Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

ขยะอวิชชา(กิเลส)วิธีกำจัดขยะอวิชชาด้วยแก่นมรรค(ปัญญา)

ขยะอวิชชา(กิเลสส) เป็นขยะพิษและเชื้อโรคร้าย
เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในจิตใจของมนุษย์ทุกๆคน

อวิชชา เชื้อโรคร้ายและขยะพิษที่ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิด และติดตัวแบบข้ามภพข้ามชาติไปเรื่อยๆแบบไม่รู้จบสิ้น ตราบใดที่ยังไม่สามารถดับอวิชชาได้ มนุษย์ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา มาโดยตลอดจนกระทั่งพระพุทธเจ้ารู้วิธีการดับอวิชชาแบบสิ้นเชิงและถาวร ทำให้วัฏฏสงสาร(การเวียนว่ายตายเกิด)ดับลงแบบสิ้นเชิง

  อวิชชา สร้างปัญหาให้มนุษย์อย่างไร?

อวิชชา(ความไม่รู้จริงในวิชชา, ความหลง)คือ รากเหง้าหรือรากแก้วของกิเลสทั้งปวง ซึ่งกิเลสคือที่มาของกองทุกข์ทั้งปวง มันสร้างทุกข์ให้กับมนุษย์ตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันสุดท้าย(ตาย) นี่คือ อานุภาพของกิเลส ดังนั้น อวิชชา จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด กิเลสทั้งปวง ซึ่งเป็นที่มาของ...กองทุกข์ทั้งปวงในมนุษย์ อวิชชา ก็เป็นกิเลสตัวหนึ่ง แต่เป็นประธานใหญ่ของกิเลสทั้งปวง เป็นองค์ประกอบร่วมหลักๆของกิเลสทุกๆตัว เปรียบเสมือนรากแก้วของต้นไม้ กิ่งไม้และใบไม้(กิเลสน้อยใหญ่)จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าปราศจากรากแก้วของต้นไม้(อวิชชา) อวิชชาจึงเป็นธรรมหลักๆและสาเหตุหลักๆที่สร้างทุกข์ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ มนุษย์มากกว่า 99% ล้วนเป็นทาสของ อวิชชา แบบตลอดกาล

  รวมขยะอวิชชา(ผลผลิตของอวิชชา)

ต่อไปนี้คือ ขยะ(กิเลส)ที่มาจากอวิชชาหรือผลผลิตจากอวิชชา ซึ่งเป็นกิเลสและอุปกิเลส

 - ตัณหา ( กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ) เป็นกิเลสอีกกลุ่มหนึ่ง

 - นิวรณ์ 5 

 - กิเลส 10 

 - อนุสัย 7 

 - สังโยชน์ 10

 - อุปกิเลส 16

ทั้งหมดนี้ คือ กิเลสและอุปกิเลสที่มี...อวิชชา เป็นองค์ประกอบหลัก

 ตัณหา เป็น เหตุแห่งทุกข์(สมุทัย)โดยตรงในวงจรการเกิดขึ้นของทุกข์(ในปฏิจจสมุปบาท)

อวิชชา => สังขาร........=> ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน....( ทุกข์ทั้งปวง ) 

อวิชชา(โมหเจตสิก) จะเข้าไปปรุงแต่ง นันทิราคะ ในเวทนา ทำให้เกิด ตัณหา และอุปาทาน ทุกข์ตามลำดับของเหตุปัจจัย นี่คือที่มาของ...ทุกข์ ในขันธ์ 5 หรือในมนุษย์นั่นเอง อวิชชา(โมหเจตสิก)มันจะปรุงแต่ง(สังขาร)อปุญญาภิสังขาร ซึ่งเป็นอกุศลเจตสิกที่ทำให้เกิด กิเลส ขึ้นมาครอบงำจิตใจให้เศร้าหมองไม่ผ่องใส เช่น โลภ(ความอยากได้)เกิดมาจาก โมหเจตสิก+โลภเจตสิก ถ้าไม่มีโมหเจตสิกเกิดขึ้น โลภเจตสิกก็ไม่เกิด ความโลภก็ไม่เกิดขึ้นนั่นเอง  โกรธ เกิดจาก โมหเจตสิก+โทสเจตสิก ออกมาเป็นความโกรธ พยาบาท หงุดหงิดใจ ขัดเคือง ผลักไส นี่คือ ผลลัพธ์ของ...อวิชชา(โมหเจตสิก) ใน กิเลส 10 ก็จะมีอวิชชาเป็นองค์ประกอบในทุกๆธรรม ใน อนุสัย 7  สังโยชน์ 10 อุปกิเลส 16 ล้วนมี อวิชชา เป็นองค์ประกอบร่วมในทุกๆธรรมทั้งสิ้น  จิต(ธาตุรับรู้) จึงเป็นจุดที่แสดงผลของการปรุงแต่งของ อกุศลเจตสิก ที่มีอวิชชาเป็นธรรมประกอบร่วมหลัก จึงเป็นที่มาของกิเลสเครื่องเศร้าหมองในจิต ทำให้จิตเป็นทุกข์นั่นเอง
  กิเลสน้อยใหญ่แต่ละตัวทั้งหมด จะทำงานร่วมกับอวิชชา(โมหเจตสิก)ทั้งสิ้น เพราะกิเลสแต่ละตัวก็คือ อกุศลเจตสิกแต่ละตัวนั่นเอง กิเลสอวิชชาจะอยู่สุดท้ายในกิเลสละเอียดอย่าง อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 เพราะ อวิชชา เป็นรากเหง้าหรือรากแก้วของกิเลสทั้งปวง(เป็นองค์ประกอบหลักของกิเลสทั้งปวง) อวิชชา ก็คือ โมหเจตสิก นั่นเอง เป็นส่วนของ อกุศลเจตสิก(เจตสิกที่ไม่ดี)เป็นเจตสิกที่ทำให้เกิด วัฏฏสงสาร(การเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์และสัตว์โลก) 

   จะจัดการกับอวิชชาอย่างไร?

ต้องสร้างเหตุปัจจัยการดับไปของ อวิชชา ขึ้นมาในจิต เราจะไม่ไปไล่ดับอวิชชาโดยตรง เหมือนกรณีความมืดในห้อง เราเพียงเปิดสวิตส์ไฟให้สว่างขึ้นมา(สร้างเหตุปัจจัย) ความมืดก็จะหายไปเอง เช่นเดียวกันกับ อวิชชา ซึ่งเปรียบเสมือนความมืดบอดของจิต เมื่อเราสร้างความสว่างให้จิต(วิชชาหรือปัญญา) ความมืดบอดก็ดับลง(อวิชชา) เพราะความมืดกับความสว่างเกิดร่วมกันไม่ได้ สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง เช่นเดียวกัน ถ้า วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา ก็จะดับลง ถ้า อวิชชาเกิด วิชชาก็จะไม่เกิดขึ้น เป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา( เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงดับลง) เรารู้แล้วว่า อวิชชา คือ ตัวปัญหาหลักๆของมนุษย์ ที่ทำให้เกิดกิเลสน้อยใหญ่ขึ้นในจิต ต่อไปนี้เราจะมาสร้างเหตุปัจจัยดับอวิชชากัน นั่นก็คือ วิชชาหรือปัญญานั่นเอง ในเว็บไซต์แห่งนี้ได้นำเสนอเนื้อหาของการสร้างปัญญาไว้ทั้งหมดแล้ว ในที่นี้เราจะโฟกัสไปที่แก่นของมรรค( อริยมรรคมีองค์ 8 )นั่นก็คือ  สติ สมาธิ ปัญญา ในที่นี้ขอเรียกว่า แก่นมรรค ซึ่งมีอยู่ในทุกๆคนอยู่แล้ว ไม่ต้องไปวิ่งหาจากที่ไหนอีก เพียงแต่เราฝึกฝนให้ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอนไว้ เพื่อนำมาใช้เป็นอาวุธในการดับ อวิชชา ที่เป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง ถ้าเราสามารถถอนรากแก้วของต้นไม้(อวิชชา)ได้ จำพวกใบไม้และกิ่งก้าน(กิเลสน้อยใหญ่)ก็จะดับไปกับรากเหง้าของมัน แต่ถ้ามันยังมีรากปรากฎอยู่(อวิชชา) กิ่งไม้และใบไม้(กิเลส)มันก็สามารถเกิดขึ้นมาใหม่ได้ตลอดเวลา ดังนั้น เราจึงจะมาถอนที่รากเหง้าของมันคือ อวิชชา ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมาดับอวิชชาโดยตรง 

   แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับอวิชชาได้อย่างไร?
แก่นมรรคก็คือ วิชชา(ปัญญา)นั่นเอง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ อวิชชา ดับลง เพียงเราสร้างฝึกฝนแก่นมรรคให้กล้าแกร่ง ก็ดับอวิชชาได้

แก่นมรรค(วิชชา)สามารถดับอวิชชาได้ เป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เป็นฝั่งกุศลธรรมหรือกุศลเจตสิก( สติ  ปัญญา เป็นกุศลเจตสิก) สติ มาจากสติเจตสิก สมาธิ มาจากเอกัคคตาเจตสิก ปัญญา มาจากปัญญาเจตสิก ทั้งหมดเป็นกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิตไม่ให้เศร้าหมองด้วยกิเลส เมื่อแก่นมรรคเกิดขึ้นในทุกขณะจิต(เจริญแก่นมรรคอย่างต่อเนื่อง) อกุศลเจตสิก(โมหเจตสิกหรืออวิชชา)ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ในฐานจิต ดังนั้น การเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆสำหรับการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้ ทุกข์จะดับลงตรงปัจจุบันขณะนั้นเลย ตราบใดที่มีการเดินแก่นมรรคอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง(สันตติ)ที่นี่..จะเน้นที่ปัจจุบันขณะจิต สร้างเหตุปัจจัยซึ่งหน้าในปัจจุบันขณะจิตเท่านั้น จะไม่ใช่ชนิดที่ทำเป็นพักๆแล้วแต่อารมณ์ ความมีวินัยและต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุด และเน้นปัจจุบันขณะจิตเท่านั้น ไม่ได้ให้มุ่งบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ ทำปัจจุบันให้เห็นและพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเองเท่านั้น ดับทุกข์ได้จริงๆในปัจจุบันขณะจิตเดียวเท่านั้น ส่วนดับทุกข์แบบสิ้นเชิงและถาวรเป็นเรื่องของอนาคตและเหตุปัจจัยบุญญาบารมีถึง เราทำปัจจุบันขณะนี้ให้เกิดขึ้นจริงและเห็นผลจริงเสียก่อน เรื่องอนาคตค่อยว่ากันทีหลัง เราจะค่อยๆก้าวเดินทีละก้าวจะปลอดภัยมากที่สุด พิสูจน์ไปทีละสเต็ป แล้วท่านจะเข้าใจ

  เทคนิคการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตด้วยแก่นมรรค

การดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตทุกๆคนสามารถทำได้ ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงแต่ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แก่นมรรคแก่กล้าเพียงพอที่จะดับทุกข์ได้ทันทีในปัจจุบันขณะจิตหนึ่ง เน้นการฝึกสติให้มากที่สุด สมาธิและปัญญาจะติดตามมาเอง ท่านต้องมีสติกำหนดระลึกรู้ในลมหายใจเข้าออก(อานาปานสติ)อย่างเป็นระบบ ฝึกจนสตินิ่งเห็นลมหายใจเข้าออกในแต่ละครั้ง กรณีจิตฟุ้งซ่าน(อุจธัจจเจตสิกทำกิจ)ให้ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจทุกครั้ง ห้ามเกรง ห้ามเพ่ง ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน มันจะคล่อยๆผ่อนคลายลงจนสตินิ่งเป็นสมาธิ(จิตมีสมาธิ) อย่าลืม สติจับอารมณ์อยู่ที่ใด จิตจะอยู่กับสติที่นั่น เพราะ สติคือธรรมที่ปรุงแต่งจิตโดยตรง อารมณ์เดียวกัน เกิดดับพร้อมกัน เกิดในวัตถุเดียวกัน ดังนั้น สติอยู่ที่ฐานกายคือ ลมหายใจ จิตก็จะอยู่ที่ลมหายใจเช่นกัน จิตรับรู้เรื่องราวต่างๆและอารมณ์ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้พร้อมกัน ดังนั้น เมื่อจิตอยู่กับสติ และมีสมาธิแล้ว กิเลสน้อยใหญ่และอวิชชา จึงไม่สามารถแทรกเข้าหาและปรุงแต่งจิตได้(เพราะจิตรับรู้เพียงทีละอารมณ์เท่านั้น)ทุกข์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นในจิตได้(ทุกข์ดับ) นี่คือ วิธีดับทุกข์แบบเฉียบพลันด้วยตัวของท่านเอง อธิบายแบบหลักวิทยาศาสตร์ได้แบบนี้     พระพุทธเจ้าสอนธรรมะเป็นวิทยาศาตร์ทางจิตทั้งหมด พิสูจน์ได้ตลอดเวลาทุกๆที่และทุกๆเวลา มาดูกันต่อครับ เมื่อท่านออกจากการกำหนดลมหายใจเข้าออก(ออกจากอานาปานสติ)ให้ท่านเข้าสู่โหมด กายคตาสติทันที(แบบต่อเนื่องกัน)ท่านจะลุกขึ้น ให้มีสติรู้ทันว่ากำลังลุก ก้าวเดินก็ให้รู้ว่ากำลังก้าวเดิน นั่งก็รู้ว่ากำลังนั่ง นี่คือ การมีสติกำหนดรู้ในอิริยาบทต่างๆในชีวิตประจำวันเรียกวิธีนี้ว่า กายคตาสติ นั่นเอง นั่งทำงานก็มีสติรู้ว่ากำลังทำงาน ดื่มน้ำก็รู้ตัวว่ากำลังดื่มน้ำ ให้ท่านปฏิบัติเช่นนี้ไปเรื่อยๆ(ฝึกอยู่เป็นประจำจนเป็นนิสัย) สติของท่านจะเริ่มกล้าแกร่งจัดการกับอวิชชาได้แบบง่ายๆ เมื่อสติมีกำลังสูงขึ้น นั่นคือ สมาธิก็มีกำลังเช่นกัน ปัญญา(สัมปชัญญะ)ก็จะเกิดตามมา( สติมา ปัญญาเกิด ) สติยิ่งมีมาก ยิ่งเป็นการดี พระพุทธเจ้าสรรเสริญเรื่อง การมีสติในทุกๆลมหายใจเข้าออก(ทุกขณะจิต)ความฟุ้งซ่าน ความกังวล ความเครียด ซึมเศร้า จะหาท่านไม่เจอ เพราะจิตของท่านอยู่กับสติ มีสติ สมาธิ ปัญญาเป็นบริวารอยู่ไม่ห่าง บรรดากิเลสทั้งปวงจะหาจิตของท่านไม่เจอ พื้นที่จิตอุดมไปด้วยแก่นมรรคอยู่ตลอดเวลา กิเลสน้อยใหญ่โดยเฉพาะอวิชชาเข้าแทรกไม่ได้ เพราะสติและปัญญา ตรงข้ามคนละขั้วกันกับ อวิชชาและกิเลสทั้งปวง

  วิชชาเกิด(แก่นมรรค)  => อวิชชาดับลง => ทุกข์ดับลง

การดับทุกข์ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อน ถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ง่ายๆแบบนี้ รูปแบบและพิธีต่างๆไม่ต้องมากเรื่อง ท่านสามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลา แต่การจะทำได้ง่ายแบบนี้ ท่านจะต้องผ่านการฝึกฝนมากพอสมควร วินัยและความสม่ำเสมอความต่อเนื่องต้องปฏิบัติให้ได้(ไม่ใช่ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง) ทุกอย่างจึงจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาแบบลอยๆโดยปราศจากเหตุผล(เหตุปัจจัย) อย่าลืมที่นี่...เน้นการดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตเดียวเท่านั้น โดยการใช้ แก่นมรรค คือ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก การสร้างเหตุปัจจัยแก่นมรรคในปัจจุบันในทุกๆขณะจิตคือ ปัจจัยสำคัญในการดับทุกข์แบบเฉียบพลันในปัจจุบันขณะที่นี่และเดี๋ยวนี้ จะเรียกว่า การเดินแก่นมรรค หรือ การเจริญแก่นมรรค ก็ได้ ขอให้ท่านมีองครักษ์ดูแลจิตของท่านเพียง 3 องค์นี้ก็เพียงพอแล้ว ธรรมที่เป็นกุศลตัวอื่นๆจะติดตามมาเองในภายหลัง

  การเจริญสติแบบบูรณาการ

การเจริญสติแบบบูรณาการก็คือ การเจริญอานาปานสติ(กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก)ควบคู่ไปกับ การเจริญกายคตาสติ(มีสติระลึกรู้ในแต่ละอิริยาบท)แล้วแต่จังหวะและความเหมาะสม ถ้าท่านอยู่ในที่เงียบๆนิ่งๆ ท่านก็เจริญอานาปานสติ แต่ถ้าเปลี่ยนอิริยาบทใหม่ลุกไปเข้าห้องน้ำหรือไปทำกิจกรรมต่างๆ ก็เปลี่ยนไปกำหนดระลึกรู้กายคตาสติแทนทันที สลับกันไปมาได้ระหว่าง อานาปานสติ กับ กายคตาสติ ประการสำคัญ อย่าให้สติหลุดล่องลอยไปไหนก็แล้วกัน อย่าไปนันทิคิดเพลิน หรือไปอุจธัจจะฟุ้งซ่าน ให้ดึงสติกลับมาที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)จิตจะติดตามมาโดยอัตโนมัติ ถ้าท่านศึกษาไปลึกๆ ท่านจะไปสู่โหมด...รู้(สติรู้)  เห็น(ปัญญาเห็น)  วาง(อุเบกขาวาง) หรือ....รู้  เห็น  วาง....นั่นเอง เป็นชั้นของการดับทุกข์ในขั้นสูง

  รู้  เห็น วาง  อะไรหรือสิ่งใด?

1 ) ขันธ์ 5  รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา รูป มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นส่วนของสังขารปรุงแต่งมา ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวเราหรือของเราเลย และทั้งหมดล้วนเป็น...อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้ถาวร) ทุกขัง(ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ บีบคั้น) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน สัตว์ บุคคล เรา เขา บังคับควบคุมไม่ได้) ทั้งหมดคือ สมมติรูป และ สมมตินาม ( สมมติบัญญัติเท่านั้น ) เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย และสุดท้ายก็ดับลงไปตามเหตุปัจจัยของมัน( เกิดขึ้น ตั้งอยู่ สุดท้ายดับสลายไป ) สติรู้ความจริง  ปัญญาเห็นความจริง  อุเบกขาปล่อยวาง

2 ) อารมณ์ 6 หรือ อายตนะภายนอก 6 ก็คือ สมมติรูป และ สมมตินาม เท่านั้น สมมติรูปคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ส่วนสมมตินามคือ ธรรมารมณ์(ความนึกคิดต่างๆ สัญญาต่างๆ) ไม่ควรไปยึด(ด้วยอวิชชา)ในธรรมเหล่านี้ เพราะมันเป็นเพียง มายาสมมติเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งอมตะใดๆ มันเป็น อนัตตา ทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าไปยึดเข้า มันจะนำทุกข์มาให้กับจิต

  จะเห็นได้ว่า อวิชชา ทำให้มนุษย์เราหลงผิดไปหมด(มิจฉาทิฏฐิ) เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แต่ วิชชาหรือปัญญา(แก่นมรรค)ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ตามความเป็นจริง ไม่ไปบิดเบือนธรรมชาติเหมือนอวิชชา(ความไม่รู้จริง)ตัวกู ของกู มันมาจาก อวิชชา นี่เองที่ทำให้มนุษย์หลงผิดในตนเอง จึงมีการสร้างกิเลสเพิ่มพูนอยู่ตลอดเวลา ทุกข์จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตามเงาของกิเลสประธานใหญ่อย่างอวิชชา ขยะพิษและเชื้อโรคคงไม่เป็นที่ปรารถนาของใคร อวิชชาเปรียบได้ดังขยะพิษและเชื้อโรค นำแต่ทุกข์มาให้กับจิต ในความเป็นจริง มนุษย์ต้องการเพียง....ดิน(อาหาร) น้ำ  ลม(หายใจ) ไฟ(ความอบอุ่น) ถ้าสิ่งเหล่านี้มีเพียงพอแล้ว สิ่งอื่นแทบไม่มีความจำเป็นใดๆ เพราะมนุษย์มีเพียงองค์ประกอบของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เท่านั้น วาระสุดท้ายมีเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ปรากฎบนเมรุเท่านั้น ไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติสิ่งสมมติมายาสิ่งใดไปได้สักอย่างเดียว 

จิตอยู่กับสติได้อย่างไร? 

จิตอยู่กับสติได้เพราะ สติเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น จิตและสติเกิด-ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน การเจริญสติอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) จึงทำให้จิตมีองครักษ์พิทักษ์อยู่ตลอดเวลา กิเลสจึงแทรกเข้าหาได้ยากยิ่ง อวิชชาหลง(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับสติ(ระลึกรู้ตัว) 

บทสรุป: สติตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรกได้อย่างไร? 

ความทุกข์ไม่ได้ดับไปด้วยการบังคับ ไม่ได้ดับไปด้วยความอยาก แต่ดับไปด้วย "ความไม่ประมาท" โดยการมีสติที่ว่องไวคอยพิทักษ์มโนผัสสะและเวทนา สติคือด่านแรกที่พลิกเกมจากการเป็น "ผู้หลงลื่นไหลไปตามนันทิราคะ" มาเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้แยกแยะสมมติออกจากความจริง" สติเป็นกุศลเจตสิก เป็นองค์มรรคหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ถือว่าสำคัญมากๆ 

เมื่อสติทำงานเป็นสันตติ(ต่อเนื่อง) ช่องว่างของมาร(กิเลส)จะหมดไป จิตจะคืนสู่สภาพ "ปกติ" ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่มีสติแกร่งและมั่นคง 

"พระพุทธเจ้าทรงตรากตรำบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่เพื่อให้พวกเรากราบไหว้ขอพร แต่เพื่อให้พวกเราลุกขึ้นมา ‘เจริญสติในทุกๆ ผัสสะ’ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของพญามารกิเลสทั้งปวงอีกต่อไป

ปัจฉิมโอวาทที่ว่า ‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด’ จึงไม่ใช่เพียงคำสั่งเสีย แต่เป็นคำโอบกอดอันอบอุ่นที่สุดจากพระบิดาผู้รู้แจ้งโลก ที่ย้ำเตือนให้เรามีองครักษ์พิทักษ์จิตในทุกย่างก้าว เพื่อให้ชีวิต 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ เป็นชีวิตที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง" 

 มาเริ่มต้นการฝึก สติ ให้แข็งแกร่งเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไว) 

 ทุกๆอย่างอยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำของท่านแล้ว 

  ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ล้วนบ่มเพาะสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสิ้น  

 

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่...

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]  

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))   

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。 

Visitors: 10,747