ตีแผ่กิเลสทั้งหลายทั้งปวงเพื่อดับกิเลสเหล่านี้ได้แบบตรงจุดบกิเลสที่ต้นเหตุ)

ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต
กิเลส คือ เหตุปัจจัยให้มนุษย์ทุกๆคนและสรรพสัตว์ทุกๆชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่มีที่สิ้นสุด(วัฏฏสงสาร)และรากเหง้าของกิเลสทั้งปวงก็คือ..อวิชชา(อวิชชาสวะ)ซึ่งเป็นกิเลสตัวพ่อและตัวแม่(ประธาน)
ก่อนที่จะไปดับกิเลสหรือจัดการกิเลส ต้องมาทำความรู้จักกิเลสก่อน
มนุษย์ทุกๆคนถือกำเนิดเกิดขึ้นมาในโลกนี้พร้อมกับของขวัญอันล้ำค่านั่นก็คือ...กิเลสอวิชชา(อวิชชาสวะ)ติดตัวทุกๆคนมาแบบข้ามภพข้ามชาติแบบไม่มีที่สิ้นสุด(วัฏฏสงสาร)ตราบใดที่ยังดับอวิชชาสวะให้หมดสิ้นแบบถาวรไม่ได้ เราทุกๆคนก็ต้องตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ กิเลสอวิชชาไปเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด แต่ธรรมชาติก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป ได้ส่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแก้ปัญหากิเลสอวิชชาได้แบบราบคาบ วิธีการต่างๆมีปรากฎแล้วในพระไตรปิฎก วันนี้จะนำคำสอนของพระองค์ในเรื่องของกิเลสมาตีแผ่ ณ ที่แห่งนี้ให้ท่านเห็นแบบชัดๆ ตรงไปตรงมา ที่ไปและที่มาของกิเลส วิธีการดับกิเลส
ตีแผ่กิเลส (ชำแหละกลไกความหลง ถอดถอนอุปาทานสู่โลกว่าง)
กิเลสคืออะไร?
กิเลส ในทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ "ก้อน" หรือ "สิ่งที่มีตัวตน" ฝังอยู่ในจิต แต่คือ อกุศลเจตสิก (สภาพธรรมฝ่ายไม่ดี) ที่เข้ามาปรุงแต่งจิต ทำให้จิตเศร้าหมอง ขุ่นมัว และบิดเบือนการรับรู้ความจริงตามธรรมชาติ (บิดเบือน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) จึงส่งผลทำให้จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส
กิเลสมาจากไหน? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
กิเลสไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆหรือเหาะมาจากภายนอก และไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา แต่เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะกระทบ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แล้วจิตขาดสติปัญญารู้เท่าทัน ทำให้เกิด อวิชชา (โมหเจตสิก) เข้ามาสวมรอยและแทรกแซงในมโนผัสสะ กวนเอาตะกอนกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในขันธสันดาน(กิเลสอนุสัย)ออกมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ยินดียินร้าย(เวทนา)
กิเลสจำแนกเป็นกี่ชนิด? อะไรบ้าง?
หากมองตามลำดับการทำงานและระดับความละเอียด จำแนกได้เป็น 3 ระดับดังนี้.....
1. กิเลสอย่างละเอียด (อนุสัย/อาสวะ): ตะกอนกิเลสที่นอนนิ่งอยู่ใน ขันธสันดาน พร้อมจะถูกกวนให้ปะทุขึ้นมาตลอดเวลาเมื่อมีผัสสะ
2. กิเลสอย่างกลาง(ปริยุตฐานะ): กิเลสที่เริ่มฟุ้งขึ้นมากลุ้มรุมจิต ปรุงแต่งเป็นความคิด ความรู้สึก และตัณหาในมโนผัสสะ
3. กิเลสอย่างหยาบ (วีติกกมะ): กิเลสที่เอ่อล้นจนแสดงออกมากระทำทาง กาย และ วาจา
กิเลสแต่ละตัวทั้งหมดมีอะไรบ้าง?
หากชำแหละกิเลสตามองค์ประกอบของ อกุศลเจตสิก 14 ดวง กิเลสรวมตัวกันทำหน้าที่ต่างๆ ดังนี้:
กลุ่มโมหะ (ความหลง/ไม่รู้จริง): โมหะ, อหิริกะ (ไม่กลัวบาป), อโนตตัปปะ (ไม่ละอายบาป), อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน/สั่นไหว)
กลุ่มโลภะ (ความอยาก/ความยึดติด): โลภะ, ทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน), มานะ (ความถือตัว)
กลุ่มโทสะ (ความขัดเคือง/ผลักไส): โทสะ, อิสสา (ความริษยา), มัจฉริยะ (ความตระหนี่), กุกกุจจะ (ความรำคาญใจ)
กลุ่มถีนะ-มิทธะ (ความท้อถอย/หดหู่): ถีนะ (ความหดหู่), มิทธะ (ความง่วงเหงา)
วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในสัจธรรม)
รายชื่อกิเลสตามสภาวะปรมัตถ์ (อกุศลเจตสิก 14 ดวง)
สภาพธรรมที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นอกุศล มีรายชื่อและหน้าที่เฉพาะตัวดังนี้:
กลุ่มโมหะ (ความหลง/ความไม่รู้จริง) – 4 ดวง
1. โมหะ: ความหลง, ความไม่รู้ตามความเป็นจริง (อวิชชา)
2. อโนตตัปปะ: ความไม่เกรงกลัวต่อบาปหรือผลของอกุศล
3. อหิริกะ: ความไม่ละอายใจต่อการทำอกุศล
4. อุทธัจจะ: ความฟุ้งซ่าน, ความสั่นไหวไม่สงบระงับของจิต
กลุ่มโลภะ (ความอยาก/ความยึดติด) – 3 ดวง
1. โลภะ: ความติดใจอยากได้, ตัณหา, ความเพลิดเพลิน (นันทิ)
2. ทิฏฐิ: ความเห็นผิด, สักกายทิฏฐิ (การเห็นว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคล)
3. มานะ: ความถือตัว, ความสำคัญมั่นหมายว่าตนดีกว่า/เสมอ/เลวกว่าผู้อื่น
กลุ่มโทสะ (ความขัดเคือง/ผลักไส) – 4 ดวง
1. โทสะ: ความโกรธ, ความขัดเคืองใจ, ความประทุษร้าย
2. อิสสา: ความริษยา, ความไม่พอใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี
3. มัจฉริยะ: ความตระหนี่, ความตึงตังตระหนี่ในสิ่งของหรือธรรมะ
4. กุกกุจจะ: ความเดือดร้อนใจ, ความเดือดร้อนรำคาญใจในอกุศลที่ทำไปแล้วหรือกุศลที่ยังไม่ได้ทำ
กลุ่มถีนะ-มิทธะ (ความท้อแท้ซึมเศร้า) – 2 ดวง
1. ถีนะ: ความหดหู่, ความท้อแท้ถดถอยของจิต
2. มิทธะ: ความง่วงเหงาหาวนอน, ความท้อแท้ของเจตสิก
กลุ่มวิจิกิจฉา – 1 ดวง
1. วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัยในสัจธรรม, สงสัยในอริยสัจ 4 หรือธรรมะ
รายชื่อกิเลสตามระดับความลึกและการทำงาน (3 ระดับ)
เมื่ออกุศลเจตสิก 14 ตัวข้างต้นทำงานร่วมมือกันสร้างพันธนาการทางใจ สามารถจำแนกรายชื่อตามสภาวะการกลุ้มรุมได้เป็น 3 ระดับดังต่อไปนี้....
กิเลสอย่างละเอียด (อนุสัยกิเลส 7 / อาสวะ 4)
กิเลสตะกอนลึกที่นอนนิ่งอยู่ใน ขันธสันดาน พร้อมสวมรอยเมื่อมีผัสสะ
กามราคานุสัย: ตะกอนความติดใจในกามคุณ
ปฏิฆานุสัย: ตะกอนความขัดเคืองใจ
ทิฏฐานุสัย: ตะกอนความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน
วิจิกิจฉานุสัย: ตะกอนความลังเลสงสัย
มานานุสัย: ตะกอนความถือตัว
ภวราคานุสัย: ตะกอนความอยากมีอยากเป็น
อวิชชานุสัย: ตะกอนความหลงไม่รู้จริง
กิเลสอย่างกลาง (ปริยุตฐานกิเลส / นิวรณ์ 5 )
กิเลสที่ฟุ้งขึ้นมากลุ้มรุมจิตทางมโนผัสสะ ปรุงแต่งเป็นอารมณ์:
กามฉันทะ: ความพอใจในกาม
พยาบาท: ความคิดร้ายขัดเคือง
ถีนมิทธะ: ความหดหู่ง่วงงุน
อุทธัจจกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ
วิจิกิจฉา: ความสงสัยลังเล
(รวมถึง ตัณหา 3: กามตัณหา, ภวตัณหา, วิภวตัณหา)
กิเลสอย่างหยาบ (วีติกกมกิเลส)
กิเลสที่ล้นออกจากใจจนล่วงออกมาทาง กาย และ วาจา เช่น การฆ่า การลักขโมย การโกหก การด่าทอ (อกุศลกรรมบถ 10)
รายชื่อกิเลสตามตระกูลใหญ่ (กิเลส 10 ประการ)
ในคัมภีร์พระอภิธรรมได้รวบรวมกิเลสประธานไว้ 10 ประการ (กิเลสสทิส) ดังนี้:
1. โลภะ (ความโลภ/ตัณหา)
2. โทสะ (ความโกรธ/ปฏิฆะ)
3. โมหะ (ความหลง/อวิชชา)
4. มานะ (ความถือตัว)
5. ทิฏฐิ (ความเห็นผิด)
6. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
7. ถีนะ (ความหดหู่)
8. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน)
9. อหิริกะ (ความไม่ละอายบาป)
10. อโนตตัปปะ (ความไม่กลัวบาป)
โยนิโสมนสิการสรุปกิเลสทั้งปวง
ไม่ว่ากิเลสจะมีกี่สิบกี่ร้อยรายชื่อ แต่เมื่อสแกนมองด้วยปัญญารู้แจ้ง:
"ทั้งหมดเป็นเพียง 'อกุศลเจตสิก' แต่ละตัวที่เกิดขึ้น ทำกิจปรุงแต่งจิต แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ไร้ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา อย่างสิ้นเชิง"
กิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา(โมหเจตสิก)ทั้งสิ้น กิเลสทุกๆตัวจะมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบหลักทุกๆตัว จึงจะมีพลังในการปรุงแต่งจิตให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้ อวิชชาก็เป็นกิเลส(ประธานกิเลส)
ผลลัพธ์ของกิเลสเป็นอย่างไร?
ผลลัพธ์ของกิเลสคือ การเสียสภาวะปกติ (ความเป็นปกติ) จิตจะเกิดความเร่าร้อน ดิ้นรน ทุกข์ทรมานใจ สร้างภพชาติในมโนผัสสะ ผลักดันให้เกิดวิบากกรรม และจมอยู่ในกระแสแห่งความทุกข์ (สังสารวัฏ)แบบไม่มีที่สิ้นสุด(แบบซ้ำซาก)
ทำไมต้องมีกิเลส?
ในมุมมองของปรมัตถธรรม กิเลสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีใครสั่งให้มี แต่มันเป็นเพียง "สังขตธรรมฝ่ายอกุศล" ที่ทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย เมื่อมีอวิชชาและผัสสะที่ขาดสติ กิเลสก็ต้องเกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ (ธรรมะทำกิจของมันเอง)
กิเลสทำให้เกิดทุกข์ขึ้นได้อย่างไร?
กิเลสทำให้เกิดทุกข์ผ่าน กระบวนการปรุงแต่ง (สังขาร) เมื่อกิเลสเกิด จิตจะเข้าไปสร้าง "ผู้รับรู้" หรือ "ตัวเรา" ขึ้นมาแบกรับเวทนา ทำให้เกิดนันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยึดถือ) เมื่อสิ่งนั้นแปรปรวนดับไป จิตที่ไม่ยอมรับความจริงจึงเกิดความบีบคั้นและเป็นทุกข์
ตัณหาเป็นกิเลสได้อย่างไร?
ตัณหา (ความอยากได้/อยากผลักไส/อยากเป็น-ไม่อยากเป็น) คือกิเลสอย่างกลางที่เป็น "ตัวสร้างทุกข์โดยตรง" (สมุทัย) ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้จิตเข้าไปเพลิดเพลิน (นันทิ) และยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในรูป นาม และเวทนา
เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาคืออะไร?
เหตุปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้นมามี 2 ส่วน:
1. ปัจจัยภายใน : อนุสัยกิเลส (ตะกอนเดิม) และ อวิชชา (ความไม่รู้ตามจริง)ที่ฝังตัวอยู่ในจิต
2. ปัจจัยภายนอก : การกระทบของ ผัสสะ + การขาด โยนิโสมนสิการ (การไม่แยบคายในจิต)
รากเหง้าของกิเลสทั้งปวงคืออะไร?
รากเหง้าที่แท้จริงของกิเลสทั้งปวงคือ อวิชชา (โมหเจตสิก) คือความหลงผิด ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 และมองไม่เห็นว่า นาม-รูป เป็น อนัตตา จึงหลงสร้าง "ภาพลวงตาแห่งตัวตน" ขึ้นมา
วิธีดับเหตุปัจจัยของกิเลสตัณหา
เรามาไล่เรียงดูเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้นมาในจิตใจมนุษย์
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง => นันทิ ราคะ => ตัณหา(ทุกข์)
เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด ตัณหา ก็คือ นันทิราคะ และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด นันทิราคะ ขึ้นมาก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)นั่นเอง นันทิราคะเป็นเชื้อไฟของ กิเลสตัณหา เราไม่ต้องไปไล่ดับตัณหาตรงๆ หยุดเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของตัณหา(นันทิราคะ) ก็คือ การดับไปของตัณหานั่นเอง
ดังนั้น การดับกิเลสตัณหาได้ด้วยการ "ละนันทิในเวทนา" เมื่อผัสสะกระทบเกิดเวทนา (สุข/ทุกข์/เฉยๆ) ให้มีสติตัดวงจร ไม่ให้จิต(อกุศลเจตสิก)เข้าไปเพลิดเพลินปรุงแต่งต่อเป็น นันทิราคะ ตัณหาก็หมดเหตุปัจจัยที่จะเกิด โมหเจตสิกคือ ตัวปรุงแต่ง นันทิราคะ ไปเติมเชื้อไฟให้เกิด กิเลสตัณหา(ทุกข์)ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์
วิธีดับเหตุปัจจัยของกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)
วิชชาเกิด => อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ)
ในการดับกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก) ดับได้ด้วย "วิชชาหรือปัญญาเห็นแจ้งในอนัตตา" (โยนิโสมนสิการ) ตีแผ่สมมติให้เห็นว่า ทุกๆสรรพสิ่งเป็นเพียง รูปธรรม และ นามธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปตามเหตุปัจจัย ไร้ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา เมื่อความจริงปรากฏ อวิชชาความหลงผิดย่อมดับสลายไปในที่สุด
แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับกิเลสอวิชชาและกิเลสทั้งปวงได้อย่างไร?
แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง 3 องค์ธรรมนี้รวมตัวกันเป็น มรรคสมังคีในขณะจิตเดียว สามารถดับกิเลสในปัจจุบันขณะจิตนั้นได้ทันที(มรรคสมังคีคืออะไร กดดูที่นี่..)
วิชชาเกิด => อวิชชาดับลง => กิเลสทั้งปวงดับลง
อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักทั้งสิ้น
แก่นมรรคทำงานเป็นองค์รวมมรรคสมังคี (บูรณาการ)รวมเป็นหนึ่งเดียวในจิตเดียว:
สติ : ดักจับและระลึกทันผัสสะ
สมาธิ : ให้จิตตั้งมั่นเป็นกลาง ปกติ ไม่ไหลไปตามอารมณ์
ปัญญา : ถอดถอนอวิชชา เห็นว่าธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันเอง กิเลสไม่ใช่เรา เราไม่ใช่กิเลส เมื่อปัญญา(วิชชาแก่นมรรค)ตัดรากเหง้า กิเลสอวิชชา กิเลสทั้งปวงก็สลายไป
การดับกิเลสในปัจจุบันขณะด้วยแก่นมรรคทำอย่างไร?
ให้เจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง ทำอย่าง ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเกร็งหรือเพ่งจ้อง เมื่อผัสสะกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้แก่นมรรคสว่างขึ้นมาทำกิจระลึกรู้เท่าทันในปัจจุบันขณะ รู้แล้วปล่อยให้สภาวะนั้นทำกิจเสร็จแล้วดับไปตามธรรมชาติ วิชชาเกิด(แก่นมรรค) อวิชชา(กิเลส)ดับลง เหมือนกรณี ความสว่างเกิด(วิชชาเกิด) ความมืดดับลงหรือหายไป(อวิชชาดับลง) ท่านต้องทำการฝุกฝนแก่นมรรคให้กล้าแกร่งมีพลัง( มีพละ 5 )
การดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะทำอย่างไร?
ในการดับกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)สามารถทำได้ด้วยการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต เมื่อ วิชชาเกิด อวิชชาย่อมดับลง(ตามกฎอิทัปปัจจยตา) มีวิชชา "เห็นความไม่มีตัวตนตั้งแต่ต้นทาง" สังเกตให้ดีว่าในมโนผัสสะปัจจุบันขณะ มีเพียง เจตสิกและจิต ที่กำลังทำหน้าที่ ไม่มี "เรา" เป็นผู้ปฏิบัติ และไม่มี "เรา" เป็นผู้จัดการกิเลส อวิชชาจะถูกทำลายลงในขณะจิตนั้นทันที เพราะ วิชชาเกิดในขณะจิตนั้นๆ อวิชชาจึงดับลง
ถ้ากิเลสรากเหง้า(อวิชชา)ดับลง กิเลสน้อยใหญ่จะดับลงหรือไม่?
ดับลงทั้งหมดอย่างแน่นอน! เปรียบเหมือนการโค่นต้นไม้ที่ถอนรากถอนโคน(อวิชชา) กิ่ง ก้าน ใบ (ตัณหา อนุสัย สังโยชน์) ย่อมเหี่ยวเฉาและดับสูญไปทั้งหมดโดยปริยาย เพราะรากเหง้า(อวิชชา)ถูกถอนรากถอนโคนไปแล้ว
สรุปการดับกิเลส (ดับทุกข์) ในจุดเดียวแบบเบ็ดเสร็จทำอย่างไร?
ด้วยการเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )บนฐานกาย(อานาปานสติและกายคตาสติ)การเจริญแก่นมรรคบนฐานกายจะทำให้ วิชชา(ปัญญา)เกิด เมื่อ วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชาดับ นันทิราคะดับ ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
ในโลกนี้มีเพียง...รูปธรรม กับ นามธรรม..เท่านั้น และทั้งหมดนี้ ล้วนเป็น...อนัตตา...ทั้งสิ้น ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของของเรา
"หยุดความพยายามที่จะแบกโลก และหยุดความพยายามที่จะแบกการปฏิบัติ" รู้(ด้วยสติ) เห็น(ด้วยปัญญา) เห็น(ด้วยอุเบกขา)
หยุดอวิชชา ด้วยการสร้างวิชชา(ปัญญา)ให้เกิดขึ้นในจิต ทุกข์(กิเลส)ก็ดับลงในปัจุบันขณะจิตนั้นทันที ท่านมีอุปกรณ์การดับอวิชชาครบถ้วน(สติ สมาธิ ปัญญา)จงฝึกฝนให้แก่นมรรค(วิชชาแก่นมรรค)ให้กล้าแกร่งมีพลังในการดับอวิชชาให้จงได้ แล้วจะดับทุกข์ได้
(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(ฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。