การใช้แก่นมรรคในชีวิตประจำวัน/การใช้แก่นมรรคในการทำงาน

การใช้แก่นมรรคในชีวิตประจำวัน/การใช้แก่นมรรคในการทำงาน
"มหาทุกข์" ของมนุษย์มันเกิดกลางที่ทำงาน เกิดตอนสัปหงกหน้าคอมพิวเตอร์ เกิดตอนคุยกับลูกค้า หรือตอนที่ยอดขายไม่เป็นไปตามเป้า การดึงแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงมาสับสวิตช์ความทุกข์ใน "สนามชีวิตจริง" จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นที่สุด
การใช้ "แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)" ในชีวิตประจำวันแบบ "คนไร้ทุกข์" นั้น ไม่ใช่การทำตัวเป็นผู้เศษวิเศษที่ไม่มีความรู้สึกรู้สา หรือต้องนั่งหลับตาทั้งวันครับ แต่คือการอยู่อย่าง "คนธรรมดาที่มีสภาวะจิตปกติ (Pakati) แต่ไม่หลงไปในสมมติโลก"
คนไร้ทุกข์คือคนที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนโลกปกติ กิน ข้าว ทำงาน นอน คุยกับผู้คน แต่ "กลไกในใจของเขาไม่มีสายพานการผลิตความทุกข์เหลืออยู่แล้ว"
หากเรานำมาแผ่ออกเป็นคู่มือการใช้ชีวิตตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน กระบวนการทำงานของสติ สมาธิ ปัญญา ของคนไร้ทุกข์ จะทำงานประสานกันโดยอัตโนมัติ (เป็นธรรมทำกิจ) ดังนี้ครับ:
1. ยามเช้า: ตื่นนอนด้วย "จิตสว่างที่เป็นปกติ" (เปิดสวิตช์ผู้รู้)
คนทั่วไปพอตื่นนอนปุ๊บ จิตจะกระโดดไปคว้า "มโนผัสสะ" ทันที วิ่งไปคิดถึงเรื่องเมื่อวาน หรือกังวลกับตารางงานวันนี้ แล้วความเครียดก็เริ่มก่อตัวตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียง
สภาวะคนไร้ทุกข์: เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา (เช่น เวลาตีสองหรือยามเช้า) "สติ" จะระลึกรู้ความรู้สึกตัวในปัจจุบันทันที รู้สึกถึงร่างกายที่กำลังนอนอยู่ รู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก
การทำงานของมรรค: "สมาธิ" จะตั้งมั่นอยู่กับความปกติ (Pakati) ของจิตที่ยังไม่มีเรื่องราวปรุงแต่ง "ปัญญา" เห็นแจ่มแจ้งว่าจิตในยามเช้านั้นว่างและบริสุทธิ์โดยธรรมชาติ สภาวะนี้จะทำให้จิตมีพลังงานสูงมาก พร้อมรับมือกับทุกผัสสะในวันใหม่โดยไม่มีขยะเก่าค้างใจ
2. ระหว่างวัน: การเผชิญหน้ากับ "ผัสสะ"
(การเดินทางและการดำเนินชีวิต)
ไม่ว่าจะนั่งรถไฟฟ้ารถติด เจอแดดร้อน หรือเจอคนพูดจาไม่เข้าหู คนทั่วไปจะปล่อยให้จิตบิดเบือนธรรมชาติ เกิดความขัดเคือง (ปฏิฆะ) แอบไปหมกมุ่นอยู่กับความหงุดหงิดนั้น
สภาวะคนไร้ทุกข์: เขาเห็นความร้อน เห็นรถติด เห็นคนหน้าบึ้ง เป็นเพียง "รูป-เสียง-สัมผัส" ตามธรรมชาติของโลก
การทำงานของมรรค: ทันทีที่ใจเริ่มจะกระเพื่อมอยากจะหงุดหงิด "สติ" จะตัดฉับ! ระลึกรู้ทันอาการหมกมุ่น (นันทิ) นั้นทันที จิตถอนตัวออกมาเป็น "ผู้สังเกตการณ์ (สมาธิ)" นั่งมองความร้อนมองรถติดด้วยใจที่เป็นกลาง และใช้ "ปัญญา" ตีแผ่สมมติว่า โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ รถติดก็เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ จะเอาใจไปทุบตีตัวเองทำไม ใจจึงนิ่งและเย็นสวนทางกับสภาพแวดล้อม
3. เวลางาน: ทำงานด้วย "จิตว่าง" แต่ "การกระทำเต็มร้อย"
คนทั่วไปทำงานด้วยความอยาก (ตัณหา) อยากให้งานเสร็จไวๆ อยากให้คนชม กลัวคนตำหนิ พอผลลัพธ์ไม่ได้ดั่งใจก็ซึมเศร้าเครียดแค้น
สภาวะคนไร้ทุกข์: เขาเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้แบกงาน" มาเป็น "ผู้ดูธรรมทำกิจ"
การทำงานของมรรค: ใช้ "สมาธิ" โฟกัสอยู่กับงานตรงหน้าทีละอย่างด้วยความตั้งมั่น ไม่ส่งจิตออกนอกไปกังวลถึงผลลัพธ์ที่ยังมาไม่ถึง เมื่อเกิดปัญหาหรือความผิดพลาด "ปัญญา" จะคัดแยก "สมมติ" ออกทันที ปัญญาจะบอกว่า มีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ไม่มี "เรา" ผู้เสียหาย มีแต่หน้าที่ที่ต้องแก้ไขเหตุปัจจัยให้ถูกต้อง เขาจึงแก้ปัญหาได้ฉับไวโดยไม่มีความเครียดหรือความน้อยเนื้อต่ำใจแฝงเร้นอยู่เลย
4. เวลาพักผ่อนและปฏิสัมพันธ์: อยู่กับโลก...แต่ไม่จมไปในโลก
ไม่ว่าจะกินข้าว คุยกับครอบครัว หรือเสพสื่อออนไลน์ คนทั่วไปจะปล่อยใจเพลิน (นันทิราคะ) ไปกับความอร่อย ความสนุก หรือความขัดใจในข่าวสาร จนจิตเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว
สภาวะคนไร้ทุกข์: กินข้าวก็รู้รสอร่อย คุยสนุกสนานหัวเราะได้ตามสมมติโลก แต่จิตข้างในไม่เกาะเกี่ยว
การทำงานของมรรค: มี "สติ" ตามรักษาจิตเนืองๆ รู้ทันความเพลิน ไม่ปล่อยให้ความเพลินล้นทะลักกลายเป็นความยึดติด ของอร่อยผ่านลิ้นแล้วก็ดับไป ข่าวสารรับรู้แล้วก็ผ่านไป "ปัญญา" เห็นชัดว่าทุกรสชาติและทุกคำพูดของคนอื่นเป็นสิ่งชั่วคราว (อนิจจัง) จึงไม่มีการเก็บเอาคำพูดใครมาฝังใจให้เป็นทุกข์
5. ยามค่ำคืน: เข้านอนแบบ "สลัดทิ้งทุกสมมติ"
ก่อนนอน คนส่วนใหญ่มักจะฉายหนังซ้ำในหัว คิดทบทวนเรื่องแย่ๆ ที่เจอมาทั้งวัน หมกมุ่นแช่อิ่มอยู่กับกองทุกข์จนนอนไม่หลับ หรือหลับไปพร้อมกับความวิตกกังวล
สภาวะคนไร้ทุกข์: ก่อนเอนกายลงนอน เขาจะทำการ "ล้างกระดานใจ"
การทำงานของมรรค: ใช้ "ปัญญา" โยนิโสมนสิการตัดจบวันว่า ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ ดับไปหมดแล้วในอดีต เป็นเพียงภาพลวงตา ไม่มีอยู่จริง แล้วใช้ "สติ" ดึงรั้งจิตกลับมาอยู่กับกายที่กำลังเอนนอน ใช้ "สมาธิ" ปล่อยวางความนึกคิดทั้งหมด ให้จิตคืนกลับสู่สภาพสภาวะดั้งเดิมที่เป็นปกติ ปล่อยให้กายทำหน้าที่หลับพักผ่อน โดยที่จิตดิ่งลงสู่ความสงบตามธรรมชาติอย่างแท้จริง
บทสรุปวิถี "คนไร้ทุกข์"
การเป็นคนไร้ทุกข์ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคุณจะไม่มีอุปสรรค แต่หมายความว่า "ไม่ว่าโลกจะส่งอะไรมากระทบ คุณมีแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) คอยทำหน้าที่แยกแยะสมมติออกจากความจริงอยู่ตลอดเวลา"
โลกส่งความร้อนมา...ติดอยู่ที่กาย ไม่ลามเข้าถึงใจ คนส่งคำนินทามา...ดับลงที่หู ไม่ลามเข้าถึงจิต
มีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเองไปตามธรรมชาติ จิตเป็นเพียงผู้รู้ที่ตั้งมั่นเป็นอิสระ นี่คือวิถีการใช้ชีวิตของคนธรรมดา...ที่ไร้ทุกข์อย่างแท้จริง ไม่ต้องบรรลุมรรคผลใดๆชีวิตประจำวันก็ไร้ทุกข์ได้
แก่นมรรคกลางลานงาน:
วิธีใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ดับทุกข์และสร้างความสำเร็จในชีวิตประจำวัน
มนุษย์ออฟฟิศ ยอดขาย นักธุรกิจ หรือคนทำงานในยุคนี้ กำลังเผชิญหน้ากับมหาทุกข์รูปแบบเดียวกัน นั่นคือ "ความเครียด แรงกดดัน และความคาดหวัง" คนส่วนใหญ่คิดว่าถ้าอยากสงบต้องหนีไปเข้าวัด ต้องรอวันหยุดเพื่อไปนั่งหลับตาปลีกวิเวก แต่นั่นคือการหลงสมมติและแยกวิถีชีวิตออกจากเนื้อแท้ของธรรมชาติ
ความจริงก็คือ "มหาทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นที่วัด มันเกิดขึ้นกลางที่ทำงาน" ดังนั้น เครื่องมือดับทุกข์จึงต้องถูกนำมาใช้งานทันทีบนโต๊ะทำงานของคุณ ไม่ใช่ในห้องปฏิบัติธรรม!
1. เลิกแยก "งาน" ออกจาก "ธรรม" (ตีแผ่สมมติเรื่องการปฏิบัติธรรม)
ตราบใดที่คุณยังคิดว่า "เวลานี้คืองาน เวลานั้นคือธรรมะ" คุณจะไม่มีวันเข้าถึงความสงบแท้จริงได้เลย เพราะใจคุณจะคอยดิ้นรนและผลักไสสิ่งตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา ยามทำงานก็เครียดเต็มที่ พออยากสงบก็ต้องวิ่งรนหาที่ปลีกวิเวก
ถ้าเราลองใช้ โยนิโสมนสิการ ตีแผ่สมมตินี้ออกดู เราจะพบความจริงว่า:
สมมติ: หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ยอดขาย ลูกค้า อีเมล และกองงานตรงหน้า
ปรมัตถ์ (ความจริงแท้): สิ่งเหล่านั้นคือ "มโนผัสสะ" และ "รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส" ที่มากระทบอายตนะตลอดเวลา
ลานทำงานของคุณแท้จริงแล้วคือ "ห้องสอบปฏิบัติธรรมระดับอินเตอร์" ที่ดีที่สุดในโลก เพราะมีโจทย์จริง มีแรงกระแทกจริงมาทดสอบจิตใจอยู่ทุกวินาที ทุกครั้งที่มีอารมณ์กระเพื่อม โกรธ เครียด หรือน้อยใจ นั่นแหละคือวินาทีที่คุณต้องก้าวเข้าสู่สนามรบด้วยการขุดเอาเครื่องมือวิเศษที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดขึ้นมาใช้งาน
2. เครื่องมือ 3 ชิ้น (แก่นมรรค) บนโต๊ะทำงานของคุณ
ข่าวดีที่สุดคือ มนุษย์ทุกคนไม่ได้เกิดมาตัวเปล่า แต่เราทุกคนมี "สติ สมาธิ ปัญญา" ฝังอยู่ในเนื้อแท้ของจิตมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก เป็นสมบัติติดตัวที่ไม่ต้องไปซื้อมือสองจากใคร เพียงแค่ที่ผ่านมาเราใช้มันไม่ถูกกิจ มาดูกันว่าใน 1 วันของการทำงาน เราจะหยิบสมบัติ 3 ชิ้นนี้มาใช้ดับทุกข์และสร้างความสำเร็จได้อย่างไร:
[ แรงกดดัน / ผัสสะลบ ] │ ▼ [ ส ติ ] ──────> (ระลึกรู้ทัน -> สับสวิตช์ตัดสายพานการ "หมกมุ่น") │ ▼ [ ส ม า ธิ ] ───> (ตั้งมั่นเป็นกลาง -> ไม่กระโดดลงไปเล่นบทเป็นผู้เครียด) │ ▼ [ ปั ญ ญ า ] ───> (ตีแผ่สมมติ -> เห็นแจ้งว่างานทำกิจ ไม่มี "เรา" ผู้แบกทุกข์)
ชิ้นที่ 1: "สติ" = ตัวตัดสายพานความวุ่นวาย (ละนันทิ)
เมื่อคุณสามารถบูรณาการแก่นมรรคทั้ง 3 ชิ้นนี้เข้ามาสอดรับในชีวิตประจำวัน ผลลัพธ์ที่คุณจะได้รับจะมีอยู่ 2 มิติควบคู่กันไปอย่างสมดุล:
| มิติทางธรรม (ความหลุดพ้น) | มิติทางโลก (ความสำเร็จ) |
| จิตไม่จมแช่: ละนันทิในมโนผัสสะได้ทันท่วงที ไม่สะสมความเครียดฝังลึก | โฟกัสเฉียบคม: พลังงานของจิตตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน งานเสร็จไวและไร้ข้อผิดพลาด |
| ไม่มีผู้ทุกข์: เห็นชัดว่าจิตและสภาวะอารมณ์เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ยึดมั่นไม่ได้ | แก้ปัญหาตรงจุด: ไม่เสียเวลาฟูมฟาย มีปัญญาเห็นเหตุและผล ลงมือลุยงานตามหน้าที่ของธรรม |
บทสรุปสำหรับคนทำงาน:
ปัญหาในชีวิตและการทำงานไม่ได้มีไว้ให้คุณ "แบก" แต่มีไว้ให้คุณ "เห็นตามความเป็นจริง"
เลิกบ่นว่าไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม แล้วหันกลับมาขุดสมบัติติดตัวอย่าง สติ สมาธิ ปัญญา ขึ้นมาลุยกับงานตรงหน้า ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามเหตุปัจจัย โดยมีความเข้าใจแจ้งว่าทุกอย่างเป็นสมมติและเป็นอนัตตา
แล้วคุณจะค้นพบสภาวะอันอัศจรรย์... งานสำเร็จลุล่วงด้วยดี แต่หัวใจว่างเปล่า เบาสบาย ไร้ผู้ทุกข์อย่างแท้จริง!
วิธีฝึก สติ สมาธิ ปัญญา มีพร้อมให้คุณในเว็บไซต์นี้แล้ว เลือกศึกษาได้เลย
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))