Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ดูวิธีการฝึกสติแบบง่ายๆด้วยตนเองในทุกๆที่และทุกๆเวลา



สติ คือ ธรรมที่จะนำไปสู่...สมาธิและปัญญา( วิชชา )
สติ คือ ธรรมที่ใช้ดับทุกข์ในทุกขณะจิตเป็นด่านแรก

วิธีการฝึกสติแบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลาด้วยตนเอง ไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องตึง ไม่ต้องเกร็งใดๆ
หลายๆท่านคิดว่า การฝึกสติเป็นเรื่องยากและไกลตัวมาก ไม่สามารถทำได้ ท่านคิดผิดถนัด!!! เริ่มต้นแบบง่ายๆและใกล้ๆตัวของท่านนี้เอง ไม่ยุ่งยากใดๆทั้งสิ้น ขอเพียงท่านมีความตั้งใจจริงเท่านั้นเอง....
   การฝึกสติ ทำได้ง่ายกว่าที่คิด ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาทันที ไม่ต้องเข้าวัด ไม่ต้องไปนั่งหลับตาใดๆ ฝึกจากอิริยาบทของการเคลื่อนไหวแต่ละขณะที่ท่านดำเนินชีวิตในแต่ละวินาทีนี่เอง ไม่สลับซับซ้อนใดๆทั้งสิ้น ขอให้มีสติระลึกรู้ตัวทุกๆการเคลื่อนไหวของท่านเท่านั้น....
   ขั้นตอนการฝึก จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงการฝึก

  (แล้วแต่จะชอบแบบใดเป็นพิเศษ ทำได้เลย )
ถ้าทำได้ทั้ง 2 อย่างจะเป็นเรื่องดีมากๆ เพราะเป็นการฝึกที่ต่อเนื่องกันไม่ให้ขาดตอน

1 ) ฝึกสติจากลมหายใจเข้าและลมหายใจออก( อานาปานสติ ) จะนั่งสมาธิหลับตาหรือนั่งเก้าอี้ โซฟา ก็ได้ทั้งนั้น ในที่เงียบสักนิดหนึ่ง จะก่อนนอนและหลังนอนก็ได้ ถ้าฝึกได้ทั้งก่อนนอนและหลังนอน วันละ 10-30 นาทีก็จะดีมาก ในช่วงเช้าตอนตื่นนอน การเข้าสมาธิจะทำได้ง่าย เพราะผัสสะยังน้อยอยู่ จิตสงบ ทำให้จิตและสตินิ่งง่ายได้เร็วขึ้น
   วิธีการปฏิบัติแบบง่ายๆให้ทำตามนี้(แบบง่ายๆ)
นั่งในท่าที่สบายๆ ปล่อยวางทิ้งทุกๆสิ่งทุกๆอย่างในความคิดทั้งวันที่ประสบมาลงให้หมดสิ้น(เคลียร์ความคิดขยะทิ้งให้หมด) แล้วหายใจเข้ายาวๆ สติกำหนดรู้ว่า เป็นลมหายใจยาว พอหายใจออกยาว ก็มีสติกำหนดรู้ว่า ลมหายใจออกยาว ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ กรณีที่จิตฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก ให้ใช้สติมากำหนดลมหายใจใหม่ หายใจเข้ายาวๆลึกๆ แล้วกั้นลมหายใจไว้สัก 30 วินาที แล้วค่อยๆปล่อยออกเบาๆ สติจะกลับมาที่ฐานกายทันที(จิตก็จะตามสติมาด้วย)ทำไปเรื่อยๆจนสู่สภาวะปกติ ก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว ออกยาวไปตามปกติ ไปเรื่อยๆจนถึงจุดๆหนึ่ง ลมหายใจจะค่อยๆสั้นลงเอง ให้มีสติรู้ว่า ลมหายใจสั้นเกิดขึ้นแล้ว ต่อไปก็กำหนดรู้ลมหายใจสั้นเข้าก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ ให้ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาที่เหมาะสม แล้วค่อยๆออกจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก( ออกจากอานาปานสติ )
  ต่อจากการเจริญอานาปานสติ ถ้าจะให้ดีที่สุด ควรปฏิบัติสิ่งต่อไปนี้.-
แผ่เมตตาให้กับ ทุกๆชีวิตทั้งคนและสัตว์(ตัวเองด้วย) ให้มีแต่ความสุขและความเจริญยิ่งๆขึ้นไป อย่าได้จองเวรซึ่งกันและกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ของให้ทุกๆชีวิตจงรักษาตัวตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ...( แผ่เมตตาให้ทุกๆชีวิตในโลกใบนี้ )
  อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลที่เราสร้างมาในอดีตจนถึงปัจจุบันให้กับมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทุกผู้ทุกนาม ทุกตนทุกตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล( จิตของท่านจะเป็นกุศล )แล้วส่งบุญไปให้เขาโดยทั่วถึงกัน จิตจะเกิดปีติและปัสสัทธิ(สบายกายสบายใจ)
       
  ต่อไปนี้คือ การฝึกสติแบบหลักๆในแต่ละวัน

2 ) ฝึกสติจากการเคลื่อนไหวของกายตามอิริยาบทต่างๆ เช่น การยืนก็รู้ว่ายืน เดินไปไหนมาไหนก็รู้ว่ากำลังเดิน นั่ง ทำงาน ดื่มน้ำ รับประทานอาหาร ฯลฯ ทุกๆการเคลื่อนไหวให้มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหวทั้งหมด การฝึกแรกๆอาจจะไม่ถนัด อาจจะมีการเพ่งจนเครียด เกร็งจนรำคาญ ต้องใช้ความอดทน นานๆเข้ามันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ พยายามทำให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่ต้องไปเพ่ง ไปจ้อง หรือเป๊ะแทบทุกลมหายใจ ขาดๆเกินๆบ้างไม่เป็นไร ค่อยๆฝึกฝนไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันจะเกิดเป็นสัญชาตญาณเอง เหมือนการบินด้วยระบบอัตโนมัติของนักบิน ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝนมากเป็นพิเศษจนเชี่ยวชาญสูง ตั้งแต่ลุกขึ้นจากการตื่นนอน( ต่อจากการทำอานาปานสติ ) ท่านสามารถเริ่มต้นเจริญ กายคตาสติ(มีสติระลึกรู้การเคลื่อนไหว)ได้ทันที รู้แทบทุกอิริยาบท ให้ทำไปเรื่อยๆและสม่ำเสมอ(มีวินัยในตนเอง)จนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญสูง สิ่งที่ติดตามมาที่เห็นได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือ สติท่านไม่หลุด ไม่มีความประมาท ความจำดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สติยิ่งมีมากฝึกมากยิ่งเป็นการดี การรับรู้(จิต)ของท่านจะมีประสิทธิภาพสูงไปตามสติ เพราะสติคือธรรมที่ปรุงแต่งจิตโดยตรง สติอยู่ที่ไหน จิตจะอยู่กับสติตลอดเวลา ถ้าสติหลุด จิตก็จะหลุดตามสติ อวิชชาเข้าแทรกทันที การฝึกกายคตาสติสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา การมีสติจดจ่ออยู่กับงานที่ทำ นั่นคือ การทำกายคตาสตินั่นเอง การทำงานจึงเป็นการปฏิบัติธรรม(เจริญสติ)แบบไม่รู้ตัว ถ้ามีสติระลึกรู้ทุกๆการขยับของกาย นั่นคือ กายคตาสติทั้งหมด ถ้าฝึกฝนสติจนเข้มแข็งและแข็งแกร่ง จนเป็นระดับ มหาสติ(สติที่ว่องไวมาก)การดับทุกข์จะทำได้ง่ายขึ้นทันที มันจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับการดับทุกข์ในแต่ละวันของท่านรวมถึงปัญหาต่างๆ ก็จะแก้ไขได้ง่ายและเร็วขึ้น สติเป็นธรรมฝ่ายกุศล(เป็นเจตสิกที่เป็นกุศล) ถ้ากุศลเจตสิกเกิด(สติเจตสิก)อกุศลเจตสิกจะดับลง เพราะสติจะเป็นเซนเซอร์เตือนได้อย่างรวดเร็ว นี่คือ อานุภาพของ...สติ....การฝึกฝนสติ มีแต่ได้กับได้ประโยชน์ต่อตัวของท่าน
   ขอให้ท่านทำเพียง 2 ประการนี้ในการฝึกสติให้กล้าแกร่ง ฝึกในทุกๆวันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ท่านจะเห็นความจริงต่างๆชัดเจนขึ้นมาทันที ทุกข์น้อยลง ปัญหาต่างๆน้อยลง ความจำแม่นยำขึ้น ชีวิตดีขึ้นเป็นลำดับ นี้คือ สิ่งที่ท่านจะได้รับแบบเบื้องต้น และดับทุกข์ได้ในที่สุด....

อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา

สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ 
  ผัสสะเกิด =>เวทนาเกิด =>ตัณหาเกิด(ไม่มีสติ)

สติเกิด => สมาธิเกิด => ปัญญาเกิด => อวิชชาดับ => ทุกข์ดับ

 อวิชชา(ความไม่รู้) นันทิ(ความเพลิน ความหมกมุ่น) อุจธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) จะแพ้ทาง..สติ..ครับ ท่านอย่าเพิ่งเชื่อ  ท่านต้องทดสอบและพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญมากที่สุดก็คือ....การมีสติในทุกๆขณะจิต
สติจะมาพร้อมกับ สัมปชัญญะ(ความรู้ตัวทั่วพร้อม)
สติเป็นกุศลเจตสิก เมื่อกุศลเจตสิกเกิด อกุศลเจตสิกจะดับลง สติคือ..ด่านแรกในการตัดวงจรกิเลสหรือวงจรทุกข์ที่เกิดขึ้นที่..จิต...จงมีสติในทุกๆขณะจิต
อวิชชาและกิเลสทั้งปวงคือ..
อกุศลเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตทำให้เกิดกิเลสและทุกข์ขึ้นมาในจิต....


[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

จำนวนผู้เข้าชมเพจนี้: กำลังโหลด... ครั้ง

Visitors: 11,055