Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ทำอย่างไรจะไม่มีทุกข์ ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่มีทุกข์ จิตไม่มีทุกข์

ทำอย่างไรจะไม่มีทุกข์???

ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่า...

ต้องไม่มีการเกิดแบบถาวรโดยสิ้นเชิง

ซึ่งผู้ที่จะทำได้มีเพียง...พระอรหันต์..เท่านั้น

ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต
(ดับทุกข์ชั่วคราวในทุกขณะจิตในแต่ละวัน)
โดยการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ถ้าท่านเจรินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น(ดับทุกข์ได้ชั่วขณะจิตที่มีแก่นมรรค)เมื่อแก่นมรรคเกิด กิเลส(ทุกข์)จะดับลง

มีสติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติที่นั่น เพราะสติเป็นธรรมที่ปรุงแต่งจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต เกิดและดับพร้อมกัน ทั้งสองธรรมนี้เกิดในที่เดียวกัน จิตเป็นธาตุที่ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆอารมณ์ต่างๆรวมถึงทุกข์ จิตรับรู้ได้เพียงทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ได้หลายๆเรื่องในครั้งเดียวกันได้ ดังนั้น การที่จิตอยู่กับสติที่ฐานกายอยู่ตลอดเวลาในทุกขณะจิต จึงปลอดภัยจากกิเลสทั้งปวง(ทุกข์) จิตจะรับรู้เฉพาะ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)เท่านั้น แก่นมรรคก็คือ วิชชาหรือปัญญานั่นเอง เมื่อ วิชชาหรือปัญญาเกิด อวิชชาและกิเลสทั้งปวงจึงดับลง ทุกข์จึงดับลงตามกิเลส นี้คือ จุดดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตที่มีการเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ นี่คือ เหตุผลที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ท่านเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต 

 ผู้ใดที่สามารถครองสติได้ในทุกๆขณะจิต(สติไม่มีหลุด)ต่อเนื่อง จะมีสติในทุกลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) หรือมีสติในทุกๆอิริยาบทของการเคลื่อนไหว(กายคตาสติ)ระลึกรู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะเกิดอานิสงส์และผลลัพธ์ดังต่อไปนี้คือ.... 

1 ) อวิชชาดับขณะมีสติ( โมหเจตสิกไม่ทำงานขณะมีสติเกิดขึ้น ) 

2 ) นันทิราคะดับเมื่อสติเกิด ( สติตัดกระแสนันทิราคะในผัสสะ ) 

3 ) ความฟุ้งซ่านดับ ( อุจธัจจะแพ้ทางสติ ) 

4 ) ความเครียดดับ ความกังวลดับ ซึมเศร้าดับ หงุดหงิดใจดับ 

 นี่คือ จุดดับของทุกข์ชั่วขณะที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการเจริญสติ

    คำแนะนำแบบตรงประเด็น

จงสร้างแก่นมรรคขึ้นในฐานจิต แล้วจิตของท่านจะไม่มีทุกข์

ทุกข์คืออะไรกันแน่? 

เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดในสมมติ เราต้องแยก "ทุกข์" ออกเป็นระดับให้ชัดเจน เพื่อให้เห็นสัจจะตามความเป็นจริงในทุกข์อย่างชัดเจน ทุกข์มาจาก รูปธรรม(ทางรูปกาย) และ นามธรรม(ทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการปรุงแต่งทางจิตใจ) ทุกข์จึงเกิดมาจาก 2 ทางนี้เท่านั้น 

ทุกข์คืออะไร? 

โดยสมมติ (ภาษาโลก): ทุกข์คือความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความเครียด ความผิดหวัง ความเจ็บปวดที่มนุษย์พยายามวิ่งหนี ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่ยังเกิดมาเป็นสัตว์ ต้องมีการ..เกิด แก่ เจ็บ ตาย...ตามลำดับ ซึ่งการเกิด ก็เป็นทุกข์ การแก่ก็เป็นทุกข์ การเจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ การตายก็เป็นทุกข์ แล้วจะเกิดมาทุกข์ทำไม??? 

โดยสัจจะ (ภาษาธรรม/แก่นแท้): ทุกข์คือ "สภาวะที่ทนอยู่ได้ยาก" ถูกบีบคั้นด้วยความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีความเป็น อนัตตา คือไม่มีตัวตนไหนไปบังคับบัญชาหรือเป็นเจ้าของมันได้เลย ทุกสรรพสิ่งรวมถึงจิตที่ถูกปรุงแต่งล้วนตกอยู่ใต้โครงสร้างของทุกข์นี้ทั้งสิ้น( ไตรลักษณ์ )

  ทุกข์มีกี่ชนิดหรือกี่ประเภท? 

หากแบ่งตามธรรมชาติการรับรู้ สามารถแยกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ: 

1. สภาวทุกข์ (ทุกข์ประจำ): ทุกข์ที่เกิดมาพร้อมขันธ์ 5 หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทุกข์จากการเจ็บป่วยก็ต้องรักษาตามอาการ  ส่วนทุกข์จากการแก่และจาการตาย ไม่มีใครรักษาให้ได้ เกิดขึ้นกับทุกๆชีวิต

  ท่านรู้หรือไม่ว่า..ทุกข์ประจำ(ทุกข์จากรูปธรรม)ที่เกิดจาก...การแก่  การเจ็บป่วย  การตาย...ก็กลายไปเป็น..ตัณหา(ทุกข์)ได้เช่นกัน( วิภวตัณหา ) การไม่อยากแก่ ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากจะตาย ก็เป็นตัณหาชนิดหนึ่งใน 3 ชนิด คือ วิภวตัณหา นั่นเอง

2. ปกิณณกทุกข์ (ทุกข์จร): ทุกข์ที่หมุนเวียนเข้ามาตามเหตุปัจจัย เช่น ความโศกเศร้า ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก หรือความผิดหวังไม่สมปรารถนาต่างๆอันนำมาซึ่งความทุกข์ใจ 

ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ แตกต่างกันอย่างไร? 

ความแตกต่างนี้คือจุดเริ่มต้นของการแยกแยะสมมติออกจากกัน : 

คุณลักษณะ ทุกข์ทางกาย (กายิกทุกข์) ทุกข์ทางใจ (เจตสิกทุกข์)
เหตุเกิด เกิดจากความบกพร่องของธาตุ 4 (รูปขันธ์) เช่น โรคภัย, อุบัติเหตุ, ความหิว, ความร้อน/เย็น เกิดจาก มโนผัสสะ ที่เข้าไปรับรู้ แล้วเกิด นันทิ (ความเพลิน/ความทะยานอยาก) ปรุงแต่งต่อเป็นความขัดเคืองหรือความเสน่หากลายไปเป็นกิเลสตัณหา
ธรรมชาติ เป็นธรรมชาติของกาย สัตว์โลกหรือแม้แต่พระอรหันต์ก็ยังต้องมีทุกข์กายตราบใดที่ยังไม่เบญจขันธ์ดับ เป็นทุกข์ที่สร้างขึ้นใหม่ในจิตใจ มีลักษณะบีบคั้น จิตหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ยิดติดในรูปและนาม
การจัดการ บรรเทาได้ด้วยปัจจัย 4 (อาหาร, ยา, การพักผ่อน) ดับได้ด้วย ปัญญา ที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริงเท่านั้น

 ทุกข์ในอริยสัจ 4 แตกต่างจากทุกข์ทั่วๆ ไปอย่างไร?

ทุกข์แบบทั่วๆไป : คือความรู้สึกแย่ๆ (ทุกขเวทนา) เช่น อกหัก ตกงาน ปวดหัว ซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็น "สิ่งเลวร้ายที่ต้องวิ่งหนีหรือหาความสุขอื่นมากลบ" 

ทุกข์ในอริยสัจ 4 : ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่คือ "การรวมตัวกันของขันธ์ 5" (อุปาทานขันธ์ 5) เป็นความจริงอันประเสริฐ (สัจธรรม) ที่ปัญญาชนต้องเข้าไป "รู้เท่าทัน" ไม่ใช่มีไว้ให้วิ่งหนี แต่มีไว้ให้ศึกษาจนเห็นว่ามันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ด้วย วิชชาหรือปัญญา เท่านั้น

 การเกิดขึ้นของทุกข์ (ทุกข์เกิด) และเหตุปัจจัย

ทุกข์ เป็นนามธรรม เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่ง ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ ทุกข์มาจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งขึ้นมาในขันธ์ 5 สังขารในส่วนของ อกุศลเจตสิก เป็นตัวปรุงแต่งทุกข์ขึ้นมาในจิตใจของมนุษย์ อกุศลเจตสิกจะปรุงแต่ง..กิเลส ตัณหา อุปาทาน... 

ทุกข์เกิดขึ้นแบบลอยๆ โดยไม่มีเหตุและผลได้หรือไม่? 

คำตอบคือ ไม่ได้เด็ดขาด ทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าดลบันดาล ไม่ได้เกิดจากดวงชะตา และไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แบบสุ่ม แต่ทุกข์เกิดขึ้นตามกฎ อิทัปปัจจยตา"เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด" ทุกข์ทุกๆชนิดมีวิศวกรรมการก่อตัวและมีโครงสร้างเหตุและผลรองรับเสมอ 

(( การสร้างวิชชาที่ สติปัฏฐาน 4 ))

ทำอย่างไรจิตจึงจะไม่มีทุกข์ ???

 รากเหง้าของ ทุกข์ ในจิตก็คือ...อวิชชา..นั่นเอง

 อวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา) เป็นคู่ปรับกับ วิชชา(ปัญญา)

 วิชชา เกิด  => อวิชชา ดับ ( สองธรรมนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้ )

  อวิชชา(ความไม่รู้) แพ้ทาง  สติ(ความระลึกรู้)

 สติจึงเป็นกุศลเจตสิกที่อยู่ในกลุ่มของ...วิชชา(ปัญญา)
จงฝึกฝนสติให้กล้าแกร่งจนเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไวสูง)เพื่อจัดการกับ อกุศลเจตสิกที่เกิดขึ้นเมื่อมี ผัสสะ(ในมโนผัสสะ) สติเป็นกุศลเจตสิก ตรงข้ามกับอกุศลเจตสิก เมื่อกุศลเจตสิกเกิด อกุศลเจตสิกจะดับลง ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ นี่คือ เหตุผลที่ต้องให้เจริญสติในทุกๆขณะจิต(ถ้าทำได้) เพื่อไม่ให้อกุศลเจตสิก(กิเลส)เข้าแทรกแสดงผลในจิต พยายามให้สติครองพื้นที่จิตให้มากที่สุด ทุกข์จะไม่แสดงผล ปัญหาต่างๆไม่เกิด เช่น เครียด กังวล ซึมเศร้า ฟุ้งซ่าน

 แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง

ปอกเปลือกความลับต่อไปนี้.....

"ทำอย่างไรจะไม่มีทุกข์" กับสมการดับทุกข์เมื่อใจหยุดสร้างสมมติ
ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องบอกว่า...จิตที่ดับแบบถาวรเท่านั้น จึงจะไม่รับรู้เรื่องทุกข์ได้ เพราะขนาดพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ยังมีการรับรู้ทุกข์ทางกาย เจ็บไข้ป่วยยังมีอยู่ แต่ท่านไม่มีทุกข์ทางใจ(ใจไม่ทุกข์ตามกาย) เพราะรูปกายจะไม่รับรู้การเจ็บป่วย จิตเป็นหน่วยรับรู้ทุกข์จากการเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้น ปุถุชนจึงรับทุกข์แบบเต็มๆ  

“ทำอย่างไร... ชีวิตนี้จะไม่มีความทุกข์ใจเลย?” 

นี่คือคำถามคลาสสิกที่มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน พ่อค้า มนุษย์เงินเดือน หรือใครก็ตามบนโลกใบนี้ ล้วนเคยตั้งคำถามในใจเมื่อชีวิตพบเจอกับความขัดเคืองใจ 

คนส่วนใหญ่มักจะแก้ทุกข์ด้วยการวิ่งหาเงิน วิ่งหาความสำเร็จ หรือวิ่งหาความสุขภายนอกมาเติมเต็ม แต่สุดท้าย... ทำไมลึกๆ ในใจก็ยังแอบทุกข์และกังวลอยู่ดี? วันนี้เราจะมา “ปอกเปลือก” เปิดเผยความลับของจิตที่ไม่มีใครบอกคุณ เพื่อให้เห็นทางออกจากทุกข์อย่างสิ้นซาก 

 ความลับข้อที่ 1: แยก "เรื่องจริง" ออกจาก "เรื่องปรุงแต่ง" 

ก่อนจะดับทุกข์ เราต้องแยกแยะให้เห็นความจริงตามธรรมชาติก่อนว่า ทุกข์ในชีวิตเราถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนชัดเจน: 

1. ทุกข์ตามธรรมชาติ (เรื่องจริง) : คือ ความหิว ความเจ็บไข้ ความแก่ หรือการพลัดพราก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของร่างกาย (ขันธ์ 5) ที่มันทำหน้าที่ของมันไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครห้ามได้ เพราะมันเป็นเช่นนั้นของมัน( ตถตา )

2. ทุกข์ทางใจ (เรื่องที่ปรุงแต่ง) : คือ ความเครียด ความเหงา ความเศร้า ความโกรธ หรือความกังวลในอนาคต นี่คือทุกข์ตัวจริงที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ 99% ในชีวิตประจำวัน และมันเป็นทุกข์ที่จิตของเราสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด! 

  ความลับข้อที่ 2 :

สมการ การเกิดทุกข์ "เมื่อจิตสร้างสมมติ ทุกข์จึงมารองรับ" 

ผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่า "ความทุกข์มันวิ่งมาชนเราเอง" เช่น คิดว่าเราทุกข์เพราะคนอื่นพูดไม่ดี หรือทุกข์เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ในความเป็นจริงของกลไกตามธรรมชาติ มีความลับซ่อนอยู่แค่นี้: 

"มนุษย์กำลังปรุงแต่งสมมติในจิตขึ้นมา ทุกข์ (ซึ่งเป็นผลลัพธ์) จึงมารองรับผลจากการปรุงแต่งสมมตินั้นๆ" 

ลองจินตนาการตามง่ายๆ ดังนี้: 

เหตุการณ์ภายนอก (เรื่องจริง) :

มีคนพูดคำว่า "ทำงานแบบนี้แย่มาก" จบลงตรงที่หูได้ยินเสียงตามธรรมชาติ (เรื่องจริงจบลงแค่นี้)

จิตเริ่มวาดภาพ (สร้างสมมติขึ้นมา) : จิตที่ไม่รู้เท่าทัน (จิตที่มีอวิชชา) จะเริ่มกระโดดไปตะครุบเสียงนั้น แล้วเริ่มสร้างละครเรื่องใหญ่ในใจทันที เช่น "เขาเกลียดฉันแน่ๆ" "ฉันมันไร้ค่า" "ฉันกำลังจะโดนไล่ออก" เกิดความเครียดขึ้นมา

ทุกข์มาสแตนบาย (ผลลัพธ์) : เมื่อใจหลงเชื่อ "ละครสมมติ" ที่ตัวเองวาดขึ้นมาอย่างสนิทใจ ความทุกข์ใจ ความเครียด ความกลัว จึงปรากฏตัวขึ้นมาทันทีเพื่อรองรับผลของการปรุงแต่งนั้น 

ถ้าไม่มีผู้กำกับ(อกุศลเจตสิก)คอยวาดภาพสมมติขึ้นมาในใจ... ความทุกข์ใจ (ผลลัพธ์) ก็ไม่มีพื้นที่ให้ลงจอด! 

 ความลับข้อที่ 3:

สมการ การดับทุกข์ "เมื่อหยุดสร้างสมมติ ความทุกข์ก็ไม่มีที่ยืน" 

เมื่อเรารู้ทันความลับนี้แล้ว วิธีทำให้ชีวิตไม่มีความทุกข์ใจ ไม่ใช่การไปเปลี่ยนคนทั้งโลก หรือไปวิ่งหนีปัญหา แต่คือการ "หยุดวงจรการปรุงแต่งที่ใจตัวเอง" ผ่าน 2 ขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน:

ต่อไปนี้จะเป็นการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )มาแก้ปัญหาการดับทุกข์ 

1. ใช้โยนิโสมนสิการ (มองให้เห็นเป็นแค่ธรรมชาติต่างคนต่างทำหน้าที่)

โยนิโสมนสิการ(ปัญญา)คือ การพิจารณาสิ่งต่างๆโดยแยบคายละเอียดรอบคอบและรอบด้าน 

เมื่อมีความคิดลบ ความเครียด หรือความกังวลผุดขึ้นมาในใจ ให้บอกตัวเองทันทีว่า "อ๋อ... จิตมันกำลังปรุงแต่งละครสมมติเรื่องใหม่อีกแล้วนะ" ให้มองเห็นว่า ความคิดก็เป็นธรรมชาติตัวหนึ่ง ความรู้สึกก็เป็นตัวหนึ่ง จิตก็เป็นแค่ตัวรู้ตัวหนึ่ง ทุกอย่างไม่ใช่ "ตัวเรา" เลย มีแต่ธรรมแต่ละธรรมที่แยกกันทำหน้าที่ของมันเองเท่านั้น ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้น

2. ใช้สติ ละนันทิ (เป็นแค่คนดู...ไม่ต้องกระโดดลงไปเล่น) 

หน้าที่ของเราคือ เป็นคนนั่งดูละคร ไม่ใช่ตัวละคร แค่รู้ว่ามีความคิดนี้เกิดขึ้น แล้วไม่ต้องไปสนใจมัน ไม่ต้องไปต่อความยาวสาวความยืด (ไม่เพลินหรือละนันทิ) ปล่อยให้ความคิดนั้นมันทำหน้าที่ของมันแล้วดับไปเองตามธรรมชาติ (อนัตตา) 

เมื่อใจเราหยุด "จุดไฟ" ปรุงแต่งสมมติ... ความทุกข์ใจที่คอยรอรับผลก็สลายตัวไปเอง เพราะ "เมื่อไม่มีการปรุงแต่งสมมติ ทุกข์ก็ไม่เกิดขึ้น" 

 ความทุกข์ใจไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันกลัวคน "รู้ทัน" แค่เปลี่ยนจากผู้เล่นที่หลงอยู่ในโลกสมมติ มาเป็น "ผู้ดู" ที่เห็นความจริงตามธรรมชาติ เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถมีชีวิตที่สงบ เย็น และเป็นอิสระจากความทุกข์ใจได้ในทุกๆ วัน

  ทำอย่างไรจึงจะหายเครียด หายกังวลใจ หายจากซึมเศร้าใจ หายจากทุกข์ใจได้

เพื่อตอบคำถามนี้ให้ "เจาะลึกไปถึงแก่น" และเกิดผลในภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง เราต้องไม่คุยกันด้วยวิธีแก้เครียดปลายเหตุ (เช่น การไปเที่ยว การหาความสุขชั่วคราว) แต่เราจะ "ชำแหละกลไกของจิต" ลึกลงไปถึงจุดกำเนิด เพื่อให้เห็นชัดว่า อาการเครียด กังวล ซึมเศร้า และทุกข์ใจ แท้จริงแล้วมันถูกสร้างและปรุงแต่งขึ้นมาได้อย่างไร และจะดับมันอย่างไรให้สิ้นซาก 

1. ชำแหละโครงสร้าง: ความเครียด กังวล ซึมเศร้า เกิดจากอะไร?

วิตกเจตสิก+วิจารเจตสิก+โมหเจตสิก คือ เหตุปัจจัยของ...ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า  แต่ทั้งหมดนี้จะแพ้ทาง...สติ...ถ้ามีการเจริญสติในทุกๆขณะจิตอย่างต่อเนื่อง ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า จะเกิดขึ้นไม่ได้ 

 เจตสิกเกี่ยวข้องกับความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า อย่างไร? 

ต้องบอกว่า..เกี่ยวข้องตรงๆเลย มาขุดดูความจริงกัน 

ความเครียด ความกังวล ซึมเศร้า เกิดมาจากความคิดฟุ้งซ่านซ้ำไปซ้ำมา กังวลในอดีตหรือกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เจตสิกที่ปรุงแต่งคือ...วิตกเจตสิก(การคิด) วิจารเจตสิก(อธิบายสิ่งที่คิด) อุจธัจจเจตสิก(ฟุ้งซ่าน) โมหเจตสิก(ความไม่รู้) นี่คือ ที่มาของ..ปัญหาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้น อกุศลเจตสิกบางตัวเหล่านี้จะแพ้ทาง...สติ(สติเจตสิก)ซึ่งเป็นเจตสิกฝ่ายดีหรือฝ่ายที่เป็นกุศล นี่คือ เหตุผลที่ให้ท่านต้องเจริญสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต เพราะถ้าท่านมีสติกล้าแกร่งมากพอ ปัญหาที่กล่าวมาจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าสติอยู่กับฐานกาย จิตก็อยู่กับสติที่ฐานกายเช่นกัน จิตจะไม่มีเวลาไปรับรู้เรื่องอื่นๆ( จิตดวงหนึ่งจะรับรู้ทีละอารมณ์เท่านั้น ) นี่คือ จุดดับลงของทุกข์ที่มาจาก..ความเครียด ความกังวล ความซึมเศร้า ความฟุ้งซ่าน ฯลฯ 

ในทางจิตและธรรมชาติ (ธรรมะ) อาการทั้ง 4 นี้ มี "รากเหง้าเดียวกัน" แต่เกิดจากการที่จิตหันสปอตไลท์ไปปรุงแต่งสมมติในมิติเวลาที่ต่างกันเท่านั้น : 

ความกังวลใจ : จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพไปใน "อนาคตที่ยังมาไม่ถึง" สร้างความกลัวในสิ่งที่ยังไม่มีจริง แล้วหลงเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น

ความซึมเศร้าใจ : จิตปรุงแต่งสมมติฉายภาพจมดิ่งอยู่กับ "อดีตที่ผ่านไปแล้ว" เกิดความเสียดาย เสียใจ รู้สึกผิด หรือโกรธแค้นในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว

ความเครียดและทุกข์ใจ : เป็นผลลัพธ์ใน "ปัจจุบัน" ที่เกิดจากการที่จิตพยายามจะไปแบก ไปฝืน หรือไปบังคับธรรมชาติให้ได้ดั่งใจตนเอง 

 2. เจาะลึกถึงแก่น: กลไกที่ทำให้อาการเหล่านี้ "ฝังลึก" 

ทำไมผู้คนทั่วไปพยายามจะ "ห้าม" ไม่ให้เครียด ห้ามไม่ให้ซึมเศร้า แต่ก็ยังทำไม่ได้? นั่นเป็นเพราะไม่รู้ความลับ 3 ข้อนี้: 

 ความลับที่ 1: จิตทำกิจผิดธรรมชาติ (บิดเบือนธรรมชาติ) 

โดยธรรมชาติแล้ว "ความคิดและความรู้สึก" (เจตสิก) เป็นธรรมชาติต่างหากที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ต้องดับไป แต่เมื่อมี มโนผัสสะ (ใจกระทบเรื่องราว) เกิดขึ้น จิตที่มีอวิชชากุมอยู่ จะเกิด "นันทิ" (ความเพลิน/ความยินดียินร้าย) เข้าไปตะครุบอารมณ์นั้นทันที พอไปตะครุบปุ๊บ กลไกธรรมชาติก็บิดเบือนไป จากเดิมที่มันควรจะเกิดแล้วดับ จิตกลับไปเติมเชื้อไฟ รีไซเคิลความคิดลบๆ นั้นซ้ำๆ จนมันกลายสภาพเป็นก้อนความเครียดหรือความซึมเศร้าขนาดยักษ์ขึ้นมา 

 ความลับที่ 2: การสร้างอุปาทานและการสำคัญมั่นหมายในตนเอง 

นี่คือตัว "ล็อก" ที่ทำให้ความทุกข์ไม่ยอมหายไป เมื่อมีความเศร้าหรือความเครียดเกิดขึ้น จิตจะเกิดการทึกทักทันทีว่า "ฉันเครียด" "ฉันเศร้า" "ฉันเป็นโรคซึมเศร้า" 

แก่นที่แท้จริงคือ : ความเศร้ามีอยู่จริง แต่ "ผู้เศร้า" ไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่ง (เวทนา/สังขาร) ที่ผ่านมาฉายหน้าจอจิต แต่เราดันกระโดดเข้าไปสวมรอยเป็นตัวละครตัวนั้นอย่างเหนียวแน่น 

 3. วิธีการดับทุกข์/หายเครียด/หายซึมเศร้า อย่างถาวร (ถอนรากแก่น)

ให้เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต การมีสติในทุกๆขณะจิตจะสามารถตัดวงจรเครียก กังวล ซึมเศร้า ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม 

เมื่อเข้าใจกลไกแล้ว วิธีการรักษาใจให้กลับคืนสู่ "ความเป็นปกติ (ปกติธรรมดา)" มีขั้นตอนที่ตรงเป้าและปฏิบัติได้จริงดังนี้:

ขั้นที่ 1 : ใช้โยนิโสมนสิการ แยกแยะธรรม (ตัดวงจรความไม่รู้) 

เวลาที่ความเครียด ความกังวล หรือความเศร้าจู่โจม ให้ใช้สติหยุดพยายามที่จะ "ทำให้มันหาย" (เพราะความพยายามจะทำให้หาย คือวิภวตัณหาที่จะยิ่งเพิ่มความเครียด) 

ให้ทำกิจใหม่ : ตั้งสติแล้วแยกแยะมองดูมันว่า "ตอนนี้ กายมีอาการแน่นหน้าอก (นี่คือกาย), ในใจมีความรู้สึกหม่นหมองผุดขึ้นมา (นี่คือเวทนา), และมีความคิดลบๆ ฉายอยู่ (นี่คือสังขาร)"

เห็นชัดๆ ว่า ทุกอย่างทำหน้าที่ของใครของมัน และไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย มันเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติที่ผ่านมาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องผ่านไป แล้วที่สุดมันก็ดับไปเองตามธรรมชาติของมัน

ขั้นที่ 2 : ใช้สติ ละนันทิในเวทนาและหยุดปรุงแต่งสมมติ 

เมื่อเห็นก้อนความเครียดหรือความกังวลแล้ว "อย่าไปให้ราคา" อย่าไปเพลินต่อความยาวสาวความยืดกับมัน 

ถ้าจิตมันจะคิดว่า "ชีวิตฉันแย่แน่ๆ" ให้รู้ทันว่า "อ๋อ สมมติเกิดขึ้นอีกแล้ว" อย่าไปปรุงมันต่อ

ทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์ (คนดูหนัง)" ไม่กระโดดลงไปเป็น "ผู้เสพ (ตัวละคร)" เมื่อเราไม่เติมพลังงาน (ละนันทิ) ไม่เอาใจไปโฟกัส ไปขยายความก้อนความเครียดนั้น ก้อนพลังงานลบเหล่านั้นจะขาดอาหาร และดับไปเองตามกฎของอนัตตา 

ขั้นที่ 3 : คืนจิตสู่ความปกติ (อยู่กับปัจจุบันขณะ) 

ฝึกใช้สติดึงจิตกลับมาอยู่กับผัสสะที่ฐานกายในปัจจุบัน เช่น ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือสัมผัสของร่างกายอิริยาบทการเลื่อนไหวในปัจจุบัน เพราะในปัจจุบันขณะที่แท้จริงที่ไม่มีความคิดปรุงแต่งอดีต/อนาคต ความเครียด ความกังวล และความซึมเศร้า จะไม่มีพื้นที่และไม่มีอาหารให้อกุศลเจตสิกเหล่านั้นเติบโตได้เลย 

"เราไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรือความเครียดถาวรหรอก เราแค่เผลอไปกดปุ่ม 'รีเพลย์' ละครสมมติในหัวซ้ำๆ แค่ฝึกเป็นคนดูที่นั่งกอดอกมองดูมันเฉยๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่น ละครเรื่องนั้นก็ฉายต่อไม่ได้ แล้วใจจะกลับคืนสู่ความสงบเย็นทันที" 

 วิธีทำให้จิตไม่มีทุกข์หรือทุกข์น้อยลง

การจะทำให้จิตไม่มีทุกข์ หรือทุกข์น้อยลงอย่างถาวรนั้น วิธีการเดียวที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้คือ "มรรค" (อริยมรรคมีองค์ 8) ซึ่งเมื่อย่นย่อลงมาสู่ภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวันของปุถุชนทั่วไป ก็คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบของ "สติ สมาธิ และปัญญา" นั่นเอง เพื่อง่ายต่อการปฏิบัติในทุกๆที่และทุกๆเวลา

1. โครงสร้างความสัมพันธ์ของ สติ-สมาธิ-ปัญญา (ในภาคดับทุกข์)

หากเปรียบ "ความทุกข์ใจ" เหมือน "โจร" ที่ลอบเข้ามาจุดไฟเผาบ้าน (ปรุงแต่งสมมติในใจ) หน้าที่ของแก่นมรรคทั้ง 3 จะทำงานสอดรับกันดั่งนี้:

สติ : คือ "ยามเฝ้าประตู" ทำหน้าที่ตรวจตราและระลึกรู้เท่าทันทันทีเมื่อมีโจร (มโนผัสสะ/อารมณ์ลบ) ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน( จิต )

สมาธิ : คือ "ความนิ่งและไฟสปอตไลท์ที่ส่องสว่าง" ทำหน้าที่ตรึงจิตให้อยู่กับร่องกับรอย ไม่วิ่งพล่านไปตามแรงฉุดกระชากของโจร ทำให้เห็นหน้าโจรได้ชัดเจน

ปัญญา : คือ "ศาลและวิชาความรู้" ทำหน้าที่พิพากษาและตีแผ่ความจริงว่า โจรคนนี้เป็นแค่ภาพลวงตา (สมมติ) ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ (อนัตตา) เมื่อปัญญาตัดสินขาด โจรก็สลายตัวไป

 2. เจาะลึกถึงแก่น:

กลไกการทำงานในจิต (เมื่อธรรมะแต่ละธรรมทำกิจของตน)

เมื่อคนธรรมดานำแก่นมรรค 3 ข้อนี้มาฝึกฝนในชีวิตประจำวัน (เช่น ขณะทำงาน เดินทาง หรือเผชิญหน้ากับความเครียด) จิตจะทำงานลึกลงไปทีละชั้นเพื่อสลายทุกข์ ดังนี้ :

 ชั้นที่ 1 : "สติ" ตัดวงจรนันทิ (สติรู้เท่าทันในมโนผัสสะ)

โดยปกติของชาวบ้าน พอมีอารมณ์ไม่พอใจหรือความกังวลมากระทบใจ จิตจะพุ่งเข้าไปตะครุบ (เกิดนันทิราคะ) แล้วปรุงต่อทันที

การทำงานของสติ : เมื่อฝึกสติจนไวพอ เวลาเกิดความเครียดหรือแวบคิดลบปุ๊บ สติจะ "ระลึกรู้" ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติว่า “มีความคิดเกิดขึ้นแล้ว” หรือ “มีความเศร้าเกิดขึ้นแล้ว”

แก่นของสติ : สติมีหน้าที่แค่ "ระลึกรู้ตามความเป็นจริง" โดยไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปด่าความคิด ไม่ได้เข้าไปห้าม แค่รู้ว่ามีอยู่ การรู้ทันของสติในเสี้ยววินาทีนั้น จะทำหน้าที่ "ตัดกระแสการปรุงแต่ง" ไม่ให้สังขารลุกลามไปสร้างเรื่องราวสมมติต่อไป

 ชั้นที่ 2 : "สมาธิ" คืนจิตสู่ความปกติ (ตั้งมั่น ไม่วอกแวก)

ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า สมาธิคือการนั่งหลับตานิ่งๆ เป็นชั่วโมง แต่แก่นของสมาธิในมรรคคือ "ขณิกสมาธิ" หรือ "ความตั้งมั่นของจิตในปัจจุบันขณะ" เพื่อนำไปใช้ในการโยนิโสมนสิการ

การทำงานของสมาธิ : เมื่อสติจับได้ว่ามีความเครียดผุดขึ้นมา สมาธิจะทำหน้าที่ให้จิต "ตั้งมั่นอยู่กับความจริงในปัจจุบัน" (เช่น กลับมารู้สึกที่ลมหายใจ หรือรู้อยู่กับงานที่กำลังทำตรงหน้า)

แก่นของสมาธิ : สมาธิทำให้จิตใจมีกำลัง ไม่เป็นคนอ่อนแอที่โดนความกังวลหรือความเศร้าลากจูงไปสู่อดีตหรืออนาคต จิตจะคงสภาพ "ความปกติ (ปรกติธรรมดา)" นั่งมองดูอารมณ์ที่มากระทบอย่างมั่นคง เหมือนตึกรามบ้านช่องที่ทนทานต่อแรงลม

 ชั้นที่ 3 : "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ เห็นแจ้งอนัตตา (ถอนรากถอนโคนความทุกข์)

นี่คือตัวที่เฉือนความทุกข์ให้สิ้นซาก สติกับสมาธิช่วยให้อารมณ์ลบหยุดชะงักและนิ่งพอ แต่ "ปัญญา" จะเข้ามาทำการโยนิโสมนสิการเพื่อปอกเปลือกมันออก

การทำงานของปัญญา : ปัญญาจะเข้ามาเห็นตามความเป็นจริงว่า ไอ้ก้อนความเครียด ความเศร้า หรือความซึมเศร้านั้น มันไม่ใช่เรา และไม่มีเราอยู่ในนั้น มันเป็นเพียงสภาวะธรรมธรรมชาติ (อกุศลเจตสิก) ตัวหนึ่ง ที่เกิดจากเหตุปัจจัย พอหมดเหตุมันก็ดับไป จิตเองก็เป็นเพียงสภาวะรู้ที่เกิดขึ้นและดับไปเช่นกัน ทุกธรรมรวมถึงจิตล้วนเป็น "อนัตตา" (ไม่ใช่ตัวตนที่ใครจะบังคับบัญชาได้)

แก่นของปัญญา : เมื่อเกิดปัญญาเห็นแจ้ง จิตจะเลิก "สำคัญมั่นหมายในตนเอง" เลิกคิดว่า "ฉันทุกข์" แต่เห็นเป็นเพียง "มีความทุกข์กำลังทำกิจของมันตามธรรมชาติ แล้วมันก็สลายไป" เมื่อจิตปล่อยวางการแบกถือสมมติ ความทุกข์ใจจึงไม่มีที่รองรับและสลายไปทันที การแบกสมมติมันหนักจริงๆ( ทุกข์จริงๆ )

 วิธีนำไปปฏิบัติจริงแบบง่ายๆ 

เพื่อให้ท่านอ่านแล้วนำไปใช้ได้ทันที เราสามารถสรุปเป็นสูตร 3 จังหวะให้จำง่ายๆ:

1. "สติ - รู้ทัน" -> เวลาเครียด กังวล หรือใจจมดิ่ง ให้รีบรู้ตัวทันทีว่า "อ๋อ ใจเริ่มวาดภาพสมมติเล่นละครอีกแล้ว" (สติมา ตัดวงจรความเพลิน)

2. "สมาธิ - อยู่กับปัจจุบัน" -> ดึงใจกลับมาจับอยู่กับเนื้อกับตัว ดึงกลับมาที่ลมหายใจ หรือสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า (สมาธิมา จิตตั้งมั่นไม่วิ่งตามอารมณ์)

3. "ปัญญา - ปล่อยให้มันดับไป" -> มองดูความเครียดนั้นด้วยใจที่ปล่อยวาง รู้ว่ามันเป็นแค่ธรรมชาติชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่ตัวเรา (ปัญญามา ตีแผ่สมมติเห็นเป็นอนัตตา)

เมื่อฝึก สติ สมาธิ ปัญญา สอดประสานกันแบบนี้เป็นประจำ จิตจะเริ่มทำกิจที่ถูกต้องตามธรรมชาติ ไม่บิดเบือน ไม่ดิ้นรน ทะยานอยาก ผลลัพธ์คือ "ความทุกข์ใจจะลดน้อยลงจนถึงขั้นความทุกข์ไม่มีที่ยืนในใจของเราอีกต่อไป" 

"ความทุกข์ไม่มีจริง มีแต่การวิ่งหาความสุขจนเป็นทุกข์ "

ถ้าเราลองสังเกตดูให้ดีๆ ก้นบึ้งของจิตมนุษย์ทุกคน แท้จริงแล้วมีความสงบเย็นที่เป็น "ความปกติ" (ปรกติธรรมดา) อยู่แล้วตั้งแต่แรก เหมือนผืนฟ้าที่ว่างเปล่าและสะอาดบริสุทธิ์ 

แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนทุกข์ใจกันไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ใช่เพราะความทุกข์มันเหนียวแน่นหนามาจากไหน แต่เกิดจาก "ตัณหาความดิ้นรนอยากจะพ้นทุกข์(วิภวตัณหา) และอยากจะวิ่งไปตะครุบความสุขต่างหาก" 

ความลับขั้นสูงสุด : เมื่อไหร่ที่คุณพยายามจะ "ทำให้หายเครียด" ความเครียดจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เพราะใจคุณกำลังบิดเบือนธรรมชาติ ไม่ยอมรับสภาวะจริงในปัจจุบันขณะ 

 คาถาหมัดเด็ดเพื่อการปฏิบัติทันที : "หยุดแก้ แล้วแค่ดู" 

หากต้องการหายจากทุกข์ใจทันทีในเสี้ยววินาทีนี้ ให้ใช้หลักการ "ตีแผ่สมมติ" ด้วยความเข้าใจ 3 ระดับนี้ลงไปในใจ:

1. หยุดเป็น "ผู้จัดการโลก" และ "ผู้จัดการจิต":

ผู้คนส่วนใหญ่ทุกข์เพราะพยายามเข้าไปจัดแจง บังคับ สั่งการให้คนอื่นพูดดีกับเรา สั่งให้เศรษฐกิจดี หรือแม้กระทั่งสั่งให้จิตตัวเองห้ามเศร้า ห้ามเครียด ทันทีที่เราพยายามจะ "ควบคุม" สิ่งที่เป็นอนัตตา (มันบังคับไม่ได้) เราจะทุกข์ทันที

2. วิธีปฏิบัติ : ให้เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้จัดการ" มาเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ยอมรับตามความเป็นจริงว่า “เออ... ตอนนี้ใจมันเครียดกังวลก็น่ารักดีนะ มันเป็นธรรมชาติของมันชั่วคราว แล้วมันก็ดับไปเอง”

3. สัจธรรมก้นบึ้ง : "มันมีแต่ความเศร้า แต่ไม่มีผู้เศร้า" ลองถามตัวเองลึกๆ ในใจตอนที่กำลังทุกข์ว่า "ใครเป็นคนทุกข์?" คุณจะพบความจริงอันน่าอัศจรรย์ว่า มันมีแค่ก้อนความรู้สึกหม่นหมอง (เวทนา) ที่ลอยผ่านมาในใจ เหมือนก้อนเมฆดำลอยผ่านมาบนฟ้า ก้อนเมฆไม่ใช่ท้องฟ้า ความเศร้าก็ไม่ใช่จิต

วิธีปฏิบัติ : ถอนความสำคัญมั่นหมายในตนเองออก ไม่พูดว่า "ฉันซึมเศร้า" แต่ให้มองเห็นว่า "อ๋อ... ความซึมเศร้ามันกำลังทำกิจของมันอยู่บนหน้าจอจิต เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง"

ความสุขที่แท้จริงคือ "ความสงบที่เกิดจากการหยุดดิ้นรน" ตราบใดที่เรายังวิ่งหาคำตอบว่าทำอย่างไรจะไม่มีทุกข์ จิตจะยังมีความทะยานอยาก (วิภวตัณหา) ขับเคลื่อนอยู่ตลอดเวลา แต่หมัดเด็ดคือ "ทันทีที่คุณยอมจำนนต่อสัจธรรม ยอมให้ความทุกข์มันอยู่ตรงนั้นโดยที่คุณไม่กระโดดลงไปเล่นด้วย ความทุกข์จะฝ่อและสลายตัวไปเองทันที" เพราะมันไม่มีเชื้อไฟจากเราอีกต่อไป 

เมื่อท่านอ่านถึงตรงนี้ ท่านจะหลุดพ้นจากกับดักที่ว่า "ฉันต้องไปนั่งสมาธิให้เก่งก่อนถึงจะหมดทุกข์" แต่ท่านจะอ๋อทันทีว่า:

"อ้าว! ที่แท้แค่ฉันกอดอก นั่งดูความคิดตัวเองเล่นละครเฉยๆ โดยไม่ต้องไปแก้ขัดดัดแปลงมัน ไม่ต้องไปเพลิน (ละนันทิ) ใจมันก็ตั้งมั่นและหลุดพ้นจากทุกข์ได้ตรงนี้เลยนี่นา"  

 ความจริงที่ควรรู้ : "ทุกข์กับสุขมันซ้อนกันอยู่" 

หากต้องการหายจากทุกข์ใจทันทีในเสี้ยววินาทีนี้ คาถาหมัดเด็ดคือ "หยุดแก้... แล้วแค่ดู" 

คนทั่วไปทุกข์เพราะพยายามเข้าไปจัดแจง บังคับ สั่งการให้จิตตัวเองห้ามเศร้า ห้ามเครียด ยิ่งพยายามจะ "ทำให้หาย" ความเครียดจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเพราะใจกำลังดิ้นรน (ตัณหา) 

หน้าที่ของเราจริงๆ คือ เปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้เล่น" มาเป็น "ผู้ดู" กอดอกนั่งดูความคิดตัวเองเล่นละครเฉยๆ ยอมรับสภาวะในปัจจุบันโดยไม่ต้องไปแก้ขัดดัดแปลงมัน เมื่อเราไม่เติมเชื้อไฟ ไม่เอาใจไปโฟกัส ละครเรื่องนั้นจะฉายต่อไม่ได้ และก้อนพลังงานลบจะสลายตัวไปเองตามกฎของอนัตตา 

จำไว้ว่า: 

"ทุกข์กับสุขมันซ้อนกันอยู่ เอาทุกข์ออกจากจิต สุขก็เกิดขึ้นตรงนั้นทันที หยุดการปรุงแต่งทุกข์ สุขมันก็เกิดขึ้น อยู่ที่ใจนั่นแหละที่เดียวกัน" 

ความสุขที่แท้จริงไม่ได้ลอยมาจากไหน แต่มันคือความสงบเย็นที่ปรากฏขึ้นทันทีหลังจากที่ใจของคุณ "หยุดดิ้นรน หยุดสร้างสมมติ" เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถมีชีวิตที่เป็นอิสระและพ้นลุกจากกองทุกข์ได้ในทุกๆ วัน 

 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 
 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

Visitors: 11,055