Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิชชาจิตตะคือจิตที่มีวิชชา อวิชชาจิตตะคือ จิตที่มีอวิชชา

 วิชชาจิตตะ คือ จิตที่มีวิชชา(ปัญญา)เป็นจิตที่ไม่มีทุกข์

 อวิชชาจิตตะ คือ จิตที่มีอวิชชา(ความไม่รู้)เป็นจิตที่มีทุกข์ 

บันทึกความเข้าใจก่อนเข้าสู่เนื้อหา:

ที่มาของ "อวิชชาจิตตะ" และ "วิชชาจิตตะ" 

สำหรับท่านผู้ศึกษาพระไตรปิฎกและพระธรรมวินัยอย่างถี่ถ้วน อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า คำว่า "อวิชชาจิตตะ" และ "วิชชาจิตตะ" 2 คำนี้ ไม่ปรากฏเป็นศัพท์ประสมทางไวยากรณ์โดยตรงในคัมภีร์ดั้งเดิม 

ผู้เขียนขอนำเรียนชี้แจงด้วยความเคารพต่อพระรัตนตรัยว่า คำทั้งสองนี้ไม่ได้เป็นการบัญญัติธรรมะขึ้นมาใหม่ และไม่ได้บิดเบือนไปจากแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แม้แต่ประการใด หากแต่เป็น "ภาษาสื่อสารยุคใหม่" ที่ถูกเรียบเรียงขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้คนยุคใหม่เข้าถึงแก่นธรรมได้ง่ายขึ้น โดยมีกรอบความจริงรองรับดังนี้: 

1. เนื้อแท้ไม่แยกจากกัน: ในพระไตรปิฎก ทรงชี้ชัดว่า "จิต" (สภาพรู้) และ "เจตสิก" (สิ่งที่เกิดร่วมและปรุงแต่งจิต) ต้องเกิดร่วมกันเสมอ เมื่อใดที่จิตถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา (ความไม่รู้จริง) จิตนั้นย่อมมืดบอดและสร้างทุกข์ การรวมคำเป็น "อวิชชาจิตตะ" จึงหมายถึงจิตที่กำลังถูกอวิชชาครอบงำและรันระบบอยู่ ซึ่งตรงกับสภาวะธรรมดั้งเดิมทุกประการ

2. เปลี่ยนศัพท์คัมภีร์ เป็นระบบปฏิบัติการ: แทนที่จะใช้ภาษาบาลีที่ซับซ้อนเข้าใจยาก ผู้เขียนได้นำสภาวะของ "จิตที่ประกอบด้วยอวิชชา" และ "จิตที่หลุดพ้นด้วยวิชชา" มาอธิบายเปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดๆ ในรูปแบบของ "ระบบปฏิบัติการ (OS) หรือ ซอฟต์แวร์" ที่รันอยู่บนฐานจิต เพื่อให้คนในยุคดิจิทัลสามารถมองเห็นกลไกการทำงานของจิตใจตนเองได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ 

ดังนั้น เนื้อหาในเพจนี้ทั้งหมด จึงเดินตามกรอบของ สัมมาทิฏฐิ ปฏิจจสมุปบาท และแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ของพระพุทธเจ้าอย่างตรงไปตรงมาที่สุด เพียงแต่ถอดรหัสออกมาในภาษาที่สั้น คม ชัด เพื่อให้ท่านได้หันกลับมา "ดูจิตและดับทุกข์" ได้จริงในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง ปฏิบัติได้จริงๆ นั่นคือ จุดมุ่งหมายของการให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าครับผม

ส่วนที่ 1: อวิชชาจิตตะ (จิตผู้ตกอยู่ใต้เงาความไม่รู้จริง)
เป็นจิตสภาวะของ..จิตดั้งเดิมของมนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ที่ต้องยังเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร เป็นจิตที่ยังมี อวิชชา กิเลสตัณหาครบถ้วน(ทุกข์)
 

"ท่านคิดว่า...ท่านเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองจริงๆ หรือ? " 

ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวก็คือ ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงวินาทีนี้ จิตของท่านไม่เคยมีอิสระเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ท่านกำลังถูกซอฟต์แวร์เถื่อนข้ามภพข้ามชาติที่ชื่อว่า 'อวิชชา' ควบคุมอยู่เบื้องหลัง มันครอบงำจิตของท่านแบบข้ามภพข้ามชาติ(กัดไม่ปล่อย) 

ทุกครั้งที่ท่านโกรธ ทุกครั้งที่ท่านรักจนคลั่ง ทุกครั้งที่ท่านร้องไห้เสียใจ... นั่นไม่ใช่คุณหรอก! แต่เป็นระบบปฏิบัติการอวิชชาที่มันแอบ 'สวมรอย' อ้างชื่อเป็นตัวคุณ แล้วส่งโค้ด 'ความเพลิน' เข้าไปจับมัดคุณไว้กับความรู้สึก เพื่อหลอกให้คุณสร้างคุกขังตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ถ้าวันนี้คุณยังแยกแยะสมมติไม่ได้ และยังไม่รู้กลไกนี้ คุณก็เป็นได้แค่หุ่นเชิดที่ถูกระบบหลอกให้วิ่งหาความสุขลวงตา แล้วจ่ายค่าเช่าเป็นน้ำตาและความทุกข์ไปจนวันตาย!" 

 อวิชชาจิตตะ คืออะไร? (ความหมายและนิยาม) 

อวิชชาจิตตะ คือ สภาวะของ "จิตที่มีอวิชชาครอบงำ" คำว่าอวิชชาไม่ได้แปลว่าไม่มีความรู้ทางโลก แต่หมายถึง "ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงในธรรมชาติ"( อริยสัจ 4 ) ไม่รู้ว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเองเป็นเพียงกระแสธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (อนัตตา) เมื่อจิตมีความไม่รู้นี้เป็นทุนเดิม จึงเกิดสภาวะหลงสมมติ มโนไปเองว่าเป็นตัวตน เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ขึ้นมา เพราะหลงผิดที่ถูกอวิชชาครอบงำแบบข้ามภพข้ามชาติ จิตจึงหลงผิดมาโดยตลอด 

ความเป็นมาของ อวิชชาจิตตะ ในมนุษย์ทุกๆ คน 

ความเป็นมาของอวิชชาจิตตะนั้นยาวนานจนหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ ในทางธรรมท่านกล่าวว่า เงื่อนต้นของอวิชชาไม่ปรากฏ คือไม่มีใครบอกได้ว่ามันเริ่มฝังตัวในจิตตั้งแต่สหัสวรรษไหน แต่มันคือระบบปฏิบัติการพื้นฐานที่บันทึกและส่งต่อข้ามภพข้ามชาติ หมุนเวียนในวัฏสงสารมาอย่างยาวนาน สั่งสมความคุ้นชินในการหลงผิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน(พระพุทธเจ้าตรัสไว้) 

 อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? 

ในเชิงกลไกการทำงาน อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ "โลกเปิด"(ทวาร 6 เปิด)นั่นคือเมื่อมี ผัสสะ (การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ทันทีที่มีผัสสะและเกิดเวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) ตัวอวิชชาที่นอนเนื่องอยู่ในฐานจิตจะกระโดดออกมาทำงานทันที โดยการส่ง "ความเพลิน" (นันทิ) เข้าไปล็อกติดกับเวทนานั้น แล้วปรุงแต่งบิดเบือนธรรมชาติจากเดิมที่เป็นเพียง "ธรรมทำกิจของธรรม" ให้กลายเป็น "ตัวกูผู้เสพเวทนา" ความรู้สึกว่ามีตัวเราจึงอุบัติขึ้นตรงนี้(อัตตา)

 ทำไมต้องมีอวิชชาจิตตะเกิดขึ้นในมนุษย์? 

ถ้ามองตามกฎของธรรมชาติ มันไม่ได้มีเพราะมีใครจงใจสร้างขึ้นมา แต่มันเป็นกฎเกณฑ์ฝ่ายมืดหรือฝ่ายหลง ตราบใดที่แสงสว่างคือ "วิชชา" ยังไม่เกิดขึ้น ความมืดคือ "อวิชชา" ก็ย่อมทำหน้าที่ของมันเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนห้องที่ปิดมืดสนิท ย่อมมีความมืดเป็นปกติของมัน จนกว่าจะมีใครจุดประทีปหรือเปิดหน้าต่างรับแสงสว่างเข้ามา ห้องจึงจะสว่าง 

มนุษย์ที่เกิดมาบนโลกใบนี้ต้องมีอวิชชาจิตตะทุกๆ คนหรือไม่? 

คำตอบคือ...ต้องมีทุกคนครับ มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหมดที่ปฏิสนธิและเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ล้วนขับเคลื่อนด้วยแรงส่งของอวิชชาทั้งสิ้น เว้นเสียแต่พระอรหันต์ผู้ทำลายอวิชชาได้สิ้นซากแล้วเท่านั้นที่จะไม่มีอวิชชาจิตตะ ดังนั้น มนุษย์ปุถุชนทุกคนที่ลืมตาดูโลกจึงสตาร์ทระบบด้วยอวิชชาจิตตะเหมือนกันทั้งหมดทั้งสิ้น อวิชชาจึงเหมือนกับเชื้อโรคที่สร้างทุกข์ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้อย่างเท่าเทียมกัน

อวิชชาจิตตะจะอยู่กับมนุษย์ตลอดไปทุกภพทุกชาติหรือไม่? 

ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไปครับ แต่อวิชชาจะอยู่ไปเรื่อยๆ ข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากไม่มีการเรียนรู้วิชาของพระพุทธเจ้า มันจะส่งต่อรหัสความหลงนี้ไปสู่อัตภาพใหม่เรื่อยๆ แต่ระบบนี้สามารถหยุดรันอวิชชาได้ถาวร หากจิตเกิด "วิชชา" ขึ้นมาหักล้างชะล้างขยะเก่า(อวิชชา)ให้หมดสิ้นไป เพราะ วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง ตามหลักอิทัปปัจจยตา 

ความสัมพันธ์ของอวิชชาจิตตะกับการเกิดขึ้นของกิเลสทั้งปวง 

อวิชชาจิตตะคือ "แม่พิมพ์ใหญ่" หรือรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง (โลภ โกรธ หลง) เมื่ออวิชชาทำงานบิดเบือนผัสสะจนจิตเข้าใจผิดว่ามี "ตัวตนของเรา" ขึ้นมาจริงๆ กิเลสจึงตามมาเป็นพรวน: 

- เมื่อเจอสิ่งถูกใจ จิตก็เกิด โลภะ อยากได้มาปรนเปรอตัวเรา

- เมื่อเจอสิ่งไม่ถูกใจ จิตก็เกิด โทสะ ขัดเคืองเพราะมันทำลายความสุขของตัวเรา

- ถ้าไม่มีอวิชชาเป็นประธาน กิเลสตัวอื่นจะไม่มีที่ยืนและไม่มีฐานให้เกาะเลย 

ความสัมพันธ์ของอวิชชาจิตตะกับการเกิดขึ้นของทุกข์ทั้งปวง 

ความทุกข์ทั้งหมดไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่เกิดจากอวิชชาจิตตะโดยตรง ตามหลักปฏิจจสมุปบาท เมื่ออวิชชาเข้าแทรกแทรงในเวทนา สั่งให้รันความเพลิน (นันทิ) จิตจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) เมื่อยึดมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตย่อมต้องดิ้นรน กระวนกระวาย และโศกเศร้าเสียใจ ความทุกข์อริยสัจจึงอัดแน่นขึ้นในใจทุกครั้งที่อวิชชารันระบบ

จะถอดอวิชชาจิตตะออกจากจิตใจของมนุษย์ได้อย่างไร? 

การจะถอดระบบนี้ออก ไม่ใช่การไปบังคับ ดุด่า หรือพยายามฆ่ามัน เพราะมันเป็นเพียงสภาวะธรรมธรรมชาติชนิดหนึ่ง เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ด้วยกาย การจะถอดถอนมันได้ต้องใช้ "วิชชา" หรือความรู้แจ้งตามความเป็นจริงเข้ามาแทนที่(แทนการไม่รู้แจ้งตามจริง) เปรียบเหมือนการเปิดไฟไล่ความมืด เมื่อความสว่างปรากฏ ความมืดก็หายไปเองโดยอัตโนมัติ

วิธีการถอดอวิชชาจิตตะออกจากจิตใจทำอย่างไร?

ด้วยการฝึกฝนแก่นมรรคให้แก่กล้าในทุกขณะจิต 

วิธีการคือการฝึกฝนตามแนวทางของ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในชีวิตประจำวัน: 

- ใช้ สติ คอยระลึกรู้เท่าทันเมื่อโลกเปิด (ผัสสะเกิด)ในทุกๆขณะจิต

- ใช้ สมาธิ รักษาฐานจิตให้ตั้งมั่น เป็นกลาง อยู่ในความปกติ ไม่ไหลไปตามอารมณ์ในทุกๆขณะจิต

- ใช้ ปัญญา ทำการ โยนิโสมนสิการ แยกแยะสมมติออกให้เห็นตามความเป็นจริง และทำกิจสำคัญคือ "ละนันทิในเวทนา" ตัดวงจรไม่ให้จิตปรุงแต่งไปเป็นความยึดมั่นถือมั่น ทำบ่อยๆ ซ้ำๆ ระบบอวิชชาจะค่อยๆ ถูกถอดรหัสและสลายตัวไปตามกาลเวลา( เหมือนกรณีเอาน้ำดีไปไล่น้ำเสีย จนสุดท้ายเหลือแต่น้ำดีคือ วิชชา ) 

อวิชชาจิตตะ แตกต่างจาก..วิชชาจิตตะ...อย่างไร? 

อวิชชาจิตตะ : คือสภาวะที่จิตประกอบด้วยอวิชชา(จิตที่มีอวิชชาครอบงำหรือปรุงแต่ง)มีความไม่รู้เป็นแกนกลาง นำไปสู่การสร้างตัวตน (อัตตา) รันระบบด้วยความเพลิน (นันทิ) มีความหนัก เหนื่อย ดิ้นรน และจบลงที่ความทุกข์

วิชชาจิตตะ : คือสภาวะที่จิตประกอบด้วยวิชชา(จิตที่มีวิชชาครอบงำหรือปรุงแต่ง)มีความรู้แจ้งเป็นแกนกลาง นำไปสู่การเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) รันระบบด้วยการแยกแยะสมมติและละนันทิ มีความเบา สงบ สว่าง และจบลงที่ความสิ้นทุกข์ (ปกติ) 

ข้อดีและข้อเสียของ...อวิชชาจิตตะ...เป็นอย่างไร? 

1. ข้อดี (ในมุมสมมติโลก): เป็นแรงขับเคลื่อนทางโลก ทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ การทำมาหากิน วัฒนธรรม และสีสันของโลกมนุษย์ เพราะความอยากและความหลงตัวตนทำให้มนุษย์ดิ้นรนพัฒนาสิ่งภายนอก

2. ข้อเสีย: ทำให้จิตติดคุกอยู่ในโลกสมมติที่ตนเองปรุงแต่งขึ้น ต้องเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ซ้ำๆ วิ่งไล่ล่าไขว่คว้าสิ่งลวงตาอย่างไม่มีวันอิ่มเต็ม และต้องเผชิญกับความโศกเศร้า เสียใจ ผิดหวัง อยู่ร่ำไป 

ข้อสรุปของอวิชชาจิตตะโดยรวม( ผลดี-ผลเสีย ) 

บทสรุป: อวิชชาจิตตะ คือระบบปฏิบัติการดั้งเดิมที่ติดตัวมนุษย์ทุกคนมาเพื่อขับเคลื่อนโลกสมมติ แม้จะมีผลดีในแง่ของการสร้างสีสันและแรงผลักดันทางโลกวัตถุนิยม แต่ผลเสียลึกๆ นั้นร้ายกาจยิ่งกว่า เพราะมันคือเครื่องจักรผลิตความทุกข์แบบไม่รู้จบสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังปล่อยให้อวิชชาจิตตะรันระบบโดยไม่มีการแทรกแซง มนุษย์ผู้นั้นก็จะต้องตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา และจมอยู่กับกองทุกข์ในสังสารวัฏตลอดไป 

ส่วนที่ 2 : วิชชาจิตตะ - จิตที่มีปัญญารู้แจ้ง
(จิตผู้ตื่นรู้และรู้เท่าทันความจริง)
 

"ไม่ต้องวิ่งวุ่นไปดับทุกข์ที่ไหน... แค่ดับระบบปฏิบัติการปลอมในใจคุณก็พอ!" 

คนทั้งโลกกำลังหลงทางด้วยการพยายามไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วิ่งไล่เปลี่ยนคนนั้น เปลี่ยนสิ่งนี้ เพื่อให้ตัวเองมีความสุข แต่ระบบ 'วิชชาจิตตะ' จะกระชากหน้ากากให้คุณเห็นว่า ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก และไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเหล่านั้นด้วย! 

ความรู้สึกสุขหรือทุกข์ มันเป็นแค่พนักงานทำตามหน้าที่ของมัน (ธรรมทำกิจของธรรม) แต่วายร้ายตัวจริงคือความหลงไปยึดต่างหาก(อุปาทาน)หมัดเด็ดของวิชชาจิตตะมีเพียงข้อเดียวคือ 'ละนันทิในเวทนา' คือการเห็นความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันไป โดยที่เราไม่ต้องกระโดดลงไปความเพลินร่วมกับมัน เพราะมันจะนำไปสู่ตัณหา(ทุกข์) 

ทันทีที่คุณตัดคำสั่งความเพลินนี้ได้ วงจรความทุกข์ที่เคยรันมานับแสนชาติจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาในวินาทีเดียว จิตจะคืนสู่สภาวะ 'ปกติ' ที่เบา สงบ สว่าง โดยไม่ต้องหนีออกจากโลก ไม่ต้องทิ้งการงานไปไหน แต่นี่คือการรันระบบปฏิบัติการของพระพุทธเจ้ากลางโลกสมมติอย่างผู้เหนือโลก!" วิชชาจะรู้เท่าทันอวิชชา ที่มันรัน(ปฏิบัติการ)อยู่บนฐานจิต

 วิชชาจิตตะ คืออะไร? (ความหมายและนิยาม)

วิชชาจิตตะเกิด  =>> อวิชชาจิตตะดับลง

     ( วิชชาเกิด  =>> อวิชชาดับ )

วิชชาจิตตะ คือ สภาวะของ "จิตที่มีวิชชาเป็นประธาน" หมายถึง จิตที่เข้าถึงความรู้แจ้งเห็นจริงในธรรมชาติของกายและใจ(ขันธ์ 5 )ไม่โดนภาพลวงตาของสมมติหลอกลวง(อวิชชา) เป็นจิตที่หลุดพ้นจากความเข้าใจผิดว่ามีตัวตน(มิจฉาทิฏฐิ) และมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งว่าทุกสรรพสิ่งรวมถึงตัวจิตเอง เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ (อนัตตา)ตามเหตุปัจจัยการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ทำไมต้องเป็น วิชชาจิตตะ? 

เพราะอวิชชาจิตตะ (ระบบปฏิบัติการเดิม) มันพาจิตวิ่งวุ่นและเป็นทุกข์มานับภพนับชาติไม่ถ้วน การจะหยุดเครื่องจักรผลิตความทุกข์นี้ได้ มีเพียงสิ่งเดียวคือต้องอัปเกรดจิตให้เป็น "วิชชาจิตตะ" เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ถอดรหัส ตีแผ่สมมติ และล้างความหลงผิด(มิจฉาทิฏฐิ)ตรงฐานจิตให้สิ้นซาก หากไม่เปลี่ยนเป็นวิชชาจิตตะ จิตจะไม่มีวันพบความสงบเย็นที่แท้จริงได้เลย จิตจะอมทุกข์อยู่ตลอดวัฏฏสงสารแบบไม่มีที่สิ้นสุดของวงจรการเกิดทุกข์

ถ้าไม่มี วิชชาจิตตะ จะเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์ทุกๆ คน? 

หากมนุษย์ไม่มีวิชชาจิตตะ ทุกคนจะต้องตกอยู่ภายใต้คำสั่งของอวิชชาจิตตะอย่างเบ็ดเสร็จ 24 ชั่วโมง เมื่อโลกเปิด (ผัสสะเกิด) จิตก็จะรันโปรแกรมความเพลิน (นันทิ) เข้าไปยึดมั่นในเวทนา สวมรอยเป็นตัวกู-ของกู ปรุงแต่งความโลภ ความโกรธ ความหลง และต้องเผชิญกับความโศกเศร้า เสียใจ ผิดหวัง เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์แบบไร้ทางออกไม่มีที่สิ้นสุด

วิชชาจิตตะมีดีอย่างไรต่อมนุษย์ทุกๆ คนบนโลกใบนี้? 

วิชชาจิตตะคือตั๋วเครื่องบินนำพาจิตออกจากคุกของความทุกข์ มันช่วยให้มนุษย์สามารถใช้ชีวิตอยู่บนโลกสมมตินี้ได้อย่างเบาสบาย ไม่แบกโลก ไม่แบกทุกข์ แม้จะมีหน้าที่การงาน มีผัสสะมากระทบ มีสุข มีทุกข์ผ่านเข้ามา แต่วิชชาจิตตะจะทำให้จิตยืนระยะอยู่บนฐานของความ "ปกติ" ไม่ไหลไปตามกระแสอารมณ์ ทำให้ชีวิตมีความสงบเย็นและมีปัญญาญาณในการจัดการสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง( ไม่หลงโลกปรุงแต่ง )

ผลเสียของการมีวิชชาจิตตะมีหรือไม่? 

ไม่มีผลเสียในทางธรรมเลยแม้แต่น้อยครับ เพราะวิชชาจิตตะคือสภาวะที่จิตสะอาด บริสุทธิ์ และตื่นรู้ แต่หากจะมองในมุมของทางโลกีย์ (สมมติ) คนที่มีวิชชาจิตตะอาจจะหมดความทะยานอยากแบบบ้าคลั่ง หมดความหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้ความดิ้นรนเพื่อแข่งขันแย่งชิงลดลง ซึ่งในมุมของโลกที่บูชาความโลภ อาจมองว่าคนๆ นั้นเฉยชาหรือไม่มีไฟ แต่ในความจริงมันคือความสงบเย็นที่ไม่ต้องวิ่งไล่ล่าสิ่งใดต่างหาก ไม่หลงในสิ่งที่โลกปรุงแต่งขึ้นมา เพื่อให้เราวิ่งไล่ตาม 

เมื่อวิชชาจิตตะเกิด อวิชชาจิตตะเกิดขึ้นได้หรือไม่? 

ทั้งสองธรรมนี้เกิดร่วมกันไม่ได้ ในขณะจิตเดียวกัน ถอดรหัสได้ว่าเมื่อวิชชาเกิด อวิชชาต้องดับ เหมือนตอนที่เราเปิดไฟในห้อง ความมืดจะหายไปทันที แสงสว่างและความมืดไม่สามารถอยู่ในจุดเดียวกันและในเวลาเดียวกันได้ ดังนั้น เมื่อวิชชาจิตตะรันระบบอยู่ อวิชชาจิตตะย่อมหมดสิทธิ์เข้ามาสวมรอยหรือปรุงแต่งจิต

วิธีการสร้าง วิชชาจิตตะ ทำอย่างไร? 

กระบวนการสร้างทำได้โดยการฝึกฝนระบบการทำงานของจิตเมื่อมี ผัสสะ (โลกเปิด) แทนที่จะปล่อยให้จิตไหลไปตามความคุ้นชินเดิม ให้เปลี่ยนมาใช้การเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)และ "โยนิโสมนสิการ" คอยดักจับมโนผัสสะและเวทนา แล้วทำกิจสำคัญคือ "ละนันทิในเวทนา" คือเห็นความรู้สึกเกิดขึ้นแล้วไม่เข้าไปเพลิน ไม่เข้าไปสวมรอยยึดมั่น ปล่อยให้ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันไป การหยุดปรุงแต่งซ้ำๆ แบบนี้คือการสร้างและเปิดใช้งานวิชชาจิตตะ การเจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอในทุกๆขณะจิต ก็คือ การสร้าง วิชชาจิตตะ นั่นเอง

ผลลัพธ์ของการมีวิชชาจิตตะเป็นอย่างไร? 

ผลลัพธ์คือ จิตจะเข้าถึงความเบา สบาย สว่าง และตั้งมั่นอย่างแท้จริง เป็นสภาวะที่เรียกว่า "ปกติ" จิตจะหลุดพ้นจากการเป็นทาสของ..อวิชชา..ไม่ทุกข์ไปกับความเปลี่ยนแปลงของโลก มีความปล่อยวางแต่ไม่ทอดทิ้งหน้าที่การงาน และท้ายที่สุดคือการทำลายอาสวะกิเลสที่นอนก้นข้ามภพข้ามชาติให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของผู้ที่มี...วิชชาจิตตะ... 

การสร้างแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้เป็น วิชชาจิตตะ ทำอย่างไร? 

แก่นมรรคทั้งสามคือซอฟต์แวร์ย่อยของ..วิชชา..ที่ต้องทำงานประสานกันเป็นเนื้อเดียว (มรรคสมังคี): 

- เปิดระบบ สติ ให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องสแกนสิ่งแปลกปลอม คอยระลึกรู้เท่าทันเมื่อมีผัสสะ

- เปิดระบบ สมาธิ ให้ทำหน้าที่เป็นตัวรักษาเสถียรภาพ คุมฐานจิตให้ตั้งมั่น เป็นกลาง ในความปกติ

- เปิดระบบ ปัญญา ให้ทำหน้าที่ประมวลผล ถอดรหัสแยกแยะสมมติ และตัดคำสั่งความเพลิน (ละนันทิ)

- เมื่อสติ สมาธิ ปัญญา ทำงานร่วมกันตรงฐานผัสสะอย่างต่อเนื่อง แก่นมรรคนี้จะรวมตัวกันกลายเป็น "วิชชาจิตตะ" ที่แข็งแกร่ง 

วิชชาจิตตะต้องมีอยู่ตลอดเวลาหรือไม่? 

สำหรับผู้ที่กำลังฝึกฝน (เสขบุคคล) วิชชาจิตตะอาจจะเกิดขึ้นสลับกับอวิชชาจิตตะตามกำลังของสติปัญญาของแต่ละคน จึงต้องเพียรระลึกรู้และสร้างให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ยืนระยะให้ยาวนานที่สุด แต่สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมสูงสุดเป็นพระอรหันต์แล้ว วิชชาจิตตะจะอยู่ตัวและรันเป็นระบบปฏิบัติการถาวรตลอดเวลา ไม่มีวันกลับไปเป็นอวิชชาจิตตะอีก 

 วิชชาจิตตะกับการเกิดทุกข์หรือดับทุกข์เป็นอย่างไร? 

วิชชาจิตตะ ไม่มีวันทำให้เกิดทุกข์ เพราะตัวมันคือตัวทำลายเหตุแห่งทุกข์ (ตัณหา/นันทิ)

วิชชาจิตตะ คือ ตัวดับทุกข์โดยตรง เมื่อวิชชาทำงาน มันจะเข้าไปตัดวงจรปฏิจจสมุปบาทฝ่ายเกิดทุกข์ ทำให้ความยึดมั่นถือมั่นพังทลายลง ความทุกข์ทั้งปวงจึงดับลงตรงนั้นทันที

ความสัมพันธ์ของ วิชชาจิตตะ กับ สัมมาทิฏฐิ 

สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ ความเห็นถูกต้อง ความรู้ถูกต้อง) คือจุดเริ่มต้นและเป็นหัวใจของวิชชาจิตตะ หากไม่มีสัมมาทิฏฐิที่มองเห็นว่าทุกอย่างเป็นอนัตตา เป็นเพียงธรรมทำกิจ วิชชาจิตตะก็เกิดขึ้นไม่ได้ สัมมาทิฏฐิจึงเปรียบเหมือนการเขียนพิมพ์เขียวที่ถูกต้อง ส่วนวิชชาจิตตะคือตอนที่ระบบปฏิบัติการนั้นทำงานจริงบนฐานจิตเพื่อดับทุกข์

 ใครบ้างที่ควรมีวิชชาจิตตะตลอดเวลา? 

มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ควรมีครับ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับโลกการทำงาน ความกดดัน และความรับผิดชอบสูง ยิ่งต้องมีวิชชาจิตตะคอยรันระบบอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ทำมาหากินและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ บนโลกสมมติได้โดยที่ใจไม่พังและไม่เป็นทุกข์ 

 ข้อเปรียบเทียบระหว่าง วิชชาจิตตะ กับ อวิชชาจิตตะ 

คุณลักษณะ อวิชชาจิตตะ วิชชาจิตตะ
แกนกลางระบบ ความไม่รู้จริงในธรรมชาติ ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง
กลไกเมื่อมีผัสสะ รันความเพลิน (นันทิ) เข้าไปสวมรอย โยนิโสมนสิการ แยกแยะและละนันทิ
มุมมองต่อสิ่งต่างๆ เป็นอัตตา (ตัวกู-ของกู) เป็นอนัตตา (ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ)
สถานะของจิต หนัก เหนื่อย ดิ้นรน กระเพื่อม เบา สบาย สงบ ตื่นรู้ เป็นปกติ
ปลายทาง ก่อภพ ก่อชาติ และเป็นทุกข์ ดับภพ ดับชาติ และสิ้นทุกข์

ขอสรุปโดยรวมของ วิชชาจิตตะ ผลดี-ผลเสีย 

บทสรุป: วิชชาจิตตะ คือทางรอดเดียวของจิตใจมนุษย์ มันคือระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เปลี่ยนจากความหลงมืดบอด(ของอวิชชา)มาสู่ความสว่างไสว(ของวิชชา) ผลดีของมันคือการดับทุกข์ได้ในปัจจุบันขณะตรงฐานผัสสะในชีวิตประจำวัน คืนความเบาสบายและสถานะ "ปกติ" ให้แก่จิต โดยไม่มีข้อเสียใดๆ ในทางธรรม มีเพียงการยกระดับจิตใจมนุษย์ให้หลุดพ้นจากความเป็นทาสและเป็นเหยื่อของสมมติโลกอย่างแท้จริง  

 จิตอยู่กับสติได้อย่างไร? 

จิตอยู่กับสติได้เพราะ สติเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น จิตและสติเกิด-ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน การเจริญสติอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) จึงทำให้จิตมีองครักษ์พิทักษ์อยู่ตลอดเวลา กิเลสจึงแทรกเข้าหาได้ยากยิ่ง อวิชชาหลง(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับสติ(ระลึกรู้ตัว) 

บทสรุป: สติตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรกได้อย่างไร? 

ความทุกข์ไม่ได้ดับไปด้วยการบังคับ ไม่ได้ดับไปด้วยความอยาก แต่ดับไปด้วย "ความไม่ประมาท" โดยการมีสติที่ว่องไวคอยพิทักษ์มโนผัสสะและเวทนา สติคือด่านแรกที่พลิกเกมจากการเป็น "ผู้หลงลื่นไหลไปตามนันทิราคะ" มาเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้แยกแยะสมมติออกจากความจริง" สติเป็นกุศลเจตสิก เป็นองค์มรรคหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ถือว่าสำคัญมากๆ 

เมื่อสติทำงานเป็นสันตติ(ต่อเนื่อง) ช่องว่างของมาร(กิเลส)จะหมดไป จิตจะคืนสู่สภาพ "ปกติ" ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่มีสติแกร่งและมั่นคง 

"พระพุทธเจ้าทรงตรากตรำบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่เพื่อให้พวกเรากราบไหว้ขอพร แต่เพื่อให้พวกเราลุกขึ้นมา ‘เจริญสติในทุกๆ ผัสสะ’ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของพญามารกิเลสทั้งปวงอีกต่อไป

ปัจฉิมโอวาทที่ว่า ‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด’ จึงไม่ใช่เพียงคำสั่งเสีย แต่เป็นคำโอบกอดอันอบอุ่นที่สุดจากพระบิดาผู้รู้แจ้งโลก ที่ย้ำเตือนให้เรามีองครักษ์พิทักษ์จิตในทุกย่างก้าว เพื่อให้ชีวิต 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ เป็นชีวิตที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง" 

 มาเริ่มต้นการฝึก สติ ให้แข็งแกร่งเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไว) 

 ทุกๆอย่างอยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำของท่านแล้ว 

  ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ล้วนบ่มเพาะสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสิ้น  

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..] 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ] 

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 
 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))   

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

 

Visitors: 9,350