การเห็นอริยสัจ 4 คือการเห็นทุกข์เกิดและเห็นการดับไปของทุกช์
วิชชา(ปัญญา) คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้ในการตรัสรู้(ดับทุกข์)
เห็นอริยสัจ 4 คือ เห็นทุกข์(ตัณหา)และวิธีการดับทุกข์(มรรค)
เราจะใช้มรรค(มรรคมีองค์ 8)ในการดับตัณหา เพื่อให้ทุกข์ดับ นิโรธเกิด การเจริญมรรคให้เป็น มรรคสมังคี คือ สิ่งที่สำคัญมากที่สุด
ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต
การดับทุกข์มี 2 รูปแบบ คือ ดับทุกข์ชั่วคราว(ตทังคนิโรธ)แบบปุถุชน
กับ การดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวร(สมุจเฉทนิโรธ)แบบพระอรหันต์
"การเจริญแก่นมรรค ไม่ใช่การพยายามดึงอะไรเข้ามา หรือผลักไสอะไรออกไป... แต่คือการปล่อยให้สภาวธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวเราทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ โดยจิตไม่เข้าไปสวมรอยเป็นเจ้าของ แก่นมรรคคือเกาะป้องกันอวิชชาปรุงแต่งจิต"
แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)
วิชชา(ปัญญา)เกิด=>อวิชชาดับ=>นันทิดับ=>ตัณหาดับ=>ทุกข์ดับ
วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชาดับ =>กิเลสทั้งปวงดับ =>ทุกข์ดับ
อวิชชาเกิด => กิเลสเกิด => ทุกข์เกิด
การเจริญแก่นมรรคจะส่งผลทำให้ท่านเห็นอริยสัจ 4 ได้ง่ายขึ้น
ถ้า...รู้ลึก และ รู้จริง..ในอริยสัจ 4 จะน่าทึ่งมากๆ
แก่นมรรคจะทำให้ท่านรู้ใน อริยสัจ 4 อย่างชัดเจน
ท่านจะเห็นทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับ อย่างชัดเจน
อริยสัจ 4 เป็นผลสรุปสภาวะในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมี 2 สภาวะตรงกันคือ สภาวะการเกิดทุกข์(อนุโลม)กับสภาวะการดับไปของทุกข์(ปฏิโลม)ที่ปรากฎในอริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท ในธรรม 2 หมวดนี้ถ้าสรุปลงจะมีเพียง 2 กลไกนี้เท่านั้น
ถ้าท่านรู้ลึกและรู้จริงในอริยสัจ 4 คือ การรู้เรื่องทุกข์ และการดับทุกข์ รู้เรื่องทุกข์เกิด และทุกข์ดับ รวมถึงรู้กลไกการทำงานต่างๆในอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าสอนอริยสัจ 4 ลึกซึ้งมากกว่าที่เราอ่านและท่องจำจากตำราพระไตรปิฏกหลายเท่า ติดตามจากสิ่งที่จะนำเสนอต่อจากนี้ไป.....
จากการเจริญวิปัสสนาขั้นลึก(ในสติปัฏฐาน4)ทำให้เห็นกลไกของอริยสัจ 4 แบบชัดเจน จะไม่ใช่แค่เห็น..ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เหมือนการเห็นการอ่านธรรมดาทั่วๆไปเท่านั้น แต่เห็นกลไกการทำกิจของธรรมทั้ง 4 นี้อย่างชัดเจนเชื่อมโยงกันดังต่อไปนี้.......
1 ) เห็นการเกิดขึ้นของทุกข์ โดยเห็นว่า ทุกข์เกิดขึ้นมาจาก สมุทัย ซึ่งก็คือ ตัณหา ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น และ ทุกข์ เป็นผลของ สมุทัย(ตัณหา) จะเห็นได้ว่า ทุกข์(คือผล)ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ มันเกิดมาจากเหตุปัจจัยคือ ตัณหา(คือสมุทัย)เป็นที่มาของ...ทุกข์
ปฏิจจสมุปบาทคือกระแสการเกิดและการดับของทุกข์ในปัจจุบันขณะเกิดผัสสะ(ผัสสะเกิดอยู่ตลอดเวลา)กระแสนี้มันจะหมุนอยู่ตลอดเวลาในชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ไม่ต้องรอข้ามภพข้ามชาติ การเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทคือ ในปัจจุบันขณะนี้ วินาทีนี้ตราบใดที่...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ผัสสะ เวทนา ทำงานอยู่(ทำกิจ)ในปัจจุบันขณะ ปฏิจจสมุปบาทก็เกิดขึ้นตลอดเวลาเช่นกัน
มาดูวงจรการเกิดขึ้นของทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท(อนุโลม)
อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ =>.............ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา(ทุกข์)
คำอธิบาย เมื่อไม่มีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต อวิชชา(โมหเจตสิก)จะทำงานทันที เมื่อเกิด ผัสสะและเวทนาขึ้นมา(ผัสสะและเวทนาเกิดอยู่ตลอดเวลา)เมื่อเกิดผัสสะขึ้นจะติดตามมาด้วยเวทนา เวทนาที่เกิดขึ้นเป็น เวทนาหลง(อวิชชาเวทนา)นำไปสู่การปรุงแต่ง นันทิราคะในจุดเวทนานี้ และนันทิราคะเป็นเชื้อการเกิดขึ้นของตัณหา(สมุทัย)ในอริยสัจ 4 นี่คือ ที่มาแห่งทุกข์ในกระแสปฏิจจสมุปบาทและในอริยสัจ 4 ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆจะรู้ว่า ถ้าเราไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา แม้แต่วินาทีเดียว อวิชชาจะเข้าครอบงำจิตทันที ปฏิจจสมุปบาทสายทุกข์(อนุโลม)จะเกิดขึ้นทันที ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เหตุผลก็เพราะ ผัสสะเกิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมงไม่มีหลับไม่มีนอน จึงส่งผลให้ปฏิจจสมุปบาทเกิดอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงเช่นกันนั่นเอง ทุกข์ที่เกิดจากอวิชชา(ตัณหา)ก็มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างต่อเนื่องใดๆ การเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้ทุกข์ดับลงในปัจจุบันขณะอย่างต่อเนื่องเช่นกันตราบใดที่มีการเจริญแก่นมรรคอยู่อย่างต่อเนื่อง ปฏิจจสมุปบาทคือ ธรรมที่อธิบายเรื่อง การเกิดทุกข์และการดับทุกข์(การเกิดขึ้นและดับลงของกิเลสตัณหา)ได้ละเอียดมากที่สุด
มาดูทุกข์ดับลงในทางกลับกัน(ปฏิโลม)ในวงจรปฏิจจสมุปบาท
อวิชชาดับ(วิชชาเกิด) => อวิชชาผัสสะดับ=> อวิชชาเวทนาดับ => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
วิชชาเกิด => วิชชาผัสสะเกิด => วิชชาเวทนาเกิด => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
วิชชาเกิด => อวิชชาดับ สองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับไป เหมือนกรณีความมืด(อวิชชา) กับ ความสว่าง(วิชชา)ที่เกิดพร้อมกันไม่ได้ เราไม่สามารถดับอวิชชาแบบตรงๆได้ ดังนั้น เราจึงต้องสร้างเหตุปัจจัยในการดับไปของอวิชชาขึ้นมา นั่นก็คือการสร้าง แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)นั่นเอง แก่นมรรคเกิด(วิชชาเกิด) อวิชชาจะดับลง
เมื่อวิชชาเกิด(ปัญญาเกิด) วงจรปฏิจจสมุปบาทจะถูกเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหม่ทันที สิ่งที่หายไปหรือดับไปก็คือ อวิชชา วงจรปฏิจจสมุปบาทจะถูกตัดกระแสลง ณ จุด ผัสสะและเวทนา ที่จะไปสู่ตัณหา ดังนั้น ตัณหา(ทุกข์)จึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะถูกวิชชา(แก่นมรรค)ดับอวิชชาไปแล้ว เชื้อตัณหาดับไปแล้ว(นันทิราคะ) ส่งผลให้ตัณหาดับลงเพราะไม่มีเชื้อ ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้
เมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต จะเกิดสภาวะดับลงของอวิชชาในวงจรปฏิจจสมุปบาท นั่นก็คือ การเกิดขึ้นของ วิชชา(ปัญญา)เมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี) ผัสสะที่เกิดขึ้นจะเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)เป็น ผัสสะที่มี สติ สมาธิ ปัญญา เจริญอยู่บนผัสสะนี้ เวทนาจะเป็น วิชชาเวทนา(เวทนารู้)เป็นเวทนาที่ไม่มี อวิชชาครอบงำ ทำให้นันทิราคะไม่ถูกปรุงแต่ง จึงไม่สามารถเกิดตัณหา(สมุทัยดับ)ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น เวทนาที่เกิดขึ้นจะเป็น อุเบกขาเวทนารู้(ไม่ยินดียินร้ายในสุขในทุกข์)หรือเวทนาเย็น ส่งผลทำให้จิตไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลส(ทุกข์) จิตจึงเป็นจิตที่ผ่องใส ไม่เศร้าหมองเพราะกิเลส เป็นจิตประภัสสร
ท่านฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ ท่านกำลังฝึกอินทรีย์ 5 และพละ 5 อยู่นั่นเอง ถ้าอินทรีย์และพละแก่กล้า ท่านจะสามารถดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตได้ทันที(ดับกิเลสดับทุกข์ได้ในชั่วขณะจิต)จงพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง!!!
ผู้ที่ลงมือชิมเกลือเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเกลือเค็มจริงๆ(ปัจจัตตัง)
เจาะลึก สมุทัย ( เหตุปัจจัยแห่งทุกข์ )
ตัณหา คือ เหตุปัจจัย(สมุทัย)แห่งการเกิดขึ้นของ...ทุกข์...ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ เรามาลองไล่ดูที่มาของ ตัณหา ไปจนถึงต้นเรื่อง(ต้นน้ำ)หรือต้นเหตุจริงๆ เหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นของ ตัณหา ก็คือ นันทิ นั่นเอง และเหตุปัจจัยของ นันทิ ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)นั่นเอง ต้นเรื่องหรือต้นเหตุจึงมาจบลงที่ อวิชชาหรือโมหเจตสิกนั่นเอง แผนผังกลไกการเกิดมีดังต่อไปนี้............
อวิชชา ปรุงแต่ง(เหตุ) => นันทิ(ผล,เหตุ) => ตัณหา(ผล,เหตุ) => ทุกข์( ผล )
วงจรการเกิดทุกข์จะเป็นเช่นนี้ เหตุปัจจัยที่ใกล้ทุกข์มากที่สุดก็คือ...ตัณหา...
บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจาก อวิชชาและนันทิเป็นต้นเรื่องของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ในการดับกิเลสตัณหาก็มีหลากหลายวิธีตามตัณหาแต่ละชนิดที่เกิดขึ้น แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ดับที่ต้นทางหรือต้นเหตุ ซึ่งก็คือ อวิชชาและนันทิ นั่นเอง อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) นันทิดับ ตัณหาไม่เกิด ทุกข์ดับ
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ => กิเลสทั้งปวง(รวมกิเลสตัณหา)
บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงในมนุษย์
จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจาก..อวิชชา..และ..นันทิ..
สายธารแห่งทุกข์หรือกระแสแห่งทุกข์
อวิชชา(โมหเจตสิก)=>นันทิราคะ=>ตัณหา(ทุกข์)
อวิชชา(โมหเจตสิก)=> นันทิ => กิเลสทั้งปวง
อวิชชา เปรียบเสมือนหัวรถจักรของขบวนรถไฟทั้งหมด(กิเลสทั้งปวง)
นันทิ เปรียบเสมือนตะขอเกี่ยวเชื่อมต่อระหว่างหัวรถจักร(อวิชชา)กับตู้โบกี้ของรถไฟแต่ละตู้โบกี้(กิเลสแต่ละตัว)ตามภาพด้านบน
เรามาดูฝั่งทุกข์ดับในอริยสัจ 4
ท่านไม่ต้องไล่ดับทุกข์ ไล่ดับอวิชชา ไล่ดับนันทิ ไล่ดับตัณหา ให้ยุ่งยาก
เพียงสร้างเหตุปัจจัยแห่งการดับไปของ..อวิชชา นันทิ ตัณหา ก็เพียงพอแล้ว
นี่คือ เทคนิคขั้นเซียนที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ลัด สั้น ง่าย
2 ) เห็นการดับไปของทุกข์(ทุกข์ดับลง) ทุกข์เป็นสังขตธรรม(สิ่งปรุงแต่ง)ที่เป็นนามธรรม เกิดจากเหตุปัจจัยคือ ตัณหา(ซึ่งเป็นสมุทัย) มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ขณะหนึ่ง สุดท้ายก็ต้องดับสลายไปในที่สุด นี่คือ สภาวะการเกิดและดับของ สังขตธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง) การดับไปของทุกข์(นิโรธ)คือ ผล การดับไปของตัณหา(สมุทัย)ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ เหตุปัจจัยให้ทุกข์ดับลงก็คือ มรรคหรืออริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง นี่คือเหตุปัจจัยของการดับไปของทุกข์(นิโรธ) เราไม่ต้องไปวิ่งไล่ดับหรือกำจัด อวิชชา นันทิ ตัณหา ทุกข์ ให้เหนื่อยและยุ่งยากอีกต่อไป เพียงเข้าใจกลไกของการดับไปของทุกข์ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา เหมือนกรณีความมืดในห้อง เราไม่ต้องไปไล่ความมืดใดๆ เพียงเปิดสวิตส์ไฟฟ้า ห้องมันก็จะสว่างขึ้นมาเอง การดับกิเลสตัณหา(ดับทุกข์)ก็เป็นไปตามหลักการนี้เช่นกัน เมื่อสวิตส์ถูกเปิดขึ้น ความมืดก็หายไป เมื่อมรรคเกิดขึ้น ตัณหา(สมุทัย)ก็ดับลง เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาทุกประการ เท่านี้ก็คือการดับลงของ...ทุกข์...ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจกลไกนี้จึงดับทุกข์ไม่ได้ซะทีนั่นเอง(ดูกลไกในปฏิจจสมุปบาทและในอริยสัจ 4 จะเห็นชัดเจน)
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการเกิดทุกข์ หรือการดับไปของทุกข์ ล้วนมีที่มาจากเหตุปัจจัยของการเกิด(ทุกข์)และการดับ(ทุกข์)ทั้งสิ้น ไม่มีโชคชะตา ลิขิตฟ้าหรือพระเจ้าดลบรรดาลใดๆทั้งสิ้น สามารถอธิบายด้วยเหตุและผลดังกล่าวมาข้างต้น ซึ่งเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ไม่มีผิดเพี้ยนใดๆ
อวิชชาเกิด => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด
ตัณหาเกิด(สมุทัยเกิด) =>> ทุกข์เกิด
ตัณหาดับ(สมุทัยดับ) =>> ทุกข์ดับ
มรรคเกิด(วิชชาเกิด) => นิโรธเกิด => สมุทัยดับ => ทุกข์ดับ
กลไกการทำงานของการเกิดทุกข์ และ การดับไปของทุกข์ใน อริยสัจ 4

1 ) กลไกการเกิดทุกข์( จากภาพบนนี้ )
อธิบายกลไกการเกิดทุกข์ขึ้นมาในใจของมนุษย์
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ => กิเลสตัณหา => ทุกข์(ในอริยสัจ 4 )
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ => กิเลสทั้งปวง => กองทุกข์ทั้งปวง(ภาพรวม)
กองกิเลสทั้งปวง ล้วนมีรากเหง้ามาจาก อวิชชา(โมหเจตสิก)ทั้งสิ้น
เหตุเกิดแห่งทุกข์หรือสมุทัยของการเกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าชี้ชัดไปที่...ตัณหา...ถ้าไม่มีตัณหา ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสทั้งปวง และปัจจัยให้เกิดตัณหาขึ้นมาก่อทุกข์ก็คือ นันทิ ราคะ ซึ่งเป็นเชื้อไฟให้เกิดตัณหาขึ้น และปัจจัยที่ทำให้เกิด นันทิ ราคะ ขึ้นมาก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก) เราจะเห็นต้นเรื่องของเหตุปัจจัย(สมุทัยซึ่งเป็นเหตุ)มาจาก อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นต้นเรื่องราวทั้งหมดของการเกิดขึ้นของ ทุกข์(ผล) มีที่มาเป็นแบบนี้ ตีแผ่ให้เห็นกระบวนการและกลไกการเกิดขึ้นของ ทุกข์ จะเป็นแบบนี้ เพื่อให้ทุกท่านจะได้ตามดูวิธีการดับทุกข์ได้ถูกต้อง
อวิชชา(เหตุ)=> นันทิ ราคะ(ผล, เหตุ)=> ตัณหา(ผล, เหตุ)=> ทุกข์( ผล )
เราจะเห็นจุดเริ่มต้นของการเกิดทุกข์ได้อย่างชัดเจน(รายละเอียดดูในวงจรปฏิจจสมุปบาท)ไล่เรียงไปตามลำดับไปจนถึงจุดสุดท้ายคือ ทุกข์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของเหตุปัจจัยการเกิดทุกข์(เหตุ) เราจะเห็นได้ว่า อวิชชาหรือโมหเจตสิกจะทำการปรุงแต่ง(เหตุ)ให้เกิด นันทิ ราคะ(ผล) และ นันทิ ราคะ(เหตุ) ซึ่งเป็นเชื้อนำไปสู่การเกิดขึ้นของ ตัณหา(ผล) และ ตัณหา(เหตุ) นำไปสู่การเกิดขึ้นแห่งทุกข์(ผล)นั่นเอง นี่คือการอธิบายการเกิดขึ้นของทุกข์ตามเหตุปัจจัยการเกิดตามลำดับแบบละเอียดดังที่กล่าวมาทั้งหมด( ตามแผนผังด้านบน )
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ ราคะ ทำให้เกิด => ตัณหา และนำไปสู่...ทุกข์เกิดขึ้น นี่คือ กลไกการเกิดขึ้นของ ทุกข์ ในอริยสัจ 4
อวิชชาเกิด => นันทิราคะเกิด => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด
นี้คือ กระบวนการหรือกลไกการเกิดขึ้นของ ทุกข์ ใน อริยสัจ 4 ตีแผ่ให้เห็นแบบชัดๆ ถึงที่มาที่ไปของเหตุและปัจจัยการเกิดขึ้นของทุกข์แบบละเอียด
2 ) กลไกการดับทุกข์( จากภาพบนนี้ )
อธิบายกลไกการดับไปของ...ทุกข์....
เด็ดหัวกิเลสอวิชชา(ประธานกิเลส)คือ การเด็ดหัวกิเลสทั้งปวงได้ทั้งหมด แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ต้องมีวิชชา(ปัญญา)ที่แก่กล้ามากจริงๆจึงสามารถทำได้ ส่วนที่ทำได้ในปัจจุบันนี้คือ การดับกิเลสอวิชชาได้เพียงชั่วคราวเพียงชั่วขณะเท่านั้น(ในปัจจุบันขณะจิตเดียว)ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาคือ วิชชา(ปัญญา)
ในการดับทุกข์ที่ต้นเรื่องแบบถอนรากถอนโคนจริงๆ คือ อวิชชาหรือกิเลสอวิชชา ซึ่งเป็นประธานและหัวหน้าใหญ่ของกิเลสทั้งปวง(รวมกิเลสตัณหา) อวิชชาเป็นกิเลสละเอียด(ในอนุสัยและสังโยชน์)ผู้ที่ดับกิเลสอวิชชาแบบสิ้นเชิงและถาวรได้คือ พระอรหันต์เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น จะดับกิเลสอวิชชาได้เฉพาะในปัจจุบันขณะจิตเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ถือว่า ดีสำหรับปุถุชนที่สามารถทำได้ เป็นการดับกิเลสชั่วคราว(ดับทุกข์ชั่วคราว)ในขณะจิตเดียวในปัจจุบันขณะที่นี่และตรงนี้ทันที แต่การจะกระทำเช่นนี้ได้จะต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมาก ลำพังสติ สมาธิ ปัญญา แบบทั่วๆไปไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ผู้ที่จะสามารถดับกิเลสอวิชชาได้ในปัจจุบันขณะจิตเดียว ต้องมี...สติ สมาธิ และปัญญา ที่แก่กล้าจริงๆจึงสามารถทำได้ ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักและต่อเนื่องสม่ำเสมอมีวินัยในตนเองสูงเป็นพิเศษ มีความทรหดอดทนและเพียรพยายามสูงเป็นพิเศษ แต่สามารถทำได้ภายใต้โลกใบนี้ พระอรหันต์อายุ 80 ปียังสามารถทำได้ แล้วท่านเป็นใคร? ทุกอย่างมีพร้อม ลงมือทำทันที....
คราวนี้มาดูกลไกการดับไปของทุกข์บ้าง ในเมื่อการเกิดทุกข์มีเหตุปัจจัยการเกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ดังนั้น การดับลงของทุกข์หรือการดับไปของทุกข์ก็มีเหตุปัจจัยเช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ เพียงแต่เหตุปัจจัยจะเป็นคนละตัวเท่านั้นเอง เรามาดูเหตุปัจจัยของการดับไปแห่งทุกข์กัน ทุกข์ดับหรือการดับไปแห่งทุกข์ ก็คือ นิโรธเกิด ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่มาจากเหตุปัจจัยอีกทีหนึ่ง ส่วนเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด นิโรธ(ความดับไปแห่งทุกข์) ก็คือ มรรคหรืออริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง(หนทางแห่งการดับไปแห่งทุกข์) คำว่า หนทาง ก็คือ องค์ธรรมทั้ง 8 ที่ใช้ในการดับทุกข์ ซึ่งต้องเกิดขึ้นในขณะจิตเดียวแบบพร้อมกัน(มรรคสมังคี)ในหนึ่งมรรคจิต(จิตที่เกิดมรรคขึ้นในปัจจุบันขณะจิตเดียว)พูดให้เข้าใจแบบง่ายๆก็คือ องค์มรรคทั้ง 8 บริบูรณ์ครบถ้วนในขณะจิตเดียวในปัจจุบันขณะนั้นๆพระพุทธเจ้าจะเน้นไปที่..ในปัจจุบันขณะ...เป็นหลัก จะไม่กล่าวถึงในอดีตที่มันดับไปแล้วและไม่กล่าวถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จะเน้นปัจจุบันขณะที่พิสูจน์ความจริงได้เท่านั้น เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตล้วนๆไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆทั้งสิ้น
มรรค(เหตุ)เกิด => นิโรธ(ผล)เกิด => ทุกข์ดับไป
การสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดมรรค(สร้างมรรคให้เกิดขึ้น)คือ สิ่งสำคัญมากที่สุด เพราะถ้าสร้างเหตุปัจจัยได้ถูกต้องและสมบูรณ์ ผล(นิโรธ)คือ การดับไปของทุกข์มันจะเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปไล่ดับทุกข์ให้มันยุ่งยาก เพราะทุกข์มันเป็นผล(ปลายเหตุ) เราสามารถใช้กลไกการสร้างเหตุปัจจัยมรรคนี้นำไปดับทุกข์ได้โดยตรง จึงส่งผลให้นิโรธเกิด(ทุกข์ดับลง) มรรคหรือวิชชาที่ใช้ในการดับอวิชชา ต้องเป็น มรรคสมังคี(การรวมตัวขององค์มรรคทั้งหมดในขณะจิตเดียว)เท่านั้น
มรรคทำหน้าที่อะไร?(มรรคสมังคี)
มรรค(ในอริยมรรคมีองค์ 8 )จะทำหน้าที่ตัดวงจร.....
อวิชชาเกิด => นันทิ เกิด => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด
มรรค(องค์ธรรมรวม)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)ดีๆนี่เอง
วิชชา(ปัญญา)เกิด => อวิชชาดับ => นันทิดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ
เมื่อ วิชชาเกิด(มรรคเกิด) อวิชชาจะดับลงทันที ส่งผลให้ นันทิราคะดับลง ส่งผลให้ตัณหาดับลง และส่งผลให้ทุกข์ดับลง ซึ่งเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาโดยตรง จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเจริญมรรคในปัจจุบันขณะจิตเดียว จะส่งผลทำให้ อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลงทันที การปรุงแต่งนันทิราคะไม่เกิดขึ้น ตัณหาดับลง ทุกข์ดับลง เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะจิตทันที(การดับทุกข์ในปัจจุบันขณะ)
วิชชา(ปัญญาเจตสิก)กับ อวิชชา(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เป็นธรรมที่อยู่กันคนละขั้วเหมือนมืดกับสว่างเกิดร่วมกันไม่ได้
สรุปการเกิดทุกข์ และ การดับทุกข์ ในอริยสัจ 4
อริยสัจ 4 คือ บทสรุปของการเกิดทุกข์ และ การดับไปของทุกข์
สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดสำหรับปุถุชนอย่างพวกเราก็คือ การสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากที่สุด(สันตติ)เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในปัจจุบันขณะจิตให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เพ่ง ไม่เกร็ง ในการเจริญแก่นมรรคนั้น ต้องมีศีลเป็นพื้นฐานก่อน
วงจรการเกิดขึ้นมาของทุกข์ เกิดจาก อวิชชา(โมหเจตสิก)ทำกิจปรุงแต่ง นันทิ ราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา อันนำไปสู่การเกิดขึ้นของ ทุกข์ ในมนุษย์ทุกๆคน ดับอวิชชาได้ที่ต้นเรื่องหรือต้นทางก็คือ ดับนันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อไฟของการเกิดขึ้นของตัณหา และนำมาซึ่งทุกข์ เหตุปัจจัยใกล้ทุกข์มากที่สุดก็คือ...ตัณหา...เหตุปัจจัยต้นทางของตัณหา ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)
เหตุปัจจัยดับที่ต้นทางดับ(เหตุดับ)ผลปลายทางก็ไม่เกิดขึ้น(นันทิราคะ ตัณหา ทุกข์ ) นี่คือ การอธิบายกลไกการเกิดและดับของทุกข์แบบง่ายๆ
อวิชชาเกิด(เหตุ)=>นันทิเกิด(เหตุ)=>ตัณหาเกิด(เหตุ)=>ทุกข์เกิด(ผล)
อธิบายจากแผนผังด้านบนนี้ เมื่อมีอวิชชาเกิด นันทิราคะจึงเกิด เมื่อมีนันทิราคะเกิด ตัณหาจึงเกิด เมื่อตัณหาเกิด ทุกข์จึงเกิดขึ้น เป็นไปตามหลัก อิทัปปัจจยตา ทุกประการ นี่คือ วงจรการเกิดขึ้นของ ทุกข์ แบบไล่เรียงไปทีละขั้นตอน ในอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าชี้ไปที่ตัณหา(สมุทัย)ตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ และตัณหาก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา มันเกิดจากเหตุปัจจัยเช่นกันคือ นันทิราคะ อันเป็นเชื้อของตัณหา และนันทิราคะก็มีเหตุปัจจัยการเกิด นั่นก็คือ โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นตัวปรุงแต่งนันทิราคะ นี้คือลำดับการเกิดขึ้นของทุกข์
ส่วนการดับไปของทุกข์ ให้ไปดูที่ปัจจัยการเกิดทุกข์ตามแผนผังด้านบน ต้นเรื่องคือ อวิชชา ไปจนถึง ตัณหาที่เป็นเหตุปัจจัยใกล้ทุกข์มากที่สุด แล้วมาพิจารณาเหตุปัจจัยที่ใช้ในการดับอวิชชา นันทิราคะ ตัณหา ซึ่งก็คือ มรรค(อริยมรรคมีองค์ 8 ) ซึ่งเป็น วิชชา(ปัญญา) เราจะใช้ วิชชา(ปัญญา)ก็คือ มรรคนั่นเองเป็นเหตุปัจจัยนำไปดับ อวิชชา นันทิ ราคะ ตัณหา ตามลำดับ อวิชชา(โมหเจตสิก) คือ ประธานกิเลสทั้งปวง(รวมทั้ง กิเลสตัณหา) ดังนั้น ถ้าอวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง นันทิ ราคะ ตัณหา ย่อมดับตามไปด้วย เพราะเป็นกิเลสบริวารของอวิชชาโดยตรง ต้นทางดับ ปลายทางก็จะดับตามไปด้วย(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)
มรรคเกิด(วิชชา) => นิโรธเกิด => สมุทัยดับ => ทุกข์ดับ
มรรคไม่เกิด => นิโรธไม่เกิด => สมุทัยเกิด => ทุกข์เกิด
มรรคในที่นี้ จะหมายถึง มรรคสมังคี(การรวมตัวขององค์มรรค)
เมื่อมรรคไม่เกิดหรือไม่มีการเจริญมรรค นิโรธก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ เพราะไม่มีเหตุปัจจัยให้เกิด เมื่อไม่มีการเจริญมรรค จะส่งผลให้ อวิชชา(โมหเจตสิก)ทำการปรุงแต่ง นันทิ ราคะ ตัณหา(สมุทัยเกิด) ทุกข์เกิด ตามลำดับ กลไกนี้เหมือนซับซ้อน แต่ถ้าพิจารณาดูให้ดีๆจะไม่ซับซ้อนใดๆมันมีหลักเหตุและผลอยู่ในตัวเอง(อริยสัจ 4 )เป็นไปตามหลัก อิทัปปัจจยตา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ ในทุกขณะจิตจะมีธรรม 2 ธรรมนี้ทำงานอยู่(ทำกิจ)คือ วิชชา และ อวิชชา ถ้าวิชชาเกิด(เจริญมรรค) อวิชชาจะดับลง ให้ดูกระแสการเกิดทุกข์(อนุโลม)ในปฏิจจสมุปบาท เมื่ออวิชชาเกิด ทุกข์(กิเลส)จึงเกิด เมื่ออวิชชาดับ ทุกข์จึงดับ(กิเลสตัณหาดับ) เมื่อวิชชาเกิด(ปฏิโลม)ในกระแสปฏิจจสมุปบาท ทุกข์ดับลง(กิเลสตัณหาดับลง) ดังนั้น การเจริญมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความสำคัญมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการไม่มีทุกข์ เพราะกระแสปฏิจจสมุปบาทเกิดตลอดเวลาในทุกขณะจิตของเราทุกๆคน(ผัสสะและเวทนาเกิดตลอดเวลา)
อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ธรรมที่ใช้ดับทุกข์จริงๆก็คือ มรรค ซึ่งเป็นองค์ธรรมรวม 8 องค์ธรรม ถือว่าเป็น วิชชา(ปัญญา)นำไปดับทุกข์ใน อริยสัจ 4 โดยตรง เมื่อมีการเจริญมรรค(วิชชา)จะส่งผลกระทบต่ออวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลงทันที นั่นคือ จุดดับไปของตัณหา ซึ่งก็คือ ทุกข์ดับลงนั่นเอง กิเลสตัณหามีเหตุปัจจัยมาจาก กิเลสอวิชชา(ประธานกิเลสทั้งปวง) ทั้งตัณหาและอวิชชาเป็นกิเลสทั้งคู่ อวิชชาเป็นหัวหน้าใหญ่หรือประธานของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักร่วมอยู่ในกิเลสทุกๆตัวทั้งสิ้น ต่อไปนี้จะขอย่อมรรคมีองค์ 8 ให้เหลือเพียง...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )...เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติของทุกๆท่าน แต่ต้องเข้าใจว่า...ศีลครบถ้วน เพราะศีลเป็นฐานของการเจริญมรรค สติ(สัมมาสติ)ทำให้เกิด สมาธิ(สัมมาสมาธิ) สมาธิทำให้เกิดปัญญา(สัมมาทิฏฐิ) สัมมาทิฏฐิทำให้เกิดองค์ธรรมที่เหลือทั้ง 7 องค์ธรรมล้วนเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันทั้งหมด การนำ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)มาใช้ในชีวิตประจำวันของแต่ละท่านมันจะง่ายขึ้น ไม่ต้องไปติดในรูปแบบและพิธีการใดๆ สติ สมาธิ ปัญญา ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิด เพียงแต่ขาดการพัฒนาและฝึกฝนให้กล้าแกร่งเท่านั้น ต่อไปนี้เราจะนำแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ไปเป็นเหตุปัจจัยจัดการกับ อวิชชา(โมหเจตสิก)อันเป็นรากเหง้าแห่งกองทุกข์ทั้งปวง(รากเหง้าของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง)รวมถึงเป็นรากเหง้าของ กิเลสตัณหาด้วย(ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่ง)ถ้าเราดับหรือกำจัดอวิชชาได้ ก็เท่ากับดับตัณหา ดับทุกข์ได้นั่นเอง ตรรกะมีเพียงเท่านี้ ไม่ได้สลับซับซ้อนใดๆ เมื่อเราเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะดับลงในปัจจุบันขณะทันทีในขณะจิตเดียว เพราะจิตสามารถรับอารมณ์หรือเรื่องราวต่างๆได้ครั้งละ 1 อย่างเท่านั้นในขณะจิตเดียวเท่านั้น จิตจะไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆหรืออารมณ์ได้หลายๆเรื่องในเวลาเดียวกันได้ จะรับรู้ได้ครั้งละเรื่องในขณะจิตเดียวเท่านั้น การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงเป็นการปิดกั้นอวิชชา(โมหเจตสิก)โดยอัตโนมัติ แก่นมรรคก็คือ วิชชาหรือปัญญา เมื่อวิชชาเกิด(แก่นมรรค) อวิชชาก็จะดับลง เพราะทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ นั่นก็คือ มรรคเกิด(ในอริยสัจ 4 ) สมุทัย(ตัณหา)ก็จะดับลง ทุกข์ก็ดับตาม เพราะรากเหง้าของ ตัณหา(สมุทัย)ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)นั่นเอง นี่คือ ที่มาและที่ไปของ...การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ เพื่อนำไปจัดการกับ อวิชชา นันทิราคะ ตัณหา ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
อธิบายขยายความเพิ่มเติมอริยสัจ 4
1 ) ทุกข์ ในอริยสัจ 4 คือ ผล ของเหตุปัจจัย(ตัณหา)ที่ทำให้เกิดทุกข์(ผล) ท่านต้องตีแผ่เรื่องทุกข์ในสติปัฏฐาน และ ขันธ์ 5 ให้เห็นทุกข์แบบหมดเปลือก ทุกข์ในขันธ์ 5 และ สติปัฏฐาน มาจาก 2 แหล่งด้วยกันคือ รูปธรรม(รูปกาย) และ นามธรรม( ทางจิตใจ) แยกแยะออกมาให้เห็นความจริงทั้งหมด( ในขณะเจริญวิปัสสนาภาวนา )
2 ) สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์หรือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น ทุกข์ทางกายมาจากสิ่งใด? ทุกข์ทางกายมาจากแหล่งใด? ค้นหาให้เจอต้นเหตุหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาให้ได้
3 ) นิโรธ คือ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นผลของการเจริญมรรคมีองค์ 8
4 ) มรรคมีองค์ 8 คือ ธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์( วิชชาหรือปัญญา )หรือหนทางในการดับทุกข์
ซึ่งแต่ละธรรมจะมีความลึกซึ้งมาก ค้นหาให้ดีๆแล้วท่านจะเจอความจริง จงอย่าเพียงแค่ท่องให้จดจำได้เท่านั้น ทุกข์มีไว้ให้ดับ มรรคมีไว้ให้เจริญ เพื่อสร้างเป็นเหตุปัจจัยในการนำไปสู่....การดับทุกข์..( ดับ อวิชชา ตัณหา )
มีหลายๆท่านบ่นเรื่อง อริยสัจ 4 เข้าใจค่อนข้างยาก วันนี้มาอธิบายกันแบบง่ายๆฉบับปุถุชน
อริยสัจ 4 ไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากใดๆ ปุถุชนคนธรรมดาอย่างพวกเราก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ
การที่จะเข้าใจอริยสัจ 4 ได้อย่างลึกซึ้งนั้น ท่านต้องมี...สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านะครับ ไม่ใช่เพียงแค่อ่านจากตำราแล้วจำได้เท่านั้น ท่านต้องเห็นอริยสัจ 4 ด้วย วิชชา(ปัญญา)เท่านั้น(เจริญวิปัสสนาบ่อยๆ)ซึ่งก็คือ สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง และสัมมาทิฏฐิจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสติ สมาธิ ทำให้เกิด ปัญญาเป็น สัมมาทิฏฐิ นั่นเอง นำไปรู้และเข้าใจใน อริยสัจ 4 ในที่สุด ดังนั้น สติ สมาธิ ปัญญา จึงเป็น...แก่นมรรค...ดีๆนี่เอง ทุกๆท่านมีทั้ง 3 ธรรมนี้อยู่ในตัวเองมาตั้งแต่เกิดแล้ว เพียงแต่ต้องมาลับมาฝึกฝนให้แก่กล้าและแข็งแกร่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้นจึงจะเอาชนะกิเลสได้
อริยสัจ 4 ความหมายคือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย. -
1. ทุกข์ 2. สมุทัย 3. นิโรธ 4. มรรค
สรุป เรื่องราวของอริยสัจ 4 คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้สอนใน 2 เรื่อง
ประกอบด้วย...ทุกข์ กับ การดับทุกข์
1 ) ทุกข์ เป็น ผล และ สมุทัย(เหตุแห่งการเกิดทุกข์) เป็น เหตุ
2 ) นิโรธ(ทุกข์ดับ) เป็น ผล และ มรรคมีองค์ 8 ( เป็นธรรมสู่การดับทุกข์ )เป็น เหตุ
แล้วมาขยายผลใน ข้อ 1 และ ข้อ 2
เมื่อมรรคเกิด(มรรคสมังคี)ทุกข์ก็จะดับไปเอง ฟังดูเหมือนง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ง่ายเลยครับ ต้องผ่านการฝึกฝนมากพอสมควร ที่นี่..เน้นเอา แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้ท่านได้ปฏิบัติแบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก จงเดินแก่นมรรคในทุกขณะจิตหรือทุกอิริยาบท ถ้าท่านเดินมรรคหรือแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่อง อวิชชามันจะดับไปเอง และทุกข์ก็จะดับลง นี่คือ วิธีดับทุกข์ฉบับปุถุชนแบบง่ายๆเห็นผลทันทีในปัจจุบันขณะจิต ที่นี่..เน้นความเป็นรูปธรรมเห็นผลชัดเจนเท่านั้น ไม่มีการมโน
ทุกข์คือ อะไร??(รายละเอียดของทุกข์)
ความหิว ความกระหาย : ต้องคอยหาอาหารมาเติมตลอดเวลา
ความเจ็บป่วย : ปวดหัว ปวดหลัง หรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ความเสื่อมตามวัย : ความล้าของสายตา แรงที่น้อยลงตามอายุที่มากขึ้น
การพลัดพราก: ต้องจากสิ่งที่รัก คนที่รัก หรือแม้แต่ของรักที่สูญหาย
การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก: ต้องเจอคนที่ไม่ชอบ ทำงานที่ไม่อยากทำ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัดไม่ชอบใจ
ความผิดหวัง: อยากได้แล้วไม่ได้ อยากให้ธุรกิจสำเร็จแต่ไม่เป็นไปตามเป้า หรืออยากให้คนรอบข้างเข้าใจแต่ไม่มีใครเข้าใจ เลยเป็นทุกข์
เวลาเรามีความสุขกับอะไรสักอย่าง (เช่น ได้กินของอร่อย, ได้คำชม, หรือความสำเร็จในงาน) ความสุขนั้นมันอยู่ไม่นาน พอความสุขนั้นจางหายไป เราก็จะดิ้นรนอยากให้มันกลับมาใหม่ หรือพยายามยึดมันไว้ไม่ให้ไป สภาวะที่ต้องคอยประคับประคองไม่ให้ความสุขหายไปนั่นแหละครับ คือ "ทุกข์" ในรูปแบบหนึ่ง เพราะมันทำให้ใจเราไม่เคยได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
โลกบอกว่า "ต้องแก่" แต่เราอยาก "หนุ่ม" -> เกิดทุกข์
โลกบอกว่า "ต้องพลัดพราก" แต่เราอยาก "ครอบครอง" -> เกิดทุกข์
โลกบอกว่า "ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย" แต่เราอยากให้ "คงที่" -> เกิดทุกข์
สมุทัย คืออะไร???
- ความสุขจะอยู่กับเราตลอดไป
- เราสามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามใจได้
- มีตัวตนที่ถาวรที่เราต้องปกป้องและทำให้พอใจอยู่เสมอ
เปรียบเทียบ: เหมือนเราเดินในที่มืดแล้วเห็นเชือกเป็นงู ความกลัว (ทุกข์) จึงเกิดขึ้นเพราะเรา "ไม่เห็นความจริง" ว่ามันคือเชือกไม่ใช่งู
- อยากได้มา: อยากมีตำแหน่ง, อยากให้คนชม, อยากได้กำไรเยอะๆ (กามตัณหา)
-อยากให้คงอยู่: เมื่อได้มาแล้ว ก็อยากให้อยู่แบบนั้นตลอดไป ไม่ยอมให้เปลี่ยนแปลง (ภวตัณหา)
- อยากให้หายไป: ความไม่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ อยากผลักไสความล้มเหลว หรือคนที่เราไม่ชอบออกไป (วิภวตัณหา)
- ยึดในความคิดตัวเอง (ต้องถูกเสมอ)
- ยึดในตัวตน (ฉันเก่ง, ฉันรวย, ฉันมีประสบการณ์มากกว่า)
- ยึดในความคาดหวัง (ลูกต้องเป็นแบบนั้น, ธุรกิจต้องเป็นแบบนี้)
เปรียบเทียบ: เหมือนเราเอามือไปกำถ่านที่ร้อนจัด ถ้าเราแค่ "มอง" มัน เราอาจจะรู้ว่ามันร้อน แต่ถ้าเรา "กำ" (ยึด) มันไว้แน่นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเจ็บปวดเท่านั้น
1.ไม่รู้ความจริงหรืออวิชชา (คิดว่าทุกอย่างสั่งได้)
2.เกิดความอยากหรือตัณหา (ดิ้นรนจะให้เป็นไปตามใจ)
3.เข้าไปยึดหรืออุปาทาน (แบกความคาดหวังนั้นไว้ไม่ยอมวาง)
นิโรธ คืออะไร?
นิโรธ : สภาวะ "ใจว่าง...เบา...สบาย"( ทุกข์ดับ )
ถ้า "ทุกข์" คือความหนัก "นิโรธ" ก็คือ สภาวะที่ความหนักนั้นหายไป ในทางปฏิบัติสำหรับปุถุชน นิโรธไม่ใช่การดับสูญจนไม่รู้สึกรู้อะไร แต่คือการที่จิตใจ "คืนสู่ความปกติ" เพราะวางภาระที่แบกไว้ลงได้(ขันธ์ 5 )
1. ความหมายเชิงเปรียบเทียบ (เข้าใจในทันที)
เปรียบเหมือนการวางของหนัก: เมื่อท่านแบกของหนักมานานจนล้า พลันที่ท่านวางของนั้นลง ความรู้สึกเบา สบาย และโล่งใจที่เกิดขึ้นในวินาทีนั้น นั่นคืออาการของนิโรธ(ทุกข์ดับ)
เปรียบเหมือนไฟที่ดับสนิท: เมื่อเราไม่เติมเชื้อไฟ (ความอยาก/ความยึด) ไฟที่ร้อนรุ่มก็มอดดับไปเอง ความเย็นจึงปรากฏขึ้นแทนที่
2. เนื้อหาของนิโรธ (3 มิติสำหรับคนทำงาน)
มิติที่ 1: การดับความกระวนกระวาย
คือสภาวะที่ใจไม่ดิ้นรนไปตามความอยาก (ตัณหา) เช่น เมื่อเห็นยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า แต่ใจเรา "นิ่งและรับรู้ตามจริง" โดยไม่ตีโพยตีพาย สภาวะที่ใจนิ่งสงบนั่นแหละคือนิโรธชั่วขณะ
มิติที่ 2: การสลัดคืนความยึดถือ(ไม่ควรยึด เพราะทุกๆอย่างเป็น อนัตตา ทั้งหมด)
คือการที่ใจ "คลายมือ" ออกจากความสำคัญมั่นหมายว่า นี่คือตัวฉัน นี่คือของฉัน เมื่อเราไม่ยึด ความทุกข์ก็ไม่มีที่เกาะ เพราะความทุกข์เกิดจากการยึด ยึดมากทุกข์มาก ยึดน้อยทุกข์น้อย ไม่ยึดเลยไม่มีทุกข์(จิตที่ปล่อยวาง คือ จิตไม่มีทุกข์ )
มิติที่ 3: สภาวะความปกติสุข
เมื่อจิตไม่มีอะไรบีบคั้น จิตจะกลับไปสู่สภาวะ "ปกติ" ซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียดและประณีตกว่าความสุขที่ได้จากการกินหรือการเที่ยว เป็นสภาวะที่จิตโปร่ง โล่ง เบา
"นิโรธ ไม่ใช่การหนีโลกไปไหน แต่คือการอยู่กับโลกใบเดิม ด้วยใจที่ไม่ยอมเป็นทุกข์ไปกับมัน"
| หัวข้อ | คำอธิบายสั้นๆ |
| นิโรธคืออะไร? | คือความดับสนิทของต้นเหตุแห่งทุกข์ (ความอยากและความยึด) |
| เกิดขึ้นตอนไหน? | เกิดขึ้นทันทีที่เรา "รู้เท่าทัน" และ "ปล่อยวาง" ความคาดหวัง |
| ผลลัพธ์คืออะไร? | ใจเบา โล่ง โปร่ง สบาย และมีความคิดที่ชัดเจน ในการแก้ปัญหา |
มรรคมีองค์ 8 หรืออริยมรรคมีองค์ 8 คืออะไร?
1.เห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ): เข้าใจโลกตามความเป็นจริง รู้ว่าทำเหตุแบบนี้ย่อมเกิดผลแบบนี้ เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมและอริยสัจ 4 รวมไปถึงปฏิจจสมุปบาท
2.ดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ): คิดในทางสร้างสรรค์ คิดออกจากกาม (ไม่หมกมุ่นในกามคุณ) คิดไม่พยาบาท และคิดไม่เบียดเบียนผู้อื่นและตนเอง
แก่นมรรค คือ...สติ สมาธิ ปัญญา.....
สูตรลับ 3 ประสาน: ใช้แก่นมรรค ถอนรากสมุทัย ส่งผลให้ทุกข์ดับลง
ในชีวิตประจำวัน สมุทัย มักมาในรูปของความ "อยากได้ดั่งใจ" หรือ "ความขัดใจ" เมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามแผน เราจะใช้ สติ-สมาธิ-ปัญญา เข้าจัดการดังนี้:
1. สติ : "ด่านหน้า - ผู้ตรวจจับ"
หน้าที่: ทำหน้าที่เป็นกล้องวงจรปิดที่คอยตรวจจับอารมณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามา เมื่อมีความโกรธ ความโลภ หรือความกังวล (สมุทัย)ความฟุ้งซ่าน ผุดขึ้นมา สติจะทำหน้าที่ "กระตุกจิต" ให้รู้ตัว
วิธีแก้ตรงจุด: ทันทีที่มีความอยากหรือความขัดใจเกิดขึ้น สติจะเตือนว่า "เฮ้ย! ตอนนี้ใจเริ่มไม่ปกติแล้วนะ"
ผลลัพธ์: ช่วยให้เราไม่เผลอไหลไปตามอารมณ์นั้นๆ จนเกิดเป็นพฤติกรรมที่ผิดพลาด
2. สมาธิ : "ด่านกลาง - ผู้รักษาความสงบ"
หน้าที่: เมื่อสติบอกว่ามีปัญหา สมาธิจะทำหน้าที่ "ดึงจิตให้กลับมาตั้งมั่น" ไม่ให้แกว่งไปตามแรงกระแทกของอารมณ์
วิธีแก้ตรงจุด: ใช้ความนิ่ง (สมาธิ) เป็นเบรกให้กับใจ ไม่ให้รีบตัดสินใจหรือรีบโต้ตอบด้วยความอยาก สมาธิที่ปุถุชนใช้คือความ "ใจเย็น" และความ "มั่นคง" ในปัจจุบันขณะ
ผลลัพธ์: ทำให้ใจมีกำลังพอที่จะ "ยืนมอง" ปัญหาได้โดยไม่กระโจนลงไปในสนามอารมณ์
3. ปัญญา : "ด่านสุดท้าย - ผู้คลี่คลาย"
หน้าที่: เมื่อใจนิ่งพอ ปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ "ตีแผ่ความจริง" (โยนิโสมนสิการ)
วิธีแก้ตรงจุด: ปัญญาจะถามใจเราว่า "สิ่งที่เรายึดอยู่นี้ เราบังคับมันได้จริงหรือ?" หรือ "ที่เราทุกข์อยู่ตอนนี้ เป็นเพราะโลกไม่ดี หรือเป็นเพราะความอยากของเราเอง?" ปัญญาจะชี้ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามใจเรา
ผลลัพธ์: เมื่อเห็นความจริงว่า "มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง" ความยึดมั่น (สมุทัย) ก็จะคลายออกเองโดยอัตโนมัติ
สถานการณ์: โดนตำหนิเรื่องงาน หรือธุรกิจไม่เป็นไปตามเป้า
1.สติ: รู้ทันว่าตอนนี้ "ใจจี๊ด" ขึ้นมาแล้ว (เห็นความขัดใจ/สมุทัย)
2.สมาธิ: สูดลมหายใจลึกๆ กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว(ฐานกาย) ไม่โต้ตอบด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน (หยุดการปรุงแต่งของสมุทัย)
3.ปัญญา: พิจารณาว่า "คำตำหนิคือเสียงที่ผ่านไปแล้ว" หรือ "ยอดขายตกมีเหตุจากอะไรที่เราแก้ได้บ้าง" เมื่อเห็นเหตุที่แท้จริง ใจจะเลิกตีโพยตีพาย (ถอนรากสมุทัย)
"สติทำให้รู้... สมาธิทำให้หยุด... ปัญญาทำให้วาง" เมื่อ "รู้-หยุด-วาง" ได้ตรงจุดที่ความอยาก (สมุทัย) ปรากฏขึ้น ความทุกข์ก็ไม่มีที่ตั้งมั่นอีกต่อไป
...........................................................................
การนำ "สติ สมาธิ ปัญญา" มาฝึกในชีวิตประจำวันผ่าน "มโนผัสสะ" (การกระทบทางใจ) คือหัวใจของการปฏิบัติแบบปุถุชนที่ทำได้จริงตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอเข้าวัด เพราะสนามรบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ศาลาวัด แต่อยู่ที่ "ใจ" ของเราเวลาเจอเรื่องบีบคั้นในที่ทำงานหรือที่บ้านนั่นเอง
เปลี่ยน "มโนผัสสะ" ให้เป็นสนามฝึกจิต (ตลอด 24 ชั่วโมง)
มโนผัสสะ คือ การที่ใจไปกระทบกับ "ความคิด" หรือ "อารมณ์" (ธรรมารมณ์) เช่น นึกถึงหน้าหัวหน้าแล้วโกรธ นึกถึงหนี้สินแล้วกลุ้ม หรือนึกถึงความสำเร็จแล้วเพลิน ทั้งหมดนี้คือโอกาสในการฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)
1. สติ : "รู้ทันที่ใจกระทบ"
แทนที่จะรอไปนั่งหลับตา ให้ใช้สติฝึกในเหตุการณ์จริง:
เมื่อใจกระทบ: ทันทีที่โดนตำหนิ หรือแอปฯ ธนาคารแจ้งเตือนยอดเงินที่ลดลง สติมีหน้าที่ "กระตุก" ให้รู้ว่า "ใจเริ่มกระเพื่อมแล้วนะ"
ฝึกยังไง: ฝึกรู้ทันอาการของใจ เช่น "ใจกำลังขัดใจ" หรือ "ใจกำลังอยากได้" รู้ชัดๆ ลงไปในขณะที่มันเกิดขึ้นกลางวงประชุม หรือตอนคุยกับคนในครอบครัว
2. สมาธิ : "นิ่งท่ามกลางพายุ"
สมาธิในที่ทำงานไม่ใช่การนั่งนิ่งไม่ทำอะไร แต่คือความ "ตั้งมั่น" ของใจ:
เมื่อใจกระทบ: เมื่อรู้ว่าใจกระเพื่อม (สติ) ให้ใช้สมาธิ "ดึงใจกลับมาอยู่ที่ฐาน" ไม่ไหลไปตามอาการนั้นๆ
ฝึกยังไง: ฝึกรักษาความปกติของใจ ไม่ว่าข้างนอกจะวุ่นวายแค่ไหน แต่ข้างในใจไม่ "วอกแวก" ไปกับคำชมหรือคำด่า สมาธิแบบนี้คือการมี "ใจที่มั่นคง" ต่อหน้าที่ตรงหน้า
3. ปัญญา : "ตีแผ่สมมติให้เห็นความจริง"
ฝึกการแยกแยะระหว่าง "เรื่องที่เกิดขึ้น" กับ "ความหมายที่เราให้":
เมื่อใจกระทบ: ปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ "ตีแผ่" ในมโนผัสสะนั้นว่า "มันเป็นเพียงสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง" ที่เกิดขึ้น สุดท้ายมันก็ดับไปในที่สุด
ฝึกยังไง: พิจารณาให้เห็นว่า ความโกรธที่เกิดขึ้นเป็น "อนัตตา" (บังคับไม่ได้) มันมาตามเหตุปัจจัย (คำพูดคนอื่น) แล้วมันก็ดับไปเอง ปัญญาจะบอกใจว่า "นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ของเรา" เป็นแค่ธรรมะทำกิจของมัน
ตารางสรุป: การฝึกมโนผัสสะ 24 ชั่วโมง
| สถานการณ์ (มโนผัสสะ) | สติ (รู้อาการ) | สมาธิ (ตั้งมั่น) | ปัญญา (เห็นจริง) |
| โดนตำหนิงาน | รู้ว่าใจกำลัง "จี๊ด" | ไม่ด่าตอบ ไม่น้อยใจจนเสียงาน | เห็นว่าเป็นแค่ "เสียง" และ "ความขัดใจ" ที่ชั่วคราว |
| รอคอยอย่างเร่งรีบ | รู้ว่าใจกำลัง "กระวนกระวาย" | อยู่กับลมหายใจหรือร่างกายในปัจจุบัน | เห็นว่าความรีบไม่ได้ช่วยให้รถขยับ แต่ใจที่เร่งคือทุกข์ |
| ได้รับคำชม/กำไร | รู้ว่าใจกำลัง "เพลิน" (นันทิ) | ไม่ฟุ้งเฟ้อหลงระเริงไปกับตัวตน | เห็นว่าเป็นเพียงลาภยศที่มาแล้วก็ต้องเสื่อมไป |
"ไม่ต้องหาเวลาไปปฏิบัติธรรมที่ไหนเลย เพราะทุกครั้งที่มี 'ผัสสะ' เข้ามากระทบใจ นั่นแหละคือเวลาปฏิบัติธรรมที่วิเศษที่สุด" ของท่าน
สรุปอริยสัจ 4 ให้เห็นแบบตรงๆ
อริยสัจ 4 คือ ความจริงที่ใช้อธิบายการเกิดขึ้นของทุกข์ และ การดับไปของทุกข์ เป็นกลไกของ...เหตุ และ ผล(หลักอิทัปปัจจยตา)ดีๆนี่เอง ถ้าจะสรุปจบเพียงเรื่องเดียวก็คือ การสร้างเหตุ(ปัจจัย)คือ มรรคมีองค์ 8 เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จะติดตามมาก็คือ ทุกข์ดับ นั่นเอง เพราะมีมรรคมีองค์ 8 จึงส่งผลให้ตัณหา(สมุทัย)ดับและทุกข์ดับ นิโรธเกิด
ที่นี่..จะเน้นให้ท่านมี วิชชาจิตตะ คือ จิตที่มีวิชชา(ปัญญา)เพื่อป้องกันอวิชชา(กิเลส)เข้าแทรกแซงทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิตใจ ด้วยการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จิตจะไม่มีทุกข์หรือทุกข์น้อยที่สุด
จงระลึกไว้เสมอว่า จิตอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา จะปลอดภัยจาก...อวิชชา กิเลส ตัณหา ทุกข์ มากที่สุด ดังนั้น จงมี สติ สมาธิ ปัญญา ในปัจจุบันทุกขณะจิต
(( การดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค ))
(( ที่ตั้งของจิตที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ ))
(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ ))
(( ทุกข์เกิดและทุกข์ดับในกระแสปฏิจจสมุปบาท ))
(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ))
(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))
(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))
(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。