ตีแผ่ความจริง มโนผัสสะ

ตีแผ่...ผัสสะ...เน้นที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)
"ผู้ที่รู้จักผัสสะด้วยแก่นมรรค คือผู้ที่กุมกุญแจแห่งการดับทุกข์ไว้ในมือ"
"ผู้ที่รู้จักผัสสะด้วยแก่นมรรค คือผู้ที่กุมกุญแจแห่งการดับทุกข์ไว้ในมือ"
วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) เป็นผลลัพธ์จากการ...เดินแก่นมรรค..ในฐานกาย
ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นตลอดเวลาในมนุษย์ แม้แต่ในเวลานอนหลับ ผัสสะก็เกิดตลอดเวลา นั่นคือ มโนผัสสะ เหตุเพราะ จิต(กิริยารู้)ไม่มีวันหลับไหลใดๆ จิตจะตื่นและรับรู้อยู่ตลอดเวลา ที่เรานอนหลับคือ ร่ายกาย(รูปกาย)พักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น สังเกตได้ว่าจิตไม่ได้หลับคือ การฝันต่างๆ ช่วงที่เราหลับ ภวังคจิตทำกิจ ช่วงที่เราตื่น วิถีจิตทำกิจ สลับกันไปมาอยู่เช่นนี้ใน 24 ชั่วโมง ดังนั้น ผัสสะ จึงเกิดขึ้นอยูตลอดเวลานั่นเอง ผัสสะเป็นเจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)และเป็นธรรมที่เป็นกลางๆไม่ดีและไม่เลวใดๆ ทุกๆธรรม(ยกเว้นนิพพาน)จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผัสสะเกิดขึ้น ไม่มียกเว้นแม้กระทั่ง จิต(วิญญาณ)ที่เราติดต่อสิ่งต่างๆได้รอบตัวเรา ก็ผ่านผัสสะหรือสัมผัสนี่เอง
ผัสสะ(สัมผัส)เกิดขึ้นที่จุดใดในขันธ์ 5 ของทุกๆคน???
ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางทวาร 6 คือ...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ....
ผัสสะเกิดที่ตา เรียก..จักขุผัสสะ( สัมผัสทางตา ) => ตา เห็น รูป
ผัสสะเกิดที่หู เรียก..โสตะผัสสะ( สัมผัสทางหู ) => หู ได้ยิน เสียง
ผัสสะเกิดที่จมูก เรียก..ฆานะผัสสะ( สัมผัสทางจมูก ) => จมูก ได้รู้ กลิ่น
ผัสสะเกิดที่ลิ้น เรียก..ชิวหาผัสสะ( สัมผัสทางลิ้น ) => ลิ้น รับรู้ รส
ผัสสะเกิดที่กาย เรียก..กายะผัสสะ( สัมผัสทางกาย ) => กาย เกิดการ สัมผัส
ผัสสะเกิดที่ใจ เรียก..มโนผัสสะ( สัมผัสทางใจ ) => ใจ รับรู้ อารมณ์ความคิดต่างๆ
ผัสสะ(สัมผัส) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร???
ผัสสะหรือสัมผัส ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิดผัสสะขึ้น เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผัสสะหรือสัมผัสประกอบไปด้วย ธรรม 3 ธรรมต่อไปนี้ ขาดธรรมใดธรรมหนึ่ง ผัสสะก็ไมม่เกิดขึ้น เมื่อ 3 ธรรมนี้มาประจวบกันหรือรวมตัวกันจึงเกิด ผัสสะหรือสัมผัสขึ้นมา 3 ธรรมนี้ประกอบไปด้วย. -
1 ) อายตนะภายใน 6 ประกอบไปด้วย..... ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ....( ต้นทาง )
2 ) อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 ประกอบด้วย..รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์( ปลายทาง )
3 ) วิญญาณ( การรับรู้ การรู้แจ้งในอารมณ์ 6 ) เป็นส่วนของจิตที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)รับรู้ในอารมณ์ 6 ผ่านทางทวารทั้ง 6 นั่นเอง( อายตนะภายใน 6 )
เมื่อธรรมทั้ง 3 นี้มารวมตัวกันหรือประชุมกันเข้าจึงเกิดธรรมที่ชื่อ...ผัสสะ(สัมผัส)...ขึ้นมานั่นเอง นี่คือ ที่มาของ ผัสสะหรือสัมผัสสะ ที่เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งหลายทั้งปวงมาประชุมหรือมาเข้าถึงกันได้ อายตนะภายใน( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )รับรู้อารมณ์ 6 ( อายตนะภายนอก 6 ) ได้ก็ผ่าน ผัสสะ นี่เอง ถ้าไม่มี ผัสสะ ก็ไม่เกิดการรับรู้ในอารมณ์ทั้ง 6 ในบรรดาผัสสะทั้งหลายทั้งปวง จะถูกนำมาประมวลผลที่จุด...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)..ทั้งหมด
เนื่องจาก ผัสสะหรือสัมผัส เป็นธรรมที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) ตัวแปรที่จะมีผลกับ ผัสสะ มีอยู่เพียง 2 ธรรมเท่านั้นคือ...วิชชา.....และ อวิชชา....และผลลัพธ์ของ ผัสสะ ทั้ง 2 นี้จะออกมาเป็นเช่นนี้. -
1 ) ผัสสะ + วิชชา เป็น...วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) =>> ตัณหาไม่เกิด =>> ทุกข์ไม่เกิด( ทุกข์ดับ )
1 ) ผัสสะ + อวิชชา เป็น...อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ) =>> ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด
นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญมรรค(เดินมรรค)ในขณะเกิด ผัสสะ เพราะในมรรคหรือแก่นมรรคมีธรรมที่ชื่อว่า วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง เมื่อ ปัญญาเกิด อวิชชาก็จะดับลง(ทั้งสองธรรมนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้) หรือ อวิชชาเกิด ปัญญาดับลง นั่นคือ นันทิราคะเกิด ตัณหาเกิด ทุกข์เกิดขึ้น นั่นเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา
มาเริ่มต้นรู้จัก วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) ขอยืมคำสอนหลวงพ่อพุทธทาสมาใช้ครับ
วิชชาผัสสะ คือ ผัสสะหรือสัมผัสที่ประกอบด้วย วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง
1.อายตนะภายใน: ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
2.อายตนะภายนอก: รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ (เรื่องราวในใจ)
3.วิญญาณ: การรับรู้ในอารมณ์ 6 ทางทวารทั้ง 6
เมื่อ 3 สิ่งนี้มาบรรจบกัน "ผัสสะ" จึงเกิดขึ้น นี่คือประตูบานแรกที่โลกภายนอกผ่านเข้ามาสู่โลกภายในของเรา
ผัสสะคือธรรมที่ทำกิจ: ตาทำหน้าที่เห็น รูปทำหน้าที่ถูกเห็น และวิญญาณทางตาทำหน้าที่รับรู้ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยหรือ ธรรมทำกิจ(ทำหน้าที่)เท่านั้น ไม่มีคำว่า...เรา....อยู่ในนั้น
สมมติที่ลวงตา: เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้วเราขาด "วิชชา" จิตจะรีบสร้าง "ตัวเรา" เข้าไปสวมรอยทันที เช่น "ฉันเห็นรูปที่สวย" หรือ "ฉันได้ยินคำด่า" นี่คือจุดเริ่มต้นของการแบกทุกข์หรือการเกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต
การละนันทิในผัสสะ: เมื่อมีการกระทบเกิดขึ้น ให้มีสติรู้ซื่อๆ ว่า "มีการเห็น" "มีการได้ยิน" แต่ไม่กระโดดลงไปคลุกวงใน ไม่ปล่อยให้จิตไหลเพลิน (นันทิ) ไปปรุงแต่งต่อกลายไปเป็น....นันิและราคะ..ซึ่งเป็นเชื้อของ...ตัณหา....
ใช้โยนิโสมนสิการ(การพิจรณาอย่างละเอียดรอบด้าน) : พิจารณาให้เห็นว่าผัสสะนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา เมื่อเห็นความจริง ใจจะคลายความยึดมั่น (ตัณหา) ลงได้เอง
เมื่อ "คำชม" กระทบหู => รู้ว่าเป็นเพียงคลื่นเสียง (ผัสสะ) => ใจไม่ฟูจนหลงตัวตน
เมื่อ "คำด่า" กระทบหู => รู้ว่าเป็นเพียงคลื่นเสียง (ผัสสะ) => ใจไม่ฟุบจนเป็นทุกข์
"ผู้ที่รู้จักผัสสะด้วยแก่นมรรค คือผู้ที่กุมกุญแจแห่งการดับทุกข์ไว้ในมือ"
- มโน (ใจ): ตัวรับรู้ภายใน
- ธรรมารมณ์: ความคิด ความทรงจำ ภาพในหัว หรืออารมณ์ที่ผุดขึ้นมา
- มโนวิญญาณ: การเข้าไปรับรู้เรื่องราวนั้น
เมื่อ 3 สิ่งนี้รวมกัน มโนผัสสะ จะเริ่มทำงานทันที มันคือการที่ใจ "แตะ" เข้ากับความคิดนั่นเอง
ทุกข์ที่ไม่มีตัวตน: บ่อยครั้งที่เรานั่งอยู่ในที่เงียบๆ ไม่มีใครด่า ไม่มีใครทำร้าย แต่เรากลับเป็นทุกข์ปางตาย นั่นเพราะมโนผัสสะทำงาน ใจไปกระทบกับภาพความจำในอดีตหรือความกังวลในอนาคต ทำให้คิดมากจนปวดหัว เครียด ทุกข์ใจเกิดขึ้น
โรงงานปรุงแต่ง: มโนผัสสะคือจุดเริ่มต้นของ "สังขาร" (การปรุงแต่ง) หากมโนผัสสะเกิดขึ้นแล้วเราขาดสติ มันจะไหลต่อไปเป็น "นันทิ" (ความเพลิน) จนกลายเป็นพายุอารมณ์ภายในไม่กี่วินาทีทันที
รู้ทันการแตะ: เมื่อมีความคิดแวบขึ้นมา (เช่น เรื่องงานที่ค้างอยู่) ให้มีสติรู้ทันว่านี่คือ "มโนผัสสะ" มีการกระทบกันเกิดขึ้นแล้วนะ
เห็นเป็น "ธรรมแต่ละธรรม": มองให้ออกว่า "ความคิด(วิตกเจตสิกทำกิจ)" ก็เรื่องหนึ่ง "ใจที่รับรู้(จิตทำกิจ)" ก็เรื่องหนึ่ง ทั้งคู่ไม่ใช่เรา เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากเหตุปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่งเพียงชั่วคราวเท่านั้น แล้วมันก็ดับไปในที่สุด
หยุดเพลิน (ละนันทิ): เมื่อรู้ว่ามีการกระทบ ให้ใช้สติหยุดความเพลินที่จะคิดต่อซ้ำๆ (Ruminating) เพียงแค่รู้ซื่อๆ แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบันที่ฐานกาย มโนผัสสะนั้นจะดับไปเองตามกฎอนิจจัง
ไม่ตกเป็นเหยื่อของความคิด: ความคิดลบจะยังมีอยู่ แต่มันทำอะไรเราไม่ได้ เพราะเราไม่กระโดดเข้าไป "ผัสสะ" กับมัน จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเรารู้แล้วว่า ผัสสะ มันเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน
จิตมีกำลัง (สมาธิ): เมื่อใจไม่วุ่นวายกับการกระทบภายใน จิตจะมีพลังมหาศาลในการโฟกัสงานสมมติได้อย่างยอดเยี่ยม
ความสงบกลางพายุอารมณ์ : แม้โลกภายนอกจะวุ่นวาย แต่ "มโนผัสสะ" ภายในถูกคุมไว้ด้วยวิชชา ใจจึงสงบเย็นได้เสมอ
"มโนผัสสะคือสนามรบที่แท้จริง ใครชนะที่จุดนี้ได้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ชนะในโลกทั้งปวง"
เปลี่ยน มโนผัสสะ ธรรมดา ให้เป็น...วิชชามโนผัสสะ ด้วยการเจริญแก่นมรรค(สติ สามาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต
..................................................................................................................................
การเดินแก่นมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ใน..ผัสสะทั้งหมด และใน..มโนผัสสะ
ให้ มโนผัสสะธรรมดา กลายไปเป็น...วิชชามโนผัสสะ( สัมผัสฉลาดทางใจ )
เดินด้วย "สติ": รู้ทันทีว่า "มีการกระทบ" (เช่น ได้ยินเสียงตำหนิ) สติจะทำหน้าที่เป็นเบรกฉุกเฉิน หยุดใจไม่ให้พุ่งออกไปกับการปรุงแต่งตามความเคยชิน เมื่อเกิดผัสสะขึ้น ก็ให้....รู้ เห็น วาง...ด้วย...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
เดินด้วย "สมาธิ": รักษาความนิ่งของใจไว้ที่ฐานเดิม ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสของผัสสะนั้น (ไม่ฟูเมื่อชม ไม่ฟุบเมื่อด่า)
เดินด้วย "ปัญญา": มองเห็นว่า "เสียงก็เรื่องหนึ่ง หูก็เรื่องหนึ่ง การรับรู้ก็เรื่องหนึ่ง" ทุกอย่างคือธรรมที่ทำกิจของมันเองไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราสัมผัสสิ่งเหล่านั้นแล้ว.....รู้ เห็น วาง....ลงทันที ใจจะสงบและเย็น(นี้คือผลลัพธ์ของการเดินแก่นมรรค)
มโนผัสสะที่มีการเดินแก่นมรรคอยู่ในทุกขณะจิต จะเป็น...วิชชามโนผัสสะ(สัมผัสฉลาดทางใจ)ทันที
เดินด้วย "สติ": รู้เท่าทัน "อาการแตะ" ของใจกับความคิด (มโนผัสสะ) ทันทีที่มันแวบขึ้นมา สติจะหยุดการ "ละนันทิ" หรือความเพลินที่จะไหลตามความคิดนั้นไป
เดินด้วย "สมาธิ": ตั้งมั่นอยู่กับ "ผู้รู้" หรือความว่างภายใน ไม่กระโดดลงไปเล่นบทตัวละครในความคิดที่ผุดขึ้นมา
เดินด้วย "ปัญญา" และ โยนิโสมนสิการ : เห็นแจ้งว่า "ความคิดก็เป็นเพียงธรรมารมณ์" ที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป จิตที่เข้าไปรู้ก็เป็นเพียงธรรมที่ทำหน้าที่รู้( จติทำกิจรู้ ) ทั้งหมดเป็น "อนัตตา" (ไม่มีตัวตนที่แท้จริง)
"ไม่มีใครเป็นผู้ปฏิบัติ มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง สติทำกิจระลึกรู้ สมาธิทำกิจตั้งมั่น ปัญญาทำกิจเห็นแจ้ง และมโนผัสสะก็ทำกิจกระทบ... เมื่อไม่มีผู้แบก กิจนั้นก็สำเร็จได้โดยไม่มีความทุกข์"
- ทางโลก: ท่านจะทำงานได้คมชัด ตัดสินใจได้แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูง เพราะใจไม่วุ่นวาย
- ทางธรรม: ท่านจะเข้าถึงความสงบเย็นที่ยั่งยืน เพราะ "ถอนสมมติ" ออกจากใจได้ในทุกขณะที่มีการกระทบ
ขันธ์ 5 ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ )คือ สมมติบัญญัติทั้งหมด
กาย( ดิน น้ำ ลม ไฟ : สมมติบัญญัติ ) + จิต( สมมติบัญญัติ ) => มนุษย์ที่มีชีวิต ( มนุษย์ เป็น สมมติบัญญัติเช่นกัน )
............................................................................................................................
จากสัมผัสหลง: กระทบปุ๊บ => โกรธ/โลภปั๊บ => ปรุงแต่งยาวนาน
สู่สัมผัสฉลาด: กระทบปุ๊บ => มรรคทำงานปั๊บ => เห็นความจริงทันที
สติ (ตัวระลึก): ทำหน้าที่ "แตะ" ที่ผัสสะด้วยความระลึกได้ ไม่ปล่อยให้การกระทบนั้นผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
สมาธิ (ตัวตั้งมั่น): ทำหน้าที่ "ทรงตัว" อยู่ที่จุดกระทบด้วยความนิ่ง ไม่หวั่นไหวไปตามแรงบีบคั้นของอารมณ์
ปัญญา (ตัวรู้แจ้ง): ทำหน้าที่ "เห็น" ความจริงว่า ผัสสะนี้เป็นเพียงสมมติ เป็นอนัตตา และไม่มีตัวเราอยู่ในจุดกระทบนั้น
ขณะทำงาน: เมื่อถูกตำหนิ (หูกระทบเสียง) => ใช้สติหยุดนันทิ => สมาธิตั้งมั่นรับฟัง => ปัญญาแยกแยะเนื้อหาออกจากอารมณ์ นี่คือ "วิชชาผัสสะในการทำงาน"
ขณะคิด (มโนผัสสะ): เมื่อความคิดลบผุดขึ้น => รู้ทันการแตะของใจ => ไม่เพลินไปในภาพลวงตา => เห็นความคิดเกิด-ดับ นี่คือ "วิชชาผัสสะทางใจ"
1.ไม่สะสมขยะอารมณ์: ทุกการกระทบถูกจัดการจบในขณะนั้น ไม่กลายเป็นแผลใจ
2.ความสำเร็จที่ใสสะอาด: เมื่อสัมผัสโลกด้วยความฉลาด การตัดสินใจจะแม่นยำและเปี่ยมด้วยเมตตา
3.เข้าถึงความจริง: ทุกขณะจิตคือการเรียนรู้ "อนัตตา" จนความยึดมั่นถือมั่นสลายไปเองตามลำดับ
"เปลี่ยนสัมผัสหลง ให้เป็นสัมผัสฉลาด... แล้วโลกทั้งใบจะกลายเป็นห้องเรียนแห่งวิชชา"