วิธีการดับทุกข์ด้วยวิชชาหรือปัญญาสำหรับปุถุชนทั่วๆไป

การดับทุกข์ด้วย...วิชชา(ปัญญา)
ด้วยการใช้...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ตีแผ่เรื่อง..ทุกข์..และ วิธีการดับทุกข์มิติใหม่
- มิติใหม่ในการดับทุกข์ประจำวัน
- วิธีการดับทุกข์ด้วยตนเองแบบง่ายๆ
- ดับทุกข์ใครๆก็ทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน
- วิชชา(ปัญญา)ดับทุกข์
"ก่อนที่ปัญญาจะเข้าทำลายความทุกข์... สติคือผู้เปิดประตู" หากไม่มีสติเป็นจุดเริ่มต้น จิตจะถูกอกุศลเจตสิกยึดพื้นที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และรับรู้แต่ทุกข์สถานเดียว การฝึกจิตในชีวิตประจำวันจึงต้องยกความดีให้ 'สติ' เป็นทัพหน้าเสมอ
"สติ คือ วิชชาในภาคปฏิบัติ" ในทุกๆ วินาทีที่คุณรู้เท่าทันอารมณ์ นั่นคือคุณกำลังใช้วิชชาทุบอวิชชาลงตรงนั้น โดยไม่ต้องรอให้ถึงชาติหน้า หรือรอให้เข้าวัดปฏิบัติธรรม
คู่มือสำรอกทุกข์(ดับทุกข์) 24 ชั่วโมง:
ถ้าท่านเจริญสติในทุกๆขณะจิตได้ ทุกข์หาท่านไม่เจอแน่นอนครับ เพราะจิตจะอยู่กับสติ ถ้าสามารถครองสติได้ตลอดเวลา นั่นหมายถึง จิตจะรับรู้อยู่กับสติ ไม่ซัดส่ายไปที่อื่น ทุกข์จึงหาจิตไม่เจอ จิตจะอารมณ์เดียวกันกับสติ เกิดดับพร้อมกันและที่เดียวกัน และจิตจะเกิดดับได้เพียงทีละครั้งเท่านั้น ไม่สามารถเกิดดับพร้อมๆกันหลายดวงได้ นี่คือ จุดดับทุกข์ในด่านแรก จงฝึกฝนสติให้กล้าแกร่งและเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ คุณภาพจิตและสติของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงมาก
(( ทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ กดดูที่นี่..))
ดับทุกข์ด้วย "วิชชา" บนฐานกายใตรๆก็ทำได้
เขียนขึ้นเพื่อคนธรรมดา/คนทำงาน โดยบูรณาการแก่นมรรคและแนวคิดปฏิจจสมุปบาทเชิงปฏิบัติ
ทุกข์คืออะไรกันแน่?
เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในสมมติ เราต้องแยก "ทุกข์" ออกเป็นระดับให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นสัจจะตามความเป็นจริงในทุกข์อย่างชัดเจน ทุกข์มาจาก รูปธรรม(ทางรูปกาย) และ นามธรรม(ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งทางจิตใจ) ทุกข์จึงเกิดมาจาก 2 ทางนี้เท่านั้น
ทุกข์คืออะไร?
โดยสมมติ (ภาษาโลก): ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความเครียด ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่มนุษย์พยายามวิ่งหนี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังเกิดมาเป็นสัตว์ ต้องมีการ..เกิด แก่ เจ็บ ตาย...ตามลำดับ ซึ่งการเกิด ก็เป็นทุกข์ การแก่ก็เป็นทุกข์ การเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ การตายก็เป็นทุกข์ แล้วจะเกิดมาทุกข์ทำไม???
โดยสัจจะ (ภาษาธรรม/แก่นแท้): ทุกข์คือ "สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก" ถูกบีบคั้นด้วยความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีความเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนไหนไปบังคับบัญชาหรือเป็นเจ้าของมันได้เลย ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตที่ถูกปรุงแต่งล้วนตกอยู่ใต้โครงสร้างของทุกข์นี้ทั้งสิ้น( ไตรลักษณ์ )
ทุกข์คืออะไร? จำแนกเป็นกี่ประเภท?
คนส่วนใหญ่เกลียดความทุกข์ แต่ไม่เคยเข้ามา "รู้จัก" ทุกข์จริงๆ ในทางวิทยาศาสตร์ของจิต พระพุทธองค์ทรงแยกแยะ "ความทุกข์" ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ เพื่อให้เราไม่หลงสมมติ:
1. สภาวะทุกข์ (ทุกข์ตามธรรมชาติ): คือความบีบคั้นของกายและใจตามธรรมชาติที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ เช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความหิว ความกระหาย ความร้อน ความหนาว นี่คือ "ทุกข์โดยสภาวะ" ที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างของธรรมชาติ
2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร/ทุกข์เพราะใจปรุงแต่ง): คือความทุกข์ที่แห่ตามมาเมื่อจิตไม่ได้ดั่งใจ เช่น ความโศกเศร้า ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือสรุปสั้นๆ คือ "ความทุกข์ที่เกิดจากการที่จิตไปสำคัญมั่นหมายยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวเรา ของเรา" นั่นเอง
ทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร? ที่มาแห่งทุกข์ทางกายและทางใจ
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ทำงานเป็น "สายพานฟันเฟือง" (ปฏิจจสมุปบาท) ที่ส่งทอดต่อกันในเสี้ยววินาที:
- ที่มาของทุกข์ทางกาย: เกิดจากฟันเฟืองของโลกภายนอกและชีวภาพ (อุตุและอาหาร) เช่น โรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ หรือสภาพอากาศที่แปรปรวนเข้ามากระทบระบบประสาท (กายผัสสะ)
- ที่มาของทุกข์ทางใจ: เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์หรือเรื่องราวมากระทบใจ (มโนผัสสะ) แล้วจิต "ขาดสติ" ประตูใจเปิดอ้า อกุศลเจตสิก (ความหลง ฟุ้งซ่าน) เข้ายึดพื้นที่ 100% ปรุงแต่งให้เกิดความยินดียินร้าย เกิดนันทิราคะ และกลายพันธุ์เป็นตัณหา (ความอยาก) บีบคั้นให้จิตรับรู้แต่ทุกข์สถานเดียว
ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะสมมติออกตามความเป็นจริง เราต้องเข้าใจความต่างของมัน:
- ทุกข์ทางกาย คือ "ธรรมชาติทำกิจ": เป็นเรื่องของระบบประสาทและธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม)ที่ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายของเรา มันเจ็บ มันปวดตามเหตุปัจจัย แม้แต่พระอรหันต์ที่หมดกิเลสแล้ว กายของท่านก็ยังเจ็บปวดได้ตามปกติ
- ทุกข์ทางใจ คือ "จิตบิดเบือนธรรมชาติ": เกิดจากการที่จิตไม่ยอมรับความจริงของกายหรืออารมณ์นั้น แล้วสร้าง "ตัวกู ผู้เจ็บปวด" ขึ้นมาครอบงำ จิตจึงถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความอยากและอุปาทาน จึงนำมาซึ่ง..ทุกข์
ทุกข์ทางกาย แก้ไขอย่างไร?
ในเมื่อทุกข์ทางกายเป็นเรื่องของฟันเฟืองชีวภาพ การแก้ไขจึงต้องแก้ให้ตรงเหตุปัจจัยทางกายภาพ:
- ดูแลตามเหตุปัจจัย: เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไปหาหมอ ทานยา พักผ่อน หิวก็ทาน ง่วงก็นอน ดูแลธาตุ 4 นี้ไปตามหน้าที่
- ใช้ใจที่เป็นปกติรองรับ: ในขณะที่กายเจ็บ หน้าที่ของจิตคือ "อย่ายื่นมือเข้าไปรองรับความเจ็บนั้นมาเป็นของตน" ปล่อยให้กายเจ็บไป แต่ใจไม่เจ็บด้วย (เจ็บแต่กาย ใจไม่ทุกข์)เพราะในทำหน้าที่ รับรู้เท่านั้น ไม่มีหน้าที่เจ็บไปตามกาย
ทุกข์ทางใจมีอะไรบ้าง? จะแก้ไขได้อย่างไรสำหรับปุถุชน?
ทุกข์ทางใจของปุถุชนหรือคนทำงานยุคนี้ หลักๆ คือ ความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน และความเศร้าหมอง
วิธีแก้ไขสำหรับคนธรรมดาที่ต้องทำมาหากิน ไม่ใช่การหนีไปบวชหรือนั่งหลับตาทั้งวัน แต่คือการใช้ "เทคนิคการย้ายสลับขั้วพลังงาน" ในชีวิตประจำวัน ดังนี้:
ทางแก้ของปุถุชน: เมื่อใดที่ความโกรธหรือความเครียด (มโนผัสสะ) วิ่งเข้ามาชนใจ "อย่าไปพยายามดับมัน และอย่าไปคิดหาเหตุผลสู้กับมัน" เพราะยิ่งสู้ในความคิด จิตยิ่งฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) ให้ใช้ สติ ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า หักพวงมาลัยจิต ย้ายจุดรับรู้ (ผัสสะ) ออกจากเรื่องราวในหัว ดิ่งลงมาเกาะที่ "ฐานกาย" (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกการเคลื่อนไหวของร่างกาย) ทันที! ให้ดึงสติมาอยู่กับกาย(จิตจะอยู่กับสติเสมอ)
เมื่อท่านได้เรียนรู้เรื่องทุกข์แต่ประเภทแล้ว ต่อไปก็ถึงขั้นตอนการดับทุกข์ ท่านไม่ต้องไปไล่ดับทุกข์หรือกำจัดทุกข์ใดๆทั้งสิ้น มันเหนื่อยเปล่า และมีแต่จะทุกข์เพิ่มมากขึ้น ถ้าทำไม่ได้อย่างใจที่เราต้องการ ทั้งเครียด ทั้งฟุ้งซ่าน สารพัดปัญหาพุ่งเข้าหาท่าน
ทุกข์เกิดขึ้นมาจากสิ่งใด?
ให้แก้ปัญหาด้วยการสร้างเหตุปัจจัยให้ทุกข์นั้นดับลง เช่น ทุกข์ เหตุปัจจัยให้เกิดทุกข์ในอริยสัจ 4 ก็คือ ตัณหา ดังนั้น เมื่อท่านรู้แล้วว่า ตัณหา คือ ตัวการทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา เราไม่ต้องไปไล่ดับหรือกำจัดตัณหาแบบตรงๆเพราะมันจะทำได้ยากมากๆ เราไปไล่ตัวเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดตัณหาขึ้นมาคืออะไร? เราจะเห็นว่าคือ นันทิ( ความเพลิน ความหมกมุ่น การคลุกคลี ) และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด นันทิ ก็คือ อวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่งให้เกิด นันทิ ครวนี้เรารู้เหตุปัจจัยการเกิดแล้ว แล้วจะจัดการเหตุปัจจัยตัวนี้อย่างไร?(อวิชชา) เราพบว่า ถ้า วิชชา(ปัญญา)เกิดขึ้น อวิชชาจะดับลง ดังนั้น เราจึงมาสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา นั่นก็คือ วิชชา(ปัญญา) การสร้างวิชชา ให้สร้างจาก...การเจริญสติ สมาธิ ปัญญา...ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า...แก่นมรรค...เพราะเป็นธรรมหลักๆที่มาจากอริยมรรคมีองค์ 8 เราจะใช้...สตินำหน้า สู่สมาธิและปัญญา...ตามลำดับ
ปัญหาความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า หงุดหงิดใจ เบื่อหน่ายเซ็งโลก
ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนมาจากรากเหง้าของ...อวิชชา...ทั้งสิ้น เกิดจากการปรุงแต่งอกุศลเจตสิกที่ชื่อ โมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบเป็นหลักๆร่วมกับเจตสิกต่างๆ เช่น วิตกเจตสิก(การนึกคิด) วิจารเจตสิก(การอธิบายขยายความเรื่องราวที่คิด) อุจธัจจเจตสิก(ความฟุ้งซ่าน) โทสเจตสิก โลภเจตสิก เป็นต้น ทั้งโรคเครียด โรคกังวล โรคซึมเศร้า มาจากอกุศลเจตสิกเหล่านี้ ดังนั้น การจัดการกับอกุศลเจตสิกเหล่านี้ ก็ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยมาตัดตอนอกุศลเจตสิกเหล่านี้ นั่นก็คือ แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ซึ่งก็คือ วิชชา นั่นเอง การฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา ต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำแค่ครั้งสองครั้งจบ ความสำเร็จต้องผ่านการฝึกฝนและใช้เวลา ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนได้ ส่วนวิธีการฝึกฝนแก่นมรรคมีพร้อมให้ศึกษาในเว็บไซต์นี้แล้ว
ความลับที่หลายท่านไม่รู้มาก่อน
ท่านรู้หรือไม่ว่า...สติ คือ เครื่องมือที่ใช้ตัดวงจรทุกข์เป็นจุดแรก เมื่อท่านเจริญสติให้แก่กล้า จิตจะอยู่กับสติเสมอ ดังนั้น ถ้ามีการเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต จะส่งผลทำให้จิตปลอดภัยจากทุกข์ทั้งปวง จะนิยมเจริญสติที่ฐานกายเป็นหลักๆ โดยเฉพาะการเจริญสติรู้ลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) และ การระลึกรู้ในอิริยาบทการเคลื่อนไหวต่างๆ(กายคตาสติ) ถ้าท่านเจริญสติที่ฐานกาย สติจะมีสมาธิ(จิตมีสมาธิ) จิตเป็นธาตุที่รับรู้ทุกข์ สติจะเป็นธรรมที่ระลึกรู้และเป็นธรรมประกอบกับจิต สติจะเกิดและดับพร้อมกับจิตๆหนึ่ง ซึ่งจิตเกิดได้(รับรู้)ทีละดวงเท่านั้น ไม่สามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆได้พร้อมกันหลายๆอารมณ์ จะรับรู้อารมณ์ได้เพียงทีละดวงเท่านั้น เมื่อรับรู้แล้วมันก็ดับไป จิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นแทนที่ ดังนั้น ถ้าจิตมีสติกำกับและปรุงแต่งอยู่อย่างต่อเนื่อง อวิชชา(โมหเจตสิก)เกิดขึ้นไม่ได้ สติเป็นธรรมที่เป็นวิชชา(กุศลธรรม) อวิชชาเป็นอกุศลธรรม ทั้งสองธรรมเข้ากันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง ดังนั้น ถ้าเราคง สติอย่างต่อเนื่อง อวิชชาก็เข้าแทรกไม่ได้ ถ้าท่านเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง โรคเครียด กังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน หงุดหงิดใจ หาท่านไม่เจออย่างแน่นอน ที่เห็นผลมากที่สุดก็คือ ประสิทธิภาพการทำงานของท่านจะดีมาก.....
วิชชาหรือปัญญาที่นำมาใช้ในการดับทุกข์เป็นอย่างไร?
วิชชา (ปัญญา) ในโมเดลนี้ ไม่ใช่ความรู้จากตำราหรือการคิดเก่ง แต่คือ "ความรู้แจ้งตามความเป็นจริงว่า ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา"
มันคือดวงตาที่มองเห็นว่า อารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิดทั้งหลาย เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเองตามธรรมชาติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มี "ตัวตน" ของใครซ่อนอยู่ในนั้นเลย เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้ จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงทันที
แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) กับ วิชชา ต่างกันอย่างไร?
- แก่นมรรค: เปรียบเสมือน "ชิ้นส่วนและเครื่องมือ" ที่เราต้องนำมาฝึกฝนรวบรวม (สติ คือตัวระลึกรู้เท่าทัน, สมาธิ คือจิตที่ตั้งมั่นเป็นปกติ, ปัญญา คือตัวจำแนกแยกแยะ)
- วิชชา: คือ "ผลลัพธ์ขั้นสุดยอด" ที่เกิดจากการกลั่นตัวและรวมพลังขององค์มรรคทั้งหมด เมื่อเครื่องมือ (แก่นมรรค) ทำงานร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันจะรวมศูนย์กลายเป็นแสงสว่างที่เรียกว่า "วิชชา" เข้าไปทุบทำลายล้าง "อวิชชา" (ความหลงผิด)ที่เป็นรากเหง้าแห่งกองทุกข์ทั้งปวงให้ราบคาบ
(พูดให้ลึกซึ้ง สติ ก็คือเนื้อตัวส่วนหนึ่งของวิชชาในภาคปฏิบัตินั่นเอง)
การดับทุกข์ด้วยวิชชา (แก่นมรรค) ทำอย่างไร?
นี่คือ "พิมพ์เขียว" การสับสวิตช์จิตเพื่อสำรอกทุกข์(ดับทุกข์)บนฐานกายที่ผู้อ่านสามารถเดินตามได้ทันที:
ปัญหาความเครียด ความกังวล ความฟุ้งซ่าน ซึมเศร้า
สามารถใช้วิชชา(ปัญญา)ดับทุกข์เหล่านี้ได้หรือไม่?
ตอบคำถามอย่างหนักแน่นว่า.... "ดับได้แน่นอนครับ!"
ทุกข์มาจาก อวิชชา ดังนั้น ต้องใช้วิชชา(ปัญญา)ดับอวิชชา
เพราะอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวล หรือความฟุ้งซ่าน ล้วนเป็นอาการที่จิตหลุดจากฐานกาย แล้วไหลไปปรุงแต่งอยู่บน "เวทนาร้อน" ในโลกของความคิด (อวิชชาครอบงำ)
เมื่อเราใช้วิชชาผ่านเทคนิค "ย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะดิ่งลงฐานกาย" จิตจะถูกดึงกลับมาสู่อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงปัจจุบันตรงหน้า อาการซึมเศร้าหรือความกังวลที่เคยก่อตัวเป็นก้อนมหึมาในหัว จะถูกชำแหละแยกส่วน (วิภัชวาท) จนกลายเป็นเพียงกระแสอารมณ์จางๆ ที่เกิดแล้วก็ดับไป จิตใจจะคืนกลับสู่ความโปร่ง เบา และเย็นสนิทด้วยอำนาจแห่งวิชชา
สรุปหัวใจสำคัญเพื่อการสำรอกทุกข์ ( ดับทุกข์สำหรับผู้อ่าน)
"เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อห้ามไม่ให้อารมณ์เกิด เพราะนั่นคือการบิดเบือนธรรมชาติ... แต่เมื่ออารมณ์เกิดปุ๊บ เราแค่ 'ย้ายบ้าน' ให้จิตทันที จากเตาหลอมอันร้อนรุ่มในความคิด มาสู่ห้องแอร์อันเย็นสบายที่ฐานกาย เมื่อจิตได้เสวย 'เวทนาเย็น' ปัญญาจะทำหน้าที่ชำแหละสมมติ และสำรอกความทุกข์ออกไปเองอย่างสิ้นเชิงตลอด 24 ชั่วโมง"
ทำอย่างไรจึงจะหายเครียด หายกังวลใจ หายจากซึมเศร้าใจ หายจากทุกข์ใจได้
เพื่อตอบคำถามนี้ให้ "เจาะลึกไปถึงแก่น" และเกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง เราต้องไม่คุยกันด้วยวิธีแก้เครียดปลายเหตุ (เช่น การไปเที่ยว การหาความสุขชั่วคราว) แต่เราจะ "ชำแหละกลไกของจิต" ลึกลงไปถึงจุดกำเนิด เพื่อให้เห็นชัดว่า อาการเครียด กังวล ซึมเศร้า และทุกข์ใจ แท้จริงแล้วมันถูกสร้างและปรุงแต่งขึ้นมาได้อย่างไร และจะดับมันอย่างไรให้สิ้นซาก
1. ชำแหละโครงสร้าง: ความเครียด กังวล ซึมเศร้า เกิดจากอะไร?
วิตกเจตสิก+วิจารเจตสิก+โมหเจตสิก คือ เหตุปัจจัยของ...ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า แต่ทั้งหมดนี้จะแพ้ทาง...สติ...ถ้ามีการเจริญสติในทุกๆขณะจิตอย่างต่อเนื่อง ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า จะเกิดขึ้นไม่ได้
เจตสิกเกี่ยวข้องกับความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า อย่างไร?
ต้องบอกว่า..เกี่ยวข้องตรงๆเลย มาขุดดูความจริงกัน
ความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า เกิดมาจากความคิดฟุ้งซ่านซ้ำไปซ้ำมา กังวลในอดีตหรือกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เจตสิกที่ปรุงแต่งคือ...วิตกเจตสิก(การคิด) วิจารเจตสิก(อธิบายสิ่งที่คิด) อุจธัจจเจตสิก(ฟุ้งซ่าน) โมหเจตสิก(ความไม่รู้) นี่คือ ที่มาของ..ปัญหาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้น อกุศลเจตสิกบางตัวเหล่านี้จะแพ้ทาง...สติ(สติเจตสิก)ซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายที่เป็นกุศล นี่คือ เหตุผลที่ให้ท่านต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต เพราะถ้าท่านมีสติกล้าแกร่งมากพอ ปัญหาที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าสติอยู่กับฐานกาย จิตก็อยู่กับสติที่ฐานกายเช่นกัน จิตจะไม่มีเวลาไปรับรู้เรื่องอื่นๆ( จิตดวงหนึ่งจะรับรู้ทีละอารมณ์เท่านั้น ) นี่คือ จุดดับลงของทุกข์ที่มาจาก..ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า ความฟุ้งซ่าน ฯลฯ
ในทางจิตและธรรมชาติ (ธรรมะ) อาการทั้ง 4 นี้ มี "รากเหง้าเดียวกัน" แต่เกิดจากการที่จิตหันสปอตไลท์ไปปรุงแต่งสมมติในมิติเวลาที่ต่างกันเท่านั้น :
ความกังวลใจ : จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพไปใน "อนาคตที่ยังมาไม่ถึง" สร้างความกลัวในสิ่งที่ยังไม่มีจริง แล้วหลงเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
ความซึมเศร้าใจ : จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพจมดิ่งอยู่กับ "อดีตที่ผ่านไปแล้ว" เกิดความเสียดาย เสียใจ รู้สึกผิด หรือโกรธแค้นในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
ความเครียดและทุกข์ใจ : เป็นผลลัพธ์ใน "ปัจจุบัน" ที่เกิดจากการที่จิตพยายามจะไปแบก ไปฝืน หรือไปบังคับธรรมชาติให้ได้ดั่งใจตนเอง
2. เจาะลึกถึงแก่น: กลไกที่ทำให้อาการเหล่านี้ "ฝังลึก"
ทำไมผู้คนทั่วไปพยายามจะ "ห้าม" ไม่ให้เครียด ห้ามไม่ให้ซึมเศร้า แต่ก็ยังทำไม่ได้? นั่นเป็นเพราะไม่รู้ความลับ 3 ข้อนี้:
ความลับที่ 1: จิตทำกิจผิดธรรมชาติ (บิดเบือนธรรมชาติ)
โดยธรรมชาติแล้ว "ความคิดและความรู้สึก" (เจตสิก) เป็นธรรมชาติต่างหากที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ต้องดับไป แต่เมื่อมี มโนผัสสะ (ใจกระทบเรื่องราว) เกิดขึ้น จิตที่มีอวิชชากุมอยู่ จะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความยินดียินร้าย) เข้าไปตะครุบอารมณ์นั้นทันที พอไปตะครุบปุ๊บ กลไกธรรมชาติก็บิดเบือนไป จากเดิมที่มันควรจะเกิดแล้วดับ จิตกลับไปเติมเชื้อไฟ รีไซเคิลความคิดลบๆ นั้นซ้ำๆ จนมันกลายสภาพเป็นก้อนความเครียดหรือความซึมเศร้าขนาดยักษ์ขึ้นมา
ความลับที่ 2: การสร้างอุปาทานและการสำคัญมั่นหมายในตนเอง
นี่คือตัว "ล็อก" ที่ทำให้ความทุกข์ไม่ยอมหายไป เมื่อมีความเศร้าหรือความเครียดเกิดขึ้น จิตจะเกิดการทึกทักทันทีว่า "ฉันเครียด" "ฉันเศร้า" "ฉันเป็นโรคซึมเศร้า"
แก่นที่แท้จริงคือ : ความเศร้ามีอยู่จริง แต่ "ผู้เศร้า" ไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่ง (เวทนา/สังขาร) ที่ผ่านมาฉายหน้าจอจิต แต่เราดันกระโดดเข้าไปสวมรอยเป็นตัวละครตัวนั้นอย่างเหนียวแน่น
3. วิธีการดับทุกข์/หายเครียด/หายซึมเศร้า อย่างถาวร (ถอนรากแก่น)
ให้เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต การมีสติในทุกๆขณะจิตจะสามารถตัดวงจรเครียก กังวล ซึมเศร้า ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม
เมื่อเข้าใจกลไกแล้ว วิธีการรักษาใจให้กลับคืนสู่ "ความเป็นปกติ (ปกติธรรมดา)" มีขั้นตอนที่ตรงเป้าและปฏิบัติได้จริงดังนี้:
ขั้นที่ 1 : ใช้โยนิโสมนสิการ แยกแยะธรรม (ตัดวงจรความไม่รู้)
เวลาที่ความเครียด ความกังวล หรือความเศร้าจู่โจม ให้ใช้สติหยุดพยายามที่จะ "ทำให้มันหาย" (เพราะความพยายามจะทำให้หาย คือวิภวตัณหาที่จะยิ่งเพิ่มความเครียด)
ให้ทำกิจใหม่ : ตั้งสติแล้วแยกแยะมองดูมันว่า "ตอนนี้ กายมีอาการแน่นหน้าอก (นี่คือกาย), ในใจมีความรู้สึกหม่นหมองผุดขึ้นมา (นี่คือเวทนา), และมีความคิดลบๆ ฉายอยู่ (นี่คือสังขาร)"
เห็นชัดๆ ว่า ทุกอย่างทำหน้าที่ของใครของมัน และไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย มันเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไป แล้วที่สุดมันก็ดับไปเองตามธรรมชาติของมัน
ขั้นที่ 2 : ใช้สติ ละนันทิในเวทนาและหยุดปรุงแต่งสมมติ
เมื่อเห็นก้อนความเครียดหรือความกังวลแล้ว "อย่าไปให้ราคา" อย่าไปเพลินต่อความยาวสาวความยืดกับมัน
ถ้าจิตมันจะคิดว่า "ชีวิตฉันแย่แน่ๆ" ให้รู้ทันว่า "อ๋อ สมมติเกิดขึ้นอีกแล้ว" อย่าไปปรุงมันต่อ
ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์ (คนดูหนัง)" ไม่กระโดดลงไปเป็น "ผู้เสพ (ตัวละคร)" เมื่อเราไม่เติมพลังงาน (ละนันทิ) ไม่เอาใจไปโฟกัส ไปขยายความก้อนความเครียดนั้น ก้อนพลังงานลบเหล่านั้นจะขาดอาหาร และดับไปเองตามกฎของอนัตตา
ขั้นที่ 3 : คืนจิตสู่ความปกติ (อยู่กับปัจจุบันขณะ)
ฝึกใช้สติดึงจิตกลับมาอยู่กับผัสสะที่ฐานกายในปัจจุบัน เช่น ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือสัมผัสของร่างกายอิริยาบทการเลื่อนไหวในปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันขณะที่แท้จริงที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งอดีต/อนาคต ความเครียด ความกังวล และความซึมเศร้า จะไม่มีพื้นที่และไม่มีอาหารให้อกุศลเจตสิกเหล่านั้นเติบโตได้เลย
"เราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรือความเครียดถาวรหรอก เราแค่เผลอไปกดปุ่ม 'รีเพลย์' ละครสมมติในหัวซ้ำๆ แค่ฝึกเป็นคนดูที่นั่งกอดอกมองดูมันเฉยๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่น ละครเรื่องนั้นก็ฉายต่อไม่ได้ แล้วใจจะกลับคืนสู่ความสงบเย็นทันที"
สติ คือ ธรรมที่มีความสามารถย้ายจิตได้
มิติใหม่ในการดับทุกข์ประจำวัน:
"ไม่ต้องหนีโลก เพียงแต่ย้ายสลับขั้วพลังงาน"
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การจะดับทุกข์ได้ต้องหนีออกจากสังคม ทิ้งหน้าที่การงาน หรือหลบไปอยู่ในที่เงียบเชียบ แต่นั่นไม่ใช่หนทางของคนทำมาหากินในโลกยุคปัจจุบัน
มิติใหม่ที่เรากำลังจะบอกคุณคือ: "ห้องปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุด ไม่ใช่วัด... แต่คือโต๊ะทำงานและการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณนั่นเอง"
ในทุกๆ วัน จิตของคุณต้องปะทะกับ "มโนผัสสะ" หรือแรงกระทบทางอารมณ์ตลอดเวลา ทั้งคำพูดของคน สายตาที่ไม่เป็นมิตร หรือยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า มิติใหม่นี้จะไม่บอกให้คุณไปเปลี่ยนโลกภายนอก หรือไปห้ามไม่ให้เรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น เพราะนั่นคือการบิดเบือนธรรมชาติ แต่เราจะสอนให้คุณ "เปลี่ยนชัยภูมิภายในเสี้ยววินาที"
มันคือการปฏิวัติกลไกของจิต จากเดิมที่เคยปล่อยให้ใจเป็นเหมือน "ผ้าขี้ริ้ว" ที่คอยซับเอารสชาติความทุกข์อันร้อนรุ่ม พลิกโหมดมาเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ที่มีสติคอยตัดวงจรอารมณ์ คืนพื้นที่ให้กุศลธรรมทำงานท่ามกลางเสียงวุ่นวายของโลก นี่คือการดับทุกข์ที่แท้จริงของคนเมืองที่ไม่ต้องทิ้งโลกไปไหน แต่ดับมันลงตรงที่ใจกำลังทำงานนั่นเอง
วิธีการดับทุกข์ด้วยตนเองแบบง่ายๆ:"สับสวิตช์จิต ดิ่งลงฐานกาย"
ถ้าคุณกำลังตกอยู่ในอาการใจสั่น มือสั่น สมองตื้อเพราะความโกรธหรือความเครียด อย่าเพิ่งพยายามคิดหาเหตุผลว่า "ทำไมเขาทำกับฉันแบบนี้?" หรือ "ฉันจะแก้ปัญหาอย่างไร?" เพราะในนาทีนั้น จิตของคุณขาดสติและถูกอกุศลเจตสิกยึดพื้นที่ไป 100% แล้ว ยิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งคิดยิ่งทุกข์
วิธีดับทุกข์ด้วยตัวเองที่ง่ายและลัดสั้นที่สุด คือเทคนิค "การย้ายสลับที่อยู่ของผัสสะ"
โดยมีขั้นตอนง่ายๆ 3 เสี้ยววินาที ดังต่อไปนี้............
1. รู้ทันที (สติสตาร์ท): วินาทีที่ใจเริ่มร้อนรุ่ม ให้มีสติรู้ตัวว่า "ระเบิดอารมณ์ทำงานแล้ว"
2. หักพวงมาลัยจิต (ย้ายผัสสะ): ดึงกระแสความรู้สึกทั้งหมดออกจากความคิดในหัว ดิ่งลงมาเกาะที่ "ฐานกาย" ทันที โดยเลือกจุดที่ชัดที่สุด เช่น ลมหายใจเข้าออกที่กระทบปลายจมูก หรือความรู้สึกแน่นตึงของฝ่าเท้าที่เหยียบลงบนพื้น
3. หลบในห้องนิรภัย: เมื่อคุณย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะมาที่กาย จิตจะสลัดหลุดจากเรื่องราวเดิมๆในหัวทันที ความทุกข์ใจจะถูกสกัดกั้นไม่ให้ก่อตัว คล้ายกับการที่คุณกระโดดหลบเข้าห้องนิรภัยอันเย็นสบาย ปล่อยให้แรงระเบิดของอารมณ์มันทำลายตัวเองอยู่ภายนอกบ้าน โดยที่ตัวจิตของคุณปลอดภัยและเย็นสนิทอยู่ที่ฐานกาย
การดับทุกข์ใครๆ ก็ทำได้ ถ้าผ่านการฝึกฝน:
"เพราะจิตคือกลไกธรรมชาติที่ฝึกได้"
ความดับทุกข์ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่พรสวรรค์ และไม่ใช่เรื่องของคนมีบุญวาสนาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ "ทักษะทางใจ" ที่มนุษย์ทุกคนที่มีลมหายใจสามารถฝึกฝนได้
เปรียบเหมือนคนที่เพิ่งหัดขับรถ วันแรกๆ ย่อมเงอะงะ ลืมเหยียบเบรก ลืมเปิดไฟเลี้ยว จิตที่ขาดการฝึกฝนก็เช่นกัน เมื่ออารมณ์มากระทบ มันย่อมไหลไปตามความยินดียินร้าย เกิดความสำคัญมั่นหมายเป็นธรรมดา แต่เมื่อคุณฝึก "สติให้ระลึกรู้ที่ฐานกายบ่อยๆ" ขยับตัวก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ฝึกวันละนิดในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ชีวิตดีขึ้นอย่างแน่นอน
สติของคุณจะเริ่มแข็งแกร่งและทำงานไวขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยโกรธข้ามวัน จะลดลงเหลือข้ามชั่วโมง เหลือไม่กี่นาที และในที่สุด สติจะทำงานไวระดับเสี้ยววินาที—ตัดหน้าผัสสะได้เองโดยไม่ต้องตั้งใจ จิตใจของคุณจะกลายเป็นเครื่องจักรที่คัดกรองความทุกข์โดยอัตโนมัติ ขอเพียงแค่มีความเพียรและไม่ประมาทในแต่ละวัน ใครๆ ก็สำรอกทุกข์ออกจากใจได้เหมือนกันทั้งหมด คุณทำได้ ถ้าคุณตั้งใจทำอย่างจริงๆจังๆ
วิชชา (ปัญญา) ดับทุกข์
อวิชชา ทำให้จิตเร่าร้อน( ทุกข์ )
วิชชา(ปัญญา) ทำให้จิตเยือกเย็นเป็นกลาง
"เมื่อจิตเย็น... ความสำคัญมั่นหมายจึงพังทลาย"
นี่คือยอดแก่นมรรคที่เป็นจุดจบของความทุกข์ทั้งปวง เมื่อคุณฝึกย้ายผัสสะมาที่ฐานกายบ่อยเข้า จิตจะทรงตัวอยู่ในสภาพที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) นิยามไว้ว่า "เวทนาเย็น" คือมีความรู้สึกเย็น แต่เป็นความรู้สึกเย็นที่มี "วิชชากำกับ" ไม่ยินดี และไม่ยินร้าย
เมื่อจิตแช่อยู่ในเวทนาเย็นที่ฐานกาย ปัญญาญาณขั้นสูง (วิชชา) จะทำหน้าที่ชำแหละสมมติออกเป็นชิ้นๆ (วิภัชวาท) จนจิตตื่นรู้และเห็นแจ้งว่า...ความโกรธ ความเครียด ความซึมเศร้า ที่เคยเกิดขึ้นนั้น... มันไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา
มันเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเองตามเหตุปัจจัย" สัญญาทำหน้าที่จำ สังขารทำหน้าที่ปรุงแต่ง จิตทำหน้าที่รับรู้ ทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไปเองตามธรรมชาติ ไม่มีใครเข้าไปบิดเบือนได้ เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน
เมื่อวิชชา(ปัญญา)ตีแผ่ความจริงจนแจ่มแจ้ง ความหลงผิดว่า "มีตัวกู ผู้เป็นทุกข์" หรือความสำคัญมั่นหมายในตนเองจะพังทลายลงอย่างราบคาบ เมื่อไม่มี "ตัวตน" มารองรับความทุกข์ ความทุกข์ก็กลายเป็นโมฆะ ก่อตัวไม่ได้อีกต่อไป จิตจะเข้าถึงความโปร่ง เบา และสงบเย็นอย่างสิ้นเชิงด้วยอำนาจแห่งวิชชา(ปัญญา)
"กระชากหน้ากากอวิชชา: เลิกหลอกตัวเองว่าอยากหายทุกข์!"
(เนื้อหาแบบถึงพริกถึงขิง เพื่อหยุดความคิดฟุ้งซ่านของจิต)
ถ้าคุณเข้ามาอ่านเพจนี้เพื่อหาสูตรสำเร็จ หรือคาถาที่จะเสกให้ความทุกข์หายไปในพริบตา โดยที่คุณไม่ต้องฝึกฝนอะไรเลย... "บอกตรงนี้เลยว่า ไม่มีอย่างแน่นอนครับ!" และตราบใดที่คุณยังคิดแบบนั้น คุณกำลังโดน อวิชชา ต้มจนสุกคาหม้อแกง
รู้หรือไม่ว่า... ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดคือ "คุณไม่ได้อยากหายทุกข์จริงๆ หรอก แต่จิตของคุณมันกำลังแอบเสพสมความทุกข์นั้นอย่างเมามัน!"
เวลาที่มีคนมาทำให้คุณโกรธ ปากคุณบอกว่า “ไม่ชอบเลย เครียดมาก” แต่สภาวะธรรมจริงคือ จิตของคุณมันกำลังวิ่งไปตะครุบอารมณ์นั้น (มโนผัสสะ) แล้วเอามาเคี้ยวซ้ำๆ ปรุงแต่งให้ตัวเองดูเป็นพระเอกที่น่าสงสาร เป็นผู้ถูกกระทำ นี่คืออาการที่จิตเกิด "นันทิ" (ความเพลิน) ในทุกขเวทนา ยิ่งคิดยิ่งแค้น ยิ่งแค้นยิ่งสะใจ อวิชชามันหัวเราะชอบใจเพราะมันได้ยึดพื้นที่จิตของคุณร้อยเปอร์เซ็นต์! นันทิ ไม่ใช่การเพลิดเพลินเหมือนการฟังเพลง นันทิคือการเข้าไปเพลิน คลุกคลี หมกมุ่น
หยุดเถียงกับความคิด... แล้วยอมจำนนต่อ "ฐานกาย" ที่ซื่อสัตย์ของคุณ!
จำไว้เลยว่า "ไม่มีใครดับความโกรธได้ด้วยการนั่งคิดหาเหตุผลว่าจะหายโกรธอย่างไร" เพราะการคิดสู้กับอารมณ์ ก็คือการเอาน้ำมันไปสาดใส่กองไฟดีๆนี่เอง ยิ่งคิด จิตยิ่งหลุดออกจากฐานปรกติ กลายเป็นอุทธัจจะ (ฟุ้งซ่าน) ลอยละล่องเป็นสัมภเวสีทางอารมณ์ เครียด กังวล ติดตามมา
ถ้าอยากจะชนะกิเลสแบบเด็ดขาด คุณต้องเลิกทำตัวเป็น "นักปรัชญา"(นักคิด)แต่ต้องทำตัวเป็น "นักเลงปฏิบัติ" :
1. หุบปากความคิดในหัวลงทันที: เลิกหาเหตุผลว่าใครผิดใครถูกในเสี้ยววินาทีนั้น
2. กระชากจิตลงมากองไว้ที่ฐานกาย: ใช้สติลากกระแสรับรู้ทั้งหมดดิ่งลงมาที่ลมหายใจกระแทกปลายจมูก หรือความรู้สึกตึงที่ขยับขยับกาย( อิริยาบทต่างๆ ) ดึงมันมาแช่ไว้ใน "เวทนาเย็น" ตรงนี้
3. ปล่อยให้กิเลสดับดิ้นตายไปเอง: เมื่อคุณย้ายผัสสะมาที่กายสำเร็จ ความคิดในหัวจะถูกตัดท่อน้ำเลี้ยง (ขาดนันทิ) อารมณ์โกรธหรือความเศร้าที่เคยยิ่งใหญ่ มันจะเต้นเร่าๆ เพราะไม่มีใครไปสนใจมัน และมันจะฝ่อหายไปเองตามธรรมชาติ (อนัตตา)
"วิชชาที่แท้จริง ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นเทวดาเหนือโลก... แต่วิชชาทำให้คุณตาสว่าง จนเห็นว่า 'ตัวกู' ที่นั่งทุกข์อยู่นั้น มันไม่มีอยู่จริง! มันเป็นแค่ละครตบตาที่อวิชชาปรุงแต่งจิตขึ้นมาเองทั้งหมด"
ถ้าคุณยังไม่ยอมย้ายผัสสะลงฐานกาย แต่อยากหายทุกข์ คุณก็เป็นได้แค่คนที่นั่งกอดกองไฟแล้วตะโกนร้องเรียนว่าไฟมันร้อน... เลือกเอาเองว่าจะนั่งกอดความร้อนจากทุกข์ หรือจะก้าวเท้าดึงสติเข้ามาหลบในบ้าน (ฐานกาย) แล้วเสวยเวทนาเย็น(เวทนารู้)ของพระอริยเจ้าตรงนี้ ทันที!
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google