วิธีดับทุกข์ด้วยตนเองด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )



 วิธีดับทุกข์ที่มาจาก...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน( กิเลส ) ด้วย แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )
บรรดาทุกข์ต่างๆที่เกิดขึ้นในมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ทางกาย เช่น เจ็บ ป่วย หรือทุกข์ทางใจ ส่วนที่รับรู้ทุกข์ทั้งหมดคือ...จิตใจ...ดังนั้น ใจจึงเป็นจุดที่รับรู้ทุกข์ที่มาจากทางกาย(เจ็บป่วย)และทุกข์ที่เกิดขึ้นทางใจทั้งหมด  ทุกข์เกิดที่ใจ  ดังนั้น การดับทุกข์ ก็ต้องไปดับที่..ใจ..นั่นเอง

ทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ(ไม่มีเหตุผลหรือเหตุปัจจัย)แต่มันมาจากรากเหง้าของความไม่รู้ คือ อวิชชา นั่นเอง บรรดากิเลส ตัณหา อุปาทาน(กองทุกข์ทั้งปวง) ล้วนเป็นผลมาจาก อวิชชา ทั้งสิ้น

ที่ใดมีวิชชา(ปัญญา)ที่นั่นจะไม่มีทุกข์ เพราะทุกข์จะถูกกำหนดรู้ด้วยวิชชา และถูกทำลายด้วยวิชชา เพราะ วิชชาเกิด อวิชชาดับลง

   วิชชา(ปัญญา) เปรียบเสมือน...แสงสว่าง....
   อวิชชา( ความไม่รู้ ) เปรียบเสมือน....ความมืด....
ความสว่าง และ ความมืด ไม่สามารถเกิดหรืออยู่ร่วมกันได้

อวิชชา คือ รากเหง้าแห่งกองทุกข์ทั้งปวง
อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ..... =>>  กองทุกข์ทั้งปวง

ถ้าดูในกระแสปฏิจจสมุปปบาทด้านบนนี้ ท่านจะเห็นรากเหง้าที่มาของกองทุกข์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงวางไว้อย่างชัดเจน เหตุปัจจัยต่างๆอันเป็นที่มาแห่งทุกข์ เพราะความไม่รู้(อวิชชา) สังขาร(อปุญญาภิสังขาร)จึงมีการปรุงแต่ง..อกุศลเจตสิก(กิเลสอาสวะ)ขึ้นมาในจิต เมื่อจิตรับรู้เข้าจึงเกิดทุกข์ขึ้นมา การปรุงแต่ง กิเลส(ตัณหา)จะเกิดขึ้นช่วงเกิด เวทนา อกุศลเจตสิกจะเข้าปรุงแต่งจิตให้เกิด...นันทิราคะขึ้น อันนำมาซึ่ง...กามตัณหา ภวตัณหา  วิภวตัณหา...นั่นเอง(ขึ้นอยู่กับอกุศลเจตสิกแต่ละตัวที่ปรุงแต่ง) นี่คือ จุดเกิดทุกข์ขึ้น พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์  ทุกข์เป็นผล ที่มาจากเหตุแห่งทุกข์(คือตัณหา)และ ตัณหาเป็นกิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสหลายๆตัว มีที่มาจากรากเหง้าเดียวกันทั้งหมดคือ อวิชชา(ความไม่รู้) ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนวิชชาให้กับมนุษย์ คือ มรรคมีองค์ 8  วิชชาเปรียบเหมือนแสงสว่างที่ไล่ความมืด(อวิชชา) ความมืดและความสว่างไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง เช่นเดียวกันกับวิชชาและอวิชชา  ถ้าวิชชาเกิด  อวิชชาจะดับลง  ถ้าอวิชชาเกิด  วิชชาก็ไม่เกิด  มนุษย์ทุกๆคนธรรมชาติได้มอบอวิชชาให้มาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ดังนั้น อวิชชาจึงเจริญงอกงามอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องฝึกฝนใดๆทั้งสิ้น มันผุดออกมาเองโดยอัตโนมัติเมื่อเกิด ผัสสะ(สัมผัส)ขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก วิชชา ที่ต้องฝึกฝนอย่างหนัก จึงจะเอาชนะ อวิชชา ได้ จุดนี้คือจุดยากที่สุดของการเอาชนะอวิชชา

ผลผลิตของ อวิชชา( มีองค์ประกอบของอวิชชาทั้งหมด )
ธรรมต่อไปนี้เป็นกลุ่มของ กิเลสอาสวะทั้งปวง มีอวิชชาเป็นองค์ประกอบร่วมในทุกๆธรรม

นิวรณ์ 5  กิเลส 10  อนุสัย  7   สังโยชน์ 10  อุปกิเลส  16

ทุกข์ คืออะไร???

นิยามของทุกข์
"ทุกข์" หมายถึง สภาวะที่ทนได้ยาก ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มีความบีบคั้น กดดัน หรือไม่สมบูรณ์พร้อม ทำให้เกิดความไม่สบายกายหรือไม่สบายใจ  ธรรมที่เป็นตัวรับรู้ ทุกข์ คือ จิต(ใจ)

ความหมายของทุกข์ในพระพุทธศาสนา  พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า ทุกข์มีหลายระดับ เช่น
  1. ทุกข์ทางกาย
    • การเกิด
    • ความแก่
    • ความเจ็บป่วย
    • ความตาย
  2. ทุกข์ทางใจ
    • ความโศกเศร้า
    • ความเสียใจ
    • ความคับแค้นใจ
    • ความผิดหวัง
  3. ทุกข์จากความไม่สมหวัง
    • ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น
    • ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบ
    • ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก
  4. ทุกข์ในความหมายลึก
    • สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง (อนิจจัง)
    • ไม่อาจควบคุมให้เป็นไปตามใจได้ตลอด( อนัตตา )
    • จึงมีความบกพร่องและก่อให้เกิดความคับข้องบีบคั้นแฝงอยู่เสมอ( ทุกขัง )
ทุกข์ในอริยสัจ 4
ทุกข์เป็นข้อแรกของ อริยสัจ 4 ได้แก่
  1. ทุกข์ — ปัญหาหรือสภาพที่บีบคั้น
  2. สมุทัย — เหตุแห่งทุกข์
  3. นิโรธ — ความดับทุกข์
  4. มรรค — ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
สรุปสั้น ๆ
ทุกข์ คือ สภาวะที่ถูกบีบคั้น ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ หรือเป็นไปไม่ตรงกับความปรารถนา อันเกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ
ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การเข้าใจ "ทุกข์" อย่างถูกต้องไม่ใช่เพื่อมองโลกในแง่ร้าย แต่เพื่อรู้เท่าทันความจริงของชีวิต และค้นพบหนทางสู่ความพ้นทุกข์ในที่สุด

ในที่นี้จะขอกล่าวถึงทุกข์ทางใจที่มาจาก...อวิชชา  ตัณหา  อุปาทาน( กิเลส ) เท่านั้น
ที่มาของทุกข์ทางใจ
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆไร้เหตุผล
ทุกข์เกิดมาจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก..ในจิต
ทุกข์ทางใจเกิดมาจาก อวิชชา ตัณหา และอุปาทาน เป็นกระบวนการที่พระพุทธศาสนาอธิบายว่าเป็นรากเหง้าของความทุกข์ในจิตใจ โดยทั้งสามอย่างเชื่อมโยงกันเป็นลำดับ

1. อวิชชา (ความไม่รู้ตามความเป็นจริง)
อวิชชา คือ ความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความจริงของชีวิต เช่น
  • ไม่เห็นว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง (อนิจจัง)
  • ไม่เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นทุกข์ในแง่ที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้( ทุกขัง )
  • ไม่เห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา)
ตัวอย่าง:
  • คิดว่าความสุขจากทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือความสัมพันธ์จะอยู่กับเราตลอดไป ( มิจฉาทิฏฐิ )
  • คิดว่าเราสามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามใจได้ ( มิจฉาทิฏฐิ )
เมื่อมองผิดจากความจริง( มิจฉาทิฏฐิ ) จิตใจก็วางท่าทีต่อโลกอย่างไม่ถูกต้อง

2. ตัณหา (ความอยาก)
เมื่อมีอวิชชา จึงเกิดตัณหา คือ ความทะยานอยาก  ตัณหามี 3 ลักษณะสำคัญ
  • กามตัณหา : อยากได้สิ่งที่ชอบ
  • ภวตัณหา : อยากเป็น อยากมี อยากได้สถานะบางอย่าง
  • วิภวตัณหา : อยากไม่เป็น อยากกำจัดสิ่งที่ไม่ชอบ
ตัวอย่าง:
  • อยากให้คนอื่นชื่นชมตลอดเวลา
  • อยากประสบความสำเร็จตามภาพที่วาดไว้
  • อยากให้ปัญหาหรือคนที่ไม่ชอบหายไปจากชีวิต
ความอยากเองยังไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด แต่เมื่อความอยากถูกยึดแน่น ก็จะกลายเป็นทุกข์

3. อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
อุปาทาน คือ การยึดติด ยึดมั่น ถือมั่น จับเอาสิ่งต่าง ๆ มาเป็น "ของเรา" หรือ "ตัวเรา"  เช่น
  • ยึดมั่นในความคิดของตน
  • ยึดมั่นในชื่อเสียง เกียรติยศ
  • ยึดมั่นในความสัมพันธ์
  • ยึดมั่นในภาพลักษณ์ของตนเอง
ตัวอย่าง:
  • เมื่อมีคนวิจารณ์ เราโกรธมาก เพราะยึดว่าความคิดของเราต้องถูก
  • เมื่อสูญเสียตำแหน่งหน้าที่ เราทุกข์มาก เพราะยึดว่าตำแหน่งนั้นคือคุณค่าของเรา
กระบวนการเกิดทุกข์ทางใจ  อธิบายอย่างง่ายได้ว่า....

อวิชชา → ตัณหา → อุปาทาน → ทุกข์
 
ตัวอย่างจริง
  1. ไม่รู้ว่าความรักเป็นสิ่งไม่เที่ยง (อวิชชา)
  2. อยากให้คนรักอยู่กับเราตลอดไป (ตัณหา)
  3. ยึดว่าเขาเป็นของเรา ขาดไม่ได้ (อุปาทาน)
  4. เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพลัดพราก จึงเสียใจ เจ็บปวด คับข้องใจ (ทุกข์)
อีกตัวอย่างหนึ่ง
  1. ไม่รู้ว่าชื่อเสียงเป็นของไม่แน่นอน
  2. อยากได้รับการยอมรับจากทุกคน
  3. ยึดติดกับภาพลักษณ์ของตน
  4. เมื่อถูกตำหนิหรือถูกปฏิเสธ จึงเกิดความโกรธ น้อยใจ และทุกข์
สรุป
พระพุทธศาสนามองว่า ทุกข์ทางใจไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอกโดยตรง แต่เกิดจากปฏิกิริยาของจิตต่อเหตุการณ์นั้น

อวิชชา ทำให้มองผิดจากความจริง
ตัณหา ทำให้เกิดความอยากและความผลักไส
อุปาทาน ทำให้ยึดติดว่าเป็น "เรา" หรือ "ของเรา"
เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ยึดไว้ จึงเกิด ทุกข์ทางใจ

ดังนั้น การลดทุกข์ในทางพุทธศาสนาจึงเริ่มจากการพัฒนาปัญญาให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งหลาย เมื่ออวิชชาลดลง ตัณหาและอุปาทานก็อ่อนกำลังลง และทุกข์ทางใจก็ลดลงตามลำดับ

การเกิดขึ้นของ...อวิชชา ตัณหา อุปาทาน มีที่มาอย่างไร???

ถ้าดูตามหลัก ปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า สิ่งทั้งหลายไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยต่อเนื่องกัน

ลำดับที่เกี่ยวข้องกับการเกิดทุกข์

อวิชชา → สังขาร → วิญญาณ → นามรูป → สฬายตนะ → ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา → อุปาทาน → ภพ → ชาติ → ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์


1. อวิชชาเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อวิชชาเป็นผลสืบเนื่องหรือเหตุปัจจัยของสังสารวัฏฏ์( กิเลส กรรม วิบาก )หรือการเวียนว่ายตายเกิดที่ยังมีกิเลสติดตัวอยู่ในทุกภพทุกชาติ อวิชชาจะติดตัวไปเรื่อยๆแบบไม่สิ้นสุด จนกว่าท่านจะดับกิเลสได้แบบสิ้นเชิงและถาวร(พระอรหันต์)เมื่อนั้น วงจรสังสารวัฏฏ์จะขาดลงไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป แต่ตราบใดที่อวิชชายังไม่ดับสนิท การเวียนว่ายตายเกิด(สังสารวัฏฏ์)ก็ยังคงวนอยู่เช่นเดิม(ตามกระแสปฏิจจสมุปปบาทด้านบน) นี้คือ อานุภาพของ..อวิชชา

อวิชชา คือ ความไม่รู้ความจริง  ไม่รู้ว่า

  • ทุกสิ่งไม่เที่ยง
  • ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตลอด
  • ไม่มีอะไรเป็นตัวตนถาวร
  • ความสุขจากการยึดติดไม่ยั่งยืน

อวิชชาไม่ได้หมายถึงไม่มีความรู้ทางโลก คนละอย่างกันกับทางธรรม  คนเรียนสูง ฉลาดมาก ก็ยังมีอวิชชาได้  ตัวอย่าง

รู้วิทยาศาสตร์เก่ง แต่ยังเชื่อว่าทรัพย์สินจะทำให้สุขตลอดไป

รู้หลักธุรกิจดี แต่ยังยึดติดกับชื่อเสียงอย่างหนัก

อวิชชามาจากไหน?

ในพระพุทธศาสนา อวิชชาเป็นสภาวะที่สืบต่อกันมาในวัฏสงสาร เปรียบเหมือนคนที่อยู่ในห้องมืดมาตลอด ไม่ได้ "สร้าง" ความมืดขึ้นมา

แต่เพราะไม่มีแสง จึงมองไม่เห็นความจริง เมื่อไม่มีปัญญา ความไม่รู้จึงดำรงอยู่ จึงต้องอยู่กับความมืดมนต่อไป


2. ตัณหาเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ตัณหา ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แต่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตให้รับรู้อกุศลธรรมนี้(ตัณหา)ในปฏิจจสมุปปบาทจะเห็นว่า....เวทนา => ตัณหา 
ความจริงคือ เมื่อจิตมีอวิชชาหรือจิตถูกอวิชชาครอบงำอยู่ในขณะนั้น เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมา(เวทนาเกิดตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยของ ผัสสะ)อกุศลเจตสิกจะทำการปรุงแต่งทันที จนทำให้เกิด นันทิ(ความเพลิน)และราคะ(ความกำหนัด ความต้องการ)ซึ่งเป็นเชื้อนำไปสู่ ตัณหา นั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ตัณหา...

ตัณหาเกิดจาก   ผัสสะ → เวทนา → ตัณหา   เมื่อมีการกระทบของอายตนะภายในและอายตนะภายนอก

  • ตาเห็นรูป
  • หูได้ยินเสียง
  • จมูกได้กลิ่น
  • ลิ้นได้ลิ้มรส
  • กายได้สัมผัส
  • ใจเกิดการคิดนึก

จึงเกิดความรู้สึก (เวทนา)  เมื่อเกิดเวทนา

  • สุขเวทนา → อยากได้อีก
  • ทุกขเวทนา → อยากหนี ผลักไส
  • อทุกขมสุขเวทนา → อยากหาอะไรมาเติม เหม่อลอย อยากเป็นโน่น อยากเป็นนี่

จึงเกิดตัณหา ตัวอย่าง

กินเค้กอร่อย

เกิดสุขเวทนา

อยากกินอีก

ตัณหา

หรือ

ถูกด่า

เกิดทุกขเวทนา

อยากให้เขาหยุดด่า

ตัณหา

ดังนั้น ตัณหาคือการตอบสนองต่อความรู้สึก ด้วยความอยาก


3. อุปาทานเกิดขึ้นได้อย่างไร?
อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ในขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6

เมื่อความอยากแรงขึ้น( ตัณหา )และต่อเนื่อง  ตัณหาจะพัฒนาเป็นอุปาทาน  เปรียบเทียบง่าย ๆ

  • ตัณหา = อยากได้
  • อุปาทาน = ยึดว่าเป็นของเรา

ตัวอย่าง ตอนแรก  "อยากมีรถคันนี้"  นี่คือตัณหา ต่อมา "รถคันนี้คือความภูมิใจของฉัน" "ใครมาวิจารณ์รถฉันไม่ได้"

นี่คืออุปาทาน มีการยึดมั่นเกิดขึ้นแล้ว ขาดรถไม่ได้(ยึดติด)


สรุปเป็นสายเหตุ

อวิชชา
(ไม่รู้ความจริง)

ตัณหา
(อยากให้เป็นอย่างใจ)

อุปาทาน
(ยึดมั่นถือมั่น)

ทุกข์
(เมื่อความจริงไม่ตรงกับที่ยึด)


ในทางปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า  อวิชชาไม่ได้ดับด้วยการ "เชื่อ" แต่อวิชชาดับด้วย "ปัญญา"

เมื่อมี สติ รู้เท่าทันประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และมี สมาธิ ทำให้จิตตั้งมั่น จึงเกิด ปัญญา เห็นความจริงว่า "สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป" เมื่อเห็นชัดเช่นนี้ ตัณหาจะอ่อนกำลัง อุปาทานจะคลายตัว และทุกข์ก็ลดลงตามลำดับ

การนำ สติ สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นแก่นของการปฏิบัติตามมรรค มาใช้ในชีวิตประจำวัน คือการนำธรรมะมาแก้ทุกข์ที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวัน ไม่ใช่เฉพาะเวลานั่งสมาธิเท่านั้น

1. สติ : รู้ตัวตามความเป็นจริงในปัจจุบัน

สติ คือ ความระลึกรู้ตัว ไม่เผลอไหลไปตามอารมณ์ ความคิด หรือความอยาก  ตัวอย่าง

  • ถูกตำหนิ → รู้ว่า "กำลังโกรธ"
  • ผิดหวัง → รู้ว่า "กำลังเสียใจ"
  • อยากได้บางสิ่ง → รู้ว่า "กำลังอยาก"

สติไม่ได้มีหน้าที่ห้ามความโกรธหรือความเศร้า แต่มีหน้าที่ "รู้ทัน" ว่ามันกำลังเกิดขึ้น เมื่อมีสติ เราจะไม่ถูกอารมณ์พาไปง่าย ๆ

2. สมาธิ : ความตั้งมั่นของจิต

สมาธิ คือ จิตที่มั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หวั่นไหวตามอารมณ์ง่าย  ในชีวิตประจำวัน

  • ฟังคนอื่นอย่างตั้งใจ
  • ทำงานทีละอย่าง
  • ไม่ปล่อยใจคิดวนซ้ำไม่จบ

เมื่อจิตมีสมาธิ

  • ความโกรธจะไม่รุนแรง
  • ความกังวลจะไม่ครอบงำ
  • สามารถพิจารณาปัญหาได้ชัดเจนขึ้น

เปรียบเหมือนน้ำที่นิ่ง ย่อมสะท้อนภาพได้ชัดกว่าน้ำที่กำลังกระเพื่อม

3. ปัญญา : เห็นความจริงของสิ่งทั้งหลาย

ปัญญาในทางพุทธไม่ใช่แค่ความรู้ แต่คือการเห็นตามความเป็นจริง  เช่น เห็นว่า

  • ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงได้ (อนิจจัง)
  • สิ่งที่รักก็ต้องเปลี่ยน
  • ความสำเร็จและความล้มเหลวไม่คงอยู่ตลอดไป
  • เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้

เมื่อมีปัญญา

  • ความยึดมั่นถือมั่นลดลง
  • ความคาดหวังเกินจริงลดลง
  • ใจยอมรับความจริงได้มากขึ้น

ตัวอย่างการดับทุกข์ในสถานการณ์จริง

กรณีถูกคนตำหนิ

ไม่มีสติ

  • โกรธทันที
  • เถียงกลับ
  • คิดแค้นทั้งวัน

มีสติหรือใช้สติ

  • รู้ว่าโกรธกำลังเกิดขึ้น

ใช้สมาธิ

  • ใจไม่ฟุ้งตามอารมณ์
  • ไม่รีบตอบโต้

ใช้ปัญญา

  • พิจารณาว่าคำตำหนินั้นจริงหรือไม่
  • เห็นว่าคำชมและคำด่าล้วนไม่เที่ยง

ผลคือ ทุกข์ลดลงอย่างมาก

กรณีผิดหวังจากสิ่งที่คาดหวัง

สติ

รู้ว่ากำลังผิดหวัง

สมาธิ

ใจไม่แตกตื่นหรือฟุ้งซ่านเกินไป

ปัญญา

เห็นว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามใจเสมอ ความผิดหวังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผลคือ ยอมรับเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น


ความสัมพันธ์ของทั้งสาม

สติ → ทำให้รู้ทัน

สมาธิ → ทำให้จิตมั่นคง

ปัญญา → ทำให้เห็นความจริง

เมื่อทำงานร่วมกัน

สติ รู้ทุกข์
สมาธิ ตั้งรับทุกข์
ปัญญา เข้าใจทุกข์
เมื่อเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ ความยึดมั่นก็ลดลง และทุกข์ก็ค่อย ๆ ดับไป

ดังนั้น ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายถึงการหนีปัญหา แต่คือการเผชิญปัญหาด้วย สติ สมาธิ และปัญญา จนไม่ตกเป็นทาสของอวิชชา ตัณหา และอุปาทานที่เป็นรากของทุกข์

 
 
Visitors: 2,690