โรควิตกกังวลของมนุษย์ที่ทำให้เกิดทุกข์ใจ



โรควิตกกังวลของมนุษย์ที่ทำให้เกิดทุกข์ใจ เครียด ซึมเศร้าได้ง่ายๆ
โรควิตกกังวล: เจาะลึกกลไกทางจิต และทางรอดด้วย "แก่นมรรค"

ในทางการแพทย์และการใช้ชีวิตทางโลก "โรควิตกกังวล" (Anxiety) ถูกมองว่าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่ร้ายแรง สร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับผู้คนนับล้านทั่วโลก ทำให้เกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ คิดวนเวียน และกลัวในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อาจนำไปสู่จิตเวชอ่อนๆได้

แต่หากเราลอง "ตีแผ่สมมติ" และใช้แว่นตาของวิทยาศาสตร์ทางจิตมามองลึกลงไปในเนื้อแท้ เราจะพบความจริงว่า โรควิตกกังวลไม่ใช่สิ่งถาวรที่มีอยู่จริง แต่มันคือ "กระบวนการปรุงแต่งของจิต(อกุศลเจตสิกปรุงแต่ง)ที่วิ่งไปสู่อนาคต แล้วละนันทิไม่ทัน" เท่านั้นเอง

1. โรควิตกกังวล เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? (ในมุมของขันธ์ 5)

หากสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนในมโนผัสสะ (การรับรู้ทางใจ) กระบวนการก่อตัวของความวิตกกังวลมีลำดับขั้นที่ชัดเจนดังนี้:

1. การกระทบ (ผัสสะ): มีสัญญาณบางอย่างมากระทบใจ เช่น คิดถึงเรื่องเงินเดือนเดือนหน้า, นึกถึงคำพูดของหัวหน้า หรือเห็นข่าวเศรษฐกิจผันผวน เกิดอาการกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ฟุ้งซ่าน จนนอนไม่หลับ

2. เกิดเวทนาและการปรุงแต่ง (สังขาร): จิตแปลผลสัญญาความจำได้หมายรู้นั้นว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว แล้วเริ่มปรุงแต่งภาพอนาคตในแง่ลบ (ภาพที่แย่ที่สุด) ขึ้นมาในหัว เกิดความกลัว กังวลใจ เครียด ฟุ้งซ่าน ฯลฯ

3. การแทรกแซงของความกลัว (ตัณหา): จุดนี้คือจุดตัดสำคัญ! จิตเกิดความไม่ชอบ(ปฏิฆะ) ไม่อยากให้ภาพลบนั้นเกิดขึ้น (วิภวตัณหา) แต่จิตกลับ "ละนันทิไม่ทัน" คือเข้าไปหลงเพลิน หมกมุ่น หลงจมแช่อยู่ในกระแสความคิดลบนั้นอย่างต่อเนื่อง

4. ความยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน): จิตกระโดดลงไปทึกทักเอาภาพลวงตาในอนาคตนั้นมาเป็นความจริงในปัจจุบัน แล้วสร้างอัตตาขึ้นมาแบกว่า "ฉันกำลังจะแย่", "ฉันควบคุมอะไรไม่ได้เลย" จนกลายเป็น "โรควิตกกังวล" ที่บีบคั้นหัวใจให้ทุกข์ระทม

สรุป : ความวิตกกังวล = ความจริงในปัจจุบันขณะ ถูกบดบังด้วย "ภาพลวงตาในอนาคต" ที่จิตสร้างขึ้นมาหลอกตัวเอง

2. วิธีเปลี่ยน "โรควิตกกังวล" ให้เป็นปัญญา ด้วย "แก่นมรรค"

เราไม่จำเป็นต้องวิ่งหนีความวิตกกังวล หรือพยายามบังคับไม่ให้คิด เพราะจิตมีธรรมชาติในการทำกิจของมัน (คิดปรุงแต่งเป็นธรรมดา) แต่เราสามารถใช้ สติ สมาธิ ปัญญา มาสลายมันได้ในปัจจุบันขณะดังนี้:

ขั้นที่ 1: ตั้งหลักด้วย "สติ" กำหนดรู้ปัญหา (ใช้เบรกฉุกเฉิน ยุติการคิดวน)

เมื่อความรู้สึกกังวลเริ่มจู่โจม (ใจสั่น, คิดฟุ้งซ่าน) ให้รีบใช้ สติ ระลึกรู้เข้ามาที่กายหรือใจในปัจจุบันขณะทันที รู้ชัดๆ ว่า "อ๋อ... จิตมันแอบหนีไปคิดเรื่องอนาคตอีกแล้ว" ใช้วิธีการดึง สติ มาไว้ที่ฐานกาย

ปฏิบัติเพื่อเกิดปัญญา: ทำการ "ละนันทิในเวทนา" ทันที ตัดกระแสความเพลินในการคิดต่อ ดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจหรือความรู้สึกตัวตรงหน้า เหมือนการดึงเชือกกลับมา เพื่อไม่ให้จิตปรุงแต่งกลายเป็นอุปาทานที่ยาวนาน

ขั้นที่ 2: ตั้งมั่นด้วย "สมาธิ" (คืนสู่ภาวะปกติ เป็นผู้ดู)

เมื่อสติระลึกรู้สามารถยุติการปรุงแต่งซ้ำๆ จิตจะเริ่มเกิดความตั้งมั่นเป็น สมาธิ และกลับคืนสู่ "ปกติภาวะ" (ภาวะใจที่เป็นกลาง)

ปฏิบัติเพื่อเกิดปัญญา: ในขั้นนี้ ให้จิตทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้ดู" มองดูความวิตกกังวลที่ยังเหลืออยู่เป็นเพียงสภาวะอันหนึ่งที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่กระโดดลงไปคลุกวงใน ไม่พยายามไปห้ามหรือไปสู้กับมัน ปล่อยให้อารมณ์นั้นทำกิจของมันไปฝ่ายเดียว โดยไม่มี "เรา" เข้าไปแทรกแซง

ขั้นที่ 3: แทงทะลุด้วย "ปัญญา" (เห็นแจ้งอนัตตา สลายภาพลวงตาและสิ่งสมมติทั้งหมด)

เมื่อจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ปัญญาจะทำหน้าที่ประหารความหลงผิด โดยการมองเห็นความจริงว่า:
ภาพอนาคตที่กำลังกลัว "ยังไม่มีอยู่จริงในปัจจุบันขณะนี้" มันเป็นเพียงสมมติที่จิต(อกุศลเจตสิก)สร้างขึ้นมาให้จิตรับรู้เท่านั้น

ตัวความวิตกกังวล และตัวจิตที่ไปรู้ ต่างก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตนเอง" เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา (อนัตตา) มันเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีตัวตนจริง

เมื่อปัญญาเห็นแจ้งว่าสิ่งที่กลัวเป็นเพียง "ความว่าง" ที่ไม่มีตัวตน ความสำคัญมั่นหมายในตนเองจะทลายลง ความวิตกกังวลจะสลายตัวไปเองโดยธรรมชาติ เหลือไว้เพียงความโปร่ง โล่ง และเบาสบาย

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..)) 

Visitors: 2,369