ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 ด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

ตีแผ่และเข้าใจความจริงในขันธ์ 5 แหล่งเกิดทุกข์และจุดดับทุกข์
ขันธ์ 5 เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว(สังขตธรรม)
มาจากการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด
ปฏินิสสัคคะ(การสลัดคืนในขันธ์ 5)
จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากจิตยังไม่เกิดปัญญา(วิชชา)รวบยอดที่ว่า....
"เนตัง มะมะ, เนโสหะมัสมิ, น เมโส อัตตา"
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา(ขันธ์ 5)
ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต
ตีแผ่ขันธ์ 5 ด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)
ขันธ์ 5 คือ โรงงานผลิตทุกข์ดีๆนี่เอง(ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ)
ย่อขันธ์ 5 เหลือ รูป(กาย) กับ นาม( เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ )
ย่อลงอีกเหลือเพียง....กาย + จิต ....เท่านั้น ไม่มีตัวเราในจุดใดเลย
ที่มาของทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงใน..มนุษย์..มาจาก 2 ทางคือ..
1 ) ทุกข์ที่มาจาก...รูปธรรม(รูปกาย) เช่น เจ็บป่วย แก่ชรา ตาย
2 ) ทุกข์ที่มาจาก...นามธรรม(จิตใจ) เช่น จากการปรุงแต่งของ...อกุศลเจตสิก
อกุศลเจตสิก 14 ดวง คือ ตัวการปรุงแต่ง...กิเลส ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์ทางใจ) นี่คือ เหตุผลที่ต้อง..เจริญแก่นมรรค...ในทุกขณะจิต
ตัวการใหญ่ของกิเลสคือ อวิชชา(โมหเจตสิก) อกุศลเจตสิกทุกๆดวงมีโมหเจตสิก(อวิชชา)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมด อวิชชานอนเนื่องมากับจิตตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ดังนั้น จึงเกิดง่าย ผัสสะเกิด เวทนาเกิด นันทิราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา เกิดติดตามมาทันที
จิต คือ ธรรมที่รับรู้ทุกข์ที่มาจาก...ทั้งทางกายและทางใจ...ล้วนมาลงที่..จิตใจ..ทั้งหมด เป็นจุดที่รองรับทุกข์จากทุกทิศทุกทาง
ขันธ์ 5 คืออะไร???
มาทำความเข้าใจเรื่องขันธ์ 5
1 ) รูปธรรม(กาย) มาจากการปรุงแต่ง(รวมตัวกัน)ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ(มหาภูตรูป) ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์( อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ และดับสลายไปในที่สุด(เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มาตั้งแต่เริ่มต้น)
อวิชชา=>สังขาร=>วิญญาณ=>นามรูป(ขันธ์ 5)=>ฉฬายตนะ=>ผัสสะ......
ขันธ์ 5 ประกอบไปด้วย...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ย่อลงมาเหลือ....
ย่อลงมาอีกเหลือเพียง....
รูป(กาย) มาจาก...การรวมตัวหรือการปรุงแต่งของ..ดิน น้ำ ลม ไฟ...
นาม(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)มาจาก...การปรุงแต่งจากธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่เป็น...ตัวเรา หรือ ของเรา สักนิดเดียว
กายหรือรูปกายที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้ด้วย..ตา หู จมูก ลิ้น กาย...รูปกายทั้งหมดมาจากการรวมตัวหรือการปรุงแต่งของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...กายมีเพียงเท่านี้ ดูความจริงได้จากเมื่อร่างกายถูกเผาเป็นเถ้าถ่านเหลืออะไรบ้าง??? ก็มีแค่...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เป็นองค์ประกอบเพียงเท่านั้น ความเหมือนในความต่าง บรรดารูปธรรมทุกๆอย่างในโลกนี้ ทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ล้วนมาจากที่เดียวกันคือ....ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งสิ้น แก้วน้ำ เสื้อผ้า รถยนต์ ล้วนมามีที่มาจากแหล่งเดียวกันคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ..นี่คือ ความจริง...ซึ่งเท่ากับมนุษย์ก็วนเวียนอยู่กับ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..นี่เอง อาหาร ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น นี้คือ ส่วนที่เป็น รูปธรรม
แล้วทุกข์ในขันธ์ 5 เกิดขึ้นได้อย่างไร???
- ทุกข์ทางกาย(ทุกข์ธรรมชาติเดิมของกาย)คือเจ็บป่วย แต่กายไม่รับรู้ทุกข์ เพราะกายเป็นเพียงวัตถุที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรที่มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ... ตัวที่ทำหน้าที่รับรู้ก็คือ จิต กายเจ็บป่วย แต่ จิต เป็นตัวรับรู้ความเจ็บป่วยของกาย ทุกข์ทางกายเกิดจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ไม่สมดุลและไม่สามัคคีกัน จึงทำให้เกิดการเจ็บป่วย เป็นโรคต่างๆติดตามมาดังกล่าว
- ทุกข์ทางจิตใจ(จากการปรุงแต่ง)เป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นมาทางจิตใจ(ที่ไม่เกี่ยวกับกาย)จะมาจากสิ่งต่อไปนี้.....ในขันธ์ 5 จะมี สังขารขันธ์ และสังขารขันธ์ตัวนี้เป็นแหล่งรวมเจตสิกปรุงแต่ง(คือตัวปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆดีหรือเลว) ใน สังขารขันธ์ จะมีเจตสิกรวมกันอยู่ 52 เจตสิก(ไม่นับเวทนา สัญญา)ใน 52 เจตสิกนี้จะมี อกุศลเจตสิกอยู่ 14 ดวง ที่ปรุงแต่งธรรมที่เป็นอกุศลหรือธรรมที่ไม่ดีหรือ บรรดากิเลสและอาสวะทั้งปวงที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมานั่นเอง อกุศลเจตสิกตัวนี้แหละคือตัวดีในการสร้างทุกข์(กิเลสและอาสวะทั้งปวง) ท่านอาจจะมีคำถามต่อว่า แล้วจะจัดการธรรมที่เป็นอกุศลเหล่านี้ได้อย่างไร??? คำตอบก็คือ ก็เจริญธรรมที่เป็นกุศล แล้วธรรมที่เป็นอกุศลก็จะดับลง สังขารเจตสิกไม่ได้เลวทั้งหมด ยังมีส่วนที่ดีมากถึง 25 ดวง(กุศลเจตสิก) สติ สมาธิ ปัญญา คือธรรมที่ดี(เป็นกุศลเจตสิก)ถือว่าเป็น...วิชชา(ปัญญา) ส่วนธรรมที่เป็นอกุศลถือว่าเป็น..อวิชชา(ความไม่รู้) วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง ธรรมสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลง นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าให้เจริญมรรคหรือเดินมรรคในทุกๆขณะจิต เพื่อสร้าง วิชชา(ปัญญา)ให้เกิดนั่นเอง วิชชาเกิด อวิชชาดับ ตัณหาดับ อุปาทานดับ ทุกข์ดับ ตามหลักอิทัปปัจจยตา
[ ขันธ์ 5: โครงสร้างของชีวิต ]
│
┌───────────────────────┴───────────────────────┐
[ รูปขันธ์ ] [ นามขันธ์ ]
(ส่วนที่เป็นกาย) (ส่วนที่เป็นจิตและเจตสิก)
│
┌───────────────────────┼───────────────────────┐
[ เวทนาขันธ์ ] [ สัญญาขันธ์ ] [ สังขารขันธ์ ] [ วิญญาณขันธ์ ]
(ความรู้สึกสุข/ทุกข์) (ความจำได้หมายรู้) (ความปรุงแต่งจิต) (ความรู้แจ้งอารมณ์)
1. รูปขันธ์ (กองรูป)

1 ) ถ้ามองรูปกายนี้ด้วย...วิชชา(ปัญญา)..จะเห็นกายนี้ตามความเป็นจริงตั้งแต่ผิวหนังภายนอกหุ้มเนื้อ ถ้าถลกหนังภายนอกออกทั้งหมด จะเหลือเพียงความน่าเกลียดน่ากลัวและความสยดสยองของกายนี้เท่านั้น ความงามและความหล่อหายไปหมด นี้คือ ความไม่สวยงามของกายนี้( ความไม่สวยงามของ..ดิน น้ำ ลม ไฟ )และถ้ามองทะลุเข้าไปด้านในด้วย วิชชา(ปัญญา)จะยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่สวยงามเต็มไปหมด น้ำเลือด น้ำเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะ ฯลฯ นี่คือความสกปรกไม่สวยงามของรูปกายนี้(แล้วจะอยากเพลิดเพลินพิสวาทรูปกายอยู่หรือ?)การดับสลายไปของรูปกายนี้ก็คือ การเปลี่ยนสภาวะจากรูปกายกลับไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ธรรมชาติเดิมของมัน ไม่มีใครตาย(มรณะ)มีแต่การเปลี่ยนแปลงสถานะของมหาภูตรูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)ทางธรรมชาติเท่านั้น

รูปขันธ์คืออะไร : ส่วนที่เป็นร่างกาย พฤติกรรม และสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ รวมไปถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)
หน้าที่ : เป็นฐานรองรับให้จิตและเจตสิกเข้ามาทำงาน(ปรุงแต่ง)เปรียบเหมือน "ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์"
เป็นจุดที่ปรุงแต่ง นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของ..ตัณหา
เวทนาคืออะไร : จุดที่มีการเสวยอารมณ์ หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) แบ่งเป็น 3 รูปแบบหลักๆ คือ สุข (ชอบ) ทุกข์ (ไม่ชอบ) หรือไม่สุขไม่ทุกข์ (เฉยๆ) เวทนาก็ตั้งอยู่บนฐานกายเหมือนกับจิต เวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ดีไม่เลว เวทนาไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา เพียงมีสติไม่หลง(ด้วยอวิชชา)ในสุข ในทุกข์หรือเฉยๆ(เวทนาหลง) นันทิราคะก็ไม่เกิด
หน้าที่ : รายงานความรู้สึกในมโนผัสสะและกายผัสสะ ณ ปัจจุบันขณะให้จิตได้รับรู้
สัญญาคืออะไร : เป็นคลังข้อมูล การหมายรู้และจำแนกแยกแยะได้ เช่น จำได้ว่านี่คือสีแดง นี่คือเสียงนก นี่คือคำชม หรือนี่คือความทรงจำในอดีต เป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเช่นเดียวกับเวทนา
หน้าที่ : ตีตราและติดป้ายบอกว่าสิ่งชิ้นนี้ สิ่งเร้าทำงานนี้คืออะไร เปรียบเหมือน "ฐานข้อมูล" ในจิตที่ไปรับรู้ สัญญาเจตสิกปรุงแต่งจิตให้รับรู้ความจำได้หมายรู้ต่างๆทั้งหมด(จิตปรุงแต่งตัวเองไม่ได้)
ทุกข์ทุกๆชนิด ล้วนมาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น
1 ) การปรุงแต่งทาง...รูปธรรม....
2 ) การปรุงแต่งทาง....นามธรรม...
สังขารคืออะไร : ธรรมที่มีคุณสมบัติหรือสภาพที่ปรุงแต่งจิต(เจตสิก)ให้เป็นไปต่างๆ เช่น ความคิด สติ ปัญญา หรือฝั่งกิเลสอย่าง ความโลภ ความโกรธ ความหลง กุศลเจตสิก ปรุงแต่ง...ปุญญาภิสังขาร( สิ่งที่ดีงาม ) อกุศลเจตสิก ปรุงแต่ง..อปุญญาภิสังขาร( สิ่งไม่ดี กิเลส ตัณหาฯลฯ )นี้ก็คือเครื่องปรุงแต่งจิตหรือธรรมที่ปรุงแต่งจิต เพราะจิตไม่สามารถปรุงแต่งตัวเองได้ ต้องอาศัยเจตสิก(สังขารเจตสิก)เท่านั้นในการปรุงแต่งจิต
หน้าที่: ขับเคลื่อนจิตให้เกิดการรับรู้ในพฤติกรรม เจตนา และการกระทำ (กรรม) ต่ออารมณ์นั้นๆ เปรียบเหมือน "ซอฟต์แวร์ที่กำลังประมวลผล" ในฮาร์ดแวร์(จิต)
เป็นหน่วยหรือธาตุที่ทำหน้าที่...รับรู้สิ่งต่างๆ...ในขันธ์ 5 และอารมณ์ 6 (รูปและนาม)
วิญญาณคืออะไร : ธาตุหรือระบบรับรู้ในรูปและนามทั้งปวงผ่านอายตนะทั้ง 6 (ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง และใจรับรู้อารมณ์)
หน้าที่ : ทำกิจรับรู้เมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น จิตหรือวิญญาณนี้ก็เป็นเพียงธรรมชาติหนึ่งที่เกิดขึ้น ดับไปตามเหตุปัจจัยอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา แต่อย่างใด เหตุปัจจัยที่ทำหน้าเกิด..วิญญาณ..ขึ้นมาคือการประชุมกันของ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก เกิด ผัสสะ ขึ้นมา จึงเกิด..วิญญาณ(การรับรู้ทางอายตนะ)ขึ้นมา...
"มีแต่ธรรมแต่ละธรรม(ในขันธ์ 5) ทำกิจของตัวเอง"
ขันธ์แต่ละขันธ์ต่างทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ รูปทำหน้าที่ของรูป เวทนาทำหน้าที่ของเวทนา ไม่มีใครไปสั่งให้มันเป็นสุขหรือทุกข์ได้ตลอดเวลา ทุกธรรมรวมถึงจิตล้วนเป็น อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาควบคุมไม่ได้)
ขันธ์ 5 มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างไร???
ขันธ์ 5 เป็นความจริงหรือเป็นสิ่งสมมติกันขึ้นมาเท่านั้น???
รูปขันธ์ เป็นข้อต่อทางกายภาพ ทำให้เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้รับผัสสะ( การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของ รูปเป็น ทุกข์ )
วิญญาณขันธ์ ทำหน้าที่เปิดสวิตช์รับรู้ (เช่น ตาจับภาพได้) การรับรู้สิ่งต่างๆของวิญญาณเป็น...ทุกข์...
สัญญาขันธ์ ทำหน้าที่แปลผลข้อมูลเดิม (เช่น จำได้ว่าภาพนี้คือเงิน หรือคือศัตรู) ความจำที่ไม่ชอบใจเป็น...ทุกข์...
เวทนาขันธ์ รายงานผลลัพธ์ว่าสิ่งที่เจอนั้นน่าพอใจหรือไม่ (สุข/ทุกข์/เฉย) จุดที่ปรุงแต่งให้เกิด...ทุกข์.....
สังขารขันธ์ ปรุงแต่งเจตนาเพื่อโต้ตอบออกมาเป็นคำพูดและการกระทำ สังขารตัวปรุงแต่ง.....ทุกข์....
“โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์”
โครงสร้างการเกิดขึ้นของมนุษย์(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท)
ประโยชน์ที่แท้จริงของการเข้าใจขันธ์ 5 ด้วยวิชชา(ปัญญา) : ทำให้มนุษย์มีโอกาสเรียนรู้ วิชชาที่จะแยกแยะและเฝ้าสังเกต เพื่อตัดวงจรอวิชชา(โมหเจตสิก)ที่จะไปปรุงแต่งนันทิในเวทนา สลัดคืนขันธ์ 5 ให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่เข้าไปแบกรับ ไม่เข้าไปยึดในขันธ์ 5 จนจิตเข้าถึงความสงบเย็นและดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง(จิตไม่หลงยึดขันธ์ 5 ด้วยอวิชชา)
[ สัจจะ: ความจริง 2 ระดับของขันธ์ 5 ]
│
┌────────────────────────┴────────────────────────┐
[ สมมติสัจจะ (ความจริงโดยสมมติ) ] [ ปรมัตถสัจจะ (ความจริงแท้) ]
- มีอยู่จริงในฐานะ "กลไกธรรมชาติ" - ขันธ์ 5 มีความเกิด-ดับ เป็นอนิจจัง
- เป็นชื่อเรียกกองรูปนามเพื่อให้สื่อสารได้ - ตัวตนที่มั่นคงถาวรนั้น "ไม่มีอยู่จริง"
- จิตมักหลงยึดว่ากลไกนี้คือ "ตัวเรา" - ทุกธรรมรวมถึงจิตล้วนเป็น "อนัตตา"
รูป (ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง) มีอยู่จริง
เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์) เวลาปวดท้อง ความปวดนั้นมีอยู่จริง จิตสัมผัสได้จริง
สัญญา, สังขาร, วิญญาณ ต่างก็ทำงานและแสดงผลออกมาให้เห็นจริงในมโนผัสสะ
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรง "แต่ง" ขันธ์ 5 ขึ้นมา แต่ทรงไปค้นพบว่าธรรมชาติมันทำงานแยกกันเป็น 5 กองแบบนี้ แล้วทรงนำมา "ตีแผ่" ให้เราเห็น
คำว่า "ขันธ์" แปลว่า กอง หรือ กลุ่ม แปลว่ามันประกอบด้วยส่วนย่อยๆ ที่แปรปรวนตลอดเวลา
เปรียบเหมือน "รถยนต์" ตัวรถยนต์จริงๆ ไม่มี มีอยู่จริงแค่ ล้อ เครื่องยนต์ พวงมาลัย ประตู เมื่อนำมารวมกันเราจึง "สมมติ" เรียกมันว่ารถยนต์นั่นเอง ขันธ์ 5 ก็เช่นกัน มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง ร่างกายทำกิจ จิตทำกิจ ความจำทำกิจ แต่จิตที่ยังมีอวิชชาจะไปทำการ "รวบยอดสมมติ"เหล่านั้น แล้วทึกทักเอาเองว่า "นี่คือตัวฉัน"เพราะความหลงผิดในอวิชชา
ขันธ์ 5 มีอยู่จริงในฐานะ "กระบวนการของธรรมชาติ" แต่ "ตัวเราที่อยู่ในขันธ์ 5" ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งสมมติขึ้นมาเท่านั้น ขันธ์ 5 จึงไม่มีตัวตนที่เป็นอมตะ
ผลลัพธ์ของการที่จิตเข้าไปยึดในขันธ์ 5
ความโศกเศร้า (โสกะ) ความร่ำไรรำพัน (ปริเทวะ) และความทุกข์กายทุกข์ใจ
ตัวอย่างเช่น ยึดใน รูปขันธ์ ว่าต้องหนุ่มสาวต้องแข็งแรง พอร่างกายทรุดโทรมหรือเจ็บป่วย จิตก็เป็นทุกข์ทรมานใจตามไปด้วย เพราะไปฝืนความจริงของธรรมชาติ( ไปยึดเอาธรรมชาติรูปกายมาเป็นของตนเอง หรือ การบิดเบือนธรรมชาติของรูปกาย )ธรรมชาติของรูปกายต้องเจ็บป่วยเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติของมัน(ตถตา : มันเป็นเช่นนั้นของมัน)
เมื่อมี ตัวฉัน (ผู้ยึด) ก็ย่อมมี ของฉัน และ พวกของฉันติดตามมา ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ (เราดีกว่าเขา เราแย่กว่าเขา เราเสมอเขา : มานะ) นำไปสู่ความเห็นแก่ตัว ความขัดแย้ง แย่งชิง และการกระทบกระทั่งกันในสังคมโลกสมมติอย่างรุนแรง
ส่งผลให้จิตต้องแบกรับผลของกรรม (วิบาก) และติดอยู่ในวงจรของปฏิจจสมุปบาท(อนุโลม)เกิดการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลทุกข์ (สังสารวัฏ)แบบไม่มีที่สิ้นสุด
ตารางเปรียบเทียบ: การยึดขันธ์ 5 กับ การรู้เท่าทันขันธ์ 5
เมื่อจิตเข้าไปยึดมั่นในขันธ์ 5 เมื่อจิตใช้โยนิโสมนสิการเห็นแจ้งขันธ์ 5 มองเห็นเป็น: ก้อนตัวตนของเรา (สมมติรวบยอด) มองเห็นเป็น: ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง อาการของจิต: เพลินในเวทนา (เกิดนันทิ) -> ดิ้นรน แบกรับ อาการของจิต: ละนันทิในเวทนา -> ปล่อยวาง สงบเย็น ผลลัพธ์สุดท้าย: เป็นทุกข์ เพราะฝืนธรรมชาติที่เป็นอนัตตา ผลลัพธ์สุดท้าย: พ้นทุกข์ เพราะเห็นแจ้งว่าทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา
............................................................................................................
การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ตีแผ่ในขันธ์ 5 ทำอย่างไร???
วิธีปฏิบัติ: เมื่อมีผัสสะกระทบ เช่น นั่งสมาธิแล้วเกิดอาการปวดขา (มีทุกขเวทนา)
จิตที่ไม่มีสติ: จะรวบยอดทันทีว่า "ฉันปวดขา" "ฉันทรมาน"
จิตที่มีสติทำงาน: จะเข้าไปแยกแยะทันทีว่า รูปขันธ์ (ขา/ร่างกาย) เป็นสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ แต่ เวทนาขันธ์ (ความรู้สึกปวด) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พึ่งเกิดขึ้นมาแทรก สติจะจำหลักแยกออกจากกัน ไม่เอามาปนกันเป็นก้อนเดียว กายส่วนกาย เวทนาส่วนเวทนา จิตรับรู้แบบแยกส่วน ไม่ยึดกายและไม่ยึดในเวทนา เพราะกายและเวทนาจิตไม่ใช่เจ้าของธรรมสองธรรมนี้
วิธีปฏิบัติ: เมื่อเวทนาขันธ์หรือสังขารขันธ์ (ความคิด) เกิดขึ้น
สมาธิจะรักษาฐานของจิตให้ตั้งมั่น ไม่กระโดดลงไปคลุกไปเกลือกกลั้ว ไม่วิ่งตามความยินดียินร้าย
ทำกิจละนันทิ: เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นกลาง สมาธิจะช่วยสกัดไม่ให้จิตไหลไปเพลิน (นันทิ) ในเวทนา ทำให้กระบวนการปรุงแต่งของสังขารขันธ์หยุดชะงักลง ณ ปัจจุบันขณะ จิตจะเห็นขันธ์ 5 ทำงานเหมือนเรานั่งดูละครเวทีที่ตัวละครกำลังแสดงบทบาทของมันอยู่ห่างๆโดยไม่มีเราไปร่วมวงแสดง
วิธีปฏิบัติ: ปัญญาจะเข้าไปเห็นแจ้งชัดใน 3 มิติ (ไตรลักษณ์) ของขันธ์ 5
เห็นความไม่เที่ยง (อนิจจัง): เห็นว่าความปวด (เวทนา) หรือความคิด (สังขาร) พึ่งเกิดขึ้นตะกี้ไม่มี ตอนนี้มี แล้วก็กำลังจางคลายดับไป บังคับให้อยู่ตลอดไปไม่ได้
เห็นความเป็นทุกข์ (ทุกขัง): เห็นว่าสภาวะของขันธ์ 5 มันถูกบีบคั้นตามธรรมชาติของมัน ตัวรูปก็ต้องแก่ต้องเจ็บ ตัวนามก็ต้องดับไป ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องดับสลายไปในที่สุด
เห็นความเป็นอนัตตา (อนัตตา): นี่คือจุดสูงสุดของการตีแผ่ ปัญญาจะสว่างขึ้นมาเห็นว่า "มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง" ร่างกายก็ทำหน้าที่ของรูป ความรู้สึกก็ทำหน้าที่ของเวทนา จิต (วิญญาณขันธ์) ก็ทำหน้าที่รับรู้ ไม่มี "ใคร" เป็นเจ้าของ และ "แม้กระทั่งตัวจิตเองก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งที่เป็นอนัตตา" ไม่ใช่ตัวเรา เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย
[ ผัสสะกระทบ ] ──> เกิดเวทนา
│
┌─────────┴─────────┐
(ขาดแก่นมรรค) (ใช้แก่นมรรคตีแผ่)
│ │
หลงเพลิน (นันทิ) [สติ] -> แยกแยะเวทนาออกจากกาย
│ [สมาธิ] -> ตั้งมั่น ดูอยู่เฉยๆ (ละนันทิ)
สังขารปรุงแต่งตัวเรา [ปัญญา] -> โยนิโสมนสิการ เห็นไตรลักษณ์
│ │
"จิตเป็นทุกข์" "เห็นแจ้งว่าจิตและทุกธรรมเป็นอนัตตา"
(จิตคลายความยึดมั่น -> พ้นทุกข์)
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))