ปหานและนิโรธ : เมื่อปหานเกิด นิโรธจึงเกิด ละกิเลส นิโรธเกิด

ปหาน เกิด => นิโรธ เกิด
ความหมายของ 2 ธรรมนี้
1 ) ปหาน ( อ่านว่า ปะ - หา - นะ ) เป็นภาษาบาลี แปลว่า ละ หรือ การละ
2 ) นิโรธ ( อ่านว่า นิ - โรด ) เป็นภาษาบาลี แปลว่า ดับ หรือ การดับ
ต่อไปนี้เราจะนำ 2 ธรรมนี้มาใช้กับ กิเลส และ ทุกข์(ในบริบทของ กิเลสและทุกข์)
ละ(ปหาน) จะหมายถึง การละกิเลส
ดับ(นิโรธ) จะหมายถึง กิเลสดับหรือการดับลงของกิเลส
สองธรรมนี้จะสัมพันธ์กัน เมื่อมีการละกิเลส(ปหาน) นิโรธจึงเกิด(กิเลสดับหรือทุกข์ดับ) กิเลสทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใน โดยเฉพาะ กิเลสตัณหา(ตัณหาเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง)ซึ่งเป็นกิเลสที่ใกล้ทุกข์มากที่สุด ในอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์ มีไว้กำหนดรู้(แจ้ง) สมุทัย(ตัณหา)มีไว้ให้ละ(ปหาน) นิโรธให้รู้แจ้ง(กิเลสดับ) มรรคให้เจริญเพื่อดับสมุทัย ดังนั้น เราจะเห็นความเกี่ยวข้องกันของ ปหาน กับ นิโรธ ถ้าไม่มีการละกิเลส(ปหาน) นิโรธ(การดับไปของกิเลส)ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ นี้คือ ความสัมพันธ์กันของสองธรรมนี้เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา(หลักเหตุและผล)ทุกประการ
ปหาน (การละ) คือกระบวนการทำลายหรือละตัดกิเลส อวิชชา และความยึดติด (นันทิ/ตัณหา) ไม่ให้เข้ามาเกาะเกี่ยวจิต การละไม่ได้เกิดจากการบังคับกดข่มด้วยอัตตา แต่เกิดจากปัญญาที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัศนะ) เมื่อเห็นว่าสิ่งใดเป็นเพียงสมมติ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตย่อมคลายความกำหนัดและ "ละ" ได้เอง
ตทังคปหาน : การละด้วยองค์นั้นๆ (ละได้ชั่วคราวด้วยการใช้ธรรมะที่ตรงกันข้าม เช่น ใช้โยนิโสมนสิการมาดับอวิชชาในมโนผัสสะ)
วิกขัมภนปหาน : การละด้วยการข่มไว้ (ด้วยกำลังของสมาธิ/ฌาน)
สมุจเฉทปหาน : การละได้อย่างเด็ดขาด ตัดขาดด้วยอริยมรรค (ไม่กลับมาเกิดอีก)
นิโรธ (การดับ) คือสภาวะที่ความทุกข์ สมุทัย หรือสังขารทั้งปวง(การปรุงแต่งทั้งปวง) "ดับลง" เพราะหมดเหตุปัจจัยหนุนส่ง เมื่อมี ปหาน (การละนันทิ/ตัณหา) การปรุงแต่งทั้งหลายก็ไร้ที่ตั้ง และเข้าสู่ นิโรธ คือความสงบระงับ การดับลงของกิเลส ดับความยึดมั่นถือมั่นในสมมติทั้งปวง
หากมองในแง่การปฏิบัติ : ปหาน คือการทำกิจละเหตุ (ละตัณหา/อวิชชา/นันทิ) นิโรธ คือการประจักษ์แจ้งในผล (ความดับลงแห่งทุกข์และสมุทัย)
บทความต่อไปนี้นำเสนอแนวทางการปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธพจน์ โดยมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่าง ปหาน (การละ) และ นิโรธ (การดับ) ผ่านการเจริญแก่นมรรค(สิต สมาธิ ปัญญา)ที่ฐานกาย(เซฟเฮ้าส์ที่มั่นคงของจิต) เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน
ธรรมทำกิจของธรรม ไร้ซึ่งตัวตน(อนัตตา)
ในทางพระพุทธศาสนา รูปธรรมและนามธรรมทั้งปวงล้วนเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา และไม่อยู่ในอำนาจการบังคับควบคุมของใคร ทุกสิ่งดำเนินไปตามเหตุปัจจัย การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่ความพยายามของ "อัตตา" ที่จะเข้าไปควบคุมจิต แต่เป็นการ "สร้างเหตุปัจจัย" ฝ่ายกุศล เพื่อให้องค์ธรรมทำหน้าที่ของตนเอง โดยมีแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทำหน้าที่ ปหาน(ละกิเลส) เพื่อให้สภาวะ นิโรธ(การดับลงของกิเลส)ปรากฏแจ้ง
ความสัมพันธ์ระหว่าง ปหาน และ นิโรธ
ทั้งสองธรรมนี้ทำงานประสานกันอย่างสืบเนื่องในกระบวนการหลุดพ้น(ทุกข์) :
ปหาน (การละ) : คือ "การทำกิจที่เหตุ" ด้วยการตัดกระแสอวิชชา (โมหเจตสิก) และสลายความเพลิน (นันทิ/ตัณหา) ที่เข้ามาเกาะเกี่ยวจิต เมื่อเจริญมรรคหรือแก่นมรรค(มรรคสมังคี) ปหานจะทำหน้าที่ถอนรากถอนโคนความสำคัญมั่นหมายในตนเอง(อัสสมิมานะ)
นิโรธ (การดับ) : คือ "ผลลัพธ์ที่ปรากฏแจ้ง" เมื่อเหตุแห่งความทุกข์ (สมุทัย) ถูกปหานละทิ้งไป สังขารการปรุงแต่งย่อมไร้ที่ตั้ง สภาวะความสงบระงับ ดับกิเลส และดับทุกข์ จึงปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติ
สรุปความสัมพันธ์ : ปหาน คือการละเหตุแห่งทุกข์(ตัณหา) => นิโรธ คือการประจักษ์แจ้งในความดับแห่งทุกข์(ตัณหาดับลง)
แนวทางการนำไปใช้ปฏิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรม :
การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่ฐานกาย
การนำ ปหาน และ นิโรธ มาใช้ในชีวิตจริงอย่างทรงพลังที่สุดให้เห็นเป็นรูปธรรม คือการใช้ อานาปานสติและกายคตาสติ หรือการปักหลักจิตไว้ที่ "ฐานกาย" ซึ่งเป็นชัยภูมิหลักในการปฏิบัติ(ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต)
1. ตั้งจิตไว้ที่ฐานกาย (เซฟเฮ้าส์ของจิต) : ด้วยการดึงสติและจิต(วิญญาณ การรับรู้) กลับมารวมไว้ที่ความรู้สึกตัวภายในฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบถต่างๆ) เพื่อป้องกันไม่ให้จิตหมกมุ่น(นันทิ)ไหลออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอก(อารมณ์ 6)ให้จิตอยู่กับกายและแก่นมรรคจะปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวง โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)เข้าครอบงำจิต
2. จำกัดขอบเขตผัสสะ : เมื่อวิญญาณ(จิต)ตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกาย ผัสสะที่เกิดขึ้นจะถูกจำกัดไว้เพียง กายผัสสะ ภายในอายตนะภายในเท่านั้น ทุกผัสสะที่เกิดขึ้นจะมาประมวลผลที่ส่วนกลางคือ มโนผัสสะ ที่ฐานกาย และจะถูกสติและปัญญาดักรู้อย่างทันท่วงที อวิชชา(โมหเจตสิก)จึงดับลง นันทิราคะไม่เกิด
3. ตัดกระแสด้วยโยนิโสมนสิการ : ใช้ปัญญาพิจารณาเมื่อเกิดผัสสะขึ้นตามสูตรพระพาหิยะ คือ "เห็นสักว่าเห็น รู้สึกสักว่ารู้สึก" ไม่ปรุงแต่งต่อ โมหเจตสิก(อวิชชา)จึงเข้าครอบงำจิตไม่ได้และดับไปในที่สุด
4. เปลี่ยนเวทนา : เมื่อนันทิราคะ ตัณหาไม่มีโอกาสก่อตัว เวทนาปรุงแต่ง (สุข/ทุกข์ทางใจ) จะถูกสลัดคืน เปลี่ยนสภาพกลายเป็น "เวทนารู้" หรือ อุเบกขาเวทนา (เวทนาเย็น) เป็นเวทนาที่ไม่ยินดียินร้าย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อ 1-4
เมื่อเจริญแก่นมรรคที่ฐานกายอย่างต่อเนื่อง เหตุปัจจัยจะสมบูรณ์และส่งผลดังนี้:
สลายมิจฉาทิฏฐิ ถอนรากถอนโคนอัตตา : ทำลายความหลงผิดว่ามีตัวตน สลายการเกิดของ อัตตนิยะ(ความยึดถือว่าของของตน)และ อัสสมิมานะ(ความสำคัญมั่นหมายว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่)
นิโรธปรากฏต่อเนื่อง : เมื่อการละนันทิและตัณหา (ปหาน) ทำงานอยู่ทุกๆ มโนผัสสะ ความดับสนิทแห่งความทุกข์(นิโรธ) ย่อมปรากฏแจ้งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันขณะจิต
จิตทรงความสงบเย็นบริสุทธิ์ : จิตปล่อยวางการยึดถือในสมมติทั้งปวง ดำเนินชีวิตด้วยความโปร่งเบา เพราะเห็นแจ้งว่าทุกสิ่งเป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
ความสัมพันธ์ของ ปหานและนิโรธกับหลักปฏิจจสมุปบาท
(การตัดวงจรแห่งทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาท)
การอธิบาย ปหาน และ นิโรธ ผ่านวงจรปฏิจจสมุปบาท จะช่วยให้เห็นภาพการทำงานของจิตอย่างชัดเจนดังต่อไปนี้......
การปหานที่องค์ธรรม "ผัสสะ": ในวงจรธรรมดา(อนุโลม)เมื่อเกิด ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน(ทุกข์) แต่เมื่อสติและปัญญาตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกาย (มโนผัสสะ) การปหานจะเข้าไป "ตัดกระแส" ตรงกลางระหว่าง เวทนา ไม่ให้ลุกลามไปเป็น ตัณหา (นันทิราคะดับ)
วิชชาผัสสะ(วิชชามโนผัสสะ) => วิชชาเวทนา => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ(ทุกข์ดับ)
เมื่อเจริญแก่นมรรคในฐานกายทุกขณะจิต วิชชาเกิด => อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) => นันทิราคะดับ => ตัณหาดับ => อุปาทานดับ => ทุกข์ดับ
การเกิดนิโรธตามลำดับ : เมื่อตัณหาถูกปหานสลัดคืนด้วยแก่นมรรค(วิชชา)ในฐานกาย วงจรจะพลิกเป็นฝ่ายดับทันที(ปฏิโลม) คือ ตัณหาดับ => อุปาทานดับ => ภพดับ => ชาติดับ => ความทุกข์ทั้งปวงจึงดับลง (นิโรธเกิด) การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตที่ฐานกายจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับนักปฏิบัติธรรมที่เข้าใจกลไกของการดับกิเลส(ดับทุกข์)
นิโรธ 2 ระดับ :
จากปัจจุบันขณะ(ดับชั่วคราว)สู่ความหลุดพ้นเด็ดขาด(ดับถาวร)
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่านิโรธไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสภาวะที่สัมผัสได้จริงตามลำดับการเจริญมรรคในแต่ละขณะจิตที่สามารถสัมผัสได้จริงๆ :
1 ) ตทังคนิโรธ (ความดับชั่วคราวหรือชั่วขณะ) : การประจักษ์แจ้งความสงบระงับแห่งทุกข์และเวทนาปรุงแต่งเป็นรายผัสสะ ในขณะที่สติปักหลักอยู่ที่ฐานกาย(เขตปลอดกิเลส)
2 ) สมุจเฉทนิโรธ (ความดับสนิทอย่างเด็ดขาดถาวร) : เมื่อสร้างเหตุปัจจัยด้วยการเจริญแก่นมรรคที่ฐานกายอย่างต่อเนื่องจนปัญญารู้แจ้งตัดขาดอวิชชาได้อย่างสิ้นเชิงและถาวร นิโรธธาตุอันเป็นอมตธรรมย่อมปรากฏแจ้งอย่างเด็ดขาด(เฉพาะพระอรหันต์)ไม่กลับมาก่อทุกข์อีกต่อไป
เมื่อพิจารณา นิโรธ 2 ระดับ แล้ว การอธิบาย ปหาน 2 ระดับ ควบคู่กันไปจะทำให้เห็นโครงสร้างของ "เหตุ" และ "ผล" ที่สอดรับกันอย่างลงตัว(ปหานและนิโรธ คือ เหตุและผล)
1. ตทังคปหาน (การละได้ชั่วคราวหรือชั่วขณะเป็นรายผัสสะ / ละได้ด้วยองค์นั้นๆ)
สภาวะ : เป็นการละกิเลส นันทิ และโมหเจตสิกได้ชั่วคราว ณ ปัจจุบันขณะจิตที่ผัสสะกระทบ โดยอาศัยการเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ที่ตั้งมั่นอยู่บน ฐานกายในปัจจุบันขณะจิต
การทำงาน : เมื่อมโนผัสสะเกิดขึ้น สติจะตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)และปัญญาจะใช้โยนิโสมนสิการเข้ามากั้นไม่ให้เวทนาไหลไปเป็น นันทิราคะ ตัณหา เป็นการละกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับตรงข้าม (เช่น ใช้สติปัฏฐานละความหลงในอวิชชา)
สอดคล้องกับ : ตทังคนิโรธ (การดับทุกข์ชั่วขณะ) คือเมื่อมี ตทังคปหาน ละนันทิราคะในผัสสะนั้นๆ ได้ ตทังคนิโรธ ความสงบเย็นระงับในผัสสะนั้นก็ปรากฏขึ้นทันทีในปัจจุบันขณะจิต
2. สมุจเฉทปหาน (การละได้อย่างเด็ดขาดถอนรากถอนโคน)
สภาวะ : เป็นการละกิเลส อวิชชา และสังโยชน์ได้อย่างถาวร ด้วยกำลังของอริยมรรคญาณที่แก่กล้าถึงที่สุด ไม่กลับมาเกิดอีกเป็นครั้งที่สอง(สำหรับพระอรหันต์)
การทำงาน : เกิดจากการสั่งสมเหตุปัจจัยผ่าน ตทังคปหาน แบบซ้ำๆบนฐานกายอย่างต่อเนื่อง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนปัญญาเห็นแจ้งในความเป็นอนัตตาและสมมติทั้งปวงอย่างถอนรากถอนโคน สลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสสมิมานะ) และความยึดถือ (อุปาทาน) ลงอย่างสิ้นเชิง
สอดคล้องกับ : สมุจเฉทนิโรธ (ความดับสนิทอย่างเด็ดขาด) คือเมื่อ สมุจเฉทปหาน ทำกิจตัดขาดอวิชชาได้อย่างบริบูรณ์ สมุจเฉทนิโรธ อันเป็นสภาวะแห่งอมตธรรม ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริงย่อมปรากฏแจ้ง
สรุปการทำงานเชื่อมโยงกันของ ปหาน และ นิโรธ :
จะมี 2 สภาวะธรรมที่เกิดร่วมคือ ตทังค(แบบชั่วขณะหรือชั่วคราว) และ สมุจเฉท(แบบถาวร)
ตทังคปหาน (ละรายผัสสะที่ฐานกายแบบชั่วคราวหรือชั่วขณะจิต) => ส่งผลให้เกิด ตทังคนิโรธ (ดับทุกข์ชั่วขณะจิตหรือชั่วคราวแบบปุถุชนทั่วๆไป)
เมื่อเจริญเหตุปัจจัยนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง.....
จนเกิด สมุจเฉทปหาน (ละเด็ดขาด) => ย่อมบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ (ความดับสนิทถาวรของกิเลสแบบพระอรหันต์)
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。