ): กระทบ -> หยุดด้วยสติ -> ตั้งมั่นด้วยสมาธิ -> เห็นแจ้งด้วยปัญญา ( มาจากการเดินแก่นมรรค )
เกิดการ....รู้  เห็น  วาง.., รู้  ปล่อย   วาง  ,  รู้   ตื่น  วาง  เกิดติดตามมา

2. เครื่องยนต์ 3 ประการของ "สัมผัสฉลาด"( วิชชาผัสสะ )
การจะสร้างวิชชาผัสสะให้เกิดขึ้นได้ในทุกขณะจิต เราต้องฝึกให้แก่นมรรคทั้ง 3 ทำงานพร้อมกัน: คือ...สติ  สมาธิ  ปัญญา

สติฉลาด: ระลึกได้ทันทีที่มีการกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน หรือแม้แต่ความคิดที่แวบขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) สติจะทำหน้าที่หยุดอาการ "เพลิน" ไม่ให้ไหลตามเรื่องราว

สมาธิฉลาด: ความตั้งมั่น นิ่ง สงบ อยู่ภายในจุดกระทบนั้น ไม่กระโดดลงไปเป็นตัวละครในอารมณ์ที่มากระทบ ทำให้ใจมีกำลังและไม่หวั่นไหว

ปัญญาฉลาด: การมองทะลุสมมติ เห็นแจ้งว่าการกระทบนี้เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ" เห็นความเป็นอนัตตาว่าไม่มีตัวเราอยู่ในจุดกระทบนั้น เหตุปัจจับดับ มันก็ดับลง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่ธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน

3. วิธีเดินแก่นมรรคในทุกลมหายใจ( สติ สมาธิ ปัญญา )
วิชชาผัสสะไม่ใช่เรื่องของการนั่งหลับตาอย่างเดียว แต่คือทักษะที่ใช้ได้จริงในปัจจุบันขณะนั้นเลย:

สัมผัสฉลาดในการงาน: เมื่อเจองานด่วนหรืองานยาก (มโนผัสสะที่เป็นความกังวล) -> สติรู้ทันอาการแตะของใจ -> ไม่เพลินไปกับความกลัว -> ใช้สมาธิจดจ่อที่เนื้องาน -> ใช้ปัญญาแก้ปัญหาตามเหตุปัจจัย

สัมผัสฉลาดในความสัมพันธ์: เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ (หูกระทบเสียง) -> สติรู้ทันการกระทบ -> ไม่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมารองรับคำด่า -> เห็นเป็นเพียงคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นและดับไป

4. บทสรุป: ชีวิตที่ตื่นรู้ด้วยวิชชาผัสสะ( สัมผัสสฉลาด )
การสร้างวิชชาผัสสะในทุกขณะจิต คือการสร้างเกราะป้องกันความทุกข์ที่ทรงพลังที่สุด ท่านจะสามารถอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ และความวุ่นวายของโลกได้อย่างรุ่งเรือง โดยที่ใจไม่ติดกับสมมติเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว( เพราะใจมีมรรคเจริญอยูตลอดเวลา ) 

"วิชชาผัสสะ คือการใช้แก่นมรรคเป็นดวงตา เพื่อสัมผัสโลกอย่างผู้ตื่นและผู้ชนะ"

การเกิดขึ้นของ...วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) ต้องเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต
 
การที่จิตจะเปลี่ยนจาก "การกระทบที่เต็มไปด้วยความหลง" (อวิชชาผัสสะ) มาเป็น "วิชชาผัสสะ" หรือสัมผัสที่ประกอบด้วยปัญญานั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกฝนจนแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว(มรรคสมังคี) ณ จุดที่เกิดการกระทบ(จุดที่เกิดผัสสะขึ้น)
 
1. จุดกำเนิด: เมื่อ "สติ" ทันการกระทบ
 
วิชชาผัสสะจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด สติ ที่ว่องไว และนี่คือ เหตุผลที่ต้องมีการฝึกฝนสติอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

วินาทีแรก: เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจนึกคิด (มโนผัสสะ) สติจะทำหน้าที่ "ระลึก" ได้ทันท่วงทีว่า "มีการกระทบเกิดขึ้นแล้ว"

การตัดไฟแต่ต้นลม: ในวินาทีนี้เองที่สติจะหยุดการ "ละนันทิ" (ความเพลิน) ไม่ให้จิตไหลเข้าไปคลุกวงในกับอารมณ์นั้นๆ นี่คือจุดเริ่มต้นของความฉลาด ให้ สติ ระลึกรู้ในทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้น( ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา )
 
2. ฐานที่ตั้ง: เมื่อ "สมาธิ" ทรงตัวอยู่กลางกระแสผัสสะ
 
เมื่อสติระลึกได้แล้ว สมาธิ จะเข้ามารองรับเพื่อให้เกิดความเสถียร( ความนิ่ง )

ใจที่ตั้งมั่น: สมาธิในวิชชาผัสสะไม่ใช่การนั่งนิ่งหนีโลก แต่คือการที่ใจ "ไม่หวั่นไหว" (Stability) ต่อแรงกระแทกของอารมณ์ที่เข้ามากระทบใจ

ผู้สังเกตการณ์: สมาธิทำให้จิตวางตัวเป็น "ผู้สังเกต" มากกว่าเป็น "ผู้เล่น" ทำให้เราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในใจได้ชัดเจนโดยไม่กระโดดลงไปเจ็บตัว แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ทำกิจไป  จิตเป็นเพียงกิริยาเฝ้าดูและรับรู้เท่านั้น
 
3. ความสว่างวาบ: เมื่อ "ปัญญา" ตีแผ่ความจริง
 
นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ผัสสะนั้นกลายเป็น "วิชชา" (ความรู้แจ้ง)

เห็นการทำกิจ: ปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ "แยกแยะ" ให้เห็นว่า การกระทบนี้คือธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันเอง (ตาทำกิจเห็น, หูทำกิจได้ยิน, ความคิดทำกิจนึก)

เห็นความเป็นอนัตตา: ในขณะที่กระทบ ปัญญาจะส่องสว่างให้เห็นว่า "ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้น" มีเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน เมื่อไม่มี "เรา" เข้าไปรองรับแรงกระแทก ความทุกข์จึงไม่มีที่ตั้ง
 
4. บทสรุป: สภาวะของวิชชาผัสสะในทุกขณะจิต
 
เมื่อสติ สมาธิ และปัญญา ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์(มรรคสมังคี)ที่จุดกระทบ วิชชาผัสสะ จะเกิดขึ้นในลักษณะ:

1. ฉับไว: รู้ทันและวางได้ในเสี้ยววินาที 

2. สะอาด: ไม่มีขยะอารมณ์หลงเหลืออยู่หลังการกระทบจบลง

3. รุ่งเรือง: สามารถอยู่กับสมมติโลก (งาน เงิน ตำแหน่ง) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะใจมีความใสกระจ่างอยู่เสมอ

"วิชชาผัสสะ เกิดขึ้นเมื่อแก่นมรรคเกิดขึ้นที่จุดผัสสะ(เดินมรรค)... เปลี่ยนการปะทะให้กลายเป็นการตื่นรู้"

ความเชื่อมโยงของ "วิชชาผัสสะ" กับ "แก่นมรรค": กลไกการทำงานของจิตผู้ตื่น
 
หลายคนอาจสงสัยว่า แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) กับ วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) เกี่ยวข้องกันอย่างไร? ความจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกันแต่คนละมิติ แก่นมรรค คือ "ตัวเหตุ" หรือเครื่องมือที่ต้องมีไว้ประจำใจ ส่วน วิชชาผัสสะ คือ "ตัวผล" ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเครื่องมือนั้นถูกหยิบมาใช้ที่จุดปะทะของอารมณ์
 
วิชชาฉฬายตนะ => วิชชาผัสสะ => วิชชาเวทนา => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ) 
 
1. แก่นมรรคคือ "อาวุธ" | วิชชาผัสสะคือ "การกวาดแกว่งอาวุธ"
 
หากเปรียบชีวิตคือสนามรบที่เต็มไปด้วยแรงกระทบ (ผัสสะ):

สติ คือ โล่ที่คอยรับแรงปะทะ มีสติทันทีเมื่อแรงปะทะเกิด( ผัสสะเกิด )

สมาธิ คือ ร่างกายที่ตั้งมั่นไม่ล้มลง

ปัญญา คือ ดวงตาที่มองเห็นจุดอ่อนของศัตรู เมื่อใดก็ตามที่ท่านใช้ "อาวุธ" เหล่านี้สกัดกั้นอารมณ์ที่มากระทบได้ทันท่วงที สภาวะที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นเองที่เราเรียกว่า "วิชชาผัสสะ" สิ่งที่มากระทบมีเพียง อารมณ์ 6 นี้เท่านั้น ที่มาจาก...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์และความคิดต่างๆที่มันผุดขึ้นมาในใจจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดผัสสะหรือสัมผัสขึ้นมา
 
2. สายใยความเชื่อมโยงในแต่ละมิติ
 
ความเชื่อมโยงนี้ทำงานผ่านกลไก 3 ระดับ:

ระดับการระลึก (สติ ↔ วิชชาผัสสะ): สติทำหน้าที่ดึงจิตกลับมาที่ "จุดกระทบ" ฐานกาย ไม่ให้หลงไปในความคิด (มโนผัสสะ) ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "ว่องไว" พอที่จะหยุดความเพลิน (นันทิ) ได้ก่อนที่จะเกิดทุกข์

ระดับการตั้งมั่น (สมาธิ ↔ วิชชาผัสสะ): สมาธิทำหน้าที่รักษาความนิ่งที่จุดกระทบ ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "ทรงพลัง" ใจจึงไม่แกว่งไปตามเสียงด่าหรือคำชม ทำให้ท่านทำงานสมมติได้อย่างมั่นคง

ระดับการมองเห็น (ปัญญา ↔ วิชชาผัสสะ): ปัญญาทำหน้าที่ตีแผ่ให้เห็นว่า "ผัสสะนี้ไม่ใช่เรา" ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "สว่างแจ้ง" จนความยึดถือในตัวตนสลายไป เหลือเพียงธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง
 
3. วิชชาผัสสะ: จุดที่แก่นมรรคทำงานกัน( สติ สมาธิ ปัญญา ทำงาน )
 
ในทางทฤษฎี เราอาจแยกเรียนมรรคทีละข้อ แต่ในทางปฏิบัติ วิชชาผัสสะคือจุดรวมตัว (Convergence) เมื่อกัลยาณมิตรฝึกเดินแก่นมรรคจนคล่องตัว มรรคทุกข้อจะมารวมศูนย์กันที่จุดผัสสะเพียงจุดเดียว คือ ผัสสะ : 

"เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) ปัญญาจะเห็นแจ้ง (สัมมาทิฏฐิ) สติจะระลึกได้ (สัมมาสติ) และใจจะตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อทำกิจให้ผัสสะนั้นกลายเป็นวิชชา" 

4. บทสรุป: แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่เดินบนผัสสะ คือผัสสะที่ฉลาด(วิชชาผัสสะ)
 
ความเชื่อมโยงนี้สรุปได้สั้นๆ ว่า "ถ้าแก่นมรรคเดิน ผัสสะจะฉลาด เป็น วิชชาผัสสะหรือสัมผัสฉลาดทันที" หากวันใดที่เรากระทบแล้วเป็นทุกข์ แสดงว่าแก่นมรรคขาดการเชื่อมโยง แต่หากวันใดที่เรากระทบแล้วใจยังสงบเย็นและทำงานรุ่งเรืองได้ นั่นคือหลักฐานว่า แก่นมรรค และ วิชชาผัสสะ ได้รวมกันเป็นเนื้อเดียวในใจของท่านเรียบร้อยแล้ว
 
จุดสำคัญที่สุดคือ ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรคเป็นอย่างดี ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีความเพียรพยายามสูง มีระเบียบและวินัยในตนเองสูง ไม่มีสิ่งใดที่อยู่เหนือความพยายามของท่านหรอกครับ
 
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))  

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]  

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

Visitors: 14,162