Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ สร้างเหตุปัจจัยในฐานจิตเพื่อดับทุกข์

เหตุปัจจัยของการดับทุกข์ คือ...วิชชา(ปัญญา)
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)
ดังนั้น ถ้ามีการเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต ทุกข์ก็จะไม่เกิด ท่านสามารถพิสูจน์ความจริงได้ตลอดเวลา นี่คือการดับทุกข์(ในทุกๆขณะจิต)แบบง่ายๆลัดสั้น

การสร้างเหตุปัจจัยเพื่อใช้ในการดับทุกข์ 

สร้างเหตุปัจจัยในฐานจิตเพื่อดับทุกข์ในจิต

ไม่ต้องไปวิ่งไล่ดับทุกข์ให้มันยุ่งยากลำบาก

เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา แล้วมันก็ดับไปเอง

ต้องยอมรับว่า...ไม่มีสรรพสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ทุกๆสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมาในโลกใบนี้ ล้วนมีที่มาจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ทุกประการ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด...ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์ของเหตุและผล

   ไม่มีเว้นแม้กระทั่ง...ทุกข์...ซึ่งเป็น..นามธรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์  ทุกข์เกิด และ ทุกข์ดับ ล้วนมาจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น เรามาดูกลไกการเกิดขึ้นของ...ทุกข์...และ... การดับลงของทุกข์...โดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธเจ้าสอนในการอธิบายกลไกต่างๆของแต่ละธรรม เพื่อให้เห็นเนื้อแท้ของการเกิดขึ้นของแต่ละธรรม

  การเกิดขึ้นของ...ทุกข์..( ทุกข์เกิด )และเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด...ทุกข์.... 

ทุกข์คืออะไรกันแน่?

เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในสมมติ เราต้องแยก "ทุกข์" ออกเป็นระดับให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นสัจจะตามความเป็นจริง

ทุกข์คืออะไร?

โดยสมมติ (ภาษาโลก): ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความเครียด ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่มนุษย์พยายามวิ่งหนี

โดยสัจจะ (ภาษาธรรม/แก่นแท้): ทุกข์คือ "สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก" ถูกบีบคั้นด้วยความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีความเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนไหนไปบังคับบัญชาหรือเป็นเจ้าของมันได้เลย ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตที่ถูกปรุงแต่งล้วนตกอยู่ใต้โครงสร้างของทุกข์นี้ทั้งสิ้น( ไตรลักษณ์ ) 

  ทุกข์มีกี่ชนิดหรือกี่ประเภท?

หากแบ่งตามธรรมชาติการรับรู้ สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ:

1. สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำ): ทุกข์ที่เกิดมาพร้อมขันธ์ 5 หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย

2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร): ทุกข์ที่หมุนเวียนเข้ามาตามเหตุปัจจัย เช่น ความโศกเศร้า ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก หรือความผิดหวังไม่สมปรารถนาต่างๆอันนำมาซึ่งความทุกข์ใจ

ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างนี้คือจุดเริ่มต้นของการแยกแยะสมมติออกจากกัน :

คุณลักษณะ ทุกข์ทางกาย (กายิกทุกข์) ทุกข์ทางใจ (เจตสิกทุกข์)
เหตุเกิด เกิดจากความบกพร่องของธาตุ 4 (รูปขันธ์) เช่น โรคภัย, อุบัติเหตุ, ความหิว, ความร้อน/เย็น เกิดจาก มโนผัสสะ ที่เข้าไปรับรู้ แล้วเกิด นันทิ (ความเพลิน/ความทะยานอยาก) ปรุงแต่งต่อเป็นความขัดเคืองหรือความเสน่หากลายไปเป็นกิเลสตัณหา
ธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของกาย สัตว์โลกหรือแม้แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องมีทุกข์กายตราบใดที่ยังไม่เบญจขันธ์ดับ เป็นทุกข์ที่สร้างขึ้นใหม่ในจิตใจ มีลักษณะบีบคั้น จิตหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ยิดติดในรูปและนาม
การจัดการ บรรเทาได้ด้วยปัจจัย 4 (อาหาร, ยา, การพักผ่อน) ดับได้ด้วย ปัญญา ที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริงเท่านั้น

 

 ทุกข์ในอริยสัจ 4 แตกต่างจากทุกข์ทั่วๆ ไปอย่างไร?

ทุกข์แบบทั่วๆไป : คือความรู้สึกแย่ๆ (ทุกขเวทนา) เช่น อกหัก ตกงาน ปวดหัว ซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็น "สิ่งเลวร้ายที่ต้องวิ่งหนีหรือหาความสุขอื่นมากลบ"

ทุกข์ในอริยสัจ 4 : ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือ "การรวมตัวกันของขันธ์ 5" (อุปาทานขันธ์ 5) เป็นความจริงอันประเสริฐ (สัจธรรม) ที่ปัญญาชนต้องเข้าไป "รู้เท่าทัน" ไม่ใช่มีไว้ให้วิ่งหนี แต่มีไว้ให้ศึกษาจนเห็นว่ามันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ด้วย วิชชาหรือปัญญา เท่านั้น

 การเกิดขึ้นของทุกข์ (ทุกข์เกิด) และเหตุปัจจัย

ทุกข์เกิดขึ้นแบบลอยๆ โดยไม่มีเหตุและผลได้หรือไม่?

คำตอบคือ ไม่ได้เด็ดขาด ทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าดลบันดาล ไม่ได้เกิดจากดวงชะตา และไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แบบสุ่ม แต่ทุกข์เกิดขึ้นตามกฎ อิทัปปัจจยตา — "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด" ทุกข์ทุกๆชนิดมีวิศวกรรมการก่อตัวและมีโครงสร้างเหตุและผลรองรับเสมอ

  ตีแผ่ความจริงของทุกข์แบบถึงแก่นละเอียด

ที่มาหรือเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ในจิต สามารถเรียบเรียงตามกลไก ปฏิจจสมุปบาท แบบย่อที่ทำงานในชั่วพริบตาเดียวเมื่อมี มโนผัสสะ (การกระทบทางใจ)เกิดขึ้น ดังนี้.......

[ตา/หู/จมูก/ลิ้น/กาย/ใจ + โลกภายนอก]──>เกิด ผัสสะ(การกระทบ)
                                         │
                                         ▼
                                   เกิด เวทนา (สุข/ทุกข์/เฉย)
                                   │
                                   ▼
                หลงเพลินด้วย อวิชชา ──> เกิด นันทิ (ความเพลิน/อยากยึดไว้)
                                   │
                                   ▼
                          เกิด ตัณหา (ความทะยานอยาก)
                                   │
                                   ▼
                  เกิด อุปาทาน (ยึดมั่นว่าเป็น "ตัวเรา-ของเรา")
                                   │
                                   ▼
                           เกิด ภพ / ชาติ ──> ** มหาทุกข์ปรากฏในจิต **

แก่นแท้: ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ตาทำหน้าที่เห็น จิตทำหน้าที่รับรู้ เวทนาทำหน้าที่รู้สึกอารมณ์ ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่เมื่อจิตหลง(จิตที่มีอวิชชา) กิจที่ผิดจึงเกิดขึ้น คือการเข้าไปบิดเบือนธรรมชาติ เข้าไปสำคัญมั่นหมายว่าเวทนานั้นเป็น "ของเรา" ทุกข์จึงถูกสถาปนาขึ้นในจิตทันที เพราะจิตไม่มีวิชชาหรือปัญญา
 

เจาะลึกสายพานการผลิตทุกข์ในจิต: ส่องดูทุกข์แบบย้อนรอย

การย้อนรอยจาก "ตัณหา" สู่ "อวิชชา" (ปฏิโลม) 

เมื่อพระพุทธองค์ทรงชี้ว่า สมุทัย (คือเหตุแห่งทุกข์) คือ ตัณหา (ความทะยานอยาก) แต่ตัณหาก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นแรกสุดของทุกข์ มันมีเหตุปัจจัยหนุนหลังอยู่ ดังนี้...... 

    [ อวิชชา ] (รากเหง้า/ความไม่รู้จริง)
       │
       ▼ ย้อนรอยผ่าน: สังขาร ──> วิญญาณ ──> นามรูป ──> สฬายตนะ
       │
    [ ผัสสะ ] (มโนผัสสะ/การกระทบ) ผัสสะเกิดตลอดเวลา
       │
       ▼
    [ เวทนา ] (ความรู้สึก สุข/ทุกข์/เฉย) เวทนาเกิดตลอดเวลา
       │
       ▼
    [ นันทิ ] (ความเพลิน/ความติดใจในเวทนา)  <── **จุดตัดสำคัญในชีวิตประจำวัน**
       │
       ▼
    [ ตัณหา ] (ความทะยานอยาก/สมุทัย):  เหตุแห่งทุกข์  
       │
       ▼
  [ มหาทุกข์ปรากฏ ]   :  ผลคือ...ทุกข์....

  เรามาไล่กันไปทีละสเต็ปของการเกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต

Step 1: อะไรทำให้เกิด "ตัณหา" ? ──> ปัจจัยคือ "นันทิ" และ "เวทนา"

มีการปรุงแต่ง นันทิ ขึ้นมาใน เวทนา ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกปรุงแต่ง

โลภเจตสิก โทสเจตสิก โมหเจตสิก เป็น อกุศลเจตสิกทั้งหมด จะปรุงแต่งในจุด เวทนา เกิดนี่เองให้นำไปสู่...ตัณหา( กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ) 

ถ้าเราถามว่า อยู่ดีๆ จิตจะอยาก (ตัณหา) ขึ้นมาเองได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ได้ ตัณหาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นก่อน นั่นคือ "เวทนา" (ความสุข ความทุกข์ หรือความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์)

กลไกการทำงาน : พอจิตได้รับรู้รสของเวทนา โดยเฉพาะ สุขเวทนา จิตจะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความติดใจ) ทันที พอเพลินปุ๊บ ตัณหาก็คลอดตามออกมาทันที:

ถ้าเป็นสุขเวทนา -> เกิด กามตัณหา หรือ ภวตัณหา (อยากได้อีก อยากให้คงอยู่ตลอดไป)

ถ้าเป็นทุกขเวทนา -> เกิด วิภวตัณหา (อยากให้ดับไป อยากผลักไส ไม่อยากมีไม่อยากเป็น)

สรุปขั้นแรก: เวทนาและนันทิ คือเหตุปัจจัยโดยตรงที่อนุบาลให้เกิดตัณหา 

Step 2: แล้วอะไรทำให้เกิด "เวทนา" ? ──> ปัจจัยคือ "ผัสสะ" 

เราไล่เบี้ยย้อนกลับไปอีก... แล้วความรู้สึกสุขหรือทุกข์ (เวทนา) มันมาจากไหน? มันจะอยู่ดีๆ สุขหรือทุกข์ขึ้นมาลอยๆ โดยไม่มีการรับรู้ได้ไหม? คำตอบคือ ไม่ได้ เวทนาต้องมี "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นแดนเกิด

กลไกการทำงาน : เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือเกิด มโนผัสสะ (ใจกระทบกับความคิด/อารมณ์ภายใน) การกระทบกันสามประการระหว่าง อายตนะภายใน (ใจ) + อายตนะภายนอก (อารมณ์) + วิญญาณ (ความรู้แจ้งในอารมณ์) เรียกว่า ผัสสะ

สรุปขั้นที่สอง : ถ้าไม่มีการกระทบ (ผัสสะ) ความรู้สึก (เวทนา) ก็เกิดไม่ได้ 

Step 3: แล้วโครงสร้างที่ทำให้เกิด "ผัสสะ" มีอะไรรองรับอยู่? ──> ปัจจัยคือ "สฬายตนะ -> นามรูป -> วิญญาณ -> สังขาร" ( สฬายตนะ คือ อายตนะภายใน 6 )

เพื่อให้เห็นภาพลึกถึงแก่น การที่ผัสสะจะทำงานได้ มันต้องมีองคาพยพหรือโรงงานคอยรองรับอยู่ก่อน ซึ่งย้อนลึกลงไปในระดับจิตปรมัตถ์ได้ตามลำดับดังนี้ : 

ผัสสะ เกิดมาจาก สฬายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ถ้าไม่มีช่องทางรับรู้เหล่านี้ การกระทบก็มีไม่ได้

สฬายตนะ เกิดมาจาก นามรูป (กายและจิตใจ/สภาวธรรมที่นามและรูปทำกิจของตน)

นามรูป เกิดมาจาก วิญญาณ (กระแสความรู้แจ้งในอารมณ์ที่ทำหน้าที่เกิดดับรับรู้อยู่ตลอดเวลา)

วิญญาณ เกิดมาจาก สังขาร (เจตนาปรุงแต่ง หรือความจงใจในระดับลึกของจิต) 

Step 4: รากเหง้าสุดท้าย... อะไรทำให้เกิด "สังขาร" ปรุงแต่ง? ──> ต้นตอคือ "อวิชชา" 

มาถึงจุดสิ้นสุดของสายพาน... อะไรคือตัวบงการให้เกิด "สังขาร" คอยผลักดันให้วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ และเวทนา ทำงานบิดเบือนไปจากธรรมชาติ? 

ต้นตอที่แท้จริงคือ "อวิชชา" (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) 

ตีแผ่อวิชชาแบบถึงแก่น: อวิชชาไม่ใช่ความโง่แบบไม่มีความรู้ในทางโลก แต่คือ ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 ไม่รู้เท่าทันว่าธรรมแต่ละธรรมมันทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ จิตก็เป็นแค่ธรรมตัวหนึ่ง

หัวใจของการบิดเบือน : เพราะมีอวิชชาครอบงำ จิตจึงเกิดความยึดมั่นลึกๆ ว่ามี "ตัวเรา" อยู่จริงๆ(มิจฉาทิฏฐิ) พอผัสสะกระทบ เกิดเวทนา อวิชชาจึงบิดเบือนธรรมชาติทันที โดยการเข้าไปสำคัญมั่นหมาย (คิดไปเอง) ว่า:

"นี่คือสุข ของเรา" -> ต้องรีบเพลิน (นันทิ) และอยากได้เพิ่ม (กามตัณหา)

"นี่คือทุกข์ ของเรา" -> ต้องรีบเกลียดและผลักไส (วิภวตัณหา)

สรุปจุดตัดกระแสทุกข์

เมื่อผู้อ่านไล่เบี้ยจาก ตัณหา <- นันทิ <- เวทนา <- ผัสสะ <- ...ย้อนไปจนถึง อวิชชา จะ อ๋อ ทันทีว่า เราไม่สามารถไปนั่งดับอวิชชาตรงๆ หรือไปห้ามไม่ให้ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง (ห้ามผัสสะ) ได้ เพราะมันเป็นสภาวะตามธรรมชาติ  แต่จุดที่เราทำลายวงจรนี้ได้ในชีวิตประจำวันคือ "การละนันทิในเวทนา" เมื่อผัสสะกระทบ เกิดเวทนา (สุข/ทุกข์) ปล่อยให้มันเกิดไปตามธรรมชาติ แต่เราใช้ สติปัญญา เข้าไปตัดไฟต้นลม ไม่ให้จิตเกิดความเพลิน (นันทิ) ไม่ให้จิตหลงเข้าไปสำคัญมั่นหมายยึดเวทนาเป็นตัวเรา-ของเรา ด้วยการสติดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย(ย้ายหรือเปลี่ยนผัสสะใหม่) เมื่อนันทิไม่เกิด ตัณหาก็ถูกตัดขาด... สายพานผลิตทุกข์ที่สืบเนื่องมาจากอวิชชาก็พังทลายลงตรงนั้น 

  เราจะไปไล่ดับทุกข์แบบตรงๆ ได้หรือไม่?

ไม่ได้ครับ! การวิ่งไล่ดับความทุกข์ใจแบบตรงๆ เช่น แฟนทิ้งแล้วพยายามสั่งใจไม่ให้ทุกข์ หรือโกรธแล้วพยายามกดข่มความโศกเศร้า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะทุกข์เป็น "ผล" ผลย่อมดับเองเมื่อ "เหตุ" ดับ การพยายามดับทุกข์ที่ปลายเหตุเปรียบเหมือนการพยายามดับควันไฟโดยไม่ยอมดับกองฟืนที่กำลังลุกไหม้  

 การดับไปของ....ทุกข์...( ทุกข์ดับ ) 

   เหตุปัจจัยที่ทำให้...ทุกข์ดับ...... 

การดับไปของทุกข์ (ทุกข์ดับ) และการสร้างเหตุปัจจัย

เมื่อทุกข์เกิดจากเหตุ การดับทุกข์จึงต้องทำหรือดับที่เหตุ มีเหตุปัจจัยหลายตัวที่เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน แต่สรุปรวมลงที่ "มรรคมีองค์ 8" หรือ "แก่นมรรค" ( ย่อ มรรคมีองค์ 8 )

เรียบเรียงเหตุปัจจัยที่ใช้ในการดับทุกข์ (แยกเป็นข้อๆ และวิธีสร้าง)

ในการดับทุกข์ที่จิต ต้องอาศัย กุศลเจตสิก (สภาวะเจตสิกฝ่ายดีที่เกิดร่วมกับจิต) เพื่อทำหน้าที่รื้อถอนโครงสร้างของทุกข์ โดยปุถุชนสามารถสร้างเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้ทีละข้อในชีวิตประจำวันได้ทันที : 

1. สติเจตสิก (ความระลึกได้เท่าทันปัจจุบัน) : ระลึกรู้สภาวะตามจริง สติพระพุทธเจ้าให้ความสำคัญมากๆในการดับทุกข์

วิธีสร้าง: เมื่อมีผัสสะกระทบ (เช่น ได้ยินคำด่า) ให้ฝึกระลึกรู้ "เวทนา" ที่เกิดขึ้นในใจทันที รู้ว่ามีความไม่พอใจเกิดขึ้น โดยไม่กระโดดลงไปเป็นผู้โกรธ แค่เห็นความโกรธเป็นสภาวธรรมตัวหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป  ให้ใช้สติดังจิตกลับมาที่ฐานกาย

2. สมาธิเจตสิก หรือ เอกัคคตาเจตสิก (ความตั้งมั่นของจิต) : ใจเป็นกลาง ไม่ไหลตามอารมณ์ ฝึกสติจนนิ่ง สมาธิจะเกิดขึ้นเอง

วิธีสร้าง : ฝึกให้จิตมีเอกัคคตา (ความมีอารมณ์เดี่ยว) ตั้งมั่นอยู่กับฐานกายหรือลมหายใจ (อานาปานสติ) ชั่วขณะ เพื่อให้จิตมีกำลัง ไม่ซัดส่ายไหลไปตามนันทิหรือความเพลินในอารมณ์ที่มากระทบ

3. ปัญญาเจตสิก / สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นแจ้ง) : ถอดถอนสมมติและอัตตาออกจากขันธ์ 5 และอารมณ์ 6

วิธีสร้าง : ใช้โยนิโสมนสิการมองเห็นว่า ทั้งจิต ทั้งความทุกข์ ทั้งความสุข ล้วนเป็นธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเอง ไม่มี "ตัวตนของเรา" อยู่ในนั้นจริงๆ เมื่อเห็นชัดว่ามันไม่ใช่ของเรา จิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่น (ละอุปาทาน) 

มรรคมีองค์ 8 และ แก่นมรรค เป็นกุศลเจตสิกที่ใช้ในการดับทุกข์ใช่หรือไม่?

ใช่ครับ ! ในทางปรมัตถธรรม มรรคมีองค์ 8 (เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ) ก็คือกลุ่มของ กุศลเจตสิก ที่รวมตัวกันทำหน้าที่ร่วมกับจิต เพื่อทำลายล้างอกุศลเจตสิก (โลภะ โทสะ โมหะ ฯลฯ) แก่นมรรคเหล่านี้เปรียบเสมือนเครื่องมือฝ่ายแสงสว่างที่เข้าไปชำระล้างความมืดและความบิดเบือนของธรรมชาติในจิตใจ( จากอวิชชา )

 ปุถุชนคนธรรมดา  กับ พระอรหันต์ กับการดับทุกข์

ปุถุชนคนธรรมดาสามารถสร้างเหตุปัจจัยเพื่อดับทุกข์ได้หรือไม่?

ทำได้แน่นอนครับ และต้องทำตั้งแต่วันนี้ด้วย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนวิชชาเพื่อให้เฉพาะผู้ห่มผ้าเหลืองปฏิบัติ ปุถุชนทุกคนที่ยังต้องทำมาหากิน สามารถใช้ชีวิตประจำวันเป็นห้องทดลองธรรมได้ โดยการฝึก "ละนันทิในเวทนา" ในทุกๆ มโนผัสสะที่ทำงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

ดับทุกข์แบบปุถุชน แตกต่างจากการดับทุกข์ของพระอรหันต์อย่างไร?

คุณลักษณะ การดับทุกข์ของปุถุชนคนธรรมดา การดับทุกข์ของพระอรหันต์
ลักษณะการดับ

ดับชั่วคราว (ตทังคสมาธิ/วิกขัมภนวิมุตติ)


ดับด้วยการรู้เท่าทันเป็นครั้งๆ เมื่อสติปัญญามีกำลัง ทุกข์ก็ดับไป แต่เหตุเหง้า (อนุสัยกิเลส) ยังอยู่

ดับเด็ดขาด (สมุจเฉทปหาน)


รื้อถอนทำลาย "อวิชชา" ซึ่งเป็นรากเหง้าของปฏิจจสมุปบาททั้งหมดอย่างสิ้นเชิง ไม่กลับมาเกิดอีก

สภาวะจิต จิตยังสามารถเกิดทุกข์ใหม่ได้เมื่อขาดสติ ยืนหยัดอยู่บนความเพียรในการเรียนรู้ จิตเป็นอิสระเหนือสมมติโดยสิ้นเชิง ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ตามธรรมชาติโดยไม่มีผู้เสวยทุกข์อีกต่อไป

 

 การดับทุกข์ที่แท้จริง ไม่ใช่การทำให้โลกนี้ไม่มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้น แต่คือการสร้างเหตุปัจจัยฝั่งกุศล (สติ สมาธิ ปัญญา) เพื่อเข้าไปแยกแยะตีแผ่สมมติ จนจิตเห็นความจริงว่า ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตเองเป็นอนัตตา เมื่อไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตนเอง... ใครเล่าจะเป็นผู้ทุกข์???

    "จิต และ ทุกข์" เป็นคนละตัวกัน และทุกข์ไม่ได้ถูกเราทำลาย แต่ทุกข์มันดับไปเองเมื่อเหตุปัจจัยฝั่งกุศลพร้อม เราไม่ต้องไปวิ่งไล่ดับทุกข์ให้มันเหนื่อยเปล่าๆ เพียงสร้างเหตุปัจจัยให้มันดับไปเอง เมื่อกุศลเจตสิกเกิดขึ้นในจิต ทุกข์มันก็ดับไปเองตามธรรมชาติ 

บทสรุปแห่งสัจธรรม:

เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยน ผลลัพธ์ย่อมเปลี่ยน (ทุกข์ดับเองตามธรรมชาติ) 

เมื่อผู้อ่านได้เห็นสายพานการเกิดทุกข์ (ปฏิจจสมุปบาท) และเข้าใจวิธีการสร้างเหตุปัจจัยในฝั่งกุศล (สติ สมาธิ ปัญญา) แล้ว ซึ่งมีให้ศึกษาครบถ้วนในเว็บไซต์นี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องตระหนักรู้เพื่อความปล่อยวางอย่างแท้จริง มี 3 ประเด็นหลักดังนี้: 

1) จิตไม่ใช่ทุกข์ ทุกข์ไม่ใช่จิต (ใช้วิภัชวาทแยกแยะออกจากกัน) 

คนส่วนใหญ่เวลาทุกข์ จะชอบพูดว่า "ฉันทุกข์", "จิตของฉันอมทุกข์" ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดในสมมติอย่างรุนแรง จิตเพียงแค่รับรู้เรื่องทุกข์ที่ อกุศลเจตสิกทั้งหลายปรุงแต่งขึ้นมาในจิตเท่านั้น

ความจริงแท้ (ปรมัตถ์): จิตคือสภาวะที่ทำหน้าที่ "รับรู้" (เป็นประธานในการรับรู้) ส่วนความทุกข์ใจคือ "เจตสิก" (อกุศลเจตสิกสภาวะที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาทับถมจิตชั่วคราวเท่านั้น)

เมื่อเราฝึก สัมมาสติ ระลึกรู้เท่าทัน สติจะทำหน้าที่แยกสภาวะออกจากกัน เหมือนน้ำกับน้ำมันที่อยู่ในแก้วเดียวกันแต่ไม่ผสมกัน จิตจะเป็นแค่ "ผู้ดู"หรือ ผู้รับรู้ ส่วนความทุกข์จะเป็น "สิ่งที่ถูกดู" เมื่อแยกกันได้เช่นนี้ ทุกข์ก็หมดกำลังที่จะบีบคั้นจิตใจ 

2) เราไม่ได้มีหน้าที่ "ดับทุกข์" แต่ทุกข์มัน "ดับของมันเอง" 

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่ยังหลงทางกันมากที่สุด คือพยายามจะไปบังคับให้ความทุกข์หายไป ซึ่งนั่นเป็นการเพิ่มตัณหา (วิภวตัณหา - ความไม่อยากมีทุกข์ ไม่อยากเป็นทุกข์) เข้าไปอีกชั้นหนึ่ง 

กฎแห่งอนัตตา : ความทุกข์เป็นอนัตตา ไม่มีใครสั่งให้มันเกิด และไม่มีใครสั่งให้มันดับได้

ความจริงคือ: เมื่อเราสร้างเหตุปัจจัยฝั่งกุศล คือมี สติ รู้เท่าทัน มี ปัญญา ละนันทิ (ไม่เพลิน ไม่กระโดดลงไปยึดเวทนามาเป็นของเรา) เท่ากับเรา "หยุดส่งเชื้อไฟ" ให้ความทุกข์(ตัณหา) เมื่อไม่มีเหตุปัจจัยคอยหนุนหลัง ความทุกข์ใจซึ่งเป็นสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) มันจะ ทนอยู่ไม่ได้และดับไปเองตามธรรมชาติ เพราะไม่มีเชื้อ( นันทิราคะ ) 

3) ตารางเปรียบเทียบสภาวะจิต : เมื่อ "เปลี่ยนเหตุ" ผลย่อมเปลี่ยน 

เพื่อให้ผู้อ่านเห็นสัจจะกลไกของจิตใจตนเองอย่างกระจ่างชัดในทันที สามารถเปรียบเทียบวงจร 2 ฝั่งได้ดังนี้: 

วงจรฝั่งหลง (ทุกข์เกิด) วงจรฝั่งรู้ (ทุกข์ดับ)
ผัสสะ -> เกิดเวทนา (ไม่พอใจ) ผัสสะ -> เกิดเวทนา (ไม่พอใจ)
มีอวิชชา: จิตหลงเข้าไปสำคัญมั่นหมายว่า "เราโกรธ, เราทุกข์" มีสติปัญญา: จิตเห็นเวทนาตามจริงว่า "มีความโกรธปรากฏขึ้น แต่ไม่ใช่เรา"
เกิดนันทิ: จิตส่งใจไปคลุกเคล้า ปรุงแต่ง ต่อความยาวสาวความยืด ละนันทิ: จิตไม่เพลิน ไม่ไหลตามอารมณ์ มองดูมันอยู่ห่างๆ เป็นกลาง
เกิดตัณหา/อุปาทาน: อยากผลักไส บีบคั้น ยึดมั่นขันธ์ 5 เกิดมรรค: กุศลเจตสิกทำงาน ตัดวงจรการปรุงแต่งสร้างภพสร้างชาติ
ผลลัพธ์: มหาทุกข์เผาลนจิตใจ ผลลัพธ์: ทุกข์ฝ่อตัว บรรเทา และดับไปจากใจเอง

   "ไม่มีผู้ทุกข์ มีแต่ทุกข์ที่เกิดขึ้นและดับไป"

 ตามเหตุปัจจัยของการเกิดและการดับเท่านั้น

การปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างเหตุปัจจัยดับทุกข์บนโลกมนุษย์นี้ จึงไม่ใช่การทำตัวเราให้วิเศษเหนือคนอื่น แต่คือการเรียนรู้จนเห็นความจริงว่า "ไม่มีตัวเรามาตั้งแต่แรก" มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง รูปกายนี้ก็มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ปรุงแต่งขึ้นมา จิตก็มาจากสังขารปรุงแต่ง 

เมื่อจิตคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงได้ในทุกๆ สมมติ ความยึดมั่นถือมั่นย่อมพังทลาย และเมื่อไม่มี "ผู้ยึด" ความทุกข์ทั้งหลายก็ไม่รู้จะเข้ามากระทบตรงไหน ไม่มีที่จะเกาะอีกต่อไป... จิตย่อมเข้าถึงความสงบเย็นอันเป็นบรมสุขได้ในชีวิตปัจจุบันนี้เอง นี่คือ การดับทุกข์แบบปุถุชน

 

มาเริ่มต้นการฝึก สติ ให้แข็งแกร่งเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไว)

 ทุกๆอย่างอยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำของท่านแล้ว

  ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ล้วนบ่มเพาะสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสิ้น

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ] 
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
    

 

Visitors: 18,628