Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

มีสติ มีจิต สติตั้งอยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติเสมอ ปลอดภัยจากกิเลส

  มีสติ มีจิต( จิตอยู่กับสติ )

ความหมายคือ มีสติตั้งอยู่ที่ใด จิตจะตั้งอยู่กับสติเสมอ(จิตอยู่กับสติ) 

การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน 

กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์ 

ความหมายของแต่ละธรรม

1.  สติ ความหมายของ สติ คือ การระลึกตัวทั่วพร้อมใน..อานาปานสติและกายคตาสติ จะไม่ใช่สติรู้ตัวแบบทั่วๆไป เป็นสติที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

2. จิต ความหมายของ จิต คือ ธาตุรู้ธรรมต่างๆ ธรรมที่รับรู้อารมณ์ต่างๆ

ในขันธ์ 5 ของมนุษย์ทุกๆคนที่ประกอบไปด้วย...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(จิต)...จิตจะเป็นธาตุรู้ใน รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(รู้จิตเองด้วย) จิตจะเป็นใหญ่และเป็นประธานในขันธ์ 5 จิตจะรับรู้ทุกๆเรื่องทุกๆอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิต รับรู้ความทุกข์ของกาย(กายไม่สามารถรับรู้กายเองได้) รับรู้ในเวทนา(สุข ทุกข์ เฉยๆ) รับรู้ในความจำได้หมายรู้ต่างๆ(สัญญา) รับรู้การปรุงแต่ง(สังขาร) รวมถึงรับรู้ในสิ่งที่จิตรู้(วิญญาณ)

  จิตเป็นธรรมที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)เพียง รับรู้ เท่านั้น รับรู้ทุกๆเรื่องที่เข้ามาปรุงแต่งจิต ไม่ว่าดีหรือไม่ดี จิตจะรับรู้ทั้งหมด จิตไม่สามารถปรุงแต่งจิตเองได้โดยตรง การปรุงแต่งจะมาจาก เจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต ธรรมที่ประกอบกับจิต) บรรดากิเลสตัณหาและทุกข์จึงมาจากการปรุงแต่งของ..เจตสิก(อกุศลเจตสิก)นั่นเอง จิตทำหน้าที่ไปรับรู้ในสิ่งที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น

สติเกี่ยวข้องกับจิตอย่างไร?

สติ เป็นเจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)ฝ่ายกุศล(ฝ่ายดีงาม)เมื่อสติปรุงแต่งจิตแล้ว จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กล่าวคือ สติและจิตจะเกิดและดับพร้อมกัน รับรู้อารมณ์เดียวกัน เกิดดับในที่เดียวกัน เช่น สติเกิดขึ้นที่ใด จิตก็เกิดขึ้นกับสติที่นั้น สติ(ความระลึกรู้)คือธรรมที่เป็นคู่กรณีกับความหลงไม่รู้(อวิชชา)เมื่อ สติเกิด ความหลง(อวิชชา)จะดับลง นั่นก็คือ ความระลึกรู้ตัว(สติ)จะอยู่ตรงกันข้ามกับความหลงไม่รู้(อวิชชา) สติหลุด(ไม่มีสติ)เมื่อใด อวิชชา(ความหลงไม่รู้)เข้าแทรกแซงครอบงำจิตทันที จิตจึงกลายไปเป็นจิตโง่(จิตหลงผิด)เป็นจิตที่ปราศจากสติสัมปชัญญะ(ปัญญา)ถูกกิเลสมารุมล้อม นำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิตรับรู้แบบเต็มๆ แต่ถ้าจิตมีสติคอยอารักขาอยู่ตลอดเวลา(เจริญสติในทุกขณะจิต)ย่อมปลอดภัยจากกิเลส โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่เป็นตัวปรุงแต่ง นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของตัณหานำมาซึ่งทุกข์ให้กับจิต ดังนั้น สติตั้งอยู่ ณ ที่ใด จิตจะตั้งอยู่กับสติ ณ ที่นั้นในขณะนั้น แต่ถ้าสติหลุดเมื่อใดหรือขณะใดก็ตาม จิตก็ตกเป็นเหยื่อของอวิชชาครอบงำเมื่อนั้นทันที(ในเสี้ยววินาทีที่สติหลุด) สติ เป็นธรรมที่อยู่ในกลุ่มของ วิชชา(ปัญญา) เพราะสติเกิด สมาธิเกิด เมื่อสมาธิเกิด ปัญญาเกิดติดตามมา ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงเป็นธรรมกลุ่มเดียวกัน(วิชชา)และเป็นธรรมที่ตรงกันข้ามกับ อวิชชา(ความหลงไม่รู้ในวิชชา) ถ้าวิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง และถ้าอวิชชาเกิด วิชชาจะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ ดังนั้น เมื่อสติหลุด(วิชชาดับลง) อวิชชาจึงเกิดขึ้นและเข้าครอบงำจิตทันที การเจริญสติในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่ต้องการห่างจากกิเลส(ทุกข์)

การเจริญสติที่ฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)

ความหมายของ...การเจริญสติที่ฐานกาย คือ ให้เจริญอานาปานสติ(กำหนดรู้ในลมหายใจเข้าออก)ควบคู่หรือสลับไปกับการเจริญกายคตาสติ(การเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆของกาย)บางเวลาสติอาจจะจดจ่อหรือจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก และบางขณะสติอาจจะจับหรือจดจ่ออยู่กับอิริยาบถของการเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ขณะเดินก็รู้ตัวว่ากำลังเดิน ขณะดื่มน้ำก็รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำ เป็นต้น สติอยู่ที่ใด จิตก็อยู่กับสติที่นั้น จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆหรือรับรู้อารมณ์ได้ครั้งละหนึ่งเรื่องหรือหนึ่งอารมณ์เท่านั้น จิตจะไม่สามารถรับรู้ทีละหลายๆเรื่องได้ ดังนั้น จิตอยู่กับสติจึงรับรู้อยู่กับสติ ณ จุดที่สติตั้งอยู่ในปัจจุบันขณะเท่านั้น จิตจะไม่วิ่งไปรับรู้เรื่องอื่นๆเพราะจิตรับรู้ได้ครั้งละเรื่องหรือครั้งละอารมณ์เพียงเท่านั้น ส่งผลให้อวิชชา(โมหเจตสิก)เข้าแทรกแซงจิตไม่ได้ เมื่ออวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่เกิด ส่งผลให้ นันทิราคะดับลง ตัณหาไม่เกิด(ทุกข์ไม่เกิด)ติดตามมา นันทิราคะคือเชื้อของการเกิดตัณหา(ทุกข์)และกิเลสน้อยใหญ่ทุกๆตัว ล้วนมี นันทิ เป็นเชื้อทั้งสิ้น นันทิ เป็นสารตั้งต้นของกิเลสทั้งปวง เกิดจากอวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง

ฐานกาย คือ เซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิต

ฐานกายในที่นี้จะหมายถึง ลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) และ อิริยาบถการเคลื่อนไหวของกายแต่ละอิริยาบถ(กายคตาสติ)ให้มีสติหรือเจริญสติใน 2 ส่วนนี้ในทุกขณะจิต จะสลับกันไปมาหรือควบคู่กันไปก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความเหมาะสมเป็นหลัก สามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เหตุเพราะ ผัสสะและเวทนา เกิดขึ้นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง การมีสติรู้ทันผัสสะและเวทนาคือ จุดป้องกันกิเลสที่ดีที่สุด การทำการป้องกันจะดีกว่าเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว(กิเลสเกิดแล้ว)ทำได้ง่ายกว่า ไม่เหนื่อยและไม่สิ้นเปลืองพลังงาน สามารถตัดกระแสของกิเลสตั้งแต่ยังไม่เกิดขึ้นได้ทันที

เจริญสติที่ลมหายใจ(อานาปานสติ)

เมื่อเราเจริญอานาปานสติ คือ การกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออก(ตามวิธีการเจริญอานาปานสติ)จิตจะมาอยู่กับสติ ณ ปัจจุบันขณะนั่นเอง เรากำหนดสติรู้ที่ปลายจมูก จิตก็รับรู้(ตั้งอยู่)ที่ปลายจมูกกับสติ จิตจะไม่ซัดส่ายออกไปข้างนอก(ออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอกหรืออารมณ์ 6)ผัสสะและเวทนาที่เกิดขึ้นจะเป็น ผัสสะภายในทวาร 6 (อายตนะภายใน 6)คือ กายผัสสะ(สัมผัสทางกายคือลมหายใจ)รับรู้ได้ด้วย มโนผัสสะ(ทางใจ)และเวทนาที่เกิดขึ้นก็จะเป็น อุเบกขาเวทนาหรือเวทนาเย็นหรือเวทนารู้(เวทนาที่มีวิชชา) กิเลสไม่เกิด ทุกข์ไม่เกิด เพราะอวิชชา นันทิราคะ ตัณหา ถูกสติ(วิชชา)ตัดกระแสไปแล้ว อวิชชา(โมหเจตสิก)หมดสิทธิ์ปรุงแต่ง นันทิราคะและตัณหา ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้นในขณะที่เจริญสติที่ฐานกาย(อานาปานสติ)นี่คือ จุดดับกิเลส(ดับทุกข์)ชั่วคราว(ตทังคปหาน) ที่จุดเจริญอานาปานสติ(กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก)

เจริญกายคตาสติ(อิริยาบถการเคลื่อนไหวต่างๆ)

ในชีวิตประจำวันที่เราต้องเคลื่อนไหวไปมาอย่างต่อเนื่อง กายคตาสติจึงเกิดขึ้นมากที่สุด ผัสสะและเวทนาจะรุนแรงมากก็คือ จุดกายคตาสตินี้เอง(สนามรบจริง) การฝึกให้สติแก่กล้าจึงมีความสำคัญมากๆในจุดกายคตาสติ เพราะถ้ารู้ไม่เท่าทัน(สติแก่กล้าไม่เพียงพอ)สติอาจหลุดได้ จิตจะถูกอวิชชา(โมหเจตสิก)ครอบงำและครอบครองจิตทันที นำไปสู่ โลภะ โทสะ โมหะ ได้ง่ายๆเพราะขาดสติที่แก่กล้า สติอย่าหลุดลอย จงอยู่กับอิริยาบถในปัจจุบันขณะนั้น เช่น ขณะกำลังส่งอีเมลอยู่ ก็มีสติรู้ตัวว่ากำลังส่งอีเมล จิตก็จะอยู่กับสติที่กำลังส่งอีเมลนั้น กิเลส(ความกังวล ความฟุ้งซ่าน)ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงจิตได้ จิตจึงโล่ง โปร่ง เบา ไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลสที่จะเข้ามาปรุงแต่งจิต กิเลสเข้าแทรกไม่ได้เพราะเราเจริญกายคตาสติอยู่ เป็นจุดตัดกระแสกิเลสแบบชั่วคราวเช่นกัน(ตทังคปหาน)กับอานาปานสติ ท่านที่สามารถเจริญกายคตาสติได้แบบยาวๆและต่อเนื่อง(สันตติ)นิโรธ(การดับไปแห่งทุกข์)ก็เกิดแบบยาวๆได้ทันที ตราบใดที่มีการเจริญกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันขณะจิต 

ผลลัพธ์ของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ 

การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตสามารถนำไปสู่สมุจเฉทนิโรธได้อย่างตรงทางและสมบูรณ์ที่สุด  

การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่การทำจิตให้สงบ แต่คือ "เสาหลัก" ของการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ครบถ้วนในทุกขณะจิต ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้: 

กายเป็นฐานตั้งของมโนผัสสะ (สติปัฏฐาน): กายคตาสติและอานาปานสติทำให้จิตมี "ที่มั่น" (กสิณ/ฐานเดิม) ไม่แวะเวียนหลงไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อจิตเกาะอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย จิตจะเห็นกระแสการเกิด-ดับของเวทนาและสังขารได้ทันท่วงทีตรงมโนผัสสะ 

ตัดกระแส "นันทิ" ตั้งแต่ต้นทาง: เมื่อมีสติรู้เท่าทันกายและลมหายใจ จิตจะไม่ถูกดึงไปปรุงแต่งยินดียินร้าย (นันทิราคะ) ในอารมณ์ที่ปรากฏ การตั้งมั่นในกายจึงเป็นการหยุดวงจรอวิชชา-สังขาร ไม่ให้สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่ 

รวมสมาธิและปัญญาเป็นหนึ่งเดียว (สมถะคู่กับวิปัสสนา): ในอานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานตั้งแต่การรู้กาย (กายานุปัสสนา) การรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนา) การรู้จิต (จิตตานุปัสสนา) ไปจนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด และความสลัดคืน (ธรรมานุปัสสนา) ซึ่งก็คือขั้นตอนการสลัดถอนสมมติและอุปาทานโดยตรง 

แจ้งในความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา): เมื่อสังเกตลมหายใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จิตจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "กายและลม" เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตยอมรับความจริงข้อนี้ ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) ก็จะถูกถอนออกอย่างเด็ดขาด 

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน 4 ให้สมบูรณ์... ทำโพชฌงค์ 7 ให้สมบูรณ์... ทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์”  

ดังนั้น การอยู่กับกายคตาสติและอานาปานสติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นทางสายตรงที่บำเพ็ญองค์มรรคให้บริบูรณ์ จนเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ และบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ ในที่สุด 

จงเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิตบนฐานกาย

ถ้าท่านเจริญแก่นมรรค(มาจากมรรคมีองค์ 8)อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตบนฐานกายติดต่อกัน(สันตติ)อวิชชา(โมหเจตสิก)และกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง(ลูกหาบของอวิชชา)จะไม่สามารถแทรกเข้ามาปรุงแต่งจิตได้เลย ยกเว้นสติหลุด(ไม่ได้เจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต)อย่าลืมว่า...ถ้าท่านสติหลุดลงเมื่อใด อวิชชาจะเข้าแทรกแซงและครอบงำจิตทันที(กิเลสเกิด ทุกข์เกิด) ดังนั้น การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)บนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)ซึ่งเป็นเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัยมากที่สุดของจิตจากเหล่ากิเลสทั้งปวงในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง(ทุกข์ทั้งปวง) ไม่ต้องรอให้กิเลสเกิดขึ้นแล้วค่อยหาทางแก้ไข แต่เราจะสร้างเหตุปัจจัย(แก่นมรรค)ขึ้นมาเป็นป้อมปราการ(เซฟเฮ้าส์)เพื่อป้องกันกิเลสจากภายนอกเข้ามาแทรกแซงจิตให้เกิดทุกข์ ซึ่งเป็นวิธีที่ สั้น ลัด ง่าย สามารถปฏิบัติได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ท่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นวิทยาศาตร์(เหตุและผล)ซึ่งก็คือ หลักอิทัปปัจจยตา นั่นเอง พิสูจน์ได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา(อกาลิโก) รู้ได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง)จึงเรียกให้ท่านมาพิสูจน์เอาเอง(เอหิปัสสิโก)ทั้งหมดที่บรรยายมานี้ถอดมาจากแนวทางปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระสูตรจากพระไตรปิฏก ผ่านการทดลองและทดสอบมาเรียบร้อยแล้วว่า คือ ความจริงทุกประการ จากการเจริญธรรมที่กล่าวมาทั้งหมด เห็นได้ด้วย วิชชา(ปัญญา)ใน วิปัสสนาภาวนา(ลงมือปฏิบัติ)เท่านั้น ท่านจะไม่สามารถเห็นความจริงจากการอ่านหรือการท่องการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องลงมือปฏิบัติจริงเท่านั้น จึงจะเห็นความจริงนี้ได้.......

 

ลิ้งค์ที่น่าศึกษา กดดูจากด้านล่างนี้

 

 

(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท )) 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))  

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))  

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))  

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา )) 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่.. 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]  

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]    

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

Visitors: 15,808