มาเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ กิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทานกันเถิด

มาเลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา( รากเหง้าของกิเลสทั้งปวง )
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้ ล้วนถูกโปรแกรมด้วย...อวิชชาสวะ(อวิชชา)มาตั้งแต่แรกเกิด พูดง่ายๆก็คือธรรมชาติได้มอบความไม่รู้(ความโง่)มาตั้งแต่แรกเกิด วนซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบข้ามภพข้ามชาติไปเรื่อยๆ จนกว่าจะดับความไม่รู้(อวิชชา)ได้ จึงจะหลุดพ้นจากวัฏฏจักรแห่งทุกข์ อานุภาพของ..อวิชชา..รุนแรงมาก ทำให้มนุษย์ทุกข์มากกว่าสุข ต้องวิ่งหาความสุขที่ไม่มีจริง จนก็ทุกข์ รวยก็ทุกข์ เป็นเศรษฐีแสนล้านก็ทุกข์(หนีไม่พ้น)
เกิดก็เป็นทุกข์(ชาติ) แก่ก็เป็นทุกข์(ชรา) เจ็บป่วยก็เป็นทุกข์ ตาย(มรณะ)ก็เป็นทุกข์
มนุษย์จะพบกับวงจรทุกข์นี้ตั้งแต่ปฏิสนธิ(เกิด) ไปจนถึงวันดับลงแห่งชีวิต(ตาย)ทุกๆคน วนเวียนอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆหลายภพหลายชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่อาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์ในทุกๆภพทุกๆชาตินะครับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยก่อนที่ร่างกายของทุกๆคนจะดับลงเป็นหลัก ถ้าสร้างเหตุปัจจัยดี(สร้างกรรมดี) ก็จะนำไปสู่ภพภูมิที่ดี ถ้าสร้างเหตุปัจจัยไม่ดี ก็จะนำไปสู่ภพภูมิที่เลวร้ายในแต่ละชั้นที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน(กิเลส) คือ ธรรมที่จะนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก( วัฏฏสงสาร )ไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าเหตุปัจจัยดับลง( กิเลสดับลง )การเวียนว่ายตายเกิด( วัฏฏสงสาร )ก็ยุติหรือดับลง เป็นไปตามหลัก อิทัปปัจจยตา ทุกประการ หน้าที่ของเราทุกๆคนก็คือ...การดับอวิชชา...ด้วยการสร้าง...วิชชา...ขึ้นมา
กิเลส( อวิชชา ตัณหา อุปาทาน )คือ ธรรมที่ทำให้เกิด สังสารวัฏฏ์หรือวัฏฏสงสาร( การเวียนว่ายตายเกิดแบบไม่สิ้นสุด ) ขึ้นมาในมนุษย์
ดับกิเลสได้แบบสิ้นเชิงและถาวร คือ การดับการเวียนว่ายตายเกิดลงแบบถาวร( วัฏฏสงสารยุติการวนซ้ำ ) ในโลกใบนี้มีมนุษย์ไม่กี่คนที่ทำได้ ถามว่ามันทำไม่ได้เลยหรือ? คำตอบคือ..ทำได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่คิดทำกัน เพราะ อวิชชามันบังจิตไม่ให้มองเห็นความจริงด้วยปัญญา
มนุษย์ทุกๆคนที่เกิดมาในโลกใบนี้ ล้วนเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา( กิเลส ตัณหา อุปาทาน )ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มีเลือกชั้นวรรณะ ไม่มีเลือกรวยหรือจน ทุกๆคนได้รับ อวิชชา เหมือนกันโดยถ้วนหน้า พระพุทธเจ้าได้เปิดทุกข์และวิธีดับทุกข์ให้ดูแบบหมดเปลือกแล้ว เพียงแต่จะมีใครลงมือทำให้จริงและทำให้ถึงจุดเท่านั้น พระองค์บอกไว้ทั้งหมดแล้ว......
อวิชชา เป็นประธานของบรรดากิเลสตัณหาทั้งปวง มันถูกฝังมาในจิตของมนุษย์ทุกๆคนโดยอัตโนมัติมาตั้งแต่แรกเกิดแบบข้ามภพข้ามชาติ
กองทุกข์ทั้งปวง(ทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ) ล้วนมีรากเหง้ามาจาก...อวิชชา..ทั้งหมดทั้งสิ้น ดับอวิชชาได้ คือ ดับทุกข์ได้.....
ผู้คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก อริยสัจ 4 คือ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักที่มาของการเกิดทุกข์ ไม่รู้การดับทุกข์ ไม่รู้วิธีการทำให้ทุกข์ดับหรือไม่รู้ธรรมที่ทำให้ทุกข์ดับ( มรรคมีองค์ 8 ) ถ้าไม่รู้จักอริยสัจ 4 คือ เป็นบุคคลที่มีอวิชชาครอบงำ พูดง่ายๆก็คือ ยังเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ...อวิชชา( ความไม่รู้ในวิชชา ) ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้จะเป็นเช่นนี้ แล้วท่านหล่ะ???
อวิชชา( ความไม่รู้ ) ไม่ต้องทำอะไรเลย มันมาเองโดยอัตโนมัติ ธรรมชาติยัดเยียดมอบมาให้ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว
วิชชา( ปัญญา ) จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูง จริงๆธรรมชาติก็มอบมาให้พร้อมตั้งแต่เกิดแล้ว เพียงแต่ถูก อวิชชา ปิดบังเอาไว้ เลยไม่ได้นำมันออกมาใช้ จนมีพระพุทธเจ้าไปค้นพบเข้า จึงนำออกมาตีแผ่ให้มนุษย์นำมันออกมาใช้ในการดับ อวิชชา ทั้ง วิชชา และ อวิชชา ไม่ต้องใช้เงินซื้อหาใดๆทั้งสิ้น
อวิชชา ครองส่วนแบ่ง วิชชา ในโลกมนุษย์มากกว่า 99% ดังนั้น มนุษย์จึงตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ...อวิชชา..มากกว่า 99% นั่นเอง บรรดามหาเศรษฐีน้อยใหญ่ทั้งหลายในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นเป็นลูกค้าของ...อวิชชา...พยายามไขว่คว้า สมมติ(เงิน ทอง )แบบบ้าระห่ำ รวยพันล้านยังไม่พอ ต้องแสนล้าน หรือ ล้านล้าน ขอถามนิดหนึ่ง แล้วเวลาที่ตายลงไปแล้ว เขาเหล่านั้นสามารถหอบสมมติ(เงินทอง)แสนล้านลงหลุมหรือขึ้นเมรุได้หรือไม่?? ไม่มีใครสักคนที่หอบสมมติเหล่านี้ไปได้ แล้วจะบ้ากันไปถึงไหน??? เอาแต่พอดีพองามก็พอ เลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครับแบบพออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นหนี้ ก็พอแล้ว จงอยู่กับโลกสมมติด้วยการไม่หลงในสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดกิเลส เวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์และภพชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตยึดมั่นอยู่กับสิ่งสมมติทั้งหมด ทุกข์ใจเกิดจากการปรุงแต่งของเราในสิ่งสมมติทั้งหมด
ถึงเวลาหรือยัง ที่เราจะกลับมาสู่ความจริง(วิชชา)ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ รอให้ตายก่อน ก็หมดเวลาไปแล้ว ต้องกลับไปเวียนว่ายตายเกิด เป็นทุกข์ซ้ำซากเหมือนเดิม อย่าลืมว่า..การเวียนว่ายตายเกิดมีจริงๆ และเป็นไปตามเหตุปัจจัยของการสร้างกรรมจากในอดีตจนถึงในปัจจุบัน ถ้าท่านไม่ต้องการทุกข์ซ้ำซาก ก็ลงมือสร้างลงมือทำเอาเอง ผมไม่สามารถรับประทานข้าวแทนท่านได้ ทุกๆอย่างมันไม่ได้เกิดมาแบบลอยๆ มันมีเหตุปัจจัยเกิด มันจึงมีผล
เลิกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของ...อวิชชา..ทำอย่างไร???
ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา นั่นก็คือ...การสร้างวิชชาขึ้นมาในจิต นั่นเอง เปรียบดั่งห้องที่มืดมิด(อวิชชา) เราไม่ต้องไปไล่ดับหรือกำจัดความมืดใดๆ เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาด้วยการเปิดไฟในห้องนั้นให้สว่าง(วิชชา) ความมืดก็จะหายไปเอง ฉันใด ก็ฉันนั้น วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง เพราะธรรมทั้งสองนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
1 ) กระแสแห่งการเกิดทุกข์(สายเกิดทุกข์)ใน ปฏิจจสมุปบาท ที่มาจาก...อวิชชา...
อวิชชา => สังขาร => วิญญาณ.........ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน( ทุกข์เกิด )
มนุษย์ทุกๆคนในโลกใบนี้เกิดมาพร้อมกับ...อวิชชา...ที่ธรรมชาติมอบให้มา(เพราะยังดับกิเลสไม่หมดสิ้น)
อวิชชา เป็นเหตุปัจจัยให้..อกุศลเจตสิก(กิเลสทั้งปวง)ปรุงแต่ง จิต นำมาซึ่ง...กองทุกข์ทั้งปวง อกุศลเจตสิก คือ ธรรมที่ปรุงแต่ง...กิเลสทั้งปวง..ให้เกิดทุกข์ขึ้นใน...จิต.....
2 ) กระแสแห่งการดับทุกข์(สายดับทุกข์)ใน ปฏิจจสมุปบาท
วิชชา เกิด => อวัชชา ดับ => ตัณหา ดับ => อุปาทาน ดับ => ทุกข์ ดับ
เมื่อวิชชา(ปัญญา) เกิดขึ้นใน ขันธ์ 5 ( จิตที่มีวิชชา ) เมื่อเวทนา เกิด จิตรับรู้ เกิด => รู้ เห็น วาง ใน...ขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 ทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น เพราะเชื้อของกิเลส(ตัณหา) คือ...นันทิ และ ราคะ ไม่เกิดขึ้น( ไม่มีการปรุงแต่ง นันทิ ราคะ ) นันทิราคะดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ เกิดขึ้นที่จุด...เวทนา....
ขอเชิญชวนทุกๆท่านหยุดเป็นเหยื่อและเป็นทาส อวิชชา กันเถิด
ทุกๆท่านล้วนมี...สติ สมาธิ ปัญญา...อยู่ในตัวเองแล้ว ท่านใช้ธรรมทั้ง 3 นี่แหละครับในการสร้างเหตุปัจจัยให้เกิด...วิชชา(ปัญญา)..คือการสร้าง..วิชชา(ปัญญา) เพื่อมาดับ..อวิชชา...นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อใดๆ แต่มันคือ..เรื่องจริงๆที่ท่านสามารถทำได้ ไม่ต้องไปรอบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ ท่านก็สามารถดับทุกข์ได้ทันทีครับ พระพุทธเจ้าท่านได้บอกวิธีการไว้ทั้งหมดแล้ว อยู่ที่ตัวของท่านเท่านั้นว่า..พร้อมที่จะปลดปล่อยตัวเองออกจาก..อวิชชา..หรือไม่เท่านั้น ในเว็บไซต์นี้บอกวิธีการไว้ให้ท่านทั้งหมดแล้ว ศึกษาแล้วลงมือทำให้จริงและทำให้ถึง ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน อาจต้องใช้เวลาพอสมควร ขึ้นอยู่การฝึกฝนและการมีระเบียบวินัย ความต่อเนื่องของแต่ละบุคคลเป็นเกณฑ์ ถ้าท่านทำจริงและทำต่อเนื่องในทุกๆวัน ไม่น่าจะเกิน 1 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละท่าน( เปรียบดอกบัง 4 เหล่า ) บางท่านอาจไม่ถึง 3 เดือนหรือ 6 เดือนก็ได้ ซึ่งท่านต้องพิสูจน์รสของเกลือเอง การลงมือปฏิบัติอย่างถูกต้องจะย่นระยะทางได้ดีมากๆ แต่ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้อง ปฏิบัติทั้งชีวิตก็อาจล้มเหลวได้ครับ
จิตเป็นไท(อิสระ)กับ จิตเป็นทาสของอวิชชา ท่านจะเลือกสิ่งใด?
ถ้าท่านวิ่งตามความอยากของ อวิชชา เพื่อสนองมัน ท่านก็จะเหนื่อและทุกข์ใจไปตลอดชีพ อวิชชามันจะหลอกลวงท่านให้วิ่งตาม สมมติ ที่มันบังตา(ใจ)ของท่านไว้ ท่านจะเหนื่อย เครียด กังวล ทุกข์ กับมันสารพัด ทั้งที่จริงๆแล้ว สิ่งที่ท่านวิ่งตามทั้งหมด มันไม่มีตัวตนจริงครับ เป็นเพียงโลกที่ปรุงแต่ง สมมติ ขึ้นมาเพื่อให้เราหลงเท่านั้น(ถ้าเรามีอวิชชา) ท่าจงใช้ วิชชา(ปัญญา)ที่อยู่ในตัวของท่านตีแผ่ให้เห็นความจริงแบบชัดแจ้งทั้งหมด แล้วท่านก็จะร้องว่า..อ้อ..ความจริงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง กูถูก อวิชชา หลอกมาซะนาน ท่านอย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าเก่งกว่านักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกใบนี้จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีใครศึกษาและตีแผ่ความจริงในธรรมชาติของ..จิต เจตสิก ทุกข์ วิชชา อวิชชา..ฯลฯ แม้แต่คนเดียว ธรรมทุกๆข้อที่พระองค์สอน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักเหตุและผลได้ทั้งหมด
((ตีแผ่เวทนา จุดเกิดและดับแห่งทุกข์))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
แปลภาษา / Translate Page
*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google