วิธีดับทุกข์ด้วยตนเองด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )

วิธีดับทุกข์ที่มาจาก...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน( กิเลส ) ด้วย แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
บรรดาทุกข์ต่างๆที่เกิดขึ้นในมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกาย เช่น เจ็บ ป่วย หรือทุกข์ทางใจ ส่วนที่รับรู้ทุกข์ทั้งหมดคือ...จิตใจ...ดังนั้น ใจจึงเป็นจุดที่รับรู้ทุกข์ที่มาจากทางกาย(เจ็บป่วย)และทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจทั้งหมด ทุกข์เกิดที่ใจ ดังนั้น การดับทุกข์ ก็ต้องไปดับที่..ใจ..นั่นเอง
ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ(ไม่มีเหตุผลหรือเหตุปัจจัย)แต่มันมาจากรากเหง้าของความไม่รู้ คือ อวิชชา นั่นเอง บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน(กองทุกข์ทั้งปวง) ล้วนเป็นผลมาจาก อวิชชา ทั้งสิ้น
ที่ใดมีวิชชา(ปัญญา)ที่นั่นจะไม่มีทุกข์ เพราะทุกข์จะถูกกำหนดรู้ด้วยวิชชา และถูกทำลายด้วยวิชชา เพราะ วิชชาเกิด อวิชชาดับลง
วิชชา(ปัญญา) เปรียบเสมือน...แสงสว่าง....
อวิชชา( ความไม่รู้ ) เปรียบเสมือน....ความมืด....
ความสว่าง และ ความมืด ไม่สามารถเกิดหรืออยู่ร่วมกันได้
อวิชชา คือ รากเหง้าแห่งกองทุกข์ทั้งปวง
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ..... =>> กองทุกข์ทั้งปวง
ถ้าดูในกระแสปฏิจจสมุปปบาทด้านบนนี้ ท่านจะเห็นรากเหง้าที่มาของกองทุกข์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงวางไว้อย่างชัดเจน เหตุปัจจัยต่างๆอันเป็นที่มาแห่งทุกข์ เพราะความไม่รู้(อวิชชา) สังขาร(อปุญญาภิสังขาร)จึงมีการปรุงแต่ง..อกุศลเจตสิก(กิเลสอาสวะ)ขึ้นมาในจิต เมื่อจิตรับรู้เข้าจึงเกิดทุกข์ขึ้นมา การปรุงแต่ง กิเลส(ตัณหา)จะเกิดขึ้นช่วงเกิด เวทนา อกุศลเจตสิกจะเข้าปรุงแต่งจิตให้เกิด...นันทิราคะขึ้น อันนำมาซึ่ง...กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา...นั่นเอง(ขึ้นอยู่กับอกุศลเจตสิกแต่ละตัวที่ปรุงแต่ง) นี่คือ จุดเกิดทุกข์ขึ้น พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์ ทุกข์เป็นผล ที่มาจากเหตุแห่งทุกข์(คือตัณหา)และ ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสหลายๆตัว มีที่มาจากรากเหง้าเดียวกันทั้งหมดคือ อวิชชา(ความไม่รู้) ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนวิชชาให้กับมนุษย์ คือ มรรคมีองค์ 8 วิชชาเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ไล่ความมืด(อวิชชา) ความมืดและความสว่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง เช่นเดียวกันกับวิชชาและอวิชชา ถ้าวิชชาเกิด อวิชชาจะดับลง ถ้าอวิชชาเกิด วิชชาก็ไม่เกิด มนุษย์ทุกๆคนธรรมชาติได้มอบอวิชชาให้มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ดังนั้น อวิชชาจึงเจริญงอกงามอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องฝึกฝนใดๆทั้งสิ้น มันผุดออกมาเองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิด ผัสสะ(สัมผัส)ขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก วิชชา ที่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก จึงจะเอาชนะ อวิชชา ได้ จุดนี้คือจุดยากที่สุดของการเอาชนะอวิชชา
ผลผลิตของ อวิชชา( มีองค์ประกอบของอวิชชาทั้งหมด )
ธรรมต่อไปนี้เป็นกลุ่มของ กิเลสอาสวะทั้งปวง มีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วมในทุกๆธรรม
นิวรณ์ 5 กิเลส 10 อนุสัย 7 สังโยชน์ 10 อุปกิเลส 16
ทุกข์ คืออะไร???
- ทุกข์ทางกาย
- การเกิด
- ความแก่
- ความเจ็บป่วย
- ความตาย
- ทุกข์ทางใจ
- ความโศกเศร้า
- ความเสียใจ
- ความคับแค้นใจ
- ความผิดหวัง
- ทุกข์จากความไม่สมหวัง
- ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
- ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ
- ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
- ทุกข์ในความหมายลึก
- สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง (อนิจจัง)
- ไม่อาจควบคุมให้เป็นไปตามใจได้ตลอด( อนัตตา )
- จึงมีความบกพร่องและก่อให้เกิดความคับข้องบีบคั้นแฝงอยู่เสมอ( ทุกขัง )
- ทุกข์ — ปัญหาหรือสภาพที่บีบคั้น
- สมุทัย — เหตุแห่งทุกข์
- นิโรธ — ความดับทุกข์
- มรรค — ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ทุกข์ คือ สภาวะที่ถูกบีบคั้น ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ตรงกับความปรารถนา อันเกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆไร้เหตุผล
ทุกข์เกิดมาจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก..ในจิต
- ไม่เห็นว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง)
- ไม่เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นทุกข์ในแง่ที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้( ทุกขัง )
- ไม่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)
- คิดว่าความสุขจากทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสัมพันธ์จะอยู่กับเราตลอดไป ( มิจฉาทิฏฐิ )
- คิดว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามใจได้ ( มิจฉาทิฏฐิ )
- กามตัณหา : อยากได้สิ่งที่ชอบ
- ภวตัณหา : อยากเป็น อยากมี อยากได้สถานะบางอย่าง
- วิภวตัณหา : อยากไม่เป็น อยากกำจัดสิ่งที่ไม่ชอบ
- อยากให้คนอื่นชื่นชมตลอดเวลา
- อยากประสบความสำเร็จตามภาพที่วาดไว้
- อยากให้ปัญหาหรือคนที่ไม่ชอบหายไปจากชีวิต
- ยึดมั่นในความคิดของตน
- ยึดมั่นในชื่อเสียง เกียรติยศ
- ยึดมั่นในความสัมพันธ์
- ยึดมั่นในภาพลักษณ์ของตนเอง
- เมื่อมีคนวิจารณ์ เราโกรธมาก เพราะยึดว่าความคิดของเราต้องถูก
- เมื่อสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ เราทุกข์มาก เพราะยึดว่าตำแหน่งนั้นคือคุณค่าของเรา
- ไม่รู้ว่าความรักเป็นสิ่งไม่เที่ยง (อวิชชา)
- อยากให้คนรักอยู่กับเราตลอดไป (ตัณหา)
- ยึดว่าเขาเป็นของเรา ขาดไม่ได้ (อุปาทาน)
- เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพลัดพราก จึงเสียใจ เจ็บปวด คับข้องใจ (ทุกข์)
- ไม่รู้ว่าชื่อเสียงเป็นของไม่แน่นอน
- อยากได้รับการยอมรับจากทุกคน
- ยึดติดกับภาพลักษณ์ของตน
- เมื่อถูกตำหนิหรือถูกปฏิเสธ จึงเกิดความโกรธ น้อยใจ และทุกข์
อวิชชา ทำให้มองผิดจากความจริง
ตัณหา ทำให้เกิดความอยากและความผลักไส
อุปาทาน ทำให้ยึดติดว่าเป็น "เรา" หรือ "ของเรา"
เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ยึดไว้ จึงเกิด ทุกข์ทางใจ
การเกิดขึ้นของ...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มีที่มาอย่างไร???
ถ้าดูตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า สิ่งทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน
ลำดับที่เกี่ยวข้องกับการเกิดทุกข์
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์
1. อวิชชาเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อวิชชาเป็นผลสืบเนื่องหรือเหตุปัจจัยของสังสารวัฏฏ์( กิเลส กรรม วิบาก )หรือการเวียนว่ายตายเกิดที่ยังมีกิเลสติดตัวอยู่ในทุกภพทุกชาติ อวิชชาจะติดตัวไปเรื่อยๆแบบไม่สิ้นสุด จนกว่าท่านจะดับกิเลสได้แบบสิ้นเชิงและถาวร(พระอรหันต์)เมื่อนั้น วงจรสังสารวัฏฏ์จะขาดลงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป แต่ตราบใดที่อวิชชายังไม่ดับสนิท การเวียนว่ายตายเกิด(สังสารวัฏฏ์)ก็ยังคงวนอยู่เช่นเดิม(ตามกระแสปฏิจจสมุปปบาทด้านบน) นี้คือ อานุภาพของ..อวิชชา
อวิชชา คือ ความไม่รู้ความจริง ไม่รู้ว่า
- ทุกสิ่งไม่เที่ยง
- ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
- ไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวร
- ความสุขจากการยึดติดไม่ยั่งยืน
อวิชชาไม่ได้หมายถึงไม่มีความรู้ทางโลก คนละอย่างกันกับทางธรรม คนเรียนสูง ฉลาดมาก ก็ยังมีอวิชชาได้ ตัวอย่าง
รู้วิทยาศาสตร์เก่ง แต่ยังเชื่อว่าทรัพย์สินจะทำให้สุขตลอดไป
รู้หลักธุรกิจดี แต่ยังยึดติดกับชื่อเสียงอย่างหนัก
อวิชชามาจากไหน?
ในพระพุทธศาสนา อวิชชาเป็นสภาวะที่สืบต่อกันมาในวัฏสงสาร เปรียบเหมือนคนที่อยู่ในห้องมืดมาตลอด ไม่ได้ "สร้าง" ความมืดขึ้นมา
แต่เพราะไม่มีแสง จึงมองไม่เห็นความจริง เมื่อไม่มีปัญญา ความไม่รู้จึงดำรงอยู่ จึงต้องอยู่กับความมืดมนต่อไป
2. ตัณหาเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ตัณหา ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แต่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตให้รับรู้อกุศลธรรมนี้(ตัณหา)ในปฏิจจสมุปปบาทจะเห็นว่า....เวทนา => ตัณหา
ความจริงคือ เมื่อจิตมีอวิชชาหรือจิตถูกอวิชชาครอบงำอยู่ในขณะนั้น เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมา(เวทนาเกิดตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยของ ผัสสะ)อกุศลเจตสิกจะทำการปรุงแต่งทันที จนทำให้เกิด นันทิ(ความเพลิน)และราคะ(ความกำหนัด ความต้องการ)ซึ่งเป็นเชื้อนำไปสู่ ตัณหา นั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ตัณหา...
ตัณหาเกิดจาก ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา เมื่อมีการกระทบของอายตนะภายในและอายตนะภายนอก
- ตาเห็นรูป
- หูได้ยินเสียง
- จมูกได้กลิ่น
- ลิ้นได้ลิ้มรส
- กายได้สัมผัส
- ใจเกิดการคิดนึก
จึงเกิดความรู้สึก (เวทนา) เมื่อเกิดเวทนา
- สุขเวทนา → อยากได้อีก
- ทุกขเวทนา → อยากหนี ผลักไส
- อทุกขมสุขเวทนา → อยากหาอะไรมาเติม เหม่อลอย อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่
จึงเกิดตัณหา ตัวอย่าง
กินเค้กอร่อย
↓
เกิดสุขเวทนา
↓
อยากกินอีก
↓
ตัณหา
หรือ
ถูกด่า
↓
เกิดทุกขเวทนา
↓
อยากให้เขาหยุดด่า
↓
ตัณหา
ดังนั้น ตัณหาคือการตอบสนองต่อความรู้สึก ด้วยความอยาก
3. อุปาทานเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ในขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6
เมื่อความอยากแรงขึ้น( ตัณหา )และต่อเนื่อง ตัณหาจะพัฒนาเป็นอุปาทาน เปรียบเทียบง่าย ๆ
- ตัณหา = อยากได้
- อุปาทาน = ยึดว่าเป็นของเรา
ตัวอย่าง ตอนแรก "อยากมีรถคันนี้" นี่คือตัณหา ต่อมา "รถคันนี้คือความภูมิใจของฉัน" "ใครมาวิจารณ์รถฉันไม่ได้"
นี่คืออุปาทาน มีการยึดมั่นเกิดขึ้นแล้ว ขาดรถไม่ได้(ยึดติด)
สรุปเป็นสายเหตุ
อวิชชา
(ไม่รู้ความจริง)
↓
ตัณหา
(อยากให้เป็นอย่างใจ)
↓
อุปาทาน
(ยึดมั่นถือมั่น)
↓
ทุกข์
(เมื่อความจริงไม่ตรงกับที่ยึด)
ในทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อวิชชาไม่ได้ดับด้วยการ "เชื่อ" แต่อวิชชาดับด้วย "ปัญญา"
เมื่อมี สติ รู้เท่าทันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และมี สมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่น จึงเกิด ปัญญา เห็นความจริงว่า "สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป" เมื่อเห็นชัดเช่นนี้ ตัณหาจะอ่อนกำลัง อุปาทานจะคลายตัว และทุกข์ก็ลดลงตามลำดับ