Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ทุกข์และการดับทุกข์กลไกของการดับทุกข์มีพร้อมให้ท่านที่นี่....

ทุกข์ และ การดับทุกข์ คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นเรื่องหลักๆ

เพราะทุกข์คือสิ่งที่ติดตัวมากับมนุษย์ทุกๆคนและสัตว์โลกทุกๆชีวิต ทุกข์จะติดตามทุกๆชีวิตไปทุกหนทุกข์แห่งแบบข้ามภพข้ามชาติซ้ำแล้วซ้ำอีกไปจนกว่าจะดับทุกข์ได้แบบสิ้นเชิงและถาวร ทุกข์จึงจะสิ้นสุดลง

ต่อไปนี้จะเป็นการนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเรื่อง ทุกข์ และ การดับทุกข์ มาอธิบายและขยายผลแบบเข้าใจได้ง่ายๆผ่านการกลั่นกรองและสนามปฏิบัติจริงมาแล้ว(เจริญวิปัสสนา)โดยปราศจากการนึกคิดหรือมโนเอาเองหรืออ่านจากตำราแต่เพียงอย่างเดียว ทั้งหมดมาจากการเจริญอานาปานสติ กายคตาสติ สติปัฏฐาน 4 ปฏิจจสมุปบาท และการเจริญมรรค(มรรคสมังคี)จึงทำให้เห็นความจริงกลไกต่างๆการเกิดขึ้นของทุกข์และการดับไปแห่งทุกข์ตามที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ในพระไตรปิฎกอย่างชัดเจน ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง(ปัจจัตตัง)จึงเรียกให้ท่านได้เข้ามาดู(เอหิปัสสิโก)พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา(อกาลิโก)สนามดับทุกข์ก็คือ ผัสสะที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนั่นเอง ไม่ต้องไปหาที่ไหน

ทุกข์คืออะไร? มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง? 

ทุกข์คืออะไรกันแน่? 

เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในสมมติ เราต้องแยก "ทุกข์" ออกเป็นระดับให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นสัจจะตามความเป็นจริงในทุกข์อย่างชัดเจน ทุกข์มาจาก รูปธรรม(ทางรูปกาย) และ นามธรรม(ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งทางจิตใจ) ทุกข์จึงเกิดมาจาก 2 ทางนี้เท่านั้น  

ทุกข์คืออะไร?  

โดยสมมติ (ภาษาโลก): ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความเครียด ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่มนุษย์พยายามวิ่งหนี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังเกิดมาเป็นสัตว์ ต้องมีการ..เกิด แก่ เจ็บ ตาย...ตามลำดับ ซึ่งการเกิด ก็เป็นทุกข์ การแก่ก็เป็นทุกข์ การเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ การตายก็เป็นทุกข์ แล้วจะเกิดมาทุกข์ทำไม???  

โดยสัจจะ (ภาษาธรรม/แก่นแท้): ทุกข์คือ "สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก" ถูกบีบคั้นด้วยความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีความเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนไหนไปบังคับบัญชาหรือเป็นเจ้าของมันได้เลย ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตที่ถูกปรุงแต่งล้วนตกอยู่ใต้โครงสร้างของทุกข์นี้ทั้งสิ้น( ไตรลักษณ์ ) 

  ทุกข์มีกี่ชนิดหรือกี่ประเภท?  

หากแบ่งตามธรรมชาติการรับรู้ สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ: 

1. สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำ): ทุกข์ที่เกิดมาพร้อมขันธ์ 5 หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกข์จากการเจ็บป่วยก็ต้องรักษาตามอาการ  ส่วนทุกข์จากการแก่และจาการตาย ไม่มีใครรักษาให้ได้ เกิดขึ้นกับทุกๆชีวิต 

  ท่านรู้หรือไม่ว่า..ทุกข์ประจำ(ทุกข์จากรูปธรรม)ที่เกิดจาก...การแก่  การเจ็บป่วย  การตาย...ก็กลายไปเป็น..ตัณหา(ทุกข์)ได้เช่นกัน( วิภวตัณหา ) การไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากจะตาย ก็เป็นตัณหาชนิดหนึ่งใน 3 ชนิด คือ วิภวตัณหา นั่นเอง 

2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร): ทุกข์ที่หมุนเวียนเข้ามาตามเหตุปัจจัย เช่น ความโศกเศร้า ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก หรือความผิดหวังไม่สมปรารถนาต่างๆอันนำมาซึ่งความทุกข์ใจ 

ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร?  

ความแตกต่างนี้คือจุดเริ่มต้นของการแยกแยะสมมติออกจากกัน :  

คุณลักษณะ ทุกข์ทางกาย (กายิกทุกข์) ทุกข์ทางใจ (เจตสิกทุกข์)
เหตุเกิด เกิดจากความบกพร่องของธาตุ 4 (รูปขันธ์) เช่น โรคภัย, อุบัติเหตุ, ความหิว, ความร้อน/เย็น เกิดจาก มโนผัสสะ ที่เข้าไปรับรู้ แล้วเกิด นันทิ (ความเพลิน/ความทะยานอยาก) ปรุงแต่งต่อเป็นความขัดเคืองหรือความเสน่หากลายไปเป็นกิเลสตัณหา
ธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของกาย สัตว์โลกหรือแม้แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องมีทุกข์กายตราบใดที่ยังไม่เบญจขันธ์ดับ เป็นทุกข์ที่สร้างขึ้นใหม่ในจิตใจ มีลักษณะบีบคั้น จิตหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ยิดติดในรูปและนาม
การจัดการ บรรเทาได้ด้วยปัจจัย 4 (อาหาร, ยา, การพักผ่อน) ดับได้ด้วย ปัญญา ที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริงเท่านั้น

 

 ทุกข์ในอริยสัจ 4 แตกต่างจากทุกข์ทั่วๆ ไปอย่างไร? 

ทุกข์แบบทั่วๆไป : คือความรู้สึกแย่ๆ (ทุกขเวทนา) เช่น อกหัก ตกงาน ปวดหัว ซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็น "สิ่งเลวร้ายที่ต้องวิ่งหนีหรือหาความสุขอื่นมากลบ" 

ทุกข์ในอริยสัจ 4 : ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือ "การรวมตัวกันของขันธ์ 5" (อุปาทานขันธ์ 5) เป็นความจริงอันประเสริฐ (สัจธรรม) ที่ปัญญาชนต้องเข้าไป "รู้เท่าทัน" ไม่ใช่มีไว้ให้วิ่งหนี แต่มีไว้ให้ศึกษาจนเห็นว่ามันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ด้วย วิชชาหรือปัญญา เท่านั้น 

 การเกิดขึ้นของทุกข์ (ทุกข์เกิด) และเหตุปัจจัย 

ทุกข์ เป็นนามธรรม เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ทุกข์มาจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้นมาในขันธ์ 5 สังขารในส่วนของ อกุศลเจตสิก เป็นตัวปรุงแต่งทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ อกุศลเจตสิกจะปรุงแต่ง..กิเลส ตัณหา อุปาทาน...  

ทุกข์เกิดขึ้นแบบลอยๆ โดยไม่มีเหตุและผลได้หรือไม่?  

คำตอบคือ ไม่ได้เด็ดขาด ทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าดลบันดาล ไม่ได้เกิดจากดวงชะตา และไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แบบสุ่ม แต่ทุกข์เกิดขึ้นตามกฎ อิทัปปัจจยตา"เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด" ทุกข์ทุกๆชนิดมีวิศวกรรมการก่อตัวและมีโครงสร้างเหตุและผลรองรับเสมอ  

ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นมาจากสิ่งใด?

สำหรับทุกข์ทางใจ รวมถึง ความเครียด ความกังวลใจ ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน ปัญหาต่างๆที่มารุมมาตุ้ม ฯลฯ ทำให้เกิดทุกข์ทางใจขึ้นมา ทุกข์ทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากกิเลสทั้งสิ้น ความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน คือตัวกิเลสดีๆนี่เอง พระพุทธองค์เน้นการดับทุกข์ที่เกิดจากกิเลสเป็นหลัก ทุกข์ทางกาย เช่น เจ็บป่วยไข้ เป็นเรื่องของธรรมชาติของร่างกายที่หลีกเลี่ยงปรากฎการณ์นี้ไม่ได้ ทุกๆชีวิตต้องพบกับ การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ซึ่งมันแก้ไขอะไรไม่ได้ เพราะมันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เราไม่สามารถไปบิดเบือนธรรมชาติของการเกิดแก่เจ็บตายได้ แต่สำหรับทุกข์ที่มาจากกิเลสสามารถจัดการและแก้ไขได้ด้วย ปัญญา(วิชชา)ก่อนที่จะไปดับทุกข์ เราจะต้องเรียนรู้เรื่องทุกข์ก่อน ที่มาที่ไปของทุกข์เป็นอย่างไร ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ทั้งหมดแล้ว เพียงเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักคำสอนที่วางไว้ ก็สามารถดับทุกข์(ดับกิเลส)ได้แล้ว ส่วนจะดับแบบชั่วคราว(ปุถุชน)หรือแบบถาวร(พระอรหันต์)ก็อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคลที่จะเข้าถึงได้ แต่ที่นี่..ขอเน้นในการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตที่เห็นชัดเจนเป็นรูปธรรม ที่แน่ๆก็คือ พิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง ไม่ต้องให้ใครมาบอก ไม่เน้นการบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ เน้นในเรื่องการนำไปใช้ดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันขณะเท่านั้น เพราะโลกในทุกวันนี้วุ่นวายหนักมากขึ้นเรื่อยๆ(ปรุงแต่งมากจนเกินไป)ตามกิเลสตัณหาแบบไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ จึงนำเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำรงชีวิตให้จิตไม่มีทุกข์ ทำงานแบบไม่มีทุกข์ ดำรงค์ชีวิตอยู่กับโลกสมมติแบบไม่มีทุกข์ นี่คือ วัตถุประสงค์ของการนำเสนอเนื้อหา

   ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์มาจาก..กิเลส...พระพุทธเจ้าท่านได้ชี้ตรงไปที่...ตัณหา...ซึ่งตัณหาก็คือกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสทั้งหลายทั้งปวง ในอริยสัจ 4 ตัณหาคือกิเลสที่ใกล้ทุกข์มากที่สุด ความอยาก(ตัณหา)ที่ไม่มีที่สิ้นสุดจะนำมาซึ่งทุกข์

1 ) กามตัณหา ความอยากในกามคุณ 5 (รูปธรรม) คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

2 ) ภวตัณหา ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่( นามธรรม)

3 ) วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่อยากเจ็บไม่อยากป่วยไม่อยากแก่ ฯลฯ (นามธรรม)

ความอยากใน 3 ตัณหานี้จะสร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับมนุษย์ นำมาซึ่ง ความโลภ(แย่งชิง โกง อยากได้ของคนอื่น) ความโกรธ(พยาบาท ประทุษร้าย) ความหลง(อวิชชา)กิเลสทั้งหมดทั้งมวลนี้มีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา..เพียงตัวเดียว อวิชชาทำให้เกิด มิจฉาทิฏฐิ(ความเห็นที่ผิดๆ)ซึ่ง ความเห็นที่ผิดๆนำไปสู่การกระทำที่ผิดๆทั้งทาง กาย(กายทุจริต) วจี(วจีทุจริต) ใจ(มโนทุจริต)นำมาซึ่งความเดือดร้อนความทุกข์ให้กับจิตใจของมนุษย์

ทุกข์ คือ ผล(ลัพธ์)ของ สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) ใน อริยสัจ 4

ตัณหา(สมุทัย)คือ เหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดทุกข์ ในอริยสัจ 4

ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นขึ้นมาแบบลอยๆหรือแบบไร้เหตุไร้ผล ไม่ได้เกิดจากพระเจ้ากลั่นแกล้งหรือประทานให้ใดๆทั้งสิ้น มันเกิดขึ้นมาจากการกระทำ(เจตนา)ตัณหาไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆเช่นกัน มันมาจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย(อวิชชา นันทิราคะ)พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องของเหตุและผลหรือเหตุปัจจัยเกิดดับ(หลักอิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปบาท)พูดง่ายๆก็คือ สอนเรื่องการใช้ปัญญา(วิชชา)ในการพิจารณาสิ่งต่างๆโดยแยบคาย(โยนิโสมนสิการ)โดยเฉพาะในเรื่องที่มาที่ไปของทุกข์ให้พวกเราเข้าใจอย่างละเอียด เพื่อจะได้นำไปสู่การเข้าใจวิธีการดับทุกข์ในช่วงต่อไป การเกิดขึ้นของทุกข์ให้ดูในกระแสปฏิจจสมุปบาทตามด้านล่างนี้

อวิชชา => สังขาร =>........ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา(ทุกข์)

จากการไล่เรียงตั้งแต่ต้นทางหรือต้นเรื่อง(อวิชชา)จะเห็นการเกิดขึ้นของทุกข์ที่มาจากกิเลสตัณหาตรงจุด  ผัสสะเชื่อมต่อเวทนา จึงนำไปสู่ตัณหา(ทุกข์)นี่คือ จุดที่เกิดทุกข์ขึ้นมา ผัสสะและเวทนาไม่ได้ทำให้เกิดทุกข์ แต่เป็นปัจจัยนำเหตุแห่งทุกข์มาทำกิจ กล่าวคือ เมื่อเกิดผัสสะขึ้นมา(ผัสสะเกิดอยู่ตลอดเวลา)จะติดตามด้วยการเกิดเวทนาแทบจะทันที ผัสสะและเวทนาจึงเป็นผัสสะที่มีอวิชชาครอบงำและเวทนาก็เป็นเวทนาที่มีอวิชชาครอบงำ อวิชชา(โมหเจตสิก)จะทำการปรุงแต่ง นันทิราคะ(เชื้อของตัณหา)ในจุดที่เกิด ผัสสะและเวทนานี่เอง ตัณหาจึงเกิดติดตามมาตามลำดับ(ทุกข์เกิด)นี่คือ กลไกการเกิดขึ้นของทุกข์(จากตัณหา)ในจุดยุทธศาสตร์เวทนา  ผัสสะและเวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่มีพิษภัยใดๆต่อจิตใจ นี่คือ ที่มาของทุกข์จากตัณหาในกระแสการเกิดทุกข์ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งนำไปสรุปในอริยสัจ 4(ทุกข์และการเกิดทุกข์)ให้ทุกท่านได้รู้ว่ากลไกของทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของพวกเรา มันมีที่มาอย่างนี้ เมื่อเข้าใจที่มาของทุกข์แล้ว ลำดับต่อไปก็จะพาไปสู่วิธีการดับทุกข์

การดับทุกข์(กลไกการดับทุกข์)

ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆพระพุทธเจ้าท่านจะเน้นเรื่องวิธีการดับทุกข์แบบต่างๆมากกว่าการกล่าวเรื่องทุกข์ ดังนั้นเรื่องนี้จึงชี้ตรงไปที่...มรรคมีองค์ 8 เป็นจุดหลัก ไม่ต้องไปใส่ใจนิโรธ(การดับทุกข์)ไม่ต้องไปใส่ใจสมุทัย(ตัณหา) ไม่ต้องไปใส่ใจในทุกข์ เรื่องราวทั้งหมด ถ้าท่านทำให้ มรรคมีองค์ 8 เกิด(มรรคสมังคี) เรื่องราวทั้งหมดก็จบลงด้วยดี สมุทัย(ตัณหา)ดับ ทุกข์ดับ นิโรธเกิดขึ้นทันที ทำเรื่องเดียวเท่านั้นคือ การเจริญมรรคให้เกิดขึ้นในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ(มรรคสมังคี)ทุกข์ดับลงทันที นิโรธเกิดขึ้นทันที(ตทังคนิโรธ) กลไกการดับทุกข์ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนถ้าเข้าใจเนื้อหาการเกิดทุกข์และการดับไปของทุกข์มีเพียงแค่นี้(เข้าใจหลักเหตุและผลหรือหลักอิทัปปัจจยตา)ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยที่ท่านต้องไปขยายผลและเรียนรู้เพื่อฝึกฝนให้อินทรีย์กล้าแกร่ง(เพื่อใช้ในการดับทุกข์)ก็ค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเชี่ยวชาญและชำนาญสูง

  อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลส)ก็คือ มรรคมีองค์ 8 หรืออริยมรรคมีองค์ 8 หลายๆท่านคิดหนักว่าทำอย่างไรมรรคจึงจะครบพร้อมกันในขณะจิตเดียวทั้ง 8 องค์ ท่านไม่ต้องไปคิดมาก อันดับแรกท่านต้องทำศีลให้บริบูรณ์เป็นบาทฐานซะก่อน สำรวจสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะพร้อม สัมมาวายามะ มันมีอยู่และถ้าท่านเจริญสติปัฏฐานอยู่เป็นประจำ รวมถึงสัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เมื่อองค์มรรคทั้ง 8 พร้อมเพียงกันเมื่อใด(มรรคสมังคี)มันจะเกิดขึ้นในขณะปัจจุบันขณะจิตทันที มรรคสมังคีเกิดในปัจจุบันขณะจิต ตัณหา(สมุทัย)ดับ ทุกข์ดับ นิโรธเกิด(ตทังคนิโรธเกิด)ประการสำคัญท่านต้องเจริญมรรคสมังคีอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในปัจจุบันขณะจิตบนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)นี่คือเทคนิคแบบง่ายๆที่ส่วนใหญ่มองข้าม แต่จุดสำคัญก็คือ การฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้แก่กล้าจนสามารถตัดกระแสกิเลสได้ในปัจจุบันขณะจิต(ย้ายจิตมาฐานกายเป็น) ให้ท่านฝึกจุดนี้บ่อยๆและเป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ

  แก่นมรรคคืออะไร?

เพื่อให้ง่ายต่อการนำธรรมะของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติเพื่อจัดการกิเลสทั้งหลายทั้งปวง จึงนำเอาแก่นของมรรคมีองค์ 8 ย่อส่วนลงเหลือเพียง สติ(สัมมาสติ) สมาธิ(สัมมาสมาธิ) ปัญญา(สัมมาทิฏฐิ) เรียกว่า แก่นมรรค แต่ท่านต้องไม่ลืมว่า ศีลต้องบริบูรณ์เป็นอันดับแรก เมื่อเข้าสู่การฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ศีลของท่านยิ่งบริบูรณ์มากขึ้น สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ จะบริบูรณ์ตามการฝึกฝนแก่นมรรค ทุกๆท่านล้วนมี สติ สมาธิ ปัญญา ติดตัวทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว เพียงแต่ขาดการฝึกฝน(ลับให้แก่กล้า)ให้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)แก่กล้าเท่านั้น(อินทรีย์แก่กล้า) สติ สมาธิ ปัญญา ไม่ได้ปรากฎเฉพาะในมรรคมีองค์ 8 เท่านั้น แต่ยังปรากฎใน อินทรีย์ 5 และ พละ 5 อีกด้วย ดังนั้น ให้ท่านฝึกฝนธรรมทั้ง 3 องค์นี้ให้แก่กล้าจนสามารถหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว(มรรคสมังคี)เจริญบนฐานกาย แล้วดึงจิตให้อยู่กับฐานกาย(จุดปลอดภัยมากที่สุดของจิต)เพื่อให้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เป็นเรือนที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)เพียงเท่านี้ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ก็หาจิตไม่พบแล้ว ทุกข์ดับในปัจจุบันขณะจิตทันที เพราะแก่นมรรค(มรรคสมังคี)เกิด ซึ่งเป็นวิชชา(ปัญญา)ที่พระพุทธเจ้าใช้ในการตรัสรู้ เมื่อวิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา ย่อมดับลง ตัณหาดับ ทุกข์ดับ ในปัจจุบันขณะจิตทันที ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้าจึงจะดับกิเลสดับทุกข์ได้ เดี๋ยวนี้...

หมายเหตุ :  วิชชา(ปัญญา) และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นร่วมกันได้ เหมือนกรณีความมืด(อวิชชา) กับ ความสว่าง(วิชชา) นั่นเอง เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง และอีกประการหนึ่ง จิต(วิญญาณ)รับรู้ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆพร้อมๆกันหลายเรื่องได้ จิตจะรับรู้ทีละเรื่องเท่านั้น ดังนั้น การที่จิต(วิญญาณ)อยู่กับฐานกายอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลาจึงปลอดจากกิเลสและทุกข์โดยสิ้นเชิง นี่คือ จุดดับไปแห่งกิเลส(ทุกข์) และนี่คือเหตุผลที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่อง ให้จิต(วิญญาณ)อยู่กับอานาปานสติและกายคตาสติในปัจจุบันขณะจิตอย่างต่อเนื่อง เพราะฐานกายไม่มีพิษมีภัยต่อจิตใดๆและยังเป็นที่หลบภัยของจิตจากกิเลส(ทุกข์)ทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา ซึ่งเป็นกิเลสที่ละเอียดและเนียนมากที่สุด

ความจริงที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมรับ(แต่คือความจริง)

รูป และ นาม เป็น อนัตตา ทั้งหมด ในโลกและในจักรวาลนี้มีปรากฎเพียง รูป กับ นาม เท่านั้น รูป หมายถึง มหาภูตรูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)และ อุปาทายรูป(รูปที่แตกแขนงมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ)ส่วนที่เหลือเป็น นาม ทั้งหมด(สิ่งที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย) นามก็มีทั้ง ส่วนที่เป็นกุศลธรรม(สิ่งที่ดี) และ ส่วนที่เป็นอกุศลธรรม(ส่วนที่ไม่ดี เช่น กิเลสต่างๆ) และ ธรรมที่เป็นกลางๆ(อัพยกฤต) ถ้าท่านฟังพระสวดจะได้ยินคำนี้....กุสลาธรรมา(ธรรมที่เป็นกุศล) อกุสลาธรรมา(ธรรมที่เป็นกุศล) อัพพยากตาธรรมา(ธรรมที่เป็นกลางๆ) แต่ทั้งหมดก็เป็น อนัตตา(สัพเพ ธรรมา อนัตตา)ดังนั้น รูปและนามทั้งปวง จึงเป็น อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) มาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ซึ่งรวมทั้งมนุษย์และสัตว์ทุกๆชีวิตก็ล้วนเป็น อนัตตา ทั้งหมด ที่เราไปหลงว่า..เป็นตัวเรา(อัตตา) ของเรา(อัตตนิยะ) เป็นเพราะ มิจฉาทิฏฐิ(ความหลงผิด ความเห็นที่ผิดๆ)จาก อวิชชา(ความไม่รู้จริงในธรรมชาติ)จึงส่งผลให้เราทำการยึดมั่นถือมั่นใน ขันธ์ 5 ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ )การเข้าไปยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา ของเรา มันทำให้เกิดทุกข์ขึ้น และเป็นสิ่งที่ผิด เพราะไปบิดเบือนธรรมชาติ

 ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วย..รูป(กาย) เวทนา  สัญญา  สังขาร  วิญญาณ...

รูป(กาย)มาจากเหตุปัจจัยรวมตัวกันปรุงแต่งขึ้นมา นั่นก็คือ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..นั่นเอง(ให้ดูความจริงตอนเก็บอัฐิที่เมรุ)กายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียงธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมา วันหนึ่งมันก็ดับสลายไปตามเหตุปัจจัยของมัน(ดิน น้ำ ลม ไฟดับสลายลง)ไม่มีใครตาย เพราะมันไม่มีใครตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว มีแต่ธรรมชาติดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เปลี่ยนสถานะจากรูปกาย(ที่มนุษย์สมมติขึ้นมา)กลับไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ของมันตามธรรมชาติเดิม นี่คือ ความเป็นจริง( สัจธรรม )ตามธรรมชาติที่ไม่มีการบิดเบือนจาก อวิชชา แต่เห็นด้วย ปัญญา(วิชชา)

การดับกิเลส(ดับทุกข์)ในชีวิตประจำวันด้วย แก่นมรรค

อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า ให้ท่านใช้ธรรมที่อยู่ติดตัวของท่านตลอดเวลานี้มาจัดการกับกิเลสที่ทำให้ท่านเกิดทุกข์ขึ้นในแต่ละวัน ธรรมนั้นก็คือ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) ใช้แค่นี้ซึ่งทุกๆคนสามารถทำได้ทันที ไม่ต้องสร้างใหม่ ไม่ต้องไปวิ่งหาที่ไหน ธรรมทั้งสามองค์นี้มันอยู่ในตัวของท่านทุกๆคนนั่นเอง เพียงแต่ฝึกฝนให้เกิดกำลังแก่กล้าพอที่จะนำไปใช้ดับกิเลสได้ วิธีการฝึกฝนต่างๆมีพร้อมให็ท่านได้ศึกษาทั้งหมดแล้วในเว็บไซต์แห่งนี้ พระพุทธเจ้ามีความปรารถนาดีต่อผู้คนทั้งโลกให้พ้นจากกิเลส(ทุกข์)เป็นมหาเมตตาสูงสุดที่มีต่อมนุษย์ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ธรรมะของพระพุทธองค์เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ด้วยหลัก วิทยาศาสตร์ทางจิต มีเหตุและมีผลสนับสนุน ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา รู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น เหมือนการรับประทานข้าว คนไหนรับประทาน คนนั้นก็อิ่ม ไม่สามารถรับประทานข้าวแทนกันได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ขั้นตอนการดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบง่ายๆดังต่อไปนี้.....

1 ) เจริญอานาปานสติ และ กายคตาสติสลับกันไป

     การเจริญอานาปานสติก่อนเข้านอนทุกคืนและหลังตื่นนอนทุกคืนวันละ 20-30 นาที ห้ามเกร็ง ห้ามเพ่งจิต ให้ผ่อนคลายแบบธรรมชาติมากที่สุด เอาสติจับลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ลมหายใจเข้ายาวก็รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจออกยาวก็รู้ว่าลมหายใจออกยาว(ท่องอยู่ในใจ)ให้ดูลมหายใจไปเรื่อยๆจนถึงลมหายใจสั้นอัตโนมัติก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจสั้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสมจะออกจากการเจริญสติ(อานาปานสติ) สิ่งที่ท่านจะได้รับจากการเจริญอานาปานสติ อันดับแรกก็คือ สตินิ่งมั่นคง(มีสมาธิ)ที่เรียกว่า จิตมีสมาธิก็คือ สติมีสมาธินั่นเอง(เอกัคคตาเจตสิกเกิด)ที่สำคัญที่สุดก็คือ จิตอยู่กับสติและมีสมาธิอยู่กับสติ จะส่งผลทำให้จิต(วิญญาณ)ไม่ส่งออกไปข้างนอกรับรู้อารมณ์ 6 จิต(วิญญาณ)จะรับรู้อยู่กับฐานกายคือ ลมหายใจเข้าออกนั่นเอง จิตอยู่กับฐานกายจะปลอดภัยมากที่สุดจากกิเลสอวิชชาและกิเลสตัณหา นี่คือ การดับกิเลส(ดับทุกข์)ได้ในปัจจุบันขณะจิต(ที่อยู่กับสติ)นั่นเอง นี่ก็คือ การดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะจิตที่ทุกๆท่านสามารถทำได้ทันที ไม่ต้องรออนาคตหรือชาติหน้าอีกต่อไป เดี๋ยวนี้ ขณะนี้ ปัจจุบันขณะนี้ทันที เห็นเป็นรูปธรรมทันที ไม่ต้องรอชาติหน้า ชาตินี้และเดี๋ยวนี้

  เมื่อท่านตื่นนอนและเจริญอานาปานสติตามปกติแล้ว ลำดับต่อไปก็คือ การเข้าสู่โหมด กายคตาสติเต็มรูปแบบ คือ การมีสติรับรู้ระลึกรู้ในอิริยาบทต่างๆให้ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา แม้แต่กำลังทำกิจในห้องน้ำ เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ถูสบู่ หรือขณะออกจากห้องน้ำ เช็ดตัว ทุกๆอิริยาบทให้มีสติกำหนดรู้ทั้งหมด แรกๆอาจจะกดดันนิดหนึ่ง แต่ถ้าฝึกนานๆเข้ามันจะเป็นธรรมชาติไปโดยอัตโนมัติ(ท่านจะรู้เอง)ต้องเข้าใจความจริงอย่างหนึ่งว่า จิตจะอยู่กับสติเสมอ(ถ้าสติไม่หลุด) จิตจะอารมณ์เดียวกับสติ เกิดและดับในที่เดียวกันและพร้อมกัน ดังนั้น ถ้าเรามีสติอยู่กับอิริยาบทต่างๆของกาย(ฐานกาย)จิต(วิญญาณ)จะไม่มีเวลาไปคิดออกนอกฐานกาย(จิตไม่ไปไล่จับอารมณ์ 6 )จิตทำกิจ(ทำหน้าที่รับรู้)ได้ทีละเรื่องหรือครั้งละเรื่องหรือครั้งละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ที่ละหลายเรื่องได้ในขณะจิตเดียว ตรงจุดนี้เองเราจึงใช้สติดึงจิตมาสถิตย์ไว้ที่ฐานกาย เพื่อปลอดภัยจากกิเลสอวิชชาและกิเลสตัณหา นี่ก็คือจุดดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิตที่อยู่กับฐานกายนั่นเอง จะเห็นได้ว่า มันไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เพียงเราเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ในฐานจิตที่ตั้งอยู่ในฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)ในปัจจุบันทุกขณะจิตเพียงเท่านั้น กิเลสอวิชชาและกิเลสตัณหาก็เกิดขึ้นไม่ได้ สติ สมาธิ ปัญญา(มรรคสมังคี)ปิดกั้นกิเลสอวิชชาและกิเลสตัณหา จึงทำให้ทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ในปัจจุบันขณะจิตเดียว เมื่อมรรคสมังคีเกิด(แก่นมรรค)ในฐานกายและจิตใช้แก่นมรรคเป็นวิหารธรรม จิตย่อมห่างไกลจากกิเลสทั้งปวง(ห่างไกลทุกข์)ส่งผลให้ตัณหาดับ ทุกข์ดับ นิโรธเกิด(ตทังคนิโรธ) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมาจากเหตุปัจจัยคือ การเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ผลลัพธ์จึงออกมาเช่นนี้ สั้น ลัด เรียบง่าย ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ซับซ้อนใดๆ ตรงไปตรงมาด้วยหลักเหตุและผล(หลักอิทัปปัจจยตา)แบบตรงๆ

 

 

(( วิธีฝึกแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ) ))  

(( เรียนรู้จุดเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์ )) 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...)) 

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... )) 

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ )) 

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว )) 

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? )) 

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค )) 

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่.. 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]   

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))  

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]  

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

 

Visitors: 14,537