อตัมมยตา : ธรรมที่น่านำมาใช้ในชีวิตประจำวันอีกธรรมหนึ่ง

อตัมมยตา : ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น เป็นธรรมที่น่านำมาใช้อีกธรรมหนึ่ง
อตัมมยตา ธรรมที่น่าคบอีกธรรมหนึ่งมีความหมายกว้างมาก แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลและจริงจังในธรรมนี้ เป็นธรรมที่เด็ดขาดที่นำมาใช้จัดการกับธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหมดทั้งมวล(กิเลสทั้งหลายทั้งปวง)
อตัมมยตา เป็นธรรมที่ไม่ค่อยมีผู้คนกล่าวถึงบ่อยนัก ที่เห็นชัดเจนก็คือ หลวงพ่อพุทธทาส ที่ดึงธรรมนี้มาแสดงให้ผู้ปฏิบัติธรรมได้เข้าถึงก้นบึ้งของธรรมนี้ หลวงพ่อท่านใช้ภาษาแบบชาวบ้านให้คนเข้าใจง่าย อตัมมยตา ท่านจึงแปลออกมาเป็น...กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย(กิเลส)หรือไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น คำว่าสิ่งนั้นก็คือ กิเลส นั่นเอง ซึ่งคำว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย ไม่ใช่คำหยาบคายใดๆแต่เพื่อให้จดจำได้ง่ายๆในสไตล์ของหลวงพ่อพุทธทาส ข้าพเจ้าจำธรรมนี้ได้ก็มาจาก...กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย...นี่เอง และรู้จักธรรมนี้และนำธรรมนี้มาใช้ในชีวิตประจำวันก็มาจากสิ่งนี้เอง ซึ่งใช้ได้ผลดีมากๆ
อตัมมยตา(ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น) จะตรงกันข้ามกับ ตัมมยตา(สำเร็จมาจากสิ่งนั้น)อตัมมยตาจะนำไปใช้กับธรรมที่เป็นอกุศล(กิเลส)ทั้งหลายทั้งปวง เช่น ไม่สำเร็จมาจากกิเลสทั้งปวง เป็นต้น ส่วนตัมมยตาจะนำไปใช้กับธรรมที่เป็นกุศล เช่น สำเร็จมาจาก...สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้น เมื่อมีการเจริญมรรค(แก่นมรรค)อันประกอบไปด้วย..สติ สมาธิ ปัญญา..จะนำเอา อตัมมยตา มาใช้ร่วมบ่อยๆ ถ้าจิตรับรู้อตัมมยได้ จิตก็จะบอกว่า...ไม่สำเร็จมาจาก...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน....หรือไม่สำเร็จมาจาก...โลภะ โทสะ โมหะ...ก็สามารถนำไปใช้ได้ หรือถ้าจะพูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน โลภะ โทสะ โมหะ กูไม่เอากับพวกมึงแล้วโว้ย...เป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวเด็ดขาดและมั่นคงเหมือนการตัดบัวไม่เหลือเยื่อใยอย่างนั้น
ท่านคิดไหมว่า..บางทีความเครียด ความฟุ้งซ่าน ความกังวลต่างๆมาหาเราแบบไม่รู้ตัวหรือไม่ทันได้ตั้งตัว ใจทุกข์เต็มๆเราต้องการสิ่งเหล่านี้ไหม? แน่นอนว่าไม่มีใครต้องการกิเลสเหล่านี้ ความเครียด ความฟุ้งซ่าน ความกังวล ซึมเศร้า ทั้งหมดนี้ท่านรู้หรือไม่ว่า...มันคือ กิเลส ที่มีรากเหง้ามาจาก อวิชชา(ความหลงผิด)กิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)มันทำการปรุงแต่งจิตของท่านให้เครียด ให้ฟุ้งซ่าน(กิเลสอุจธัจจะ)ทุกๆคนทุกๆชีวิตที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอวิชชา(โมหเจตสิก) ยกเว้นพระอรหันต์เท่านั้น(อวิชชาดับสิ้นเชิง)ที่มนุษย์แย่งชิงกันแบบบ้าระห่ำก็มาจากกิเลสอวิชชานี่เอง โลภแบบไม่มีที่สิ้นสุดก็มาจากอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลัก กิเลสน้อยใหญ่ทุกๆตัว จะมีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมเสมอ ถ้าขาดอวิชชา กิเลสเหล่านั้นก็ไม่สามารถปรุงแต่งได้ เช่น ความโลภ มาจาก โลภเจตสิก+โมหเจตสิก(อวิชชา)+เจตนาเจตสิก จึงแสดงผลออกมาเป็น กิเลสโลภ เช่นเดียวกับโกรธก็มาจาก โทสเจตสิก+โมหเจตสิก(อวิชชา)+เจตนาเจตสิก ออกมาเป็นกิเลสโกรธ มนุษย์ส่วนใหญ่เสียคนเพราะอวิชชา(ความหลงผิด)นี่เอง อกุศลมูล( โลภะ โทสะ โมหะ )ซึ่งเป็นรากเหง้าของกิเลสก็มาจาก อวิชชา(โมหะ)นี่เอง ความอยากส่วนเกินของมนุษย์(ตัณหา)เพื่อนำมาสนองอวิชชาโดยเฉพาะ อวิชชาจึงเป็นธรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้รู้ธรรมทั้งปวง
วิชชา(ปัญญา) คู่ปรับของ อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)สองธรรมนี้เข้ากันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิดขึ้น อีกธรรมหนึ่งจะต้องดับลงทันที เหมือนกรณีความมืดกับความสว่าง ถ้าความมืดเกิด(อวิชชา) ความสว่าง(วิชชา)ย่อมดับลง ในทางตรงกันข้าม ถ้าความสว่างเกิด(วิชชาเกิด) ความมืดย่อมดับลง(อวิชชาดับ) จิตที่ฉลาดจะใช้ ตัมมยตากับ วิชชา(ปัญญา)เท่านั้น(สำเร็จมาจากวิชชา)และจะใช้ อตัมมยตากับอวิชชา(ไม่สำเร็จมาจากอวิชชา)เพราะ อวิชชา คือ รากเหง้าของกิเลสทุกๆชนิด(กิเลสทั้งปวง) จะเห็นได้ว่า เราจะใช้ ตัมมยตากับธรรมที่เป็นกุศลเท่านั้น ส่วน อตัมมยตา(กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย)จะนำไปใช้กับธรรมที่เป็นอกุศลทั้งปวง(กิเลสทั้งปวง)เท่านั้น
ตัมมยตา(สำเร็จมาจากสิ่งนั้น) คำว่า สิ่งนั้น ในที่นี้จะหมายถึง กุศลธรรม ทั้งหมด เรานำไปใช้กับธรรมที่เป็นกุศลได้ทั้งหมด เช่น สติ สมาธิ ปัญญา มรรคมีองค์ 8 สุจริต 3 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 พูดง่ายก็คือ การสำเร็จมาจากโพธิปักขิยธรรม 37 ประการนั่นเอง(ตัมมยตาในโพธิปักขิยธรรม 37)
อตัมมยตา(การไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น) คำว่า สิ่งนั้น ในที่นี้จะหมายถึง อกุศลธรรม ทั้งหมด(กิเลสทั้งหมด)เมื่อมีการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) สติจะจับสัญญาณอกุศลเจตสิก(กิเลส)แต่ละตัวได้ เราก็สามารถใช้โยนิโสมนสิการ(ปัญญา)ร่วมกับ อตัมมยตา จัดการกิเลสได้เลย เช่น ความโลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิกทำงาน(โลภอยากได้ของคนอื่นเขา)เราก็สามารถใช้ อตัมมยตาได้ทันที(กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยความโลภ)จิตไม่สำเร็จมาจากความโลภ(เพราะมันทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในใจ)ทำบ่อยๆทำซ้ำๆจนเป็นสัญชาตญาณไปเลย นี่คือ วิธีการเผากิเลสอีกวิธีหนึ่ง(ในสัมมาวายามะ)กิเลสทั้งปวงไม่ควรให้เกียรติหรือไว้หน้า จัดการเผากิเลสด้วย อตัมมยตา ได้ทันที นี่คือ หมัดเด็ดของนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายที่ควรนำไปใช้ ต้องบอกว่า ได้ผลดีมากๆในการเอาชนะกิเลสและชนะใจตนเอง ประกาศก้องให้กิเลสรู้เลยว่า..อกุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง(กิเลสทั้งหลายทั้งปวง) กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย เราจะ ตัมมยตา เฉพาะธรรมที่เป็นกุศลเพียงเท่านั้น(เอาเฉพาะธรรมที่เป็นกุศลเท่านั้น) เหมือนธรรมดาๆ แต่มันมีความไม่ธรรมดาอยู่ในธรรมนี้(ถ้าใช้เป็น)
เน้นใช้ อตัมมยตา กับธรรมที่เป็นอกุศลทุกๆตัว(กิเลสทุกๆตัว) จงนำ อตัมมยตานี้ไปใช้ร่วมกับการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะจิตในทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ท่านจะสามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)ได้ ณ ปัจจุบันขณะจิตนั้นทันที การเจริญแก่นมรรคบนฐานจิต ซึ่งจิตตั้งอยู่บนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)จะสามารถจัดการ อวิชชา นันทิราคะ ตัณหาได้ทันที(ตทังคนิโรธเกิด) พระพุทธเจ้าทรงสรรสเสริญผู้ที่เจริญสติในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง และพระองค์ยังใช้อานาปานสติเป็น วิหารธรรม(ที่พักของจิต)การเจริญอานาปานสติสลับไปกับกายคตาสติจะสามารถตัดกระแสกิเลส(ดับทุกข์)ได้ในปัจจุบันขณะจิตทันที เหตุเพราะจิตรับรู้อารมณ์หรือรับรู้เรื่องราวต่างๆได้ครั้งละหรือจิตละเรื่องเท่านั้น จิตจะไม่สามารถรับรู้ได้ครั้งละหลายเรื่องในคราวเดียวกันได้ การที่จิตอยู่กับกายสังขาร(ฐานกาย)จิตจึงปลอดภัยมากที่สุด(จากกิเลสทั้งปวง)เพราะรูปกายไม่สามารถปรุงแต่งจิตได้ จะไม่เหมือนกรณีที่จิตไปรับรู้ใน เวทนา สัญญา สังขาร ที่ทำให้เกิดทุกข์ ที่ฐานกาย จิตจะมีแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)คอยอารักขาจิตอยู่ไม่ห่าง(ทุกขณะจิต)จิตจึงปลอดภัยจากมารผจญ(กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง) แต่ถ้ากิเลสบางตัวแหลม(แทรก)เข้ามา ปัญญาก็จะใช้ อตัมมยตา จัดการมันไป โดยเฉพาะกิเลสอุจธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) อตัมมยตาจะใช้บ่อยกับกิเลสตัวนี้ กิเลสอุจธัจจะเป็นกิเลสลูกหาบของกิเลสอวิชชาอีกทีหนึ่ง ซึ่งชอบเข้ามาแทรกได้ง่ายๆถ้าสติหลุด(ขาดสติ)
เทคนิคการดับทุกข์(ดับกิเลส)
ให้ท่านเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ ทุกข์(ในอริยสัจ 4)มาจาก...กิเลสตัณหา...ซึ่งตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวง ตัณหาเป็นกิเลสที่ใกล้ทุกข์มากที่สุด ที่แน่ๆกิเลสตัณหาแสดงผลให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมาก จะไม่เหมือนกิเลสอนุสัยหรือกิเลสสังโยชน์ ซึ่งเป็นกิเลสที่ละเอียดมาก ดังนั้น เทคนิคในการดับกิเลสตัณหาซึ่งเป็นกิเลสหยาบให้ใช้วิธีเจริญสติ(อานาปานสติและกายคตาสติ)บนฐานกายในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ กิเลสน้อยใหญ่จะหาจิตไม่พบ(เพราะจิตมั่นคงอยู่กับฐานกายแล้ว)นี่คือ เทคนิคแบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก แต่ส่วนใหญ่จะมองข้าม ไปไล่ดับกิเลสแต่ละตัว ซึ่งทำได้ค่อนข้างยากและเหนื่อย อาจทำให้ท้อใจได้ง่ายๆ ท่านลองนำเทคนิคนี้ไปใช้ได้เลย เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน ที่แน่ๆก็คือ พระพุทธเจ้าพระองค์ท่านใช้มาก่อนพวกเรานานแล้วและท่านใช้เป็นประจำถึงแม้ว่าจะบรรลุพระอรหันต์ไปแล้วก็ตาม พระองค์ใช้เป็นเรือนพักของจิตหรือที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม) พระองค์ได้ทำให้เป็นตัวอย่างแล้ว แล้วพวกเราจะรอทำอะไรอยู่??? พระพุทธเจ้าท่านบอกทางดับกิเลสดับทุกข์ไว้ทั้งหมดแล้ว!!!
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。