ตีแผ่อกุศลมูล 3 รากเหง้าของกิเลสทั้งหลายทั้งปวงในมนุษย์

ตีแผ่รากเหง้าของกิเลสทั้งหลายทั้งปวงในมนุษย์คือ
อกุศลมูล 3 ( โลภะ โทสะ โมหะ )ทุกข์ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ล้วนมาจากกิเลส(ตัณหา)น้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ซึ่งมีรากเหง้า(รากแก้ว)มาจาก... โลภะ โทสะ โมหะ ทั้งสิ้น เราจะมาทำความรู้จักกับรากเหง้ากิเลส
"อกุศลมูล 3 ไม่ได้กลัวคนอ่านพระไตรปิฎกจบ 84,000 พระธรรมขันธ์... แต่มันแพ้ทางผู้ที่ 'รู้เท่าทันใน ผัสสะ โดยเฉพาะในมโนผัสสะ' ในปัจจุบันขณะจิตเดียว!" อกุศลมูล 3 เปรียบเหมือนเชื้อโรคร้ายแรง
ตีแผ่อกุศลมูล 3(โลภะ โทสะ โมหะ)
รากแก้วแห่งกิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงที่ติดตัวพวกเรามาตั้งแต่แรกเกิด วนซ้ำซากไปเรื่อยๆ
อวิชชา เป็นปฏิปักษ์กับ วิชชา(ปัญญา)
อกุศลมูล 3 เป็นปฏิปักษ์กับ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)
แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) ก็คือ วิชชาหรือปัญญานั่นเอง
ในพระไตรปิฎกอกุศลมูลคืออะไร? มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง?
ในพระไตรปิฎก อกุศลมูล แปลว่า "รากเหง้าแห่งความชั่วร้ายหรือความทุกข์ทั้งปวง" (อกุสล + มูล) เปรียบเสมือน "รากแก้ว" ของต้นไม้พิษ ตราบใดที่รากแก้วนี้ยังฝังลึกอยู่ในจิตใจ ลำต้น กิ่งก้าน ใบ ดอก และผล ซึ่งได้แก่ อกุศลธรรมที่เป็นกิเลสน้อยใหญ่ นิวรณ์ อนุสัย และสังโยชน์ ย่อมงอกงามและร้อยรัดจิตมนุษย์ไว้ในวัฏสงสารอย่างไม่จบสิ้น
พระพุทธองค์ทรงแสดงอกุศลมูลไว้ 3 ประการ ได้แก่:
1. โลภะ (ความติดใจอยากได้ / ราคะ)
2. โทสะ (ความขัดเคืองประทุษร้าย / ปฏิฆะ)
3. โมหะ (ความหลงมืดบอด / อวิชชา)
ความหมายของกิเลสอกุศลมูลแต่ละตัว
หากสอดส่องดูสภาวะการทำกิจตามธรรมชาติของแต่ละธรรม (ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง) อกุศลมูลทั้ง 3 มีสภาวะความหมายดังต่อไปนี้........
โลภะ (ความติดใจ / แรงดึงเข้าหา) : คือสภาวธรรมที่เข้าไปดึงดูด ติดใจ เพลิดเพลิน (นันทิ) ในอารมณ์ที่น่าพอใจ (สุภนิมิต) เพื่อนำมาสนองตัวตน ทำให้เกิดความอยากได้ อยากครอบครอง และอยากให้คงอยู่
โทสะ (ความขัดเคือง / แรงผลักออก) : คือสภาวธรรมที่ขัดเคือง กระสับกระส่าย ปฏิฆะ ต่ออารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (ปฏิกนิมิต) เกิดเป็นความหงุดหงิด เกลียดชัง พยาบาท และพยายามผลักไสอารมณ์นั้นออกไปจากตัวตน
โมหะ (ความหลง / แม่กองแห่งอวิชชา) : คือสภาวธรรมที่บดบังความจริง (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นว่าจิตและรูปนามทั้งหลายเป็นเพียง อนัตตา ไม่เที่ยง และบังคับบัญชาไม่ได้ โมหะเป็นรากแก้วชั้นลึกที่สุดที่คอยสร้าง "สมมติ" ลวงจิตให้หลงยึดถือว่ามีตัวตน
การเกิดขึ้นหรือที่มาของอกุศลมูล 3 ในพระไตรปิฎก
พระพุทธองค์ตรัสว่า อกุศลมูลทั้ง 3 ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองลอยๆ แต่มี "อาหาร" (ปัจจัยค้ำจุน) สั่งสมหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา:
- ที่มาของโมหะ : มี "อโยนิโสมนสิการ" (การวางจิตผิด/พิจารณาผิดวิธี) เป็นอาหารชั้นต้น ส่งผลให้เกิดนิวรณ์ 5 การไม่สำรวมอินทรีย์ และทุจริต 3
- ที่มาของโลภะ : เกิดจาก "สุภนิมิต" (นิมิตแห่งความสวยงาม/เพลิดเพลิน) ที่ทำงานร่วมกับ อโยนิโสมนสิการ เกิดเป็น "นันทิ" (ความเพลิดเพลิน) ในเวทนา
- ที่มาของโทสะ : เกิดจาก "ปฏิกนิมิต" (นิมิตแห่งความขัดเคือง/ไม่พอใจ) ที่เมื่อเกิดผัสสะแล้ว จิตไปคิดไปนึกซ้ำด้วย อโยนิโสมนสิการ (การไม่พิจารณาโดยแยบคายหรือไม่รอบคอบ)
เหตุปัจจัยที่ทำให้อกุศลมูล 3 ดับไปที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก
การทำให้อกุศลมูล 3 นี้ดับไป ไม่ใช่การไปข่มหรือทำลายด้วยความเกลียดชัง แต่คือการ "หยุดป้อนอาหาร" (อนาหาร):
ดับโลภะ : ด้วยการเจริญ อสุภนิมิต (เห็นความจริงว่ารูปไม่สวยงาม) และการเห็น อนิจจัง-อนัตตา ในสิ่งทั้งปวง(รูปและนาม)
ดับโทสะ : ด้วยการเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติ และการเห็นสภาวะตามจริงว่า ธรรมทั้งหลายทำกิจตามเหตุปัจจัย
ดับโมหะ : ด้วยการเปลี่ยนจาก อโยนิโสมนสิการ มาเป็น "โยนิโสมนสิการ" และการเจริญ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา)
วิราคะเกี่ยวข้องกับอกุศลมูล 3 แต่ละตัวอย่างไร?
วิราคะ แปลว่า "ความคลายกำหนัด / ความจางคลาย" เป็นสภาวะธรรมที่เป็นปฏิปักษ์(ธรรมปฏิปักษ์)โดยตรงต่ออกุศลมูล 3 :
วิราคะ ต่อ โลภะ : เมื่อจิตเห็นแจ้งความจริง (อนัตตา) ความติดใจเพลิดเพลิน (ราคะ/นันทิ) ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ย่อมจางคลายลง โลภะจึงตั้งอยู่ไม่ได้(โลภะดับ)
วิราคะ ต่อ โทสะ : เมื่อจิตคลายจากความยึดถือในตัวตน (สลายอุปาทาน) แรงผลักไส ความขัดเคือง และความเกลียดชังย่อมจางคลายกลายเป็นความสงบและเป็นกลาง (อุเบกขา)
วิราคะ ต่อ โมหะ : เมื่อความคลายกำหนัดปรากฏ ความหลงผิดว่ามีตัวตนย่อมสลายไป ความสว่างแห่งปัญญาเข้ามารับรู้สภาวะตามจริงแทนที่
วิราคะในอกุศลมูล 3 มีความหมายอย่างไร?
"วิราคะในอกุศลมูล 3" หมายถึง กระบวนการที่จิตจางคลายความยึดถือในตัวสภาวะอกุศลมูลเอง
สภาวะนี้ทำให้จิตเห็นว่า โลภะ โทสะ โมหะ ที่เกิดขึ้น ก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจตามธรรมชาติ" ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จิตไม่ได้เข้าไปเกลียดโทสะ ไม่ได้เข้าไปอยากให้โลภะหาย แต่จิตเป็นผู้มองเห็นการเกิด-ดับของอกุศลมูลด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์(เมื่อมีการเจริญแก่นมรรค) การไม่เข้าไปยึดถือในกิเลส(อกุศลมูล3)ว่าเป็นเรา จึงเป็นการสลัดถอนอกุศลมูลออกจากจิตอย่างเด็ดขาด
อกุศลมูล 3 เกี่ยวข้องกับตัณหาอย่างไร?
อกุศลมูล 3 คือ "รากเหง้า"ของกิเลสทั้งปวง ส่วน ตัณหา 3 คือ "อาการพฤติกรรมที่แล่นออก"ไปแสดงผลของกิเลส ณ ปัจจุบันขณะ:
- โลภะ => ขับดันให้เกิด กามตัณหา (ความอยากได้ในกามคุณ) และ ภวตัณหา (ความอยากเป็น/อยากให้สภาวะที่พอใจคงอยู่)
- โทสะ => ขับดันให้เกิด วิภวตัณหา (ความอยากไม่เป็น/อยากให้สภาวะที่ไม่พอใจดับสูญไป)
- โมหะ => เป็นฐานรากคอยบดบังความเป็นอนัตตา ทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" ไปอยากได้หรืออยากผลักไส ทำให้จิตมองไม่เห็นอนัตตาตามความเป็นจริง
อกุศลมูล 3 เกี่ยวข้องกับอริยสัจ 4 อย่างไร?
- ทุกข์ : สภาวะที่จิตถูกอกุศลมูล 3 บีบคั้น และการเกิดอุปาทานขันธ์ 5 จากแรงขับของอกุศลมูล
- สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) : อกุศลมูล 3 ทำหน้าที่เป็น ตัวกิเลสตัณหา ที่สร้างภพ ชาติ และความทุกข์
- นิโรธ (ความดับทุกข์) : คือสภาวะที่ อกุศลมูล 3 ดับสนิท ไร้เชื้อไฟ (นิพพาน)
- มรรค (ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์) : การเจริญมรรคมีองค์ 8 เพื่อเข้าไปตัดสายป้อนอาหารของอกุศลมูล 3
จุดดับไปของอกุศลมูล 3 ทางฉฬายตนะ ผัสสะ เวทนา
พื้นที่ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือ "ด่านหน้าแห่ง ผัสสะ โดยเฉพาะมโนผัสสะและเวทนา"
ในกระแสปฏิจจสมุปบาท เมื่อ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ (ผัสสะ) จะเกิด เวทนา (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) ทันที
หากไร้สติปัญญา : อกุศลมูลจะเข้าสวมรอย สร้าง "นันทิ" (ความเพลิดเพลิน) หล่อเลี้ยงตัณหาและเกิดอุปาทาน ภพ ชาติ
จุดดับ (นิโรธวาร) : เมื่อเกิดเวทนา จิตมีปัญญารู้เท่าทัน "ละนันทิในเวทนา" เสียได้ สายธารปฏิจจสมุปบาทจะถูกตัดขาดทันที อกุศลมูลทั้ง 3 ย่อมดับไป ณ ด่านผัสสะ-เวทนานั้นเอง
วิชชาและอวิชชาเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอกุศลมูล 3 อย่างไร?
กระแสปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นตลอดเวลา มีตัวแปรชี้ขาดเพียง 2 สภาวะ นี้เท่านั้น:
อวิชชา (โมหะ) : เมื่อเข้าครอบงำขณะเกิดผัสสะ จิตจะปรุงแต่งนันทิ ราคะ ปฏิฆะ หมุนไปสู่ โลภะ โทสะ และภพชาติแห่งความทุกข์
วิชชา (ปัญญาเห็นแจ้ง) : เมื่อเกิดขึ้นขณะผัสสะ จิตจะเห็นแจ้งว่าทุกอย่างเป็นเพียง อนัตตา ถอนความสำคัญมั่นหมาย อกุศลมูลทั้ง 3 ไร้ที่พิงและดับลงทันที
การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เกี่ยวข้องกับอกุศลมูล 3 อย่างไร?
แก่นมรรค คือ "ธรรมปฏิปักษ์โดยตรง" ที่ทำหน้าที่หักล้างและสลายอกุศลมูล 3:
1. สติ : ทำหน้าที่ระลึกรู้เท่าทันผัสสะที่หน้าด่าน => ปฏิปักษ์ต่อ โมหะ (แก้ความเผลอหลง)
2. สมาธิ : ทำหน้าที่ประคองจิตให้ตั้งมั่น เย็น และเป็นกลาง => ปฏิปักษ์ต่อ โทสะ (แก้ความหงุดหงิดปฏิฆะ)
3. ปัญญา : ทำหน้าที่โยนิโสมนสิการ แทงตลอดเห็นแจ้งความเป็น อนัตตา => ปฏิปักษ์ต่อ โลภะ และ โมหะ (ถอนนันทิราคะและความหลงไม่รู้)
การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
ในทุกขณะจิตมีผลต่ออกุศลมูล 3 อย่างไร?
เมื่อเจริญแก่นมรรคจนองค์ธรรมทั้งสามทำงานพร้อมกันในปัจจุบันขณะจิต (มรรคสมังคี):
1. เกิดการตัดกระแสแบบ อกาลิโก (ไม่จำกัดกาล): มรรคสมังคีจะทำหน้าที่ "กำจัดอาหารของอกุศลมูลทิ้ง" ในทุกๆ วินาทีที่มีผัสสะ
2. ถอนอนุสัยและสังโยชน์: เมื่ออกุศลมูลขาดอาหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เชื้อกิเลสที่นอนเนื่อง (อนุสัย) และโซ่ตรวนผูกมัด (สังโยชน์) จะเหี่ยวแห้งและสลายถอนไปเองโดยธรรมชาติ
3. จิตเข้าสู่วิหารธรรม: จิตจะตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากความยึดถือในตัวตน สัมผัสความสงบเย็น (นิพพานชั่วขณะ) ได้ในทุกๆ ขณะจิตของชีวิตประจำวัน
สรุปปิดท้าย:
การตีแผ่อกุศลมูล 3 จึงไม่ใช่เรื่องของทฤษฎี แต่คือการ "เห็นการทำกิจของสภาวธรรมตามจริง" ณ ปัจจุบันขณะ แล้วใช้ "แก่นมรรค" เข้าไปเปลี่ยนสวิตช์จาก อวิชชา เป็น วิชชา ละนันทิในเวทนา เพื่อถอนรากเหง้าแห่งความทุกข์อย่างเด็ดขาด
"หลงคิดว่า 'เราเกลียด' หรือ 'เราอยาก' ... ทั้งที่แท้จริงแล้ว ไม่มี 'เรา' อยู่ตรงนั้นเลยสักนิด! มีเพียง 'โลภะ โทสะ โมหะ' ซึ่งเป็นแค่สภาวธรรมตามธรรมชาติกำลังทำกิจของมันเอง แล้วจิตที่ขาดสติก็เผลอไป 'สวมรอย' ยึดเอากิเลสเหล่านั้นมาเป็นตัวตน! ตราบใดที่คุณยังพูดว่า 'ฉันกำลังโกรธ' คุณก็ยังตกเป็นทาสของกิเลสโทสะ แต่เมื่อใดที่คุณเห็นว่า 'โทสะกำลังทำกิจ และมันไม่ใช่เรา' เมื่อนั้นกิเลสก็เป็นแค่หมาหอนที่คุณไม่ได้หันไปฟัง!"
"ยิ่งพยายาม 'ดับ' โทสะ ยิ่งเกิดโทสะซ้อน! ยิ่งอยาก 'ละ' โลภะ ยิ่งติดอยู่ในโลภะ!" เพราะการไป 'พยายามทำลายกิเลส' คือการส่งพลังให้กิเลสโตขึ้นโดยไม่รู้ตัว! พระพุทธองค์ไม่ได้สอนให้เราไปนั่งสู้กับมืด แต่สอนให้ 'เปิดไฟ' แค่เจริญ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในปัจจุบันขณะจิต ปัญญารู้เท่าทันผัสสะเมื่อไหร่... กิเลสไร้ที่พิงและขาดอาหารตายไปเอง! หยุดป้อน 'นันทิ' เมื่อไหร่ อกุศลมูลก็ฝ่อเมื่อนั้น!
"อย่ามาบอกว่า 'ไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม' ตราบใดที่คุณยังมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และยังมีลมหายใจอยู่!" สนามรบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่วัด หรือบนเบาะนั่งสมาธิ แต่อยู่ตรง 'มโนผัสสะและเวทนา' ในวินาทีนี้! ทุกครั้งที่คุณกระทบอารมณ์แล้ว 'รู้ทัน-ละนันทิ' ได้ นั่นคือคุณกำลังตัดกระแสปฏิจจสมุปบาท! มรรคสมังคีเกิดตรงไหน นิพพานก็อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า!" ที่นี่..และ เดี๋ยวนี้ เกิดได้ทันที
หมายเหตุ : ผัสสะ และ เวทนา เกิดอยู่ตลอดเวลาทุกๆลมหายใจ
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。