สุญญตวิหาร (การอยู่อย่างว่างเปล่าจากตัวตน)

สุญญตวิหาร (การอยู่อย่างว่างเปล่าจากตัวตน)
สุญญตวิหาร เป็นวิหารธรรมขั้นสูงสุดที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและทรงใช้เป็นเครื่องอยู่บ่อยครั้ง ก่อนไปจะไปดู สุญญตวิหาร เรามารู้จักกับ สุญญตา ก่อน เพื่อให้เข้าใจบริบทได้อย่างต่อเนื่องกัน
สุญญตา (ความว่าง) คืออะไร?
อธิบายแบบง่ายที่สุดสำหรับคนไม่เคยเรียนธรรมะ
คำว่า "สุญญตา" (หรือที่คนชอบพูดว่า ความว่าง) ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องลึกลับ เป็นเรื่องของพระ ของนักบวช หรือฟังดูน่ากลัวเหมือนชีวิตจะสูญสิ้นไม่เหลืออะไรเลย แต่ในความเป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้เพื่อให้เราใช้ "ดับความเครียดและปล่อยวางความทุกข์" ในชีวิตประจำวันต่างหาก! เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองมาเคลียร์ความเข้าใจผิด และมองสุญญตาผ่านเรื่องใกล้ตัวกัน
ความเข้าใจผิด: "ว่าง" แปลว่า ไม่มีอะไรเลย?
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ความว่าง คือการนั่งหลับตาแล้วในหัวตื้อๆ ขาวโพลน ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีครอบครัว ไม่มีความรู้สึกขมขื่นหรือยินดี ซึ่งนั่น "ไม่ใช่" สุญญตาในทางพุทธศาสนา เป็น สุญญตา ที่เรานึกคิดเอาเองทั้งสิ้น
ความหมายที่แท้จริงของ : สุญญตา คือ "ว่างจากตัวตน"(ว่างจากอัตตา)
สุญญตา ไม่ได้แปลว่าโลกนี้ไม่มีอะไรอยู่เลย แต่แปลว่า "ทุกอย่างมีอยู่ตามปกติ... แต่มันว่างเปล่าจากความหมายว่าเป็น ตัวเรา หรือ ของเรา" หรือ ตัวกู ของกู นั่นเอง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ลองดู 3 ตัวอย่างรอบตัวนี้:
1. อุปมาเรื่อง "แก้วน้ำ" ถ้าเรามีแก้วอยู่ใบหนึ่ง ในแก้วนั้นมี อากาศ อยู่เต็มแก้ว แต่เราเรียกว่ามันเป็น "แก้วว่าง"
ทำไมเราถึงเรียกแก้วว่าง? ทั้งที่มีอากาศอยู่ข้างใน?
คำตอบคือ เพราะมัน "ว่างจากสิ่งเจือปน" มันไม่มีน้ำส้ม ไม่มีกาแฟ ไม่มีโคลนตมอยู่ในนั้น มันจึงเป็นแก้วที่พร้อมใช้งานและสะอาดบริสุทธิ์
ใจของเราก็เช่นกัน: สุญญตาไม่ได้แปลว่าใจดับวูบหายไป แต่หมายถึง ใจที่ยังมีชีวิต มีความคิด มีลมหายใจอยู่ตามปกติ แต่เป็นใจที่ "ว่างจากสิ่งเจือปน" ซึ่งก็คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความยึดมั่นถือมั่นว่า "นี่ตัวฉันนะ ใครห้ามมาแตะต้องนะ!" คือว่างจากสิ่งเหล่านี้
2. อุปมาเรื่อง "โรงภาพยนตร์"
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังนั่งดูหนังแอคชั่นสุดมันส์ในโรงภาพยนตร์ บนจอโปรเจคเตอร์มีระเบิด มีตัวร้าย มีพระเอกสู้กันอย่างดุเดือด
ถามว่า "ผืนผ้าใบสีขาว" ของจอรังเกียจตัวร้ายไหม? มันดีใจกับพระเอกไหม? มันร้อนไปกับไฟระเบิดในจอไหม?
คำตอบคือ ไม่เลย จอผ้าใบสีขาวทำหน้าที่แค่ "รองรับ" ภาพแสงสีเสียงเหล่านั้นให้ปรากฏขึ้น แต่ตัวจอจริงๆ นั้น "ว่าง" จากเรื่องราวเหล่านั้น หนังจบ ปิดเครื่องฉาย จอกลับมาขาวสะอาดเหมือนเดิม ไม่ได้เจ็บปวดหรือสุขทุกข์ไปกับตัวละครเลย
ใจที่เป็นสุญญตาคือจอภาพใบนั้นครับ: วันนี้มีเรื่องงานเครียดๆ ผ่านเข้ามา (เหมือนหนังดราม่า) มีคนมาชม (เหมือนหนังรัก) มีคนมาด่า (เหมือนหนังยิงกัน) ใจที่ฝึกมาดีแล้วจะทำหน้าที่เป็นแค่ "จอภาพ" สแกนรับรู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง แต่ใจข้างในจะ "ว่างเปล่า" ไม่กระโดดลงไปเจ็บปวดหรือเหนื่อยล้าไปกับบทละครสมมติเหล่านั้น( ไม่แบกโลก ไม่แบกทุกข์ ไม่แบกสมมติต่างๆ )
3. อุปมาเรื่อง "พายุและท้องฟ้า"
ท้องฟ้ากว้างใหญ่ บางวันก็มีเมฆครึ้ม มีพายุฝนฟ้าคะนองกระหน่ำอย่างน่ากลัว แต่พอพายุผ่านไป ท้องฟ้าก็ยังคงเป็นท้องฟ้าผืนเดิมที่เงียบสงบ กว้างขวาง และไม่เคยพังทลายไปกับพายุเลย
สุญญตา คือ ท้องฟ้าผืนนั้นครับ: อารมณ์โกรธ อารมณ์เครียด อารมณ์เศร้า เปรียบเสมือนก้อนเมฆและพายุที่ผ่านมาทางใจ (มโนผัสสะ) ทำกิจของมันแล้วก็ผ่านไป ถ้าเราเข้าใจสุญญตา เราจะรู้ว่าใจที่แท้จริงของเรากว้างใหญ่เหมือนท้องฟ้า เมฆดำพวกนั้นไม่ใช่เรา เราจึงแค่นั่งดูมันเคลื่อนผ่านไปโดยที่ใจข้างในไม่หวั่นไหว
สรุปให้ฟังง่ายๆ: ประโยชน์ของสุญญตาต่อคนทำงาน
เมื่อคนธรรมดาเข้าใจเรื่อง "สุญญตา" หรือความว่างจากตัวตนแล้ว ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
1. มีงานทำ... แต่ไม่มี "เรา" ผู้เหนื่อยยาก: คุณจะทำงาน บริหารธุรกิจ หรือทำหน้าที่พ่อแม่ได้อย่างยอดเยี่ยมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ (เพราะหน้าที่คือธรรมะ) แต่คุณจะไม่แบกความเครียดความคาดหวังเอาไว้ให้หนักใจ เพราะรู้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย บังคับไม่ได้
2. มีคำนินทา... แต่ไม่มี "เรา" ผู้เจ็บปวด: เมื่อมีคนมาว่าร้าย ถ้าเป็นเมื่อก่อนใจเราจะกระโดดไปฟัดทันที แต่พอใจเป็นสุญญตา(ไม่ยึดมั่นถือมั่น ยึดติดในสิ่งใด) ใจจะเห็นว่าคำพูดนั้นเป็นแค่ลมที่ผ่านหู เป็นแค่เสียงสมมติ ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ตรงนั้นให้คำด่านั้นมาทิ่มแทงได้อีกต่อไป
"สุญญตา ไม่ใช่การไม่มีชีวิต... แต่คือการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขที่สุด เพราะไม่มี 'ตัวเรา' ไปรองรับความทุกข์อีกต่อไป นี่คือ ความหมายของ สุญญตา "
สุญญตวิหาร: อยู่อย่าง “ว่างเปล่าจากตัวตน” วิหารธรรมขั้นสูงสุดในชีวิตประจำวัน
หลังจากที่เราได้ใช้ปัญญาตีแผ่จนเห็นความจริงแล้วว่า ทั้งร่างกายและจิตใจ(รูปธรรมและนามธรรม)นี้ต่างเป็น "อนัตตา" ไม่ใช่ตัวเราของเราอย่างแท้จริง... ขั้นต่อมาที่จิตจะก้าวไปถึงก็คือการเข้าสู่ "สุญญตวิหาร" (Suññatā-vihāra) หรือ "การอยู่อย่างว่างเปล่าจากตัวตน" ซึ่งเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้าและเป็นวิหารธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงใช้มากที่สุด
สำหรับคนธรรมดาที่ต้องทำงานและใช้ชีวิตในสังคม การเข้าใจและฝึกอยู่กับสุญญตวิหาร จะช่วยให้คุณสามารถทำหน้าที่การงานได้อย่างเต็มที่ โดยที่ใจไม่มีความทุกข์หรือความแบกรับในสมมติแม้แต่น้อย( แยกแยะสิ่งสมมติออกได้ )
สุญญตวิหาร คืออะไร? (เคลียร์ความเข้าใจผิดเรื่องความว่าง)
คนส่วนใหญ่มักกลัวคำว่า "ความว่าง" หรือ "สุญญตา" เพราะเข้าใจผิดว่ามันคือความอ้างว้าง โดดเดี่ยว นั่งเหม่อลอยเหมือนก้อนหิน หรือการไม่รับรู้อะไรเลยในโลกนี้
แต่ในทางปฏิบัติที่แท้จริง สุญญตวิหาร ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิ่งใดอยู่เลย (ไม่ใช่โลกนี้ว่างเปล่า) แต่หมายถึง:
"ตา ยังเห็นรูป... หู ยังได้ยินเสียง... จิต ยังทำหน้าที่คิดและรับรู้อารมณ์ตามปกติ... แต่ในความรับรู้นั้น มัน 'ว่างเปล่าจากความหมายว่าเป็นตัวเราของเรา' ไม่มีกิเลส ตัณหา อุปาทาน เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในจิตใจ"
พูดให้ง่ายที่สุดคือ มีสิ่งปรากฏ แต่ไม่มีผู้แบกรับ มีงานทำ แต่ไม่มีเราผู้เหนื่อยยาก มีคำนินทาผ่านเข้ามา แต่ไม่มีเราผู้เจ็บปวด นั่นคือสภาวะของสุญญตวิหาร หรือที่อยู่ของความว่าง
การขับเคลื่อน "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) เข้าสู่สุญญตวิหาร
การจะพาจิตเข้าไปพำนักอยู่ในบ้านหลังที่ชื่อว่าสุญญตวิหารนั้น เรายังคงใช้เครื่องมือชุดเดิมคือ "แก่นมรรค" คือ สติ สมาธิ ปัญญา แต่ทำงานในระดับที่ประณีตขึ้น ดังนี้:
1. สติ — ดับ "นันทิ" (ความเพลิน ความหมกมุ่น) ทันทีที่มโนผัสสะ
ในชีวิตประจำวัน เมื่อตาเห็นรูปหรือหูได้ยินเสียง จะเกิด "เวทนา" (ความสุข ความทุกข์ หรือเฉยๆ) ขึ้นมาในใจทันที หากขาดสติ จิตจะเกิด "นันทิ" คือความเพลิน ไหลตามอารมณ์นั้นไปปรุงแต่งต่อจนกลายเป็นความโลภ ความโกรธ (นันทิราคะ)
ทางปฏิบัติ: เราใช้ สติ ทำหน้าที่ตัดกระแสความเพลินนั้นทันที (ละนันทิในเวทนา) ทันทีที่รู้เท่าทัน จิตจะกระชากกลับมาอยู่กับความเป็นปัจจุบันที่ฐานกาย( ดึงสติกลับที่ฐานกาย ) ไม่ไหลไปสร้างโลกแห่งความทุกข์ต่อ
2. สมาธิ — จิตตั้งมั่นอยู่กับ "สภาวะที่เป็นกลาง"
เมื่อสติละความเพลินได้แล้ว จิตจะไม่วิ่งพล่านไปตามอารมณ์โลก สมาธิ จะเกิดขึ้นชั่วขณะจิตนั้น เป็นสมาธิที่ตั้งมั่น นุ่มนวล และทรงพลัง
ทางปฏิบัติ: จิตจะตั้งมั่นอยู่ในฐานะ "ผู้ดู" ที่เป็นกลาง ไม่กระโดดลงไปเป็น "ผู้เล่น" จิตมีความสงบระงับจากกิเลสชั่วคราว เป็นจิตที่มีกำลังพร้อมเผชิญหน้ากับโลกภายนอกด้วยความปกติ
3. ปัญญา — แยกแยะสมมติ เห็นแจ้งความไม่มีตัวตน รู้แจ้งตามความเป็นจริงในสิ่งนั้น
นี่คือตัวปลดล็อกประตูสู่สุญญตวิหาร เมื่อจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ปัญญา จะทำหน้าที่มองสภาวะธรรมที่ผ่านเข้ามาทางมโนผัสสะอย่างทะลุปรุโปร่ง
ทางปฏิบัติ: ปัญญาจะเห็นชัดว่า อารมณ์ที่เกิดขึ้น ความคิดที่ผุดขึ้น หรือคำพูดของคนอื่น ทั้งหมดเป็นเพียง "สมมติ" ของโลก มันทำกิจของมันตามธรรมชาติ ปัญญาจะทำการ "ตีแผ่สมมติ" นั้นออก จนเห็นความจริงว่า ไม่มีตัวเราอยู่ตรงนั้น มีแต่กระบวนการของธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน
ผลลัพธ์ของการอยู่อย่างว่างเปล่า: คลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง
เมื่อ สติ สมาธิ ปัญญา ขับเคลื่อนร่วมกันจนจิตคุ้นชินกับการอยู่กับความว่างจากตัวตน จิตจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่:
1. คลายความสำคัญมั่นหมายในตนเอง: คุณจะเลิกแบกอัตตา เลิกหลงผิดว่าเราเก่งกว่าใคร หรือเราแย่กว่าใคร เพราะเห็นแล้วว่า "ตัวเรา" เป็นเพียงสิ่งสมมติที่ใจปรุงแต่งขึ้นมาเอง
2. ทำงานอยู่ในโลก แต่ใจเหนือโลก: คุณสามารถบริหารธุรกิจ ใช้ชีวิต ดูแลครอบครัว ได้อย่างดีเยี่ยมและมีความรับผิดชอบสูงสุด (เพราะธรรมทำกิจของธรรม) แต่ใจข้างในจะไม่แบกความเครียด ความกดดัน หรือความคาดหวังเอาไว้เลย เพราะเมื่อหมด "ตัวเรา" ความทุกข์ก็ไม่มีที่เกาะ
"สุญญตวิหาร ไม่ใช่การหนีโลกไปไหน... แต่คือการใช้ชีวิตอยู่บนโลกสมมตินี้ ด้วยจิตใจที่ว่างเปล่าและทรงปัญญาขั้นสูงสุด"
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))