นันทิสะพานเชื่อมทุกข์ นันทิเชื่อมราคะและตัณหานำไปสู่ทุกข์ในมนุษย์



นันทิ สะพานเชื่อมสู่..ราคะ และ ตัณหา อุปาทาน และทุกข์ตามลำดับ
แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ) คือ คู่ปรับ นันทิ 
       แก่นมรรค เกิด  =>>  นันทิ ดับ
ท่านไม่จำเป็นต้องบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆ ก็สามารถดับทุกข์ ดับปัญหาในแต่ละวันได้ เพียงเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูงเท่านั้น ชีวิตก็พบสุขได้ ทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลา เพื่อลดปัญหาความผิดพลาด ความประมาท ทำได้จริงๆ!!!  
   
 ตีแผ่...นันทิ......

 หยุดคิดสักนิด... คุณกำลังเดินขึ้น "สะพานเชื่อมทุกข์" อยู่หรือเปล่า?
มนุษย์เกิดมาก็จะมี อวิชชา(ความไม่รู้ในวิชชา)ที่ธรรมชาติมอบให้ติดตัวมาทุกๆคนนะครับ นั่นคือ กิเลสพร้อมปะทุตลอดเวลาเมื่อเหตุปัจจัยทุกๆอย่างพร้อม(รูปนามทำงานพร้อม) ทุกข์ ก็เตรียมพร้อมเข้าหาท่านทันที

เคยสงสัยไหมครับ... ทำไมเรื่องราวแย่ๆ ในอดีตที่ผ่านไปแล้วหลายปี หรือคำพูดลบๆ ของใครบางคนที่จบลงในไม่กี่วินาที จึงยังสามารถ "ตามมาหลอกหลอน" และกรีดลึกในใจคุณได้เป็นวันๆ เป็นเดือนๆ หรือเป็นปี?

คำตอบไม่ใช่เพราะเรื่องราวเหล่านั้นมันทรงพลัง... แต่เป็นเพราะจิตของคุณกำลังติดกับดักสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "นันทิ" (ความเพลิน ความหมกมุ่น)

 "นันทิ" ยางเหนียวที่แปลงร่างเป็น...ความทุกข์ของมนุษย์....
ความหมายของ...นันทิ...ในพระพุทธศาสนาค่อนข้างกว้างมากๆ
แต่จะโฟกัสใน 2 สิ่งนี้เป็นหลักคือ...รูป และ นาม....เท่านั้น
คือเพลิดเพลิน หมกมุ่น ใน..รูป และ นาม  2 เรื่องนี้เท่านั้น
 นันทิ(เพลิดเพลิน หมกมุ่น)ใน...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส 

ธรรมมารมณ์...เพลินและหมกมุ่นใน...ความเครียด ความกังวล เพ้อฝัน ความหวัง ซึมเศร้า ถือว่าเป็น...นันทิ...ทั้งหมด  นันทิ จะแพ้ทาง...สติ...และปัญญา...ก็คือ..แก่นมรรค...นั่นเอง
 นี่คือ...เหตุและผลที่ให้ท่านเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต(ถ้าทำได้)
ผัสสะ(สัมผัส)รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆตามการพัฒนาการของโลกปรุงแต่ง
แก่นมรรคที่พระพุทธเจ้าฝากไว้คือเครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สุด ที่สามารถช่วยท่านได้ในโลกที่วุ่นวาย เต็มไปด้วยกิเลสตัณหารอบด้าน

มนุษย์เราไม่ได้ทุกข์เพราะมี "ความคิด" ผุดขึ้นมา แต่เราทุกข์เพราะทันทีที่ใจกระทบอารมณ์ (ทางมโนผัสสะ) จิตของเราจะแอบทอดสะพานเงียบๆ กระโจนลงไปคลุกวงใน จมแช่ และ "เพลิดเพลิน" ไปกับความคิดนั้นโดยไม่รู้ตัว

นี่คือกลไกซ่อนเร้นที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ:

ก้าวที่ 1: นันทิ (ความเผลอเพลิน) – แค่แวบเดียวที่คุณเผลอคิดซ้ำย้ำทวน แช่อิ่มอยู่กับความโกรธหรือความชอบ นั่นคือคุณได้ก้าวเท้าขึ้น "สะพาน" แห่งนันทิ ความเพลิดเพลิน ความหมกมุ่น เรียบร้อยแล้ว

ก้าวที่ 2: นันทิ พัฒนาต่อไปเป็น ราคะ (สารเคลือบเหนียว) – ยิ่งคิด ยิ่งเพลิน ยางเหนียวของความกำหนัดยินดีจะเริ่มฉาบเคลือบใจ ย้อมให้จิตติดหนึบอยู่กับอารมณ์นั้นจนแยกไม่ออก

ก้าวที่ 3 : นันทิราคะพัฒนาต่อไปเป็น ตัณหา (แรงดิ้นรน) – ปลายทางของสะพานคือความอยากอันบ้าคลั่ง อยากครอบครอง หรืออยากผลักไส ทุรนทุรายจนกลายเป็น "ความทุกข์เต็มรูปแบบ" นี่คือ...ที่มาของ...ทุกข์(สมุทัย)

"ความเพลินใด ความเพลินนั้นคืออุปาทาน" เกิดการเข้าไปยึดสะพาน(นันทิ) ถ้าคุณไม่พังสะพานสายนี้ทิ้ง... คุณจะไม่มีวันหยุดวิ่งไปหาความทุกข์ได้เลย

 พังสะพานทิ้งซะ! ด้วย "โมเดลดับทุกข์ 24 ชั่วโมง"ด้วยแก่นมรรค

ข่าวดีคือ... คุณไม่จำเป็นต้องห้ามไม่ให้ตัวเองคิด (เพราะความคิดเป็นเรื่องของธรรมชาติ) แต่คุณสามารถ "พังสะพานนันทิ" นี้ทิ้งได้ทันทีในชีวิตประจำวัน ด้วยการฝึก ละนันทิในเวทนา ซึ่งมีพร้อมเสริฟคุณในเว็บไซต์นี้แล้ว

ก้าวข้ามสมมติ สลัดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง แล้วมาเรียนรู้วิธีการใช้ สติ สมาธิ ปัญญา( แก่นมรรค ) ทำหน้าที่เป็นทีมเวิร์กเพื่อชัตดาวน์ความทุกข์ให้ "อยู่หมัด" ตั้งแต่ต้นตอ

 ปลดล็อกกลไกจิต ถอนรากถอนโคนความทุกข์พร้อมกันที่นี่

 นันทิ (ความเพลิน) คือตัวการสำคัญที่พระพุทธองค์ทรงเน้นย้ำว่าเป็นเสมือน "ยางเหนียว" ที่ผูกจิตไว้กับวัฏฏสงสาร การจะละนันทิได้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจกลไกของมันอย่างทะลุปรุโปร่งในระดับมโนผัสสะ (การกระทบทางใจ) เพื่อให้เห็นว่ามันทำงานอย่างไร และแก่นมรรคจะเข้าไปทำลายกลไกนี้ได้อย่างไร

1. นันทิคืออะไร? และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
พระพุทธเจ้าสอนเรื่องความไม่สวยงาม(อสุภะ)
เพื่อไม่ให้หลงใน..นันทิ..นี่เอง สอนเรื่อง..อารมณ์ 6 
ก็เพื่อไม่ให้เพลินใน..รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์... 

นันทิ คืออะไร?: นันทิ แปลว่า "ความเพลิน" หรือความกำหนัด(ราคะ)ด้วยความเพลิน (นันทิราคะ) มันไม่ใช่ความสุข แต่เป็น อาการของจิตที่เข้าไปแนบแน่น จุ่มแช่ และเพลินอยู่กับอารมณ์ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะเป็นสุข (เพลินด้วยความชอบ) หรือทุกข์ (เพลินด้วยความขัดเคือง/จมแช่ในความเศร้า)

นันทิเกิดขึ้นได้อย่างไร?: นันทิเกิด ณ ขณะที่มี "ผัสสะ" (การกระทบ) เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจคิดนึกเรื่องราว (มโนผัสสะ) จิตที่ขาดสติ(จิตที่มีอวิชชา)จะวิ่งไปหาอารมณ์นั้นทันที อาการที่จิต "กระโจน" เข้าไปยึดและเพลินอยู่กับสิ่งที่มากระทบนั่นคือการเกิดขึ้นของ....นันทิ...นี่คือ...เหตุปัจจัยของการเกิด...นันทิ..คือ..อวิชชาผัสสะ( สัมผัสโง่ๆ ที่หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวไว้ )

2. นันทิ เกี่ยวข้องอย่างไรกับ "เวทนา" และ "การเกิดทุกข์"?

นันทิเกี่ยวข้องกับเวทนาอย่างไร?:
เวทนา (ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์) เป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยเมื่อมีผัสสะ
แต่ตัวนันทิคือตัวที่เข้าไป "รับช่วงปรุงแต่งต่อ" ในขณะเกิด เวทนา

เมื่อเกิด สุขเวทนา -> จิตเกิดนันทิ (เพลิน ชอบใจ อยากให้อยู่นานๆ)

เมื่อเกิด ทุกข์เวทนา -> จิตเกิดนันทิในทางตรงกันข้าม (จมแช่ ปรุงแต่ง วิ่งวุ่นหาทางผลักไส)

หากไม่มีสติ "นันทิ" จะกลายเป็นสะพานเชื่อมให้เวทนากลายเป็น ตัณหา (ความอยาก)

นันทิทำให้เกิดปัญหาและการเกิดทุกข์อย่างไร?:
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า
"ความเพลินใด ความเพลินนั้นคืออุปาทาน" เมื่อจิตเพลิน (นันทิ) มันจะเกิดความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ว่าอารมณ์นั้นเป็นเรา เป็นของเรา เมื่อยึดแล้ว ปฏิจจสมุปบาทสายเกิดก็ทำงานทันที เกิด "ภพ" (พื้นที่รองรับอารมณ์) เกิด "ชาติ" (ความเกิดแห่งอัตตาตัวตน) และตามมาด้วยความโศกเศร้า ทุกข์ใจ (ชรามรณะ โสกะปริเทวะ) ในที่สุด

สรุปกลไก:
ผัสสะ -> เวทนา ->
[ นันทิ / เพลิน ] -> ตัณหา -> อุปาทาน -> ภพ -> ชาติ -> ทุกข์

3. เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดนันทิคืออะไร?

เหตุปัจจัยหลักคือ "อวิชชา" (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง) และ "อโยนิโสมนสิการ" (การวางใจ/คิดไม่แยบคาย)

เมื่อจิตไม่รู้เท่าทันว่า ผัสสะ เวทนา หรือแม้แต่ตัวจิตเองเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตัวเอง" เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จิตจึงหลงในสมมติ(เพราะอวิชชาครอบงำ) เข้าไปสำคัญมั่นหมายและกระโจนไปเพลินในอารมณ์นั้น

4. แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) เป็นคู่ปรับและมีผลอย่างไรต่อ นันทิ?

แก่นมรรคทั้ง 3 องค์ธรรม ทำหน้าที่เป็น "ทีมเวิร์ก" ในการตัดวงจรของนันทิไม่ให้ส่งผลกลายเป็นความทุกข์

ทำไมสติจึงเป็นคู่ปรับกับนันทิ?

เพราะสติคือ "ความระลึกได้/ความเท่าทัน" ส่วนนันทิคือ "ความเผลอเพลิน" สองสิ่งนี้เป็นสภาวะที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง (เกิดร่วมกันไม่ได้) เหมือนความมืด กับ ความสว่าง

เมื่อนันทิทำงาน จิตจะไหลไปกับอารมณ์ (ขาดสติ)

เมื่อ สติเกิด สติจะดึงจิตกลับมาอยู่ที่ฐานกาย (เช่น ลมหายใจ หรือการเคลื่อนไหวของกาย) ทำให้นันทิที่กำลังเนียนแนบอยู่กับอารมณ์ถูก "ตัดขาดทันที" พระพุทธองค์จึงสอนให้ ละนันทิด้วยการกลับมาอยู่กับลมหายใจหรือที่ฐานกาย

ปัญญา เห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัย ในนันทิอย่างไร?

ปัญญาไม่ได้เข้าไปสู้ด้วยกำลัง แต่เห็นด้วย ความจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ว่า:

1. เห็นโทษ (อาทีนวะ): เห็นว่าความเพลินเป็นสิ่งชั่วคราว ล่อลวงให้จิตติดกับดักทุกข์ เหมือนปลากินเหยื่อที่ติดเบ็ด

2. เห็นภัย: เห็นว่าตราบใดที่ยังเพลิน จิตจะต้องเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์ ไม่มีวันจบสิ้น

3. เห็นความเป็นสมมติ: ปัญญาจะตีแผ่สมมติออกให้เห็นว่า ทั้งเวทนาและจิตที่ไปเพลิน ล้วนเป็นเพียงกระแสธรรมชาติที่เกิดขึ้น ดับไป ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นเพียงแค่กระแสธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีอะไร

นันทิ เป็นสะพานเชื่อมสู่ ราคะ และ ตัณหา อย่างไร?
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ นันทิ คือ สะพาน ส่วน ราคะ และ ตัณหา คือ ปลายทางของความทุกข์

แผนผังกลไก: จากผัสสะ สู่ ตัณหา

   [เวทนา] -> (เกิดสุข/ทุกข์)
      ↓
   [นันทิ] -> (สะพาน: จิตเริ่มกระโจนไปแช่/เพลิน/คลุกวงใน)
      ↓
   [ราคะ]  -> (สารเคลือบ: เกิดความกำหนัด ยางเหนียว ย้อมใจให้ติดหนึบ)
      ↓
   [ตัณหา] -> (แรงขับเคลื่อน: เกิดความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรืออยากผลักไส)

 เจาะลึกการทำงานของ "สะพานนันทิ"

เมื่อมีอารมณ์มากระทบใจ (มโนผัสสะ) และเกิดความรู้สึก (เวทนา) ขึ้นมา ตัวนันทิจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมตามลำดับขั้นหน้างานจริง ดังนี้:

จังหวะที่ 1: นันทิ (ตัวทอดสะพาน / ความเผลอเพลิน)

ทันทีที่เกิดความรู้สึกสบายน่าพอใจ (สุขเวทนา) หรือแม้แต่ความไม่สบายใจ (ทุกข์เวทนา) หากขาดสติ "นันทิ" จะทำงานทันที อาการของมันคือ จิตจะกระโจนเข้าไปหาอารมณ์นั้น แล้วเริ่ม "เพลิน" ปรุงแต่ง คิดซ้ำย้ำทวน แช่อิ่มอยู่กับอารมณ์นั้น

ถ้าเปรียบเป็นปลากินเหยื่อ นันทิคือจังหวะที่ปลาเริ่มอมเหยื่อไว้ในปากแล้วเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่รู้ว่ามีเบ็ดซ่อนอยู่

จังหวะที่ 2: ส่งต่อสู่ ราคะ (สารเคลือบเหนียว / ความกำหนัดย้อมใจ)

เมื่อจิตแช่อยู่ในนันทิ (ความเพลิน) นานเข้า นันทิจะกลั่นตัวกลายเป็น "นันทิราคะ" หรือ "ราคะ" ซึ่งก็คือความกำหนัด ความยินดีปรีดา ยางเหนียว หรือ "สารเคมีที่ย้อมใจ" ให้ติดหนึบอยู่กับอารมณ์นั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้น จิตเริ่มเกิดความสำคัญมั่นหมายว่าอารมณ์นี้ดี อารมณ์นี้เป็นเรา เป็นของเรา

เปรียบเหมือนเหยื่อเริ่มละลาย รสชาติหวานแผ่ซ่านไปทั่วปากปลา ยางเหนียวของราคะเริ่มเคลือบใจ ทำให้จิตแยกตัวออกจากอารมณ์นั้นไม่ได้แล้ว

จังหวะที่ 3: ข้ามไปสู่ ตัณหา (แรงขับเคลื่อน / ความอยากดิ้นรน)

เมื่อจิตถูกราคะย้อมจนเหนียวหนึบแล้ว สะพานนันทิก็ทอดมาถึงปลายทาง นั่นคือ "ตัณหา" (ความอยาก)

ถ้าเป็นเรื่องที่ชอบ (สุขเวทนา) ตัณหาจะสั่งให้ดิ้นรนไขว่คว้า อยากได้อีก ไม่อยากให้หายไป (กามตัณหา/ภวตัณหา)

ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ (ทุกข์เวทนา) จิตที่เพลินแช่ในความโกรธ ก็จะสั่งให้ดิ้นรนผลักไส อยากให้ทำลายไปพ้นๆ (วิภวตัณหา)

เปรียบเหมือนปลาที่กลืนเบ็ดลงคอเรียบร้อยแล้ว เกิดความดิ้นรนทุรนทุรายอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งก็คือความทุกข์เต็มรูปแบบนั่นเอง

 "ถ้าทำลายสะพานนันทิ ปลายทางตัณหาก็ไม่มี"

"เราห้ามไม่ให้เวทนาเกิดไม่ได้ (เพราะขันธ์ 5 เป็นสมมติที่ทำหน้าที่ของมัน) แต่เราสามารถ พังสะพาน (นันทิ) ลงได้ด้วยสติ"

ถ้าเมื่อไหร่ที่มีสุขหรือทุกข์แวบขึ้นมา แล้วสติรู้ทันปั๊บ "ละความเพลิน (นันทิ) ทันที" ดึงจิตกลับมาที่ฐานลมหายใจ จิต(อกุศลเจตสิก)จะไม่มีโอกาสได้สร้างราคะ(โลภเจตสิก) และไม่ส่งผลกลายเป็นตัณหาอุปาทาน วงจรปฏิจจสมุปบาทสายเกิดจะขาดสะบั้นลงตรงนั้นทันที

5. การใช้แก่นมรรคแต่ละองค์ธรรม จัดการนันทิ ในชีวิตประจำวัน

ในแบบจำลองการดับทุกข์ 24 ชั่วโมง เราสามารถแบ่งหน้าที่ของ สติ สมาธิ ปัญญา ในการจัดการนันทิได้ดังนี้

องค์ธรรม หน้าที่เฉพาะในการจัดการนันทิ วิธีปฏิบัติจริง (ในมโนผัสสะ)
1. สติ (ตัวตัด) "รู้เท่าทันและตัดกระแส" ไม่ให้จิตไหลตามเวทนา เมื่อมีความคิดหรืออารมณ์มากระทบใจ (มโนผัสสะ) แล้วเกิดความชอบ/ไม่ชอบ ให้รู้ทันแล้วละความเพลินนั้นทันที (ละนันทิ) ดึงจิตกลับมาที่ความรู้สึกตัว (กาย/ลมหายใจ)
2. สมาธิ (ตัวตั้งมั่น) "เป็นผู้ตั้งมั่น ดูอยู่ห่างๆ" ไม่กระโจนลงไปร่วมวง ฝึกให้จิตมีความปกติ (ปรกติ) เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" มีอารมณ์เกิดดับต่อหน้า แต่จิตตั้งมั่นนิ่งเฉย ไม่วิ่งไปคลุกวงใน ไม่เกิดนันทิราคะในอารมณ์นั้น
3. ปัญญา (ตัวถอนราก) "เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา" ขัดเกลาความเห็นผิด มองเห็นช็อตเด่นชัดว่า "จิตก็ส่วนหนึ่ง อารมณ์ก็ส่วนหนึ่ง" ทุกอย่างทำกิจของมันเอง ไม่มี "เรา" อยู่ในนั้น เมื่อเห็นแจ้งบ่อยๆ จิตจะหมดความสำคัญมั่นหมายในตนเอง และคลายความกำหนัด (วิราคะ) ในนันทิไปเองอย่างถาวร

 

การจัดการกับ "นันทิ" (ความเพลิน)ให้อยู่หมัดในชีวิตประจำวัน
ไม่ใช่การไปห้ามไม่ให้มีความคิดหรือความรู้สึกเกิดขึ้น เพราะนั่นเป็นเรื่องของธรรมชาติ (สมมติ/ขันธ์ 5 ทำหน้าที่ของมัน) แต่คือ
การตัดวงจรไม่ให้จิตเข้าไป "จุ่มแช่" หรือ "ยางเหนียว" ของนันทิทำงาน

เมื่อเกิด มโนผัสสะ (ใจกระทบอารมณ์) แก่นมรรคทั้ง 3 จะทำงานสอดประสานกันเป็นทีมเวิร์กเพื่อเด็ดปีกนันทิอย่างเฉียบขาด ดังนี้

กลไกการจัดการนันทิแบบ "อยู่หมัด" ด้วยแก่นมรรค 

1.  สติ  - รู้ทันแล้ว 'ตัดกระแส' ทันที:ทำหน้าที่ชัตดาวน์ทันทีที่รู้ตัว

เมื่อมีความคิด อารมณ์ หรือเวทนาใดๆ ผุดขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) หน้าที่ของสติคือ "ระลึกรู้เท่าทัน" อาการที่จิตกำลังจะกระโจนไปคลุกวงใน

วิธีจัดการ: พอรู้ปั๊บ ให้ใช้เทคนิคที่พระพุทธองค์ตรัสไว้คือ "ละนันทิ" ด้วยการสลัดอารมณ์นั้นทิ้งอย่างรวดเร็วเหมือนหยดน้ำบนกระทะร้อน แล้วดึงจิตกลับมาเกาะที่ฐานกายหรือลมหายใจทันที สติตัวนี้จะทำหน้าที่เป็น "ตัวตัดกระแสไฟนันทิ" ไม่ให้นันทิปรุงแต่งกลายเป็นตัณหา

2.  สมาธิ  - ตั้งมั่นเป็น 'ผู้ดู' ไม่คลุกวงใน:รักษาสภาวะปรกติ (ความนิ่งสงบ)

เมื่อสติละความเพลินกลับมาที่ฐานแล้ว สมาธิ จะทำหน้าที่รักษาความตั้งมั่นของจิต ให้จิตกลับคืนสู่สภาวะ "ปรกติ" 

วิธีจัดการ: เป็นการทรงอารมณ์อยู่ห่างๆ ไม่วิ่งไปเหนียวเหนอะหนะกับความคิดที่ยังเหลืออยู่ จิตจะมีลักษณะเหมือน "หินผา" ที่ไม่หวั่นไหวต่อลมที่พัดมา มีความคิดเกิดดับอยู่ตรงหน้า แต่จิตเป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" ที่นิ่งเฉย ไม่กระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์กับมัน

3.  ปัญญา  - ตีแผ่สมมติ เห็นเป็น 'อนัตตา':ถอนรากถอนโคนความสำคัญมั่นหมาย

ขั้นตอนนี้คือการปราบแบบถาวร ปัญญาจะเข้ามา "โยนิโสมนสิการ" (คิดแยบคาย) ตีแผ่สิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ต้องมี "ตัวเรา" เข้าไปแทรกแซง

วิธีจัดการ: ปัญญาจะชี้ชัดลงไปที่หน้างานเลยว่า "ความคิด/เวทนานี้ก็เป็นธรรมข้อหนึ่ง จิตที่ไปรู้ก็เป็นธรรมอีกข้อหนึ่ง ต่างคนต่างทำกิจของตัวเอง" มันเกิดเพราะมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา (อนัตตา) เมื่อปัญญาเห็นความจริงบ่อยๆ จิตจะเกิดความ "เบื่อหน่ายและคลายความกำหนัด" (วิราคะ) เลิกวิ่งไปเพลินในนันทิไปเองโดยธรรมชาติ เพราะรู้ว่าไม่มีประโยชน์และมีแต่โทษภัย

"รู้ทัน (สติ)  ตั้งมั่น (สมาธิ) วางเฉยเพราะเห็นแจ้ง (ปัญญา)"

สติ ทำหน้าที่หยุดวิกฤต (ไม่ให้ไหล)


สมาธิ ทำหน้าที่สร้างฐานที่มั่น (ไม่ให้แกว่ง)

ปัญญา ทำหน้าที่เคลียร์ปัญหาที่ต้นตอ (ไม่ให้ยึด)

การทำแบบนี้ซ้ำๆ ในทุกๆ มโนผัสสะที่เข้ามากระทบในแต่ละวัน จะช่วยลดการปรุงแต่ง (นันทิราคะ) จนจิตหมด "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" และเข้าสู่ความสงบเย็นในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง

(( ละนันทิใน เวทนา กดดูที่นี่...))
[
สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]

(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...)) 

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))


Visitors: 5,273