Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

มองทะลุโลกของการปรุงแต่งด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)

 การมองทะลุโลกของการปรุงแต่งด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

การมองทะลุมิติของการปรุงแต่งด้วยแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) 

ในโลกและในจักรวาลนี้สรุปแล้วมีเพียง 2 สิ่งต่อไปนี้เท่านั้นที่ปรากฎและรับรู้ได้ คือ รูปธรรม กับ นามธรรม เท่านั้น และทั้งรูปธรรมและนามธรรม ก็เป็น อนัตตาทั้งคู่( ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้ )และเป็นธาตุที่ได้รับการสมมติขึ้นโดยมนุษย์ทั้งสิ้น

1 ) รูปธรรม ที่สัมผัสได้ด้วยกาย รูปธรรมมีทั้งหมด 28 ชนิด คือ มหาภูตรูป 4 ประกอบด้วย...ดิน น้ำ ลม ไฟ...และอุปทายรูปอีก 24 เป็นส่วนที่มาจากมหาภูตรูป 4 อีกต่อหนึ่ง เป็นสิ่งปรุงแต่งทั้งหมด และเป็นสิ่ง สมมติ(สมมติบัญญัติ)ทั้งหมด สมมติชื่อ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เมื่อรวมตัวปรุงแต่งขึ้นมาเป็นรูปกาย จึงเรียกว่า กาย เป็นมติซ้อนสมมติอีกต่อหนึ่ง ชื่อ นาย ก. ก็เป็นสมมติต่ออีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น นาย ก.จึงมี สมมติ ถึง 3 ชั้นเป็นอย่างน้อย ยังไม่รวมอวัยวะต่างๆที่สมมติกันขึ้นมา ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมดนี้มาจากการปรุงแต่ง อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์( อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ) นี่คือ สัจธรรมของ มหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และมันไม่ใช่ สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มันเป็น อนัตตา ทั้งหมด ดังนั้น รูปกายของมนุษย์จึงเป็น อนัตตา( ไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้ )

2 ) นามธรรม สัมผัสไม่ได้ด้วยกาย แต่สามารถรับรู้ได้ด้วย...จิตใจ...นามธรรมมีทั้งมาจากการปรุงแต่ง(สังขตธรรม) และไม่ปรุงแต่ง( อสังขตธรรม )เช่น นิพพาน และนามธรรมยังรวมถึงความจริงในธรรมชาติ เช่น กฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ 4 เป็นต้น แต่นามธรรมทั้งหมดล้วนเป็น อนัตตา( สัพเพ ธัมมา อนัตตา ) ไม่มีใครเป็นเจ้าของ นามธรรม ทั้งสิ้น นามธรรมที่มาจากการปรุงแต่ง(สังขตธรรม)ก็มาจากเหตุปัจจัยและดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน ส่วนนามธรรมที่ไม่ได้มาจากการปรุงแต่ง(อสังขตธรรม)ที่เป็น นิพพาน ซึ่งปราศจากการปรุงแต่ง จะไม่มีการเกิดขึ้นและไม่มีการดับไป

   จะเห็นได้ว่า...ทั้งรูปธรรมและนามธรรม...ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ของใครหรือมีใครเป็นเจ้าของทั้งสิ้น ทั้งหมด( รูปธรรมและนามธรรม )ล้วนเป็น...อนัตตา....ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ดวงอาทิตย์ โลก ดาวเคราะห์ทั้งหมด ล้วนเป็นรูปธรรมทั้งสิ้น มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่เวลาหนึ่ง สุดท้ายก็ดับสลายไปในที่สุด 

เกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ สมมติบัญญัติทั้งหมด
การเกิด การแก่ การเจ็บของมนุษย์คือ มหาภูตรูปทำกิจเกิด แก่ เจ็บ
ส่วนการตายหรือมรณะคือ มหาภูตรูปทำกิจดับ(มหาภูตรูปดับลง)

ตีแผ่ "โลกของการปรุงแต่ง":
มองทะลุมายาสมมติด้วยแก่นอริยมรรค
มายาสมมติ คือ การสมมุติหรือสมมติที่หลอกลวง ล่อลวงจิตมนุษย์
 

โลกของการปรุงแต่งคืออะไร?
การปรุงแต่งที่ผิดเพี้ยนใน รูปธรรม และ นามธรรม มาจากอวิชชา
ทุกๆการปรุงแต่ง ล้วนอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์(อนิงจัง ทุกขัง อนัตตา)
มันเป็นเพียง..มายาสมติ...เท่านั้น ไม่ใช่อมตะ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน
 

โลกของการปรุงแต่ง (สังขารโลก) ไม่ใช่โลกทางกายภาพภายนอกที่เรามองเห็นด้วยตา แต่คือ "โลกเสมือน ทางจิตใจ" ที่จิตถูกอวิชชาหลอกให้สร้างขึ้นมาผ่านกระบวนการของมโนผัสสะและอายตนะ 

ในโลกของการปรุงแต่งนี้ มีการปั้นแต่งสิ่งที่ไม่มีแก่นสารให้กลายเป็น "มายาสมมติ" 2 ส่วนหลัก:

1. สมมติรูป เช่น วัตถุ สิ่งของ ร่างกาย ตัวตน บุคคล ชาย หญิง ลาภ ยศ วัตถุเสพติด

2. สมมตินาม เช่น ความคิด อารมณ์ สุข ทุกข์ ศักดิ์ศรี ยศฐาบรรดาศักดิ์ แม้กระทั่งสภาวะ "ความสงบ ความว่าง" หรือ "สภาวะผู้รู้"  

เมื่อจิตหลงเข้าไปในโลกสมมตินี้ มนุษย์จะเห็นว่าสิ่งสมมติเหล่านั้นเป็นของจริงจัง มั่นคง ควรค่าแก่การครอบครอง และยึดถือว่าสิ่งเหล่านั้นคือ "ตัวเรา" หรือ "ของ เรา" ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งหมดล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกข์ (บีบคั้น/ทนสภาพเดิมไม่ได้) และอนัตตา (ไม่มีตัวตนแท้จริง) เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับสลายไปตามเหตุปัจจัยทั้งสิ้น มนุษย์จึงถูกอวิชชาหลอกลวงมาโดยตลอด(หลงเข้าใจผิดมาโดยตลอด) 

ใครเป็นผู้บงการปรุงแต่งสมมติเหล่านี้? 

นายช่างใหญ่ สถาปนิก หรือจอมมายากลผู้บงการสร้างโลกแห่งการปรุงแต่งทั้งหมดขึ้นมา ก็คือ "อวิชชา" (โมหเจตสิก / อวิชชาสวะ) ความไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงที่หมักหมมอยู่ในขัณฑสันดาน 

เมื่อผัสสะมากระทบ อวิชชาจะเข้าแทรกแซงทันที มันทำหน้าที่สวมแว่นตาหลอกลวงจิต ชักใยให้จิตเกิด นันทิราคะ (ความเพลิดเพลินยินดีลุ่มหลงในรสเวทนา) กะพือปีกให้กลายเป็น ตัณหา (ความทะยานอยากได้ อยากคงอยู่ หรืออยากผลักไส) และจบลงที่ อุปาทาน (การยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเรา-ของเรา) อวิชชาจึงเป็นจอมบงการที่หลอกให้จิตสร้างกรงขังขึ้นมาขังตนเองตลอดเวลา 

ผลลัพธ์ของการปรุงแต่งด้วยอวิชชาเป็นอย่างไร? 

เมื่อโลกถูกปรุงแต่งด้วยอวิชชา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์คือ: 

ความเร่าร้อนและความกระหายไม่สิ้นสุด: ยิ่งเสพความปรุงแต่ง จิตยิ่งแสบกระหาย เหมือนการดื่มน้ำทะเลแก้กระหายที่ไม่เคยพบความอิ่มพอ

การตกเป็นทาสของอารมณ์: เมื่อเกิดสุขเวทนา ก็ติดใจ (ราคะ) เมื่อเกิดทุกขเวทนา ก็ดิ้นรนผลักไส (โทสะ) จิตขาดอิสรภาพ กวัดแกว่งไปตามอารมณ์ตลอดเวลาตามอวิชชาปรุงแต่ง(จิตตกเป็นเหยื่อของอวิชชา)

การกำควันไฟไว้ในมือ: การเข้าไปยึดถือในสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง) เมื่อสิ่งสมมติเหล่านั้นต้องแตกสลายไปตามธรรมชาติ จิตจึงเกิดความบีบคั้น โศกเศร้า ร้องไห้ และเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส( จริงไหมท่าน? ) 

มนุษย์ถูกอวิชชาปรุงแต่งตั้งแต่เมื่อใด? และจะดับลงเมื่อใด? 

มนุษย์ถูกอวิชชาปรุงแต่งตั้งแต่เมื่อใด?

มนุษย์ถูกอวิชชาปรุงแต่งและลวงโลกมา "อย่างยาวนานจนหาจุดเริ่มต้นไม่ได้" (อนาธิกาล) วงจรนี้สืบเนื่องผ่านปฏิจจสมุปบาทข้ามภพข้ามชาติ ตราบใดที่มีอวิชชาเป็นเชื้อ อนุสัยก็ส่งต่อการเกิดภพ เกิดชาติ และสร้างโลกปรุงแต่งขังจิตวิญญาณวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่รู้จบสิ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกข์แล้ว ทุกข์อีกอย่างนี้ตลอดไป

แล้วจะดับลงเมื่อใด?

การปรุงแต่งของอวิชชาจะ "ดับลงในขณะปัจจุบันทันที" ที่จิตเกิด วิชชา (ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง) ผ่านการเจริญแก่นอริยมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา) เมื่อปัญญาเห็นแจ้งว่า ทุกธรรมทำกิจตามธรรมชาติ และธรรมทั้งปวงรวมถึงจิตเป็นอนัตตา อวิชชาจะถูกถอนรากถอนโคน เรือนจำและโลกแห่งการปรุงแต่งจะพังพินาศลงในขณะจิตนั้นเองทันทีในปัจจุบันขณะ 

วิธีการออกจากการปรุงแต่งที่มีอวิชชาครอบงำ 

การจะออกจากโลกแห่งการปรุงแต่งของอวิชชา ไม่ใช่การพยายามดับความคิดด้วยความอึดอัด หรือการหนีออกจากโลกภายนอก แต่คือการ "ตัดชนวนการเชื่อมต่อในระดับสภาวะภายในขณะเกิดผัสสะ":

1. ถอดสลักที่ "ผัสสะ": ระวังไม่ให้อวิชชาแทรกแซงขณะมีผัสสะกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

2. ละ "นันทิ" ในเวทนา: เมื่อความรู้สึก (เวทนา) เกิดขึ้น ไม่ว่าสุข ทุกข์ หรือเฉยๆ ให้ใช้สติและปัญญาหยุดความเพลิดเพลินยินดี (นันทิราคะ) ในรสของเวทนานั้น ไม่เปิดโอกาสให้ตัณหาและอุปาทานก่อตัวขึ้นได้ 

แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ทะลวงโลกของการปรุงแต่งได้อย่างไร? 

แก่นแห่งอริยมรรคทำหน้าที่เป็นอาวุธ 3 ประสานในการทะลวงโครงสร้างของโลกปรุงแต่งจากอวิชชา: 

สติ (สัมมาสติ) — ผู้หยุดการสร้างภาพลวงตา: สติเข้าไประลึกรู้เท่าทันมโนผัสสะในขณะปัจจุบัน ตัดวงจรไม่ให้จิตไหลไปปรุงแต่งนันทิราคะ สติจะดึงจิตกลับมาที่ฐานกาย ผัสสะเปลี่ยน เวทนาเปลี่ยนตาม

สมาธิ (สัมมาสมาธิ) — แท่นส่องกระจกอันตั้งมั่น: สมาธิสยบนิวรณ์ 5 ทำให้จิตเป็นกลาง (อุเบกขา) ไม่ยินดียินร้ายต่อผัสสะ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการดึงดูดจากโลกปรุงแต่งของอวิชชา

ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ / โยนิโสมนสิการ) — คมดาบถอนรากอวิชชา: ปัญญาตีแผ่สมมติต่างๆที่อวิชชาปรุงขึ้นมา แทงทะลุเข้าไปเห็นว่าทั้งรูปสมมติ และ นามสมมติ ความคิด หรือผู้รู้ ล้วนทำกิจตามธรรมชาติ เกิด-ดับ และเป็นอนัตตา 

วิธีใช้แก่นมรรคทลายโลกของการปรุงแต่งในชีวิตประจำวัน 

เพื่อให้เกิดผลจริงในการปฏิบัติ ให้ใช้อาวุธแก่นมรรคตามขั้นตอนดังนี้: 

1. สติดึงจิตกลับ "ฐานกาย" (กายคตาสติ / อานาปานสติ):

"สติดึงจิตอยู่กับฐานกายปลอดภัยที่สุด"

เมื่อมีผัสสะกระทบ หรือเมื่อรู้สึกว่าจิตเริ่มไหลไปปรุงแต่งอารมณ์ความคิด ให้ดึงความรู้สึกตัวกลับมาสถิตย์อยู่ที่ลมหายใจ หรือความรู้สึกทางกายทันที ฐานกายคือป้อมปราการความปลอดภัยที่หยุดการแส่ส่ายของจิตได้ชะงัดที่สุด

2. สมาธิทรงตัวเป็นกลาง (รู้...แต่ไม่ลงไปเป็นผู้เล่น): เมื่อสถิตย์ที่ฐานกาย วางจิตตั้งมั่นเป็นผู้ดู มองเห็นความคิดและเวทนาเกิดขึ้น ดับไป โดยไม่เข้าไปยินดียินร้าย นิวรณ์สงบลง จิตทรงพลังความเป็นกลาง

3. ปัญญาตีแผ่สมมติ (เลิกสำคัญมั่นหมาย): โดยการใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมันเอง" ละความถือตัวถือตน (ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง) เห็นแจ้งว่าแม้นามธรรมอย่างจิตหรือผู้รู้ ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และเป็นอนัตตา 

บทสรุป: โลกของการปรุงแต่งและการทะลวงโลกของการปรุงแต่ง 

โลกของการปรุงแต่งอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ขังมนุษย์ไว้ข้ามภพข้ามชาติ แท้จริงแล้วถูกเชิดและร้อยเรียงขึ้นมาจาก "อวิชชา" เพียงตัวเดียว มันลวงให้เราหลงติดในมายาสมมติทั้งรูปและนาม ยึดควันไฟว่าเป็นตัวตน และดิ้นรนอยู่ในความทุกข์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด( ทุกข์ซ้ำซาก ) 

การทะลวงโลกของการปรุงแต่ง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ต้องไปทำลายสิ่งใดในโลกภายนอก เพียงแค่ "กลับมารู้เท่าทันภายในด้วยแก่นมรรค" สติดึงจิตกลับมาอารักขาที่ฐานกาย ละนันทิในเวทนา และใช้ปัญญาเห็นแจ้งความจริงว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน มีแต่รูป(ดิน น้ำ ลม ไฟ)และนามเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีเรา ของเรา

เมื่อนั้น ม่านหมอกแห่งอวิชชาผู้ลวงโลกจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จิตจะคืนสู่สภาวะธรรมชาติอันบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากโลกแห่งการปรุงแต่งของอวิชชา และสัมผัสกับ "อิสรภาพที่แท้จริง" ในทุกขณะจิต! 

    ข้อควรระวัง:

"การตกหลุมพรางของความพยายามจะดับการปรุงแต่ง"

สภาวะ: นักปฏิบัติจำนวนมาก เมื่อรู้ว่าอวิชชาและสังขาร(อปุญญาภิสังขาร)คือตัวการปรุงแต่ง มักจะเกิด "วิภวตัณหา" คืออยากให้ความคิด ความปรุงแต่ง ดับไปเร็วๆ จึงพยายามเกร็ง เพ่ง หรือกดข่มจิตไม่ให้คิด

การตีแผ่: แท้จริงแล้ว "ความอยากที่จะไม่ให้ปรุงแต่ง" ก็คือความปรุงแต่งอีกชนิดหนึ่ง! (สังขารซ้อนสังขาร)

แก่นมรรคที่ถูกต้อง: ไม่ใช่การไป "กดดับ" การปรุงแต่ง แต่คือการ "วางจิตเป็นกลาง ยืนดูการปรุงแต่งดับไปเองตามธรรมชาติ" เพราะสังขารทั้งหลายเมื่อเกิดแล้ว ย่อมดับไปเป็นอนัตตาอยู่แล้ว เพียงแค่เราไม่เอาตัวเราเข้าไปรับ ไปเพลิดเพลิน (ละนันทิ) หรือไปผลักไส การปรุงแต่งนั้นก็จะกลายเป็นเพียง "กิริยาของธรรมชาติ" ที่ทำร้ายจิตไม่ได้เลย

"อวิชชา" เปรียบเหมือน "เครื่องฉายภาพยนตร์" ที่คอยฉายภาพแสงสีเสียง (รูปสมมติ-นามสมมติ) ลงบนจอ ให้เราหลงร้องไห้และหัวเราะไปกับภาพลวงตา

"แก่นมรรคและฐานกาย" ไม่ใช่การวิ่งไปพังจอภาพยนตร์ แต่คือการ "เดินไปถอดปลั๊กเครื่องฉาย"ออก เมื่อถอดปลั๊กแห่งอวิชชาด้วยสติปัญญา... ภาพมายาอันกว้างใหญ่บนจอก็สลายไป เหลือเพียง "ความจริงแท้แห่งธรรมชาติ" ที่สงบ บริสุทธิ์ และปราศจากกรงขังใดๆ

 

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่...
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 
 
 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 10,913