วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสอวิชชาและกิเลสทั้งปวงในปัจจุบันขณะได้ทันที

กิเลสไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่มันอยู่กับพวกเราทุกๆคน
ในทุกขณะจิตนะครับ โดยเฉพาะกิเลสอวิชชา ตัวการ
วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะได้
ท่านทราบหรือไม่ว่า..วิชชาสมารถดับกิเลสอวิชชาได้ในปัจจุบันขณะจิต
กิเลสอวิชชา มันสร้างความทุกข์ระทมใจให้กับมนุษย์ในทุกที่ทุกเวลา
กิเลสทั้งปวงเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จะประกอบไปด้วยรากของต้นไม้ ลำต้น กิ่งไม้ ใบไม้ รากเปรียบเหมือน กิเลสอวิชชา ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมาก ลำต้น กิ่งก้าน ใบ เปรียบเหมือนกิเลสใหญ่น้อยทั้งปวง ถ้าปราศจากรากแก้วของตันไม้(กิเลสอวิชชา)จะไม่เกิดลำต้น กิ่งก้านและใบไม้ทั้งหมดของต้นไม้นั้น(กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง) ในการทำลายต้นไม้ทั้งต้นไม่ให้เกิดขึ้นมาใหม่ ถ้าเราตัดเพียงลำต้น หรือกิ่งก้าน ใบ มันก็สามารถงอกขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลา ตราบใดที่รากแก้วยังไม่ได้ถูกทำลายแบบถอนรากถอนโคน นี่คือ ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เช่นเดียวกันกับบรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง จะมีอวิชชาเป็นรากแก้วหรือรากเหง้าของบรรดากิเลสทั้งปวง ล้วนมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบร่วมทั้งหมด(โมหะเจตสิก) อวิชชาเป็นกิเลสละเอียด(ในอนุสัยและสังโยชน์)เป็นส่วนของ อกุศลเจตสิก(โมหะเจตสิก) ท่านเพียงถอนรากเหง้าของต้นไม้ ทั้งกิ่งก้านใบไม้ก็ดับไปเองทั้งหมด เช่นเดียวกันกับทำลายกิเลสอวิชชา ที่เป็นรากเหง้ารากแก้วของกิเลสทั้งปวง

ถ้าท่านต้องการทำลายต้นไม้ต้นนี้แบบไม่ให้เหลือซากเลย ท่านจะทำอย่างไร?
1 ) ตัดใบทิ้ง ตัดกิ่งก้านทิ้งให้หมดสิ้น
2 ) ตัดลำต้นทิ้งไปทำฟืน
3 ) ขุดรากถอนโคน ถอนรากแก้วทิ้งให้หมดสิ้น
1 -3 ท่านจะเลือกข้อใด? ถึงจะตอบโจทย์ได้อย่างถูกต้อง 100%
ในการดับ กิเลสทั้งปวง ก็สามารถเปรียบเทียบเหมือนดั่งกรณีการกำจัดและการทำลายต้นไม้ต้นนี้ให้สิ้นซากแบบสนิทไม่มีการเกิดใหม่
นี่คือ เรื่องที่ผู้คนส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยอ่านและเข้าถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนใดๆ แต่เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา สิ่งที่นำมาเปิดเผยให้ผู้คนทั่วไปได้รู้จักในที่นี้ ล้วนมาจากผลการการทำวิปัสสนาทั้งสิ้น ไม่ใช่การนั่งนึกคิดวิเคราะห์เอาเอง แต่เกิดจากการเห็นจริงด้วย ปัญญา(วิชชา)คือ การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ จึงสามารถเข้าถึงความจริงที่นำมาตีแผ่นี้ได้ มันมีเหตุปัจจัยของที่มาในการเห็นความจริงของ วิชชา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลสในปัจจุบันขณะจิตเดียวได้อย่างชัดเจน
นิยามของ วิชชา
วิชชา จะหมายถึงธรรมต่อไปนี้มารวมในที่เดียวกัน(มรรคสามังคีธรรม) สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็นธรรมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีสติ สมาธิก็เกิดขึ้นไม่ได้ ปัญญาก็เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิด ถ้าไม่มีปัญญา สติ สมาธิก็เกิดยาก ทั้งสามธรรมจึงเป็นธรรมที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันดังกล่าว ซึ่งต่อไปนี้จะนำไปใช้ในการดับกิเลส(อวิชชา)ในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญาให้เกิดขึ้นในหนึ่งขณะจิต)การเจริญวิชชาหรือแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในปัจจุบันขณะหนึ่งจิต จะส่งผลทำให้อวิชชา(ประธานกิเลส)ดับลงทันทีที่วิชชา(แก่นมรรค)เกิดขึ้นเจริญขึ้นในขณะจิตปัจจุบันนั้นๆทันที
แก่นมรรค
แก่นมรรค หมายถึง สติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งมาจาก อริยมรรคมีองค์ 8 สติ มาจากสัมมาสติ สมาธิ มาจากสัมมาสมาธิ ปัญญา มาจากสัมมาทิฏฐิ
กิเลส ในที่นี้จะหมายถึง กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง อันมีรากเหง้าไปจาก อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นหลัก กิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบหลัก ถ้าปราศจาก อวิชชา กิเลสทั้งปวงก็แสดงผลปรุงแต่งจิตไม่ได้ จิตก็จะไม่มีทุกข์ติดตามมาจากกิเลสทั้งปวง
อวิชชา(ความไม่รู้แจ้งในวิชชา)เป็นประธานหรือหัวหน้ากิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง กิเลสทุกๆตัวล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ธรรมประกอบร่วมทั้งสิ้น
กิเลสที่มีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมมีดังต่อไปนี้.-
นิวรรณ์ 5 กิเลส 10 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 อุปกิเลส 16 เป็นต้น
และ อาสวะ 4 ที่ประกอบไปด้วย กามาสวะ ทิฏฐาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าปราศจาก อวิชชาสวะ
กิเลสทั้งหมดข้างบนนี้ ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมดทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น โลภ จะมี โมหะเจตสิกและโลภะเจตสิก โทสะหรือโกรธ จะมีโมหเจตสิกและโทสะเจตสิก เป็นต้น ถ้าไม่มีอวิชชา(กิเลสละเอียด)เป็นองค์ประกอบร่วมกับกิเลสตัวอื่นๆก็จะไม่สามารถทำการปรุงแต่งจิตให้เกิดความทุกข์(จากกิเลส)ขึ้นมาได้
ดังนั้น ถ้าเราสามารถดับ อวิชชา(ประธานกิเลสทั้งปวง)ซึ่งเจตสิกของ อวิชชา ก็คือ โมหเจตสิกนั่นเอง ตัวการที่ทำการปรุงแต่งจิตคือ เจตสิก อวิชชาเป็นประธานใหญ่ของกิเลส(ประธานใหญ่ของ อกุศลเจตสิกทั้งปวง) อกุศลเจตสิกคือ ตัวการปรุงแต่งกิเลสให้กับจิตเกิดความทุกข์และเศร้าหมองขึ้นมา
อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง =>นันทิราคะ=>กิเลส(ตัณหา)=> ทุกข์
นันทิ(ความเพลิดเพลิน , หมกมุ่น, คลุกคลี, จมปลัก)ไม่ใช่เป็นเชื้อตัณหาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นันทิสามารถเกิดใน ทิฏฐิก็ได้ มานะก็ได้ อุจธัจจะก็ได้ คือ นันทิสามารถเกิดได้กับกิเลสทุกๆตัว ซึ่งเหตุปัจจัยให้เกิดนันทิขึ้นก็คือ อวิชชาหรือโมหเจตสิก นั่นเอง วงจรการเกิดทุกข์ในปฏิจจสมุปบาทจะเริ่มต้นด้วย...อวิชชา...และไปสิ้นสุดที่....ชรามรณะ(จุดดับของขันธ์ 5 )
คู่ปรับตลอดกาลของ อวิชชา คือ วิชชา(ปัญญา)
วิชชา และ อวิชชา ทั้งสองธรรมนี้จะเข้ากันไม่ได้ เหมือนมืด(อวิชชา)กับความสว่าง(วิชชา)ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในขณะจิตหนึ่งหรือผัสสะหนึ่ง ดังนั้น การที่จะดับอวิชชาได้นั้น ไม่ต้องไปไล่ฆ่าหรือไล่ดับอวิชชาให้มันเหนื่อยและเสียเวลา เพราะอวิชชาเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ด้วยกาย วิธีการดับอวิชชาก็ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยให้ วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้นในทุกๆขณะจิต ซึ่ง วิชชาหรือปัญญาในที่นี้จะหมายถึงองค์รวมของ...สติ สมาธิ ปัญญา...รวมกันเป็นธรรมสามัคคี ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า แก่นมรรค แทนในบางครั้ง ถ้ากล่าวถึงวิชชาหรือปัญญาจึงหมายถึงแก่นมรรค(3องค์ธรรมรวม)นี้เอง
การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับกิเลสอวิชชา
ถ้าเป็นระดับ สติ สมาธิ ปัญญา ทั่วๆไปของปุถุชนที่ยังไม่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้น จะไม่สามารถเข้าไปดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตหนึ่งได้อย่างแน่นอน กิเลสอิวชชาไม่ได้ดับได้ง่ายๆเหมือนการปอกกล้วยเข้าปาก แต่ใครๆก็สามารถดับกิเลสอวิชชาได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)มาอย่างเข้มข้นและแก่กล้ามากพอสมควร เพราะอวิชชาก็เป็นธรรมที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง มันจึงอยู่ภายใต้กฎ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆ พระพุทธเจ้าท่านสนับสนุนให้เจริญสติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสติจะย้ำมากที่สุด เพราะสติคือธรรมที่ใช้ตัดกระแสกิเลสอวิชชาเป็นด่านแรกใน ผัสสะ(มโนผัสสะ) สติมา ปัญญาเกิด นี่คือเรื่องจริง สติเกิด สมาธิเกิด ปัญญาเกิด กิเลสอวิชชาจึงต้องดับลงตรงนั้นทันทีในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง จิตจะรับรู้อารมณ์และเรื่องราวต่างๆได้เพียงทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น จะไม่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้พร้อมกันในคราวเดียวกัน(ในหนึ่งจิต) ดังนั้น เมื่อวิชชาเกิด(เจริญแก่นมรรค)ในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง อวิชชาดับลงทันที นี่คือ เหตุและผลที่ต้องเจริญแก่นมรรค(วิชชา)ในทุกขณะจิต
วิชชา ดับกิเลสอวิชชา ในปัจจุบันขณะได้ทันที
"ความมืดกี่พันปี (จากอวิชชา)ก็ดับลงทันทีด้วยแสงสว่างของแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เพียงจุดเดียวในปัจจุบันขณะจิต"
ถอดรหัส "อวิชชา": ประธานกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่ากิเลสมีมากมายหลายตระกูล แล้วคอยไล่ตามจัดการกำจัดไปทีละตัว แต่ในทางสัจจะปรมัตถ์ อวิชชา (โมหเจตสิก) คือ "ประธานและองค์ธรรมร่วม"ของกิเลสทั้งปวง ที่แฝงตัวอยู่ในอกุศลจิตทุกดวง (สัพพากุศลสาธารณเจตสิก)อันเป็นที่มาของ ทุกข์ ที่เกิดขึ้นในจิตของมนุษย์ทุกๆคน อวิชชาจึงเป็นรากเหง้าของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง เปรียบอวิชชาเสมือนรากแก้วของต้นไม้ใหญ่ กิ่ง ก้าน ใบไม้ ก็เหมือนกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง ถ้ารากแก้ว(อวิชชา)ยังคงเจริญเติบโตอยู่ กิ่งก้านใบไม้ก็ยังคงอยู่ตลอดไป แต่ถ้าขุดรากแก้วถอนทิ้งทั้งหมด กิ่งก้านใบไม้ทั้งต้นก็เกิดขึ้นไม่ได้
หากปราศจากอวิชชา บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทำงานไม่ได้ไร้ซึ่งพลังปรุงแต่งจิตโดยสิ้นเชิง:
อาสวะ 4 / อนุสัย 7 : มีอวิชชาดักรอและนอนเนื่องในขัณฑสันดาน เป็นเชื้อไฟที่พร้อมจะคุขึ้นเมื่อมีผัสสะ
นิวรณ์ 5 / สังโยชน์ 10 / อุปกิเลส 16 : ไม่ว่าจะเป็นความกามราคะ พยาบาท หรืออุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) ทั้งหมดเกิดได้เพราะมี โมหะ (อวิชชา) เข้าไปหลงเข้าใจผิดว่าสภาวะนั้นๆ เป็นตัวเรา เป็นของเรา
"เวทนาหลงหรืออุเบกขาเวทนาที่มีอวิชชา"
อาวุธเนียนขั้นสุดยอดของอวิชชาในเวทนาหลง
อวิชชาไม่ได้มาในรูปแบบความมืดมิดใหญ่โต แต่มาในรูปของ "ความไม่รู้ตามความเป็นจริง" ในขณะเกิดผัสสะ โดยเฉพาะทาง มโนผัสสะ (ผัสสะทางใจ)
เมื่อขาดแก่นมรรค "เวทนาหลง" (ความรู้สึกเฉยๆ แบบเหม่อลอย หรือความเพลินชินชา) จะทำงานอย่างแยบคาย:
ปรุงแต่งพาจิตล่องลอยไปในอดีต: ยึดเอาอดีตสังขารมาปรุงแต่งเป็นความเศร้า ความแค้น หรือความเสียดาย
ปรุงแต่งพาจิตกังวลไปในอนาคต: สร้างภาพมโนในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านและความกังวลใจ
สืบต่อเป็นนันทิ (ความเพลิน) : จิตยินดียินร้าย ไหลตามเวทนา ก่อภพก่อชาติในใจขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
วิชชา(ปัญญา)ผู้ทำลายความหลงของกิเลสอวิชชา
เมื่อรู้ทันโครงสร้างของกิเลสอวิชชา การดับอวิชชาจึงไม่ใช่การ "ต่อสู้" หรือการรอคอยชาติหน้าอีกต่อไป แต่คือการเจริญ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)หรือวิชชาให้ทำกิจพร้อมกันในปัจจุบันขณะจิตเดียว:
สติ (ตัวระลึกได้): ตัดสายธารแห่งความเหม่อลอย ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปตามนันทิในเวทนา
สมาธิ (ความตั้งมั่น/ปกติตามธรรมชาติ): จิตทรงตัวอยู่กับสภาวะปัจจุบัน ไม่วิ่งเต้นตามอารมณ์ที่ผุดขึ้น
ปัญญา (โยนิโสมนสิการ/การเห็นแจ้ง): ตีแผ่สมมติ แทงตลอดว่า ทุกสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น รวมทั้งตัวจิตที่กำลังรู้นี้ เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ตามเหตุปัจจัย (อนัตตา) ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของใคร
ฐานที่ตั้งฐานกาย (อานาปานสติ และ กายคตาสติ)
เสาเข็มตัดกระบวนการปรุงแต่งของกิเลสอวิชชา
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการเจริญสติในฐานกาย (อานาปานสติและกายคตาสติ) เพราะ "กาย" ปรากฏอยู่ในปัจจุบันขณะเสมอ
[มโนผัสสะ / เวทนาปรากฏ]
│
▼
[มีสติระลึกรู้อยู่ที่ฐานกาย] ──► [สมาธิทรงตัว] ──► [ปัญญาเห็นเป็นอนัตตา]
│
▼
[นันทิในเวทนาถูกละทันที] ──► [อวิชชาดับลง] ──► [จิตคืนสู่สภาวะบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ]
เมื่อจิตปักหลักอยู่ที่ฐานกายกับสติ:
1. จิตจะไม่ถูกแทรกแซงโดยกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)ทันที
2. นันทิ (ความเพลิน) ในเวทนาถูกละไป เพราะเวทนาเปลี่ยนไปตามผัสสะที่ฐานกาย
3. เมื่อละนันทิได้ สังขารการปรุงแต่งไปสู่กิเลสตัณหาก็ขาดสะบั้นลง ณ ตรงนั้น
สรุป: วิชชาสามารถดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิตเดียว
"วิชชาเกิด อวิชชาดับ"( หลักอิทัปปัจจยตา )
เป็นไปตามกฎธรรมชาติเช่นเดียวกับ "แสงสว่างเกิด ความมืดดับ"
เราไม่ได้ทำมรรคเพื่อ "ไล่ดับกิเลสทีละตัว" แต่เราเจริญแก่นมรรคหรือเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ในทุกขณะจิต เมื่อวิชชา (แก่นมรรค) ทำกิจสมบูรณ์ กิเลสอวิชชาทั้งหลายก็หมดพลังปรุงแต่ง ถอดถอนความเข้าใจผิดทั้งปวง เหลือเพียง สภาวะธรรมตามธรรมชาติที่โปร่ง เบา และเป็นอิสระ ในปัจจุบันขณะนั้นเอง!
แก่นมรรคคือทางเดียว (เอกายนมรรค) : การดับทุกข์ทางใจอย่างถอดถอนรากโคน มีเพียงทางเดียวเท่านั้น คือการสร้างเหตุปัจจัยแห่ง "วิชชา/แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" เพื่อไปปอกลอกสมมติและทำลายอวิชชาลงอย่างสิ้นเชิง ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ทางนี้เป็นทางสายเอก สายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย"
"มนุษย์อาจค้นพบหมื่นวิธีในการย้ายความทุกข์หรือข่มความทุกข์ไว้ชั่วคราว... แต่มีเพียงวิธีเดียวในจักรวาลที่จะถอนรากถอนโคนความทุกข์ทางใจได้ นั่นคือการสร้าง 'สติ สมาธิ ปัญญา' (วิชชาในแก่นมรรค) เข้าไปดับ 'อวิชชา' ในปัจจุบันขณะเท่านั้น"
เหมือนกรณีความสว่าง(วิชชา) ไล่ความมืด(อวิชชา)ให้หายไป
การสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นคือ วิชชา(ปัญญาหรือแก่นมรรค) อวิชชา(ความไม่รู้แจ้ง)มันก็ดับไปเองตามธรรมชาติของมัน ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชา หรือไล่ดับกิเลสน้อยใหญ่ ไล่ดับทุกข์ให้ยุ่งยากและเหนื่อยเปล่า เพียงสร้าง วิชชาขึ้นมาในจิต(เจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต)อวิชชามันก็ดับไปเอง บรรดากิเลสน้อยใหญ่ก็จะดับตามไปด้วย...
นี่คือ เทคนิคในการดับกิเลส(กิเลสอวิชชา)แบบง่ายๆด้วยธรรม 3 องค์นี้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในปัจจุนขณะจิตเดียวได้ทันที ไม่ต้องรออนาคตหรือรอชาติหน้า ดับกิเลส ณ.ปัจจุบันสามารถทำได้ทันทีในทุกๆที่และทุกๆเวลา ทุกๆคนสามารถทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา มาอย่างเข้มข้นจนแก่กล้าสามารถดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะได้ทันที...นี่คือ ความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ตลอดเวลาด้วยตัวของท่านเอง รู้และเห็นได้ด้วยตนเอง
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。