Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

มาเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานกันเถิด



เหตุปัจจัยของการเกิดขึ้นของกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวงคือ...อวิชชา...
อวิชชา คือ ที่มาของกิเลสทั้งปวง กองทุกข์ทั้งปวงมาจากกิเลส
อวิชชา คือ ประธานใหญ่ของกิเลสทั้งปวง(รากเหง้าของกิเลส)

มาเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา( รากเหง้าของกิเลสทั้งปวง )

วิชชา(ปัญญา) เกิด  =>> อวิชชา ดับ
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) คือ...วิชชา(ปัญญา)...

ที่นี่..จะเน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิต
(ดับทุกข์ชั่วคราวในทุกขณะจิตในแต่ละวัน)
โดยการใช้แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
ถ้าท่านเจรินแก่นมรรคอย่างต่อเนื่องในทุกๆขณะจิต ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น(ดับทุกข์ได้ชั่วขณะจิตที่มีแก่นมรรค)เมื่อแก่นมรรคเกิด กิเลส(ทุกข์)จะดับลง

มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนถูกโปรแกรมด้วย...อวิชชาสวะ(อวิชชา)มาตั้งแต่แรกเกิด พูดง่ายๆก็คือ ทุกๆคนเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ อวิชชา ทั้งหมด ธรรมชาติได้มอบความไม่รู้(ความโง่)มาตั้งแต่แรกเกิด วนซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบข้ามภพข้ามชาติไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดับความไม่รู้(อวิชชา)ได้ จึงจะหลุดพ้นจากวัฏฏจักรแห่งทุกข์ อานุภาพของ..อวิชชา..รุนแรงมาก ทำให้มนุษย์ทุกข์มากกว่าสุข ต้องวิ่งหาความสุขที่ไม่มีจริง จนก็ทุกข์ รวยก็ทุกข์ เป็นเศรษฐีแสนล้านก็ทุกข์(หนีไม่พ้น) การติดหล่มอยู่ใน...อวิชชา...มันเป็นทุกข์แสนสาหัส
เกิดก็เป็นทุกข์(ชาติ)  แก่ก็เป็นทุกข์(ชรา)  เจ็บป่วยก็เป็นทุกข์  ตาย(มรณะ)ก็เป็นทุกข์
มนุษย์จะพบกับวงจรทุกข์นี้ตั้งแต่ปฏิสนธิ(เกิด) ไปจนถึงวันดับลงแห่งชีวิต(ตาย)ทุกๆคน วนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆหลายภพหลายชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่อาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์ในทุกๆภพทุกๆชาตินะครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยก่อนที่ร่างกายของทุกๆคนจะดับลงเป็นหลัก ถ้าสร้างเหตุปัจจัยดี(สร้างกรรมดี) ก็จะนำไปสู่ภพภูมิที่ดี ถ้าสร้างเหตุปัจจัยไม่ดี ก็จะนำไปสู่ภพภูมิที่เลวร้ายในแต่ละชั้นที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน(กิเลส) คือ ธรรมที่จะนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก( วัฏฏสงสาร )ไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าเหตุปัจจัยดับลง( กิเลสดับลง )การเวียนว่ายตายเกิด( วัฏฏสงสาร )ก็ยุติหรือดับลง เป็นไปตามหลัก อิทัปปัจจยตา ทุกประการ หน้าที่ของเราทุกๆคนก็คือ...การดับอวิชชา...ด้วยการสร้าง...วิชชา...ขึ้นมา
 

 ผู้ใดที่สามารถครองสติได้ในทุกๆขณะจิต(สติไม่มีหลุด)ต่อเนื่อง จะมีสติในทุกลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) หรือมีสติในทุกๆอิริยาบทของการเคลื่อนไหว(กายคตาสติ)ระลึกรู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะเกิดอานิสงส์และผลลัพธ์ดังต่อไปนี้คือ.... 

1 ) อวิชชาดับขณะมีสติ( โมหเจตสิกไม่ทำงานขณะมีสติเกิดขึ้น ) 

2 ) นันทิราคะดับเมื่อสติเกิด ( สติตัดกระแสนันทิราคะในผัสสะ ) 

3 ) ความฟุ้งซ่านดับ ( อุจธัจจะแพ้ทางสติ ) 

4 ) ความเครียดดับ ความกังวลดับ ซึมเศร้าดับ หงุดหงิดใจดับ 

    นี่คือ จุดดับของทุกข์ชั่วขณะที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการเจริญสติ


   กิเลส( อวิชชา ตัณหา อุปาทาน )คือ ธรรมที่ทำให้เกิด สังสารวัฏฏ์หรือวัฏฏสงสาร( การเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่สิ้นสุด ) ขึ้นมาในมนุษย์
ดับกิเลสได้แบบสิ้นเชิงและถาวร คือ การดับการเวียนว่ายตายเกิดลงแบบถาวร( วัฏฏสงสารยุติการวนซ้ำ ) ในโลกใบนี้มีมนุษย์ไม่กี่คนที่ทำได้ ถามว่ามันทำไม่ได้เลยหรือ? คำตอบคือ..ทำได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่คิดทำกัน เพราะ อวิชชามันบังจิตไม่ให้มองเห็นความจริงด้วยปัญญา
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาในโลกใบนี้ ล้วนเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา( กิเลส ตัณหา อุปาทาน )ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีเลือกชั้นวรรณะ ไม่มีเลือกรวยหรือจน ทุกๆคนได้รับ อวิชชา เหมือนกันโดยถ้วนหน้า พระพุทธเจ้าได้เปิดทุกข์และวิธีดับทุกข์ให้ดูแบบหมดเปลือกแล้ว เพียงแต่จะมีใครลงมือทำให้จริงและทำให้ถึงจุดเท่านั้น พระองค์บอกไว้ทั้งหมดแล้ว......
อวิชชา เป็นประธานของบรรดากิเลสตัณหาทั้งปวง มันถูกฝังมาในจิตของมนุษย์ทุกๆคนโดยอัตโนมัติมาตั้งแต่แรกเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ
กองทุกข์ทั้งปวง(ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ) ล้วนมีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา..ทั้งหมดทั้งสิ้น ดับอวิชชาได้ คือ ดับทุกข์ได้.....
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก อริยสัจ 4 คือ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักที่มาของการเกิดทุกข์  ไม่รู้การดับทุกข์  ไม่รู้วิธีการทำให้ทุกข์ดับหรือไม่รู้ธรรมที่ทำให้ทุกข์ดับ( มรรคมีองค์ 8 ) ถ้าไม่รู้จักอริยสัจ 4 คือ เป็นบุคคลที่มีอวิชชาครอบงำ พูดง่ายๆก็คือ ยังเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ...อวิชชา( ความไม่รู้ในวิชชา ) ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้จะเป็นเช่นนี้ แล้วท่านหล่ะ??? 
อวิชชา( ความไม่รู้ ) ไม่ต้องทำอะไรเลย มันมาเองโดยอัตโนมัติ ธรรมชาติยัดเยียดมอบมาให้ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ทุกๆคนเกิดมาพร้อม อวิชชา ทั้งนั้น จึงต้องหลงอยู่ในโลกสมมติแบบระห่ำ
 

(( การสร้างวิชชาที่ สติปัฏฐาน 4 ))

(( การสร้างเหตุปัจจัยในการดับทุกข์ ))

(( การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ))

วิชชา( ปัญญา ) จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูง จริงๆธรรมชาติก็มอบมาให้พร้อมตั้งแต่เกิดแล้ว เพียงแต่ถูก อวิชชา ปิดบังเอาไว้ เลยไม่ได้นำมันออกมาใช้ จนมีพระพุทธเจ้าไปค้นพบเข้า จึงนำออกมาตีแผ่ให้มนุษย์นำมันออกมาใช้ในการดับ อวิชชา ทั้ง วิชชา และ อวิชชา ไม่ต้องใช้เงินซื้อหาใดๆทั้งสิ้น
  อวิชชา ครองส่วนแบ่ง วิชชา ในโลกมนุษย์มากกว่า 99% ดังนั้น มนุษย์จึงตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ...อวิชชา..มากกว่า 99% นั่นเอง บรรดามหาเศรษฐีน้อยใหญ่ทั้งหลายในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นเป็นลูกค้าของ...อวิชชา...พยายามไขว่คว้า สมมติ(เงิน ทอง )แบบบ้าระห่ำ รวยพันล้านยังไม่พอ ต้องแสนล้าน หรือ ล้านล้าน ขอถามนิดหนึ่ง แล้วเวลาที่ตายลงไปแล้ว เขาเหล่านั้นสามารถหอบสมมติ(เงินทอง)แสนล้านลงหลุมหรือขึ้นเมรุได้หรือไม่?? ไม่มีใครสักคนที่หอบสมมติเหล่านี้ไปได้ แล้วจะบ้ากันไปถึงไหน??? เอาแต่พอดีพองามก็พอ เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครับแบบพออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นหนี้ ก็พอแล้ว จงอยู่กับโลกสมมติด้วยการไม่หลงในสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดกิเลส เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์และภพชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตยึดมั่นอยู่กับสิ่งสมมติทั้งหมด  ทุกข์ใจเกิดจากการปรุงแต่งของเราในสิ่งสมมติทั้งหมด  
    ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะกลับมาสู่ความจริง(วิชชา)ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ รอให้ตายก่อน ก็หมดเวลาไปแล้ว ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิด เป็นทุกข์ซ้ำซากเหมือนเดิม อย่าลืมว่า..การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงๆ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยของการสร้างกรรมจากในอดีตจนถึงในปัจจุบัน ถ้าท่านไม่ต้องการทุกข์ซ้ำซาก ก็ลงมือสร้างลงมือทำเอาเอง ผมไม่สามารถรับประทานข้าวแทนท่านได้ ทุกๆอย่างมันไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆ มันมีเหตุปัจจัยเกิด มันจึงมีผล
  เลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา..ทำอย่างไร???
คงถึงเวลาเลิกทาสแล้ว ด้วยการหยุดการเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา(ความโง่) ที่ผ่านๆมาถือว่าเรายังไม่รู้ แต่ขณะนี้ท่านรู้แล้วนะว่า...ท่านตกเป็นเหยื่อของอวิชชามานานแล้ว ต่อไปนี้ถึงเวลาเลิกเป็นทาสอวิชชาแล้ว
    วิธีการเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา
ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา นั่นก็คือ...การสร้างวิชชาขึ้นมาในจิต นั่นเอง เปรียบดั่งห้องที่มืดมิด(อวิชชา) เราไม่ต้องไปไล่ดับหรือกำจัดความมืด(อวิชชา)ใดๆ เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาด้วยการเปิดไฟในห้องนั้นให้สว่าง(วิชชา) ความมืดก็จะหายไปเอง ฉันใด ก็ฉันนั้น  วิชชาเกิด  อวิชชาจะดับลง เพราะธรรมทั้งสองนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ นี่คือ วิธีการแก้ทางอวิชชา ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ..อวิชชา...

    อวิชชา นำสิ่งใดมามอบให้กับท่าน???
บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน ทั้งปวง(กองทุกข์ทั้งปวง) คือ ผลผลิตที่อวิชชานำมามอบให้กับมนุษย์ทุกๆชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่มีการเลือกเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา รวยหรือจนใดๆทั้งสิ้น ทุกๆคนได้รับ อวิชชา โดยเท่าเทียมกันทั้งหมดแบบไม่ขาดและไม่เหลือ
  อวิชชา ทำให้มนุษย์มองไม่เห็นความจริงใน สมมติ
สมมติ ทั้งหลายทั้งปวงที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมาในโลกใบนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะผิดตรงที่มนุษย์ไปหลงยึดเอาสมมติจนโงหัวไม่ขึ้น ทำให้เกิด ทุกข์ ปัญหาสารพัด ความกังวล ความเครียด โรคซึ่มเศร้า จงอยู่กับสมมติได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ถูก สมมติ ครอบงำจนหลงผิดชีวิตเต็มไปด้วยทุกข์ สมมติจะหมดลงทุกอย่างเมื่อร่างกายนี้กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ  มีเพียงแค่นี้ แล้วเราจะไปลุ่มหลงอยู่กับ สมมติ อยู่ทำไม??? เพราะ อวิชชาแท้ๆจึงทำให้หลงผิดไป
    
    อวิชชา ตัวสร้างตัวตน(อัตตา) ตัวกู ของกู
อวิชชานี้แหละที่ทำให้มนุษย์หลงผิดอยู่ในวังวนสังสารวัฏฏ์แบบไม่มีที่สิ้นสุด หลงเข้าใจผิดๆว่า..ร่างกายนี้เป็นของเรา( จริงๆคือ มันมาจากธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ) ถ้าเป็นตัวเรา ของเราจริง มันต้องอยู่กับเราตลอดไป ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่แก่ไม่ตาย แต่เราสั่งธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้ไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ของเรา เราแค่ยืมธรรมชาติมาใช้และอาศัยชั่วคราวแล้วก็จากไป(ตาย)ในที่สุดเท่านั้น อวิชชา ทำให้เราหลงผิดคิดว่าเป็นตัวเรา ของเรา ตัวกูของกู เที่ยวไปยึดโน่นยึดนี่มั่วไปหมด ซึ่งถือว่าเป็น มิจฉาทิฏฐิ( ความเห็นที่ผิดๆบิดเบือนธรรมชาติ ) ถ้าไม่มีตัวเราและของเรา แล้วจะมีใครทุกข์??? รูปกายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดนี้(ขันธ์ 5 )ไม่ใช่ของเราทั้งสิ้น มันมาจากเหตุปัจจัยในธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมา แล้วในที่สุด มันก็จะดับสลายไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน( เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปในที่สุด )

  อวิชชา จะแพ้ทาง..สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)
เนื่องจาก อวิชชา เป็นธรรมที่เป็นอกุศล(ธรรมที่ไม่ดี สร้างปัญหาให้กับมนุษย์) ในขณะที่...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค) เป็นธรรมฝ่ายกุศล(เป็นธรรมที่ดีงาม) ทั้ง 2 ธรรมนี้( อวิชชา และ แก่นมรรค )ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้หรือเกิดร่วมกันไม่ได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที เหมือนกรณีมืดกับสว่าง ถ้าความมืดเกิด(อวิชชา) ความสว่าง(แก่นมรรค)ก็ดับลง แต่ถ้าความสว่างเกิด(แก่นมรรค) ความมืด(อวิชชา)ก็จะหายไปหรือดับลง  ดังนั้น เราจึงจะมาสร้าง วิชชาหรือปัญญากัน ด้วยการสร้างธรรมที่ชื่อว่า...แก่นมรรค...ซึ่งประกอบไปด้วย...สติ  สมาธิ  ปัญญา...ซึ่งมีเป็นทุนเดิมอยู่ในตัวของทุกๆคนแล้ว เพียงแต่เราฝึกและลับมันให้มันคมมากขึ้น(เหมือนการลับมีดให้คม)เพื่อเป็นเครื่องมืออารักขาหรือเป็นองครักษ์พิทักษ์จิตให้ปลอดภัยจาก..อวิชชา..นั่นเอง จิตจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ...อวิชชา..ไปตลอดภพตลอดชาติ ข้ามภพ ข้ามชาติ ที่จิตของเราทุกๆคนที่เป็นทุกข์ มีปัญหา ล้วนมาจาก..อวิชชา ทั้งสิ้น
     
    ทุกข์ที่เกิดขึ้นในมนุษย์ ให้ดูกระแสปฏิจจสมุปบาทจากด้านล่าง

1 ) กระแสแห่งการเกิดทุกข์(สายเกิดทุกข์)ใน ปฏิจจสมุปบาท ที่มาจาก...อวิชชา...
  อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ.....ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน( ทุกข์เกิด )
    มนุษย์ทุกๆคนในโลกใบนี้เกิดมาพร้อมกับ...อวิชชา...ที่ธรรมชาติมอบให้มา(เพราะยังดับกิเลสไม่หมดสิ้น)
    อวิชชา เป็นเหตุปัจจัยให้..อกุศลเจตสิก(กิเลสทั้งปวง)ปรุงแต่ง จิต นำมาซึ่ง...กองทุกข์ทั้งปวง อกุศลเจตสิก คือ ธรรมที่ปรุงแต่ง...กิเลสทั้งปวง..ให้เกิดทุกข์ขึ้นใน...จิต.....
  ต่อไปนี้คือ...ผลผลิตของ อวิชชา ทั้งหมด
  นิวรณ์ 5  กิเลส 10  อนุสัย  7   สังโยชน์  10  อุปกิเลส  16  ทุกๆธรรมล้วนมี อวิชชา เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งหมด ความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ จิตใจ ของท่าน ล้วนมาจากกิเลสเหล่านี้ รากเหง้าของกิเลสเหล่านี้ก็คือ...อวิชชา..นั่นเอง(หัวหน้าโจร) มนุษย์ในโลกนี้ถูกอวิชชาทำร้ายเกิน 90% ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา ตลอดภพตลอดชาติ ข้ามภพ ข้ามชาติ ท่านว่าดีหรือ???

2 ) กระแสแห่งการดับทุกข์(สายดับทุกข์)ใน ปฏิจจสมุปบาท
      ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยแทนที่ อวิชชา ในกระแสปฏิจจสมุปบาท เมื่อ วิชชาเกิด(แก่นมรรค) อวิชชาจะดับลงตามหลักอิทัปปัจจยตา ไม่ต้องไปไล่ดับอวิชชาหรือไล่กำจัดอวิชชาใดๆทั้งสิ้น เพียงสร้างเหตุปัจจัยมาแทนที่เท่านั้น

 วิชชา เกิด => อวัชชา ดับ => ตัณหา ดับ => อุปาทาน ดับ => ทุกข์ ดับ
      เมื่อวิชชา(ปัญญา) เกิดขึ้นใน ขันธ์ 5 ( จิตที่มีวิชชา ) เมื่อเวทนา เกิด จิตรับรู้ เกิด => รู้  เห็น  วาง  ใน...ขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น เพราะเชื้อของกิเลส(ตัณหา) คือ...นันทิ และ ราคะ ไม่เกิดขึ้น( ไม่มีการปรุงแต่ง นันทิ ราคะ ) เพราะ นันทิราคะ ถูกตัดวงจรการเกิดโดย..สติ และ ปัญญา...
 นันทิราคะดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ เกิดขึ้นที่จุด...เวทนา....
((  วิชชา และ อวิชชา คืออะไร??? กดดูที่นี่...))

  ขอเชิญชวนทุกๆท่านหยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาส อวิชชา กันเถิด
ทุกๆท่านล้วนมี...สติ  สมาธิ  ปัญญา...อยู่ในตัวเองเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านใช้ธรรมทั้ง 3 นี่แหละครับในการสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด...วิชชา(ปัญญา)..คือการสร้าง..วิชชา(ปัญญา) เพื่อมาดับ..อวิชชา...นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อใดๆ แต่มันคือ..เรื่องจริงๆที่ท่านสามารถทำได้ ไม่ต้องไปรอบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ ท่านก็สามารถดับทุกข์ได้ทันทีครับ พระพุทธเจ้าท่านได้บอกวิธีการไว้ทั้งหมดแล้ว อยู่ที่ตัวของท่านเท่านั้นว่า..พร้อมที่จะปลดปล่อยตัวเองออกจาก..อวิชชา..หรือไม่เท่านั้น ในเว็บไซต์นี้บอกวิธีการไว้ให้ท่านทั้งหมดแล้ว ศึกษาแล้วลงมือทำให้จริงและทำให้ถึง ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน อาจต้องใช้เวลาพอสมควร ขึ้นอยู่การฝึกฝนและการมีระเบียบวินัย ความต่อเนื่องของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ ถ้าท่านทำจริงและทำต่อเนื่องในทุกๆวัน ไม่น่าจะเกิน 1 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละท่าน( เหมือนดอกบัว 4 เหล่า ) บางท่านอาจไม่ถึง 3 เดือนหรือ 6 เดือนก็ได้ ซึ่งท่านต้องพิสูจน์รสของเกลือเอง การลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้องจะย่นระยะทางได้ดีมากๆ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ปฏิบัติทั้งชีวิตก็อาจล้มเหลวได้ครับ การไม่ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอวิชชาแบบข้ามภพข้ามชาติจดีกว่าไหม???

   จิตเป็นไท(อิสระ)กับ จิตเป็นทาสของอวิชชา ท่านจะเลือกสิ่งใด?
ถ้าท่านวิ่งตามความอยากของ อวิชชา เพื่อสนองมัน ท่านก็จะเหนื่อยและทุกข์ใจไปตลอดชีพ อวิชชามันจะหลอกลวงท่านให้วิ่งตาม สมมติ ที่มันบังตา(ใจ)ของท่านไว้ ท่านจะเหนื่อย เครียด กังวล ทุกข์ กับมันสารพัด ทั้งที่จริงๆแล้ว สิ่งที่ท่านวิ่งตามทั้งหมด มันไม่มีตัวตนจริงครับ เป็นเพียงโลกที่ปรุงแต่ง สมมติ ขึ้นมาเพื่อให้เราหลงเท่านั้น(ถ้าเรามีอวิชชา) ท่านจงใช้ วิชชา(ปัญญา)ที่อยู่ในตัวของท่านตีแผ่ให้เห็นความจริงแบบชัดแจ้งทั้งหมด แล้วท่านก็จะร้องว่า..อ้อ..ความจริงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง กูถูก อวิชชา หลอกมาซะนาน ท่านอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าเก่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกใบนี้จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันสองพันกว่าปี ไม่มีใครศึกษาและตีแผ่ความจริงในธรรมชาติของ..จิต เจตสิก ทุกข์ วิชชา อวิชชา.....ฯลฯ ได้แม้แต่คนเดียว ธรรมทุกๆข้อที่พระองค์สอน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักเหตุและผลได้ทั้งหมด
   
     ทุกๆอย่างต่อไปนี้อยู่ที่ใจของท่านเลือกเองว่า...จะยอมเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ..อวิชชา..ต่อๆไปดีกว่า หรือ กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ยไอ้..อวิชชา( อตัมมยตา การที่จิตไม่สำเร็จมาจาก อวิชชา ) ศึกษาและเรียนรู้ในเว็บไซต์นี้มีเสิร์ฟท่านทั้งหมด ท่านสามารถทำได้ ถ้าท่านจะลงมือทำจริงๆ ลองเด็ดปีก..อวิชชาดู แล้วท่านจะรู้รสชาติของมัน!!!



((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))

((ตีแผ่เวทนา จุดเกิดและดับแห่งทุกข์))

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))



แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 11,056