วิธีดับทุกข์ประจำวันด้วยแก่นมรรค : ดับทุกข์เบื้องต้นได้แบบง่ายๆ

  

วิธีการดับทุกข์ประจำวันด้วยมรรค( เน้นการดับทุกข์ในแต่ละวัน )

 แก่นมรรค : สติ สมาธิ ปัญญา อาวุธที่พระพุทธเจ้าใช้ดับทุกข์
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ มันมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา เหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งทุกข์ก็มีเพียง 2 อย่างนี้เท่านั้นคือ...รูปธรรม และ นามธรรม ที่มาแห่งทุกข์ของมนุษย์มาจากสองธรรมนี้เท่านั้น การนำ...สติ สมาธิ ปัญญา...มาศึกษาเรื่องทุกข์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

     ((( วิธีฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา ด้วยตนเอง กดดูที่นี่ )))

วิธีดับทุกข์ด้วยแก่นมรรค(สติ - สมาธิ - ปัญญา)

ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆแบบไร้เหตุผล แต่เกิดจากการปรุงแต่ง
1 ) การปรุงแต่งทางรูปธรรม(ดิน น้ำ ลม ไฟ)ไม่สมดุลกันทางรูปกาย
2 ) การปรุงแต่งทางนามธรรม ( อกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต )เกิดทางใจ
ทุกข์ทางจิตใจเกิดมาจากการปรุงแต่งของอกุศลเจตสิก..ในจิตเป็นหลัก
      ทั้งทุกข์ทาง..กาย และ ทางใจ...

   จิตใจคือธาตุที่รับรู้ทุกข์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ในวันหนึ่งๆ เราต้องกระทบกับอารมณ์ ผู้คน และสถานการณ์นับไม่ถ้วน หากเราไม่มีเครื่องมือจัดการ ใจจะไหลไปตามกระแสโลกจนเกิดความบีบคั้น วิธีการต่อไปนี้คือการนำ "แก่นมรรค" มาใช้เป็นไลฟ์สไตล์เพื่อการดับทุกข์ใน 24 ชั่วโมงแบบชาวบ้านปุถุชนบุคคลทั่วๆไปในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ให้รู้เท่าทันทุกข์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์

ไม่ว่าท่านจะทุกข์ทางกาย(ทุกข์ทางรูปธรรม) หรือ ทุกข์ทางใจ ( ทุกข์ทางนามธรรม )ธรรมที่ทำหน้าที่รับรู้..ทุกข์...ก็คือ จิตหรือใจ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกาย(เจ็บ ป่วย ไข้ )หรือ ทุกข์ทางจิตใจ มีปัญหาชีวิตไม่สมหวัง ผิดหวัง เสียใจ ฯลฯ ทุกข์ทั้งหมด จิตจะเป็นธรรมที่รับรู้ทั้งหมดทั้งสิ้น
  การที่จะดับทุกข์ได้นั้น ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า ท่านต้องผ่านการฝึกฝนมาพอสมควร ไม่มากก็น้อย เพราะความสำเร็จใดๆไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนได้ โดยเฉพาะการดับทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จับต้องและรับรู้ได้ด้วยจิตใจ มันเป็นนามธรรมจับต้องด้วยกายไม่ได้ เมื่อทุกข์ดับลง จิตท่านจะรู้ดีที่สุด เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล จะรู้ได้ด้วยตัวเองเท่านั้น ว่าทุกข์มันน้อยลง หรือทุกข์มันหายไป(ไม่ทุกข์เลย) ซึ่งผู้ที่ผ่านการฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จนเชี่ยวชาญและชำนาญพอสมควร สามารถเข้าถึงจุดนี้(ทุกข์ดับ)ได้กันทุกคน ใช้แก่นธรรมทั้งสามนี้คือ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นหลักในการดับทุกข์ที่มีอยู่ของท่าน จะเห็นว่าไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เพียงแต่ท่านต้องมีระเบียบวินัยในการฝึกฝนและต่อเนื่องสม่ำเสมอ จุดนี้จะเป็นจุดตัดสินว่า ท่านจะดับทุกข์ได้หรือไม่จะอยู่ในจุดนี้( ฝึกฝนแก่นมรรคและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ) ถ้าท่านทำได้ นั่นคือ ท่านดับทุกข์ได้อย่างแน่นอน......

เมื่อทุกข์เกิดขึ้นมาแล้ว ท่านควรปฏิบัติดังต่อไปนี้....
สิ่งที่ท่านต้องมีก็คือ......


1. มีสติ (ระลึกรู้ กำหนดรู้) : "เพื่อหยุดวงจรการปรุงแต่ง"
ถ้าทุกข์เกิดขึ้นที่กาย จงใช้สติกำหนดรู้ จิตจะรับรู้(กายจะไม่รับรู้เรื่องเจ็บป่วย)เพราะจิตเป็นหน่วยรับรู้ทั้งหมดในขันธ์ 5 
ถ้าทุกข์เกิดขึ้นที่..จิต(ใจ) มีสติกำหนดรู้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นที่จิต(ใจ) ทำแค่นั้น ไม่ต้องอธิบายใดๆดูมันไปเรื่อยๆ เพราะทุกข์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าทุกข์ทางกาย ดิน น้ำ ลม ไฟ กำลังทำกิจ(ทำหน้าที่)ที่ไม่สมดุลสามัคคีกัน ถ้าทุกข์ทางใจ อกุศลเจตสิกกำลังทำกิจ(ปรุงแต่ง)จิตไปรับรู้ในทุกข์นั้น จึงทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมานั่นเอง
  จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าทุกข์จะมาทางกายหรือทางใจ จิต(ใจ)คือธรรมที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)รับรู้การเกิดทุกข์ทั้งหมด ไม่มีเราเป็นผู้ทุกข์ มีแต่ธรรมต่างๆทำกิจของมัน( แยกทุกข์ ) เพียงจิตไปรับรู้ทุกข์เท่านั้น จิตเป็นเพียงธรรมหนึ่งเท่านั้นที่ทำหน้าที่รับรู้เรื่องราวต่างๆรวมทั้งทุกข์ที่เกิดขึ้น ทุกข์มันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งเหตุปัจจัย และมันก็ดับไปด้วยเหตุปัจจัยเช่นกัน เพราะทุกข์ก็เป็น..อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา..เช่นเดียวกันกับธรรมอื่นๆ ที่มาจากการปรุงแต่ง(สังขตธรรม)

หน้าที่ของสติ : เป็นตัวดักจับ "ผัสสะ" (การกระทบ) ไม่ให้ไหลไปเป็น "นันทิ" (ความเพลินในอารมณ์) ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลาใน 24 ชั่วโมง แม้กระทั่งเวลาเรานอนหลับ ก็มีผัสสะเกิด คือ มโนผัสสะ ดูง่ายๆตอนที่เราฝัน

วิธีปฏิบัติจริงเมื่อเกิดผัสสะ(สัมผัส) : เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง (เช่น โดนตำหนิ, รถติด, งานด่วน) ให้ "มีสติรู้เท่าทัน" ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะเป็นความหงุดหงิดหรือความกังวล ให้กำหนดรู้เท่านั้น

   นันทิ หมายถึง...การเพลิดเพลินในสิ่งนั้นๆ หรือการหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่กระทบนั้น

การดับทุกข์ : ใช้สติ "ละนันทิ" ทันที คือการไม่แช่อิ่มอยู่ในอารมณ์นั้น ไม่ปรุงแต่งต่อว่า "ทำไมเขาทำแบบนี้" หรือ "มันจะแย่แค่ไหน" ให้ตัดกระแสความคิดทิ้งทันทีที่รู้ตัว สติรู้  ปัญญาเห็น และปล่อยวางในที่สุด ให้ดึงสติกลับมาที่ฐานกายโดยด่วน สติกลับมาที่ฐานกาย จิตจะกลับมากับสติด้วย เพราะ สติ เป็นธรรมที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิตให้ระลึกรู้ รับรู้ตามสติ

คำบริกรรมในใจ : "รู้  เห็น  วาง" หรือ "มันก็แค่ผัสสะ" เกิดแล้วก็ดับไปเท่านั้น

2. สมาธิ ( ความตั้งมั่นของจิต ): "ตั้งมั่นในความปกติ" ถ้าสติมั่นคงและคงที่ สมาธิจะเกิดขึ้นเอง ที่เรียกกันว่า จิตเป็นสมาธิ จริงๆคือ สติตั้งมั่นหรือสติแก่กล้ามีสมาธินั่นเอง เมื่อสติมีสมาธิ จิตจึงมีสมาธิโดยอัตโนมัติ จึงเรียกกันว่า จิตมีสมาธิ ถ้าสติซัดส่าย จิตก็ซัดส่ายไปตาม(จิตไม่มีสมาธิ) ดังนั้น สติต้องแข็งแกร่งมากพอสมควร

หน้าที่ของสมาธิ : รักษาจิต(สติ)ให้ทรงตัวอยู่กับปัจจุบันที่ฐานกาย(สติมีสมาธิ จิตมีสมาธิ)ไม่ซัดส่ายไปตามแรงเหวี่ยงของปัญหา

วิธีปฏิบัติ  : เมื่อตัดกระแสการปรุงแต่งด้วยสติแล้ว จิตจะตั้งมั่นอยู่กับสติที่ "ฐานกาย" (เช่น ลมหายใจ หรือ งานตรงหน้า) ให้จิตมีที่เกาะที่มั่นคง

การดับทุกข์ : สมาธิในชีวิตประจำวันคือการ "ใจ(เจตสิก)ไม่ออกนอก" แม้พายุข้างนอกจะแรง แต่ใจข้างในยังสงบนิ่งเหมือนน้ำที่นิ่งสนิท เพราะอยู่กับสติที่ฐานกาย ซึ่งปลอดภัยจากสิ่งรบกวน จิตที่ตั้งมั่นจะช่วยให้เรามี "พลังงาน"  เหลือเฟือในการจัดการงาน โดยไม่เสียไปกับการบ่นเพ้อในใจหรือใจเหนื่อยล้า การที่จิตตั้งอยู่ที่ฐานกายกับสติ จะทำให้เรามีพลังงานมากพอไม่เหนื่อยล้าและสูญเสียพลังงาน

สภาวะ : จิตเป็นกลาง ( ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ) ต่อทั้งสิ่งที่พอใจและไม่พอใจที่มากระทบหรือจิตไปรับรู้

3. ปัญญา ( ความรู้จริงและรู้แจ้งในธรรม ): "ผ่าสมมติ เห็นความจริง"
ปัญญามาจาก...การคิดวิเคราะห์ด้วย..โยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคายรอบคอบและรอบด้าน)และการแยะแยกสิ่งต่างๆ( วิภัชวาท)ให้เห็นตามความเป็นจริง

หน้าที่ของปัญญา : ตีแผ่ปัญหาให้เห็นว่าเป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรม" ไม่ใช่ "ตัวตน" แยกรูป แยกนาม ให้เห็นอย่างชัดเจน

วิธีปฏิบัติ : ใช้ โยนิโสมนสิการและวิภัชวาท ใคร่ครวญว่าสิ่งที่กำลังทำให้เราทุกข์อยู่นี้ แท้จริงคืออะไร? มันมีตัวตนจริงหรือไม่? เมื่อเราแยกแยะออกมาดีๆจะเห็นความจริงปรากฎขึ้น นั่นคือ มีแต่...สมมติ...ล้วนๆ อย่าลืม สมมติไม่ใช่ความจริง เป็นสิ่งที่สมมุติและตกลงกันของมนุษย์เท่านั้น มันเป็นสิ่งปรุงแต่งขึ้นมาชั่วคราว แล้วสุดท้ายมันก็ดับไปตามเหตุปัจจัย

เห็นอนิจจัง : "เดี๋ยวมันก็ผ่านไป" ความเครียดนี้เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีใครเครียดทั้งปีทั้งชาติ ความเครียดก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่ไม่มีความแน่นอน เกิดจากการปรุงแต่งของ...จิต(เจตสิก)ที่ไม่ดี(อกุศลเจตสิก) มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ สุดท้ายมันก็ดับไป นี่คือ ธรรมชาติ

เห็นอนัตตา: "ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา" ความซวยนี้ งานนี้ หรือคำพูดนี้ เป็นเพียงกระแสของเหตุปัจจัยที่ไหลมาเจอกันชั่วคราว แล้วมันก็ดับไปในที่สุด ไม่จีรังยั่งยืนอะไร อย่าไปนันทิหรือหมกมุ่นเพลิดเพลินไปกับมัน เสียสุขภาพจิตเปล่า มันก็แค่นั้น

การดับทุกข์: เมื่อปัญญาเห็นแจ้งว่า "ไม่มีผู้ทุกข์ มีแต่สภาวะธรรมที่กำลังทำงานของมันไปตามเหตุปัจจัยเกิด" จิตจะคลายความยึดมั่น (อุปาทาน) เมื่อไม่ยึด ความทุกข์ก็หาที่ตั้งไม่ได้ เป็ดเสร็จเด็ดขาดในขณะนั้น ทุกข์ดับลงทันที


สรุปสูตรดับทุกข์รายวัน 

สถานการณ์ ใช้สติ (หยุด) ใช้สมาธิ (นิ่ง) ใช้ปัญญา (แจ้ง)
โดนตำหนิ รู้ทันใจที่จี๊ดขึ้นมา "ละนันทิ" ไม่ด่ากลับในใจ กลับมาอยู่กับลมหายใจ รักษาใจให้ปกติ เห็นว่าเสียงที่มากระทบหูคือ "ธาตุตามธรรมชาติ" จบที่หู ไม่เข้าถึงใจ
งานล้นมือ รู้ทันความกังวล "หยุด" การฟุ้งซ่านถึงอนาคต จดจ่อกับงานทีละอย่าง (Single Tasking) เห็นว่างานคือ "กิจของธรรม" ทำตามหน้าที่ ไม่ต้องเอา "ตัวเรา" ไปแบก
รอคอย/ผิดหวัง รู้ทันความกระวนกระวาย "สลัด" ความคาดหวังทิ้ง อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมั่นคง เห็นความเป็น "อนิจจัง" ของโลกที่ไม่ได้ดั่งใจเสมอไป ใจจึงปล่อยวางได้

หัวใจสำคัญ:
"สติ" หยุดไฟไม่ให้ลาม,
"สมาธิ" ป้องกันไม่ให้ใจเปียกน้ำมัน,
"ปัญญา" คือตัวดับไฟที่ต้นตอ

การฝึกเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้ท่านเห็นว่า "ทุกข์มีไว้ให้เห็นกำหนดรู้เท่านั้น ไม่ได้มีไว้ให้เป็นหรือแบกทุกข์" 

............................................................................................

 วิธีการ “ดับทุกข์ประจำวัน” ด้วยแก่นมรรค: สติ สมาธิ ปัญญา 

นี่ไม่ใช่แค่แนวคิดหรือวาทกรรมใดๆ แต่คือ “วิธีใช้ชีวิตทั้งวัน” ให้ทุกข์ลดลงจริง 

 1. ตอนเช้า: ตั้งต้นชีวิตในแต่ละวันด้วย “สติ”   วิธีปฏิบัติ (5–10 นาทีแรกหลังตื่น) 
  • กำหนดรู้ลมหายใจเข้า–ออก
  • รู้สึกตัวทั้งร่างกาย
  • ไม่หยิบมือถือทันที 
ตั้งเจตนาในใจ: 
  • “วันนี้จะมีสติ”
  • “จะไม่ปล่อยใจไหลไปกับอารมณ์” 
 ผล:  เริ่มวันแบบ “ไม่หลงโลกตั้งแต่ตื่นนอน”
 
 2. ระหว่างวัน: ใช้ “สติ” คุมชีวิต  หลักง่ายๆ :  ทำอะไร → รู้ตัวในสิ่งที่ทำนั้น   เช่น: 
  • กิน → รู้ว่ากิน
  • เดิน → รู้ว่าเดิน
  • คิด → รู้ว่าคิด
  • โกรธ → รู้ว่าโกรธ 

 จุดสำคัญ:  ไม่ต้องห้ามอารมณ์  แค่ “รู้ทัน” อารมณ์ 

 3. เมื่อเกิดทุกข์: ใช้ “สติ + สมาธิ”   3 ขั้นตอนลงมือปฏิบัติทันทีเมื่อมีปัญหา: 

1. หยุด อย่าตอบสนองทันที 
2. รู้ (สติ)  ตอนนี้กำลังโกรธ / เครียด / กลัว 
3. อยู่กับลมหายใจ (สมาธิ) 
  • หายใจลึกๆ 3–5 ครั้ง
  • ดึงใจกลับมาปัจจุบัน( ดึงสติมาอยู่ที่ฐานกาย ) 
 ผล:  “ไม่ทำสิ่งที่ทำให้ปัญหาแย่ลง” 

 4. หลังจากใจนิ่งมีสมาธิแล้ว : ใช้ “ปัญญา” 

ถามตัวเองเบาๆ: 

  • เรื่องนี้ “ควบคุมได้ไหม?”
  • มันจะอยู่ตลอดไปไหม?
  • เรากำลังยึดอะไรอยู่? 

มองให้เห็นว่า: 

  • ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง
  • อารมณ์ไม่ใช่ตัวเรา
  • ปัญหา ≠ ตัวตนของเรา 

 ผล: ทุกข์ “คลายจากข้างใน” 

 5. การทำงาน: ใช้ “สมาธิ” ให้เกิดพลัง  วิธี: 
  • ทำทีละอย่าง 
  • ตั้งเวลาโฟกัส เช่น 25 นาที
  • ถ้าฟุ้ง → ดึงสติกลับที่ฐานกาย 
 ผล: งานดีขึ้น  เครียดน้อยลง  ใจไม่กระจัดกระจาย 

 6. ความสัมพันธ์ : ใช้ “สติ + ปัญญา” 

ก่อนพูด: รู้ว่าอารมณ์เราเป็นยังไง  ก่อนตอบโต้: หยุด 1 วินาที   ใช้ปัญญาเห็นว่า: 

  • คนอื่นก็มีเหตุของเขา
  • ไม่มีใครสมบูรณ์ 

 ผล: 

  • ทะเลาะลดลง
  • เข้าใจกันมากขึ้น 

 7. ก่อนนอน: สรุปด้วย “ปัญญา” 

ทบทวนสั้นๆ: 

  • วันนี้เผลอเมื่อไหร่
  • มีสติเมื่อไหร่
  • ทุกข์เกิดจากอะไร 

ไม่ต้องโทษตัวเอง  แค่ “เรียนรู้”

  ผล:  พัฒนาตัวเองทุกวัน 

 สรุป “สูตรดับทุกข์รายวัน” 

  •  สติ = รู้ทัน
  •  สมาธิ = ตั้งมั่น
  •  ปัญญา = รู้แจ้งเห็นจริง 

เมื่อรวมกัน:  “ทุกข์จะเกิดยาก และดับเร็ว”

  มุมลึก (หัวใจจริง) 

ทุกข์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ แต่เกิดจาก “ใจที่ไปยึด” และแก่นมรรคนี้ ไม่ได้ทำให้โลกหายปัญหา แต่ทำให้   “ใจไม่ทุกข์ไปกับโลก” 

 รู้ทัน (สติ)  หยุดใจ (สมาธิ)  เข้าใจจริง (ปัญญา)    ทำซ้ำ…ทั้งวัน 

วิธีการดับทุกข์ขั้นสูงสำหรับปุถุชนดับทุกข์ประจำวัน

จิต คือ อะไร ??? เกี่ยวข้องกับ...เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา  อย่างไร???
จิต คือ กิริยารู้ การรู้แจ้ง การรับรู้ในธรรมต่างๆ รับรู้ในอารมณ์ 

ความจริงเกี่ยวกับจิต
    จิตเป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีตัวตนที่แน่นอนใดๆ(เป็นอนัตตา)เพราะจิตเป็นเพียงกิริยารู้เท่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยให้จิตเกิดและดับคือ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ผัสสะ เมื่อ 3 ธรรมนี้ประจวบกันหรือรวมตัวกัน จะเกิดการรับรู้( วิญญาณ ) เช่น การรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไปกระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ อายตนะเหล่านี้จะจับกันเป็นคู่ๆ เช่น ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง........ใจคู่กับธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญาในอดีต)เป็นต้น จิตก็คือ ส่วนของ..วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถหาจิตที่แน่นอนได้ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน(อนิจจัง) แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปเรื่อยๆเพราะถูกบีบคั้น(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จิตไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น บังคับควบคุมไม่ให้เกิดไม่ให้ดับไม่ได้(อนัตตา) จิตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตจริง เป็นเพียงสภาวะการรับรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น
จิต เป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน หน้าที่ของจิตหรือกิจของจิต คือ การรับรู้ธรรมต่างๆที่มาปรุงแต่งจิตและผ่านเข้ามาในจิตเท่านั้น รับรู้ความเป็นไปของ...รูป(กาย)  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ตัวจิตเอง)เพราะขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)รับรู้เท่านั้น แต่จิตก็ไม่ใช่เจ้าของ...รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตไม่มีสิทธิเข้าไปยึดและแทรกแซงในขันธ์ 5 (ผิดกิจของจิต)นอกจากการรับรู้ในขันธ์ 5 แล้ว จิตยังไปรับรู้ในอารมณ์ 6 (อายตนะภายนอก 6 )ถ้าขณะนั้นมีการเดินมรรค(จิตรับรู้การเดินมรรคในขณะจิตนั้นๆอยู่)เมื่อจิตรับรู้ในอารมณ์ 6 จะเกิดสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น...รู้  เห็น  วาง....จิตรู้สักแต่ว่ารู้(ในอารมณ์ 6 ) เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้ววาง(อุเบกขา)ในอารมณ์ 6 เหมือนกรณีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระพาหิยะในสมัยพุทธกาล จะเห็นได้ว่า การเดินมรรค(แก่นมรรค)คือ สติ สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญมากๆต่อการรับรู้ของ จิต เพื่อไม่ให้จิตตกไปรับรู้..นันทิและราคะใน..อารมณ์ 6 อันเป็นที่มาของ ตัณหา(ทุกข์)ถ้าศึกษาไปลึกๆ(ไปดูในส่วนของ เจตสิก )จะเห็นว่า จิต ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหน้าที่แค่รับรู้เรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี จิตจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนจะรับรู้เรื่องราวใดเก็บไว้ ต้องไปดูที่เจตสิกต่อไป
หมายเหตุ : จิตรับรู้ผ่านทาง...ทวารทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )เท่านั้น

 เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามธรรมที่มาปรุงแต่ง(กุศล หรือ อกุศล) เจตสิกเป็นธรรมที่เกิดดับพร้อมๆกับจิต เกิดและดับในที่เดียววัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันกับจิต เพราะเหตุนี้ทุกความคิดเห็นจึงชี้ไปลงที่ จิต เป็นผู้กระทำการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จิตกระทำ จิตเป็นเพียงแค่กิริยารับรู้เรื่องราวเท่านั้น ผู้กระทำหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆก็คือ เจตสิกและธรรมประกอบ นี่เอง เช่น เวลาเรานึกหรือคิดเรื่องราวใดๆ ธรรมที่คิดคือ วิตกเจตสิก ถ้ามีการขยายความอธิบายเรื่องราวที่คิดนั้น ก็จะเป็น วิจารเจตสิกทำงาน จิตเป็นเพียงกิริยาที่รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ขึ้น เช่น เกิดความโกรธ นี่คือ โทสะเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่ ไม่ใช่จิตโกรธ จิตเป็นเพียงกิริยารับรู้การโกรธของโทสะเจตสิกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ทุกๆธรรมแยกกัน เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย คำว่า ฉัน หรือ ของฉัน ตัวกู ของกู มันจึงไม่มีอยู่จริงๆ เป็น การปรุงแต่งอัตตาขึ้นมาของเจตสิก ซึ่งเกิดจากโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่จึงออกมาเป็น...อัตตา..คือ ฉัน ของฉัน ตัวกู ของกู นั่นเอง ซึ่งทั้ง จิตและเจตสิก เป็น อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นี้
 

   การปรุงแต่งของ....เจตสิก..ออกมาใน 3 รูปแบบดังนี้คือ.-
1 ) ปรุงแต่งที่เป็นกุศล(ดี) จะมีกุศลเจตสิก 25 เจตสิก ทำหน้าที่ปรุงแต่งธรรมที่ดีๆให้จิตรับรู้ เช่น สติ สมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ปัญญา...ฯลฯ แก่นมรรค ก็คือ กุศลเจตสิกนั่นเอง
 

2 ) ปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(ไม่ดี) จะมีอกุศลเจตสิก 14 เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง อกุศลธรรมทั้งหมด ซึ่งก็คือ บรรดา กิเลส อุปกิเลส อาสวะทั้งปวงนั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ทุกข์...ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก...การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...อวิชชาทำกิจ...ในขณะที่จิตไม่มีการเดินมรรค อวิชชาจะเข้าแทรกทันที และอกุสลเจตสิกก็จะทำการปรุงแต่งร่วมกับ โมหะเจตสิก(อวิชชา)ทันที ตัณหา อุปาทาน จึงเกิดขึ้นมาได้ 

3 ) การปรุงแต่งที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) จะมีเจตสิกกลุ่มที่ปรุงแต่งแบบกลางๆไม่ดีและก็ไม่เลว เข้ากับเจตสิกทั้ง 1 และ 2 ได้ตลอดเวลา เจตสิกกลุ่มนี้มี 13 เจตสิก เช่น ผัสสะเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เจตนาเจตสิก....เป็นต้น

เจตสิกทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ทำงาน(ทำกิจ)ไปตามเหตุปัจจัยการเกิดดับ อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด

ผัสสะ คืออะไร???
ผัสสะหรือสัมผัส คือ การกระทบหรือสัมผัสกันของสิ่ง 3 สิ่ง(ธรรม 3 ธรรม)คือ...อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) + วิญญาณ ทั้งสามธรรมนี้มาประจวบกระทบกันเข้า วิญญาณรับรู้ จึงเกิดผัสสะ(สัมผัส)ขึ้นมา ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธรรมใดธรรมหนึ่งไป ผัสสะ ก็ไม่เกิดขึ้น ต้องครบทั้ง 3 ธรรมนี้จึงจะเรียกว่า ผัสสะ ที่สมบูรณ์ ผัสสะ เป็นเจตสิกแบบกลางๆเป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งปวงเข้าหากัน ถ้าปราศจากผัสสะ(ไม่มีผัสสะ) จิตก็ไม่เกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด รวมทุกๆธรรม(ที่เป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่งทั้งหมด)เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ผัสสะ นี้คือ ความสำคัญของ ผัสสะ ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต
 

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางส่วนใดของขันธ์ 5 ในมนุษย์ ?
ผัสสะหรือสัมผัส จะเกิดขึ้นทาง...ทวาร 6 อันประกอบด้วย....ตา(จักขุผัสสะ) หู(โสตะผัสสะ) จมูก(ฆานะผัสสะ) ลิ้น(ชิวหาผัสสะ) กาย(กายผัสสะ) ใจ(มโนผัสสะ) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมา จิตจะรับรู้ผ่านทางมโนวิญญาณ(การรับรู้ทางใจ)ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 ข้อมูลจะถูกนำมาประมวลผลที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)ทั้งหมด การปรุงแต่งของเจตสิก(กุศลเจตสิกหรืออกุศลเจตสิก)จะเกิดขึ้นในจุดนี้ เพราะผัสสะเกิด เวทนาเกิดตามมาทันที(รวดเร็วมาก) โลกของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะเกิด ผ่านทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือทวาร 6 ไม่มีผัสสะ กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ถ้าไม่มีผัสสะ การปรุงแต่งทุกๆชนิด(ทั้งกุศลและอกุศล)ก็ไม่เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้มีผัสสะได้หรือไม่??? คำตอบคือ ไม่ได้ ยกเว้นเมื่อขันธ์ 5 ดับลงอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด นี่คือเรื่องราวของผัสสะที่เกี่ยวข้องกับ...การเกิดทุกข์ และ ดับทุกข์  การปรุงแต่งกิเลสและอาสวะทั้งปวง ล้วนต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมด และการปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลรวมทั้งมรรคก็ต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมดเช่นเดียวกัน
 

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์  และ ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์

1 ) ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผัสสะเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆกับจิต เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมที่จะมาปรุงแต่งเท่านั้นไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการเดินมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกๆขณะจิต จะมีช่องว่างให้ อวิชชา(โมหะเจตสิก)เข้าแทรกได้ง่ายๆ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วม พูดง่ายๆก็คือ อวิชชาครอบงำผัสสะนั่นเอง จึงเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)แบบฉบับของหลวงพ่อพุทธทาส โดยเฉพาะจุดประมวลผลกลางของผัสสะคือ มโนผัสสะ กลายไปเป็น อวิชชามโนผัสสะ หรือ สัมผัสทางใจแบบโง่ๆ(ไม่มีวิชชาในสิ่งที่ไปสัมผัส)สิ่งที่ติดตามมาก็คือ การปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกทำกิจ)นำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหาและทุกข์ติดตามมานั่นเอง นี่คือ...ที่มาแห่งทุกข์

อวิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาเวทนาเกิด(เวทนาหลง) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด

2 ) ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา(ไม่เกิดตัณหา)คือ ผัสสะแบบใด??? ผัสสะ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขันธ์ 5 เวทนาก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับผัสสะและเกิดตลอดเวลาที่มีผัสสะ ตัวแปรที่การเกิดผัสสะและเวทนาจะไม่ก่อให้เกิดตัณหาก็คือ...วิชชา(ปัญญารู้แจ้ง)นี่คือ เหตุผลที่ว่า..ทำไมจึงต้องมีการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อยู่ในทุกๆขณะจิต เมื่อมรรคเกิด อวิชชาย่อมดับลงทันที ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ผัสสะที่มีวิชชาครอบงำ จึงเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ตามคำกล่าวของหลวงพ่อพุทธทาสเช่นเดิม เป็นผัสสะที่มีการเดินมรรคอย่างต่อเนื่อง ปัญญาเจตสิกปรากฎขึ้นในผัสสะ ส่งผลให้ไม่เกิดการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกและโมหเจตสิกดับลง)เมื่อไม่มี นันทิและราคะเป็นเชื้อ ตัณหาก็ดับลง นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลงนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิด คือ....อวิชชา....
 อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์ 

และเหตุปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับ คือ....วิชชา....


วิชชาเกิด =>อวิชชาดับ =>ตัณหาดับ =>ทุกข์ดับ

=========  นี่คือ...หลักอิทัปปัจจยตา.....===========

เวทนา คืออะไร???
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ต่างๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(ไม่สุขและไม่ทุกข์)เวทนาเป็น เจตสิกในขันธ์ 5 ปรุงแต่งให้จิตรับรู้ใน...อารมณ์สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของการเกิดเวทนา นั่นก็คือ ผัสสะ  เวทนาเจตสิกเป็นธรรมหรือเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์โดยตรง
ขอกล่าวถึงเวทนาใน 2 บทบาท
 

1 ) เวทนารู้ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยปัญญา(มีการเดินมรรคในทุกขณะจิต) เวทนาชนิดนี้จะไม่มีการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้นในเวทนา ปัญญาเจตสิกแสดงผล ไม่ยินดี(นันทิ)ในสุขเวทนา ไม่ยินร้าย(นันทิ)ในทุกขเวทนา และไม่เผลอในอทุกขมสุขเวทนา นี่คือ ผลของการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )จะให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ตัณหาจึงไม่เกิด และทุกข์ก็ไม่เกิด

2 ) เวทนาหลง เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอวิชชา(โมหเจตสิกทำกิจในเวทนาเจตสิก)จะเกิดการปรุงแต่งนันทิและราคะเมื่อเกิด สุขเวทนา(ไปเป็นกามตัณหา) ทุกขเวทนา(ไปเป็นวิภวตัณหา) และ อมทุกขมสุขเวทนา(ไปเป็น ภวตัณหา)
จะเห็นได้ว่า....เวทนา..ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิด ทุกข์ แต่ตัวปัญหาคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก)....


เรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์ 

จะเห็นได้ว่า....จิต เป็นกิริยารับรู้เรื่องทุกข์ 
เจตสิกคือธรรมที่ปรุงแต่งทุกข์(อกุศลธรรม)และดับทุกข์(กุศลธรรม)ให้กับจิต
ผัสสะ คือ ธรรมที่เชื่อมต่อทุกๆธรรมให้ทำกิจ(ปรุงแต่ง)
เวทนา คือ จุดปรุงแต่งของ เจตสิก ( กุศลเจตสิก หรือ อกุศลเจตสิก )สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือ โมหเจตสิก....
กิเลสเกิด(ทุกข์เกิด) หรือ กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)จะเริ่มต้นที่จุด เวทนา นี่เอง
 

หมายเหตุ :   

กุศลธรรม(ธรรมที่ดีงาม เช่น สติ ปัญญา...)เกิดจากการปรุงแต่งของ..กุศลเจตสิก( เจตสิกยดี ) 

  อกุศลธรรม(กิเลสทั้งปวง)เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก( เจตสิกฝ่ายไม่ดี )

 สรุป

   ถ้ามรรคทำกิจ(เดินมรรคในทุกขณะจิต) => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ
   ถ้าอวิชชาทำกิจ(โมหเจตสิกทำกิจ) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเว็บเพจนี้ เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆเพียงชั่วข้ามคืนได้ ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัยเกิด ผลจึงออกมาเช่นนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่อ่านเนื้อหา ต้องลงมือปฏิบัติจริง เห็นการเกิดดับด้วยปัญญาจริงๆไม่ใช่ความเข้าใจหรือนึกคิดเอาเอง ต้องรู้ ปฏิบัติ และเห็นได้ด้วยตัวเองเท่านั้น การดับทุกข์ในแต่ละวันจึงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่นี่แนะนำเรื่องการดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่ มรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น แนะนำให้ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ลดปัญหาได้ก็คือ ลดทุกข์และดับทุกข์รายวันได้นั่นเอง ไม่ต้องรอเข้าวัด ปฏิบัติได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ผลลัพธ์มันจะเกิดตามมาตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกๆท่านโชคดีไม่มีทุกข์ 

ธรรมที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต

มาดูหน้าตาของธรรมที่ทำให้เกิด....ทุกข์( กิเลส )...ขึ้นในจิตให้ชัดๆกัน

1 ) นิวรณ์ 5

2 ) กิเลส 10

3 ) อนุสัย 7 

4 ) สังโยชน์ 10

นี้คือ ธรรมหลักๆที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิต( จิตรับรู้จึงเป็นทุกข์ ) ถ้าสังเกตให้ดี ทุกๆธรรมทั้งหมด( 1-4 )ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เช่น ในนิวรณ์ 5  กามฉันทะ(ความพอใจในกามคุณ)จะมี โลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก จึงเกิดเป็น กามฉันทะ ขึ้นมา อกุศลเจตสิกจะเป็นธรรมที่ปรุงแต่งธรรมเหล่านี้( 1 - 4 )ขึ้นมาในขณะที่...ไม่มีการเดินมรรค( ไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ อย่าลืมว่า...ผัสสะ...เกิดตลอดเวลา มันสามารถกระตุ้นการทำงานของ อวิชชา ได้ทันที ถ้าปราศจากการเดินมรรคในทุกๆขณะจิต

มรรคเกิด(เดินมรรคทุกขณะจิต) อวิชชาดับ ผลผลิตของอวิชชา( 1 - 4 ) ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ทุกข์จึงดับลง เพราะรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง(ที่ทำให้เกิดทุกข์) ล้วนมาจาก...อวิชชา...ทั้งสิ้น

วิชชา(ปัญญาเจตสิก)เกิด   =>>   อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) 

วิชชา(ปัญญา) อยู่ใน...แก่นมรรค...เรียบร้อยแล้ว( แก่นมรรค =>> สติ สมาธิ ปัญญา )

วิชชา และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที

((  ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))

((  อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

  [ อนัตตาคืออะไร??? ]
  [  อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ]

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))

(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ ))) 

(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) 
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..)) 

((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่....   )) 
 

 

แปลภาษา / Translate Page

*ระบบจะเปิดหน้าต่างใหม่เพื่อแปลเนื้อหาโดย Google

Visitors: 4,853