Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

จิตไม่มีทุกข์ทำอย่างไร วิธีทำจิตไม่ให้มีทุกข์ ท่านสามารถทำได้ด้วยตัวเอง



  จิตไม่มีทุกข์ จิตไร้ทุกข์ ทำอย่างไร???
จิตที่ไม่มีทุกข์คือ จิตที่มีวิชชา(จิตที่ไม่มี อวิชชา)
การทำจิตไม่ให้มีทุกข์หรือจิตที่ไร้ทุกข์ สามารถทำได้ ด้วยการไม่ปรุงแต่งทุกข์ลงในจิต เหตุปัจจัยใดที่ทำให้จิตเป็นทุกข์ ก็อย่าไปปรุงแต่งสิ่งนั้นลงในจิต นี่คือ คำตอบแบบกำปั้นทุบดินแบบง่ายๆ กองทุกข์ทั้งปวงในมนุษย์ ล้วนมาจากรากเหง้าใหญ่คือ อวิชชา ซึ่งเป็นประธานและรากเหง้าของบรรดากิเลสทั้งปวง และกิเลสคือตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา

ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต
(ดับทุกข์ชั่วคราวในทุกขณะจิตในแต่ละวัน)
โดยการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ถ้าท่านเจรินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น(ดับทุกข์ได้ชั่วขณะจิตที่มีแก่นมรรค)เมื่อแก่นมรรคเกิด กิเลส(ทุกข์)จะดับลง 

(( การสร้างวิชชาที่ สติปัฏฐาน 4 )) 

(( ทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ ))

(( การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ))  

    ข้อแนะนำสำหรับทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านข้อธรรมในเว็บไซต์นี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวของท่านเอง ขอแนะนำให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้คือ...

 1 ) ตั้งสติอ่านเนื้อหาแบบตั้งใจอ่านจริงๆ ท่านจะได้สิ่งดีๆในนี้

 2 ) มีสมาธิตั้งมั่นในรายละเอียดแต่ละจุดและแต่ละหน้าเพจ

 3 ) ใช้โยนิโสมนสิการคือ การพิจารณาโดยแยบคาย ละเอียดรอบคอบและรอบด้าน และคิด วิเคราะห์ แยกแยะเหตุและผลตามไปด้วย(วิภัชวาท)อย่าเชื่อโดยไร้เหตุผล ใช้หลักกาลามสูตรตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ปัญญาจะเกิดแบบเต็มประสิทธิภาพ 

“คุณไม่ได้กำลัง ‘เป็นทุกข์’ หรอก... คุณแค่กำลัง ‘หลงด้วยอวิชชา’ วิ่งไปอุ้มอารมณ์ขยะที่มันผ่านมา แล้วทึกทักเอาเองว่ามันคือตัวคุณเป็นทุกข์หรือทุกข์เป็นของคุณ!” 

อยากเลิกแบก อยากเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของทุกข์ที่ตัวเองไม่ได้สร้างไหม? อ่านให้จบ... แล้วจะรู้ว่าวิธีเอาตัวเราออกจากความทุกข์ใน 1 วินาที ทำอย่างไร ที่นี่..มีคำตอบให้ท่านนำไปปฏิบัติ !

“ความทุกข์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้... จริงๆ แล้ว 99% ลอยมาจาก ‘ความคิดที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาหลอกตัวเอง’ ทั้งนั้น... โดนจิตตัวเองต้มตุ๋นอยู่ทุกวัน ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”

ถ้าเหนื่อยกับการวิ่งตามสมองที่สั่งให้ทุกข์ เนื้อหาต่อไปนี้จะชำแหละกลไกให้เห็นชัดๆ ว่าทำไม "จิตไม่มีทุกข์" ถึงทำได้จริงในทุกลมหายใจ

“เจ็บกายน่ะเรื่องธรรมชาติ... แต่ ‘เจ็บใจ’ น่ะเราหาเรื่องใส่ตัวของเราเองล้วนๆ ไม่มีใครทุกข์กับเรา แล้วทำไมเราต้องทุกข์ !”

ร่างกายป่วยห้ามไม่ได้ แต่ทำไมใจต้องพังตาม? มาดูความจริงที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ... ใครคือผู้สร้างทุกข์ให้จิต และวิธีดับมันด้วย "แก่นมรรค" แบบไม่ต้องรอชาติหน้าทำอย่างไร !!!

“พยายามทำสมาธิแทบตายเพื่อ ‘ไม่อยากทุกข์’ รู้ไหมว่านั่นแหละ... โคตรทุกข์ซ้อนทุกข์! ยิ่งอยากหนี ยิ่งติดกับดักทุกข์”

จิตไม่มีทุกข์ ไม่ใช่การกดข่มอารมณ์ให้เป็นก้อนหิน หลังจากอ่านเนื้อหาในเว็บไซต์นี้จบ คุณจะปฏิวัติตัวเองเป็น "ผู้ดู" ที่ยืนอยู่เหนือทุกข์ได้ทันที ไม่ต้องไปรอชาติหน้าหรือชาติไหนๆทั้งสิ้น เดี๋ยวนี้ และขณะนี้เลย..... 

จิตไม่มีทุกข์ คือ จิตที่มี วิชชา(ปัญญา)

เป็นจิตที่มี..สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อารักขาอยู่ตลอดเวลา

จิตที่มีทุกข์ คือ จิตที่มีอวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา)

วิชชา(ปัญญา) เกิด => อวิชชา ดับ( ทุกข์ดับ )

เปลือยลึกกลไกของใจ ปลดล็อกความจริงที่ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง

มนุษย์เราใช้ชีวิตดิ้นรนเพื่อตามหา "ความสุข" และวิ่งหนี "ความทุกข์" อยู่ตลอดเวลา แต่จะมีสักกี่คนที่หยุดตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า แท้จริงแล้ว "ทุกข์" มันเข้าไปอยู่ในจิตได้อย่างไร? และทำอย่างไร... จิตจึงจะกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิม คือ "จิตไม่มีทุกข์"หรือ จิตไร้ทุกข์

บทความนี้จะพาคุณไปชำแหละโครงสร้างของจิตใจอย่างวิทยาศาสตร์ทางจิต ตีแผ่ทุกสมมติ เพื่อให้คุณเข้าใจแจ่มแจ้งในม้วนเดียว และพร้อมออกเดินบนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ทันที!

 ความหมายของ... "จิตไม่มีทุกข์" ?

"จิตไม่มีทุกข์ ไม่ใช่จิตที่ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย แต่คือจิตที่เห็นความจริงด้วยปัญญาหรือวิชชา ที่มาจากการฝึกฝน"

เหมือนตา(จิต)มองเห็นก้อนถ่านไฟที่ร้อนๆ(ทุกข์)แล้วไม่เอามือไปเก็บ

จิตไม่มีทุกข์ คือ สภาวะธรรมชาติเดิมแท้ของจิตที่หลุดพ้นจากการครอบงำของสังขารปรุงแต่ง มันคือจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) สภาพของจิตในขณะนั้นจะมีความสงบ เย็น เป็นกลาง และเป็นอิสระ โดยที่ผัสสะ (การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ยังคงทำงานตามปกติของมัน เพียงแต่ไม่มี "ผู้ทุกข์" อยู่ในนั้น(อัตตา)

 จิตที่ไม่มีทุกข์ คือ จิตที่มีแก่นมรรคเป็นองค์ประกอบ

1 ) มีสติกำกับและดูแลจิตอยู่ตลอดเวลาในทุกๆขณะจิต(องครักษ์พิทักษ์จิต) สติเป็น กุศลเจตสิกที่ประกอบกับจิต

2 ) จิตมั่นคง ไม่วอกแวก ไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ(ผัสสะ)

3 ) จิตมี วิชชา(ปัญญา)โดยการใช้โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดรอบคอบและรอบด้าน)รวมทั้ง การคิด วิเคราะห์ แยกแยะด้วยเหตุและผล(วิภัชวาท)ตามความเป็นจริง

  วิธีการฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)มีพร้อมเสิร์ฟในเว็บไซต์นี้เรีบยร้อยแล้ว ท่านสามารถเลือกอ่านตามหัวข้อได้เลย...

จิตรับรู้ทุกข์มาจากอะไรหรือสิ่งใด?

จิตรับรู้ทุกข์ผ่าน "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นหลัก เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เกิดผัสสะขึ้นมาหรือเกิด "มโนผัสสะ" (ความคิด/อารมณ์ผุดขึ้นในใจ) จิตจะทำหน้าที่เข้าไปรับรู้ แต่ลำพังแค่การรับรู้...ยังไม่เป็นทุกข์ ความทุกข์จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อจิต(เจตสิก)ปรุงแต่งจนเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความทะยานอยาก) ในเวทนา (ความรู้สึกสุขหรือทุกข์) ที่เกิดขึ้นจากการกระทบนั้น(ผัสสะ)

 ทำไมจิตต้องมารับทุกข์? ใครเป็นผู้สร้างทุกข์ให้กับจิต?

ทำไมจิตต้องมารับทุกข์? เพราะจิตมีความหลง (จิตมีอวิชชา)หรือจิตโง่นั่นเอง จึงเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "จิตเป็นเรา" และ "เราเป็นจิต" เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้น จิตจึงกระโจนเข้าไปแบกรับไว้ทั้งหมด ไม่มีเว้นแม้แต่...ความทุกข์....

ใครเป็นผู้สร้างทุกข์ให้กับจิต? ไม่มีใครสร้างให้ ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือโชคชะตาใดๆ "จิตที่ขาดสติปัญญาต่างหาก คือผู้สร้างทุกข์ให้ตัวเอง"(จิตที่มีอวิชชา) ผ่านกระบวนการปรุงแต่งของสังขาร เมื่อไม่รู้เท่าทันธรรมชาติ จิตจึงตกเป็นเหยื่อของความคิดและอารมณ์ที่ตนเองสร้างขึ้นมาเองจากความไม่รู้ในความเป็นจริง เพราะจิตมีอวิชชาครอบงำอยู่

 ทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตมาจากไหน? และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ความทุกข์ไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มันมีเหตุปัจจัยการเกิดขึ้นของทุกข์หรือพิมพ์เขียวการเกิดทุกข์ที่ชัดเจนตามหลักธรรมชาติ:

1. จุดเริ่มต้น(ผัสสะ) : มีอารมณ์หรือความคิด (มโนผัสสะ) ผุดขึ้นมาในใจ

2. เกิดเวทนา : จิตรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ กับความคิดนั้น

3. เกิดการปรุงแต่ง (นันทิราคะ) : จิตเกิดความเพลิน ความพอใจอยากให้อยู่ต่อนานๆ หรือความไม่พอใจอยากผลักไส

4. เกิดอุปาทาน : จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า "นี่ความเศร้าของเรา" "นี่ความโกรธของเรา"

5. บทสรุปจาก 1-4 : ความทุกข์อัดแน่นขึ้นในใจทันที

 ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่มีทุกข์? / จะแก้ปัญหาและดับทุกข์ได้อย่างไร?

หนทางเดียวที่จิตจะไม่มีทุกข์ คือ "การหยุดวงจรการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกทั้งหมด" ด้วยการสร้างปัญญา(วิชชา)ให้กับจิตเห็นตามความเป็นจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิต...ล้วนเป็นอนัตตา" ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีใครเป็นเจ้าขันธ์ 5 ทั้งนั้น

ไม่มีสิ่งใดคงทน ไม่มีตัวตนที่แท้จริงในความรู้สึกเหล่านั้น มีเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเอง" ตามธรรมชาติ ความคิดทำหน้าที่คิด จิตทำหน้าที่รับรู้เรื่องราวต่างๆ เมื่อจิตเห็นเช่นนี้ มันจะเลิกบิดเบือนธรรมชาติ(จิตมีวิชชา)เลิกเข้าไปแทรกแซง และปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ (ปกติธรรม)เมื่อจิตมีวิชชา(ปัญญา)จากการเจริญแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )อกุศลเจตสิก ซึ่งเป็นผลผลิตของ อวิชชา จะไม่สามารถเกิดขึ้นและปรุงแต่งจิตได้ จิตจึงไม่มีทุกข์นั่นเอง คำตอบของ จิตที่ไม่มีทุกข์ จึงอยู่ตรงจุดนี้นี่เอง เป็นจิตที่ไม่ถูก อวิชชา ครอบงำและครองครอง

วิธีการใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ดับทุกข์ที่จิต

นี่คือเครื่องมือที่เฉียบคมที่สุดในการตัดวงจรทุกข์(แก่นมรรค) ซึ่งเราสามารถนำมาฝึกฝนได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ในเว็บไซต์นี้มีแนะนำวิธีการฝึกฝนอยู่แล้ว :

สติ (ตัวรู้เท่าทันอวิชชา): เมื่อมีมโนผัสสะเกิดขึ้นหรืออารมณ์ใดๆ ผุดขึ้นมา ให้ใช้สติระลึกรู้ทันที "รู้เพื่อละนันทิในเวทนา" คือรู้แล้วไม่กระโจนตามไปเพลิน ไม่ปรุงแต่งต่อ ตัดกระแสความอยาก (ตัณหา) ตั้งแต่ต้นทาง สติตัดการปรุงแต่ง นันทิและราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ..ตัณหา(ทุกข์)

สมาธิ (ตัวตั้งมั่นเป็นกลาง): พัฒนาจิตให้มีความตั้งมั่น เป็นผู้ดูอารมณ์อยู่ห่างๆ อย่างเป็นกลาง ไม่กระโดดลงไปร่วมวงคลุกคลีกับความทุกข์ รักษาสภาวะปกติ (ความเป็นปกติของจิต)ไว้

ปัญญา (ตัวเห็นแจ้งอวิชชา): ใช้โยนิโสมนสิการ (การคิดพิจารณาอย่างแยบคาย) มองลึกลงไปจนเห็นว่า ความทุกข์หรือความคิดที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเองตามกฎไตรลักษณ์ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา จิตจะถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเองออก เมื่อไม่มี "ตัวเรา" มารองรับ... ความทุกข์...มันก็ไม่มีที่ตั้งและดับลงไปเองของมัน

 คำแนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นปฏิบัติทันทีในวันนี้:

ไม่ต้องรอให้ถึงวันพระ ไม่ต้องรอไปวัด ทุกครั้งที่มี "ความรู้สึกทุกข์ใจ"ขึ้นมา หรือ "ความคิดลบ" ผุดขึ้นมา... ให้ใช้สติกดหยุด! แล้ว จิต ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" ดูมันทำงานเหมือนมองดูฝนตกนอกหน้าต่าง รู้ทันแล้วปล่อยให้มันดับไปเอง ทำบ่อยๆ จิตจะเริ่มฉลาดขึ้น และคืนกลับสู่สภาวะ "จิตไม่มีทุกข์" ได้อย่างเป็นอัตโนมัติ( สภาวะจิตมีวิชชา ) 

 วิธีฝึกจิตให้ไม่มีทุกข์ด้วย "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา)

การฝึกจิตไม่ให้มีทุกข์ ไม่ใช่การนั่งหลับตาหนีโลก แต่คือการ "เปิดตาเปิดใจ" ดูมันแล้วกำหนดรู้(ตามที่พระพุทธเจ้าสอน) อยู่กับโลกอย่างผู้รู้เท่าทันกลไกของธรรมชาติ โดยใช้ 3 เครื่องมือหลักที่เป็นแก่นของมรรค มาตัดวงจรแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ดังนี้.....

1. สติ : "ติดเบรก" ตัดวงจรความเพลิน (ละนันทิ)เป็นด่านแรกการตัดวงจรทุกข์

หน้าที่ของสติ : รู้เท่าทัน มโนผัสสะ (ความคิด/อารมณ์) ทันทีที่มันผุดขึ้นมา

วิธีฝึกในชีวิตประจำวัน : ในวันหนึ่งๆ จะมีความคิด ความเศร้า ความโกรธ ผุดขึ้นมาในใจตลอดเวลา หน้าที่ของเราคือ "แค่รู้ว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น"( สติกำหนดรู้ )ไม่อธิบาย

แก่นการปฏิบัติ : เมื่อรู้แล้ว "ให้หยุดปรุงแต่งต่อ" (ละนันทิในเวทนา) ไม่วิ่งตามความคิดนั้นไป ไม่เข้าไปคลุกคลีระคนด้วยความยินดียินร้าย เช่น เมื่อความโกรธผุดขึ้นมา สติมีหน้าที่ "เห็นความโกรธ" แต่ไม่ปล่อยให้จิต(เจตสิก)ปรุงแต่งต่อจนกลายเป็นคำด่าหรือการกระทำ ประหนึ่งเห็นไฟลุกขึ้นมาแล้วเราไม่เอาเชื้อไฟไปใส่เพิ่ม ไฟนั้นย่อมดับไปเอง ในจุดนี้ให้ใช้สติกลับมาพิจารณาที่ฐานกาย จิตจะติดตามมาด้วย(จิตอยู่กับสติ)

2. สมาธิ: "ตั้งมั่นเป็นกลาง" เป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้แสดง

หน้าที่ของสมาธิ : รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะปกติ (ใจเป็นปกติมั่นคง) ไม่กระโดดลงไปในสนามอารมณ์

วิธีฝึกในชีวิตประจำวัน : สมาธิในแก่นมรรคไม่ใช่การทำจิตให้ดิ่งดั่งก้อนหิน หรือนั่งหลับตานานๆ แต่คือ "ความตั้งมั่นของจิตที่เป็นกลาง จิตไม่วอกแวก"

แก่นการปฏิบัติ : เมื่อสติทำหน้าที่เห็นอารมณ์แล้ว สมาธิจะทำหน้าที่รักษาความเป็นกลาง มองดูอารมณ์หรือความคิดนั้นทำงานเหมือนเรา "ยืนดูฝนตกอยู่ทางหน้าต่าง" เราเห็นฝนตก (เห็นความทุกข์/ความทุกข์ใจทำงาน) แต่ตัวเราไม่ได้เปียกฝน จิตเป็นเพียง "ผู้รับรู้" ที่ตั้งมั่น ไม่กระโจนลงไปร่วมวงคลุกคลีหรือเป็นเดือดเป็นร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของธรรมแต่ละธรรมทำงานของมัน ไม่เกี่ยวกับจิต จิตแค่รับรู้เท่านั้น

3. ปัญญา: "ถอนสมอ" ตีแผ่ความจริงว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา

หน้าที่ของปัญญา : ใช้โยนิโสมนสิการ มองเห็นความจริงขั้นสูงสุด เพื่อถอนความยึดมั่นถือมั่น เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(จิต)ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา

วิธีฝึกในชีวิตประจำวัน : เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกลางแล้ว ให้ใช้ปัญญาพิจารณาความจริงที่กำลังปรากฏตรงหน้า เห็นธรรมแต่ละธรรม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายก็ดับสลายไป

แก่นการปฏิบัติ : มองให้เห็นเด่นชัดว่า อารมณ์ ความคิด หรือแม้กระทั่งตัวจิตผู้รู้เอง "ล้วนเป็นอนัตตา" ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนของเราอย่างแท้จริง มีแต่ธรรมแต่ละธรรมที่มันทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ (ความคิดทำหน้าที่คิด จิตทำหน้าที่รู้) มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของมัน

เมื่อปัญญาเห็นแจ้งเช่นนี้ จิตจะ "ไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" (ไม่มีความยึดติดว่ามีตัวเรา) เมื่อไม่มี "ตัวเรา"(อัตตา) มารองรับความทุกข์ ความทุกข์ก็กลายเป็นของว่าง เป็นสมมติที่ถูกตีแผ่ เป็นสมมติบัญญัติ ที่มนุษย์ตั้งขึ้นเท่านั้น และสลายตัวไปในที่สุด

 แผนภูมิสรุปการทำงานร่วมกันของแก่นมรรค (ทำงานในเสี้ยววินาที)

      [ มีความคิด/อารมณ์ผุดขึ้น (มโนผัสสะ) ]
                 │
                 ▼
    [ สติ ] ───► รู้ทัน เพื่อ "ละนันทิ" (ไม่ปรุงแต่งต่อ)
                 │
                 ▼
  [ สมาธิ ] ───► ตั้งมั่น เป็นกลาง (ยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่กระโดดเข้าร่วมวง)
                 │
                 ▼
   [ ปัญญา ] ───► เห็นแจ้งว่าเป็น "อนัตตา" (ไม่มีตัวเราไปแบกรับ)
                 │
                 ▼
        [ จิตคืนสู่สภาวะ...ไม่มีทุกข์ ]
 
คาถาเตือนใจเพื่อปฏิบัติทันที :

"รู้...แต่ไม่เอา, ( รู้ด้วยสติ )
ดู...อย่างเป็นกลาง, ( ดูหรือเห็นด้วยปัญญา )
เห็น...ทุกอย่างไม่ใช่เรา"

ฝึกทำแบบนี้ในทุกๆ มโนผัสสะที่เข้ามากระทบ แล้วคุณจะพบว่า "จิตไม่มีทุกข์" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสภาวะที่พิสูจน์ได้จริงในทุกลมหายใจเข้าออก
 

ส่วนเติมเต็มสำคัญ : "กับดัก" ที่นักปฏิบัติมักเข้าใจผิด 

เพื่อให้การฝึก..จิตไม่มีทุกข์..เป็นไปอย่างถูกต้องและตรงตามความเป็นจริง มี 2 เรื่องที่ต้องเคลียร์ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก: 

1. ท่านต้องแยกให้ออกระหว่าง "ทุกขเวทนาทางกาย/ใจ" กับ "ความทุกข์ของจิต"

ทุกขเวทนาตามธรรมชาติ (ไม่ใช่ความทุกข์ใจโดยตรง): กายนี้เมื่อหิวก็เป็นทุกข์ ป่วยก็เป็นทุกข์ หรือเมื่อมีเรื่องหดหู่มากระทบกับกาย จิตย่อมเกิดการรับรู้ความรู้สึกหดหู่ขึ้นมาแวบแรกตามธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้คือ "ธรรมที่ทำกิจของตนเอง" เป็นกลไกในขันธ์ห้าที่ไม่สามารถห้ามได้ ทุกข์ทางกายไม่สามารถห้ามได้ จิตเป็นหน่วยรับรู้ทุกข์ทางกายทั้งหมด

ความทุกข์ที่แท้จริง: เกิดขึ้นเมื่อจิตเกิด "นันทิ" แล้วกระโจนเข้าไปแบก เข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ เช่น กายป่วยแล้วจิตปรุงแต่งต่อว่า "ทำไมต้องเป็นเรา? เมื่อไหร่จะหาย?" ตรงนี้ต่างหากคือความทุกข์ เพราะจิตไปผสมโรงกับทุกข์ทางกาย จนกลายเป็นทุกข์ทางจิต

แก่นที่ต้องย้ำ: จิตไม่มีทุกข์ ไม่ใช่จิตที่กลายเป็นก้อนหินที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่เป็นจิตที่ "เจ็บได้ ร้องไห้เป็น รู้สึกเศร้าได้...แต่ไม่มีผู้เข้าไปแบกความรู้สึกนั้น" ทุกอย่างผ่านมาแล้วผ่านไป อย่าไปแช่ในทุกข์กาย(แยกรูปกายให้ออกจากนามจิตใจ)

2. อย่าหลงกล "ความอยากที่ไม่ต้องการมีทุกข์" (วิภวตัณหา) 

นักปฏิบัติส่วนใหญ่พอมาฝึก มักจะเกิดความคาดหวังว่า "ฉันปฏิบัติแล้ว ฉันต้องไม่โกรธ ฉันต้องไม่เศร้า" ซึ่งนั่นคือการเดินผิดทาง เข้าใจแบบผิดๆ เพราะความอยากไม่อยากเหล่านั้นคือตัวสร้างทุกข์ซ้อนทุกข์ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ความไม่อยากเป็นทุกข์ก็คือ วิภวตัณหา(ไม่อยากเป็นทุกข์)

วิธีแก้ที่ถูกต้อง: เมื่อมีความโกรธหรือความทุกข์ผุดขึ้นมา อย่าไปผลักไส อย่าไปสั่งให้มันหาย แต่ให้ใช้ปัญญาดูมันเฉยๆ ดูความจริงว่า "อ้อ...ความโกรธมันกำลังทำหน้าที่ของมัน เดี๋ยวขบวนการของมันก็ดับไปเอง" การไม่เข้าไปแทรกแซงธรรมชาตินี่แหละ คือการแก้ปัญหาที่รากเหง้าของปัญหา ทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด 

"เราห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้...แต่เราเลือกที่จะไม่เดินไปตากฝนได้ฉันใด เราห้ามความคิดผุดขึ้นไม่ได้...แต่เราเลือกที่จะไม่กระโดด(ปรุงแต่ง)ไปแบกมันได้ฉันนั้น"

"ความทุกข์ไม่ได้วิ่งมาหาจิต มีแต่จิตที่ขาดสติและปัญญา...วิ่งไปอุ้มความทุกข์มาไว้เอง" จึงเป็นที่มาของ...ทุกข์..ที่เกิดขึ้นในจิต

"หน้าที่ของจิตคือ 'รับรู้ทุกข์' ไม่ใช่ 'แบกทุกข์' เมื่อรู้แล้วไม่แบก...จิตย่อมไม่มีทุกข์" 

  จงใช้สูตร...

 รู้(ด้วยสติ) เห็น(ด้วยปัญญา) วาง(ด้วยอุเบกขา)....

 

ขอให้ทุกๆท่านที่อ่านบทความนี้จบแล้ว จงนำแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )นำไปใช้เป็น...องครักษ์พิทักษ์จิต...ด้วยการเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต ทำไปเรื่อยๆและต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แก่นมรรคมีแต่จะสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับท่านสถานเดียว 

 

  ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

((การมีสติในทุกๆขณะจิตสำคัญอย่างไร))

((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....)) 

((ตีแผ่เวทนา จุดเกิดและดับแห่งทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...)) 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..] 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))  

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 11,056