วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆ

สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ก็คือ วิชชา ที่จะนำไปใช้..ดับอวิชชา..
ถ้าท่านอยู่กับ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ในทุกขณะจิต กิเลส(ทุกข์)จะหาท่านไม่พบ ตราบใดที่ยังสามารถครองแก่นมรรคได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จงใช้แก่นมรรคเป็นที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)ปลอดภัย ปลอดกิเลส ปลอดทุกข์ในทุกขณะจิต พิสูจน์ได้เลย
จงฝึกฝนแก่นมรรค แล้วนำมันมาใช้งานในทุกขณะจิตอย่างต่อเนื่อง
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)มีประโยชน์มากๆมากกว่าที่พวกเราคิดหลายเท่าตัว มันสามารถนำไปดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวได้จริงๆ
"การเจริญแก่นมรรค ไม่ใช่การพยายามดึงอะไรเข้ามา หรือผลักไสอะไรออกไป... แต่คือการปล่อยให้สภาวธรรมทำหน้าที่ของมัน โดยจิตไม่เข้าไปสวมรอยเป็นเจ้าของ"
ท่านฝึกฝนแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ก็คือ ท่านกำลังฝึกอินทรีย์ 5 และพละ 5 อยู่นั่นเอง ถ้าอินทรีย์และพละแก่กล้า ท่านจะสามารถดับทุกข์และดับกิเลสในปัจจุบันขณะจิตได้ทันที(ดับกิเลสและดับทุกข์ได้ชั่วขณะ)จงพิสูจน์ได้ด้วยตัวของท่านเอง!!!
ผู้ที่ลงมือชิมเกลือเท่านั้น จึงจะรู้ว่าเกลือเค็มจริงๆ(ปัจจัตตัง)
วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆแบบชาวบ้าน
ในการฝึก...สติ สมาธิ ปัญญา...ผู้ฝึกต้องมีระเบียบวินัยในตนเองนะครับ
ต้องคิดว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบการฝึกฝนในแต่ละวัน จึงจะได้ผลดี
เมื่อท่านลงมือปฏิบัติแล้ว ผลลัพธ์จะงอกงามขึ้นเรื่อยๆชีวิตดีขึ้นกว่าปกติ
แล้วท่านจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ทุกๆอย่างมันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
ทุกข์จะค่อยๆลดน้อยลงและค่อยๆหายไปเรื่อยๆจนเข้าสู่สภาวะ ความปกติ นั่นคือ จุดที่ท่านพ้นทุกข์ในปัจจุบันขณะ(ไม่ใช่การบรรลุมรรคผลนิพพานใดๆทั้งสิ้น)ต้องใช้เวลาและความอดทน ฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา จนแก่กล้าเชี่ยวชาญและชำนาญสูง ท่านจะรู้ผลลัพธ์ด้วยใจของท่านเอง(ปัจจัตตัง)
ดังคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า.............
"สติมโต สทา ภัททัง" (คนผู้มีสติ ย่อมมีความเจริญทุกเมื่อ)
อานุภาพของ...การเจริญสติ..เป็นประจำ
- ตัดกระแสทุกข์ที่..เวทนา..เป็นด่านแรกสุด
- เป็นองครักษ์พิทักข์จิตไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกิเลส
- เจริญสติเป็นประจำ จะมีความจำแม่นยำดีมาก
- อัลไซเมอร์(ความหลงลืม)ไม่เข้าหา
ผู้ใดที่สามารถครองสติได้ในทุกๆขณะจิต(สติไม่มีหลุด)ต่อเนื่อง จะมีสติในทุกลมหายใจเข้า-ออก(อานาปานสติ) หรือมีสติในทุกๆอิริยาบทของการเคลื่อนไหว(กายคตาสติ)ระลึกรู้ตัวได้อย่างต่อเนื่อง จะเกิดอานิสงส์และผลลัพธ์ดังต่อไปนี้คือ....
1 ) อวิชชาดับขณะมีสติ( โมหเจตสิกไม่ทำงานขณะมีสติเกิดขึ้น )
2 ) นันทิราคะดับเมื่อสติเกิด ( สติตัดกระแสนันทิราคะในผัสสะ )
3 ) ความฟุ้งซ่านดับ ( อุจธัจจะแพ้ทางสติ )
4 ) ความเครียดดับ ความกังวลดับ ซึมเศร้าดับ หงุดหงิดใจดับ
นี่คือ จุดดับของทุกข์ชั่วขณะที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการเจริญสติ
สติ คือ ธรรมแรกที่ไปตัดกระแสแห่งทุกข์ใน เวทนา
สติจะดักจับ..นันทิราคะ ก่อนไปสู่ ตัณหาและอุปาทาน
นันทิราคะ คือ เชื้อของ...ตัณหา( เหตุแห่งทุกข์ )
นี้คือที่มาของ...การมีสติในทุกๆขณะจิต เพื่อไม่ให้ อกุศลเจตสิกทำกิจ สติเป็นเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อกุศลเจตสิกเกิด(สติ) อกุศลเจตสิกจะดับลง ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
การเจริญ อานาปานสติ และ กายคตาสติ จนกลายเป็น "วิหารธรรม" (เครื่องอยู่อย่างผู้มีสติ) นั้น หากมองผ่านมิติสภาวะจิต จะเห็นได้ชัดเลยว่า:
กิเลสและไฟทุกข์ เข้ามารบกวนไม่ได้ : เพราะกิเลส (ราคะ โทสะ โมหะ) ต้องอาศัย "ช่องว่างของการขาดสติ" ในการเจริญงอกงาม เมื่อสติดักรู้แนบแน่นอยู่กับ ลมหายใจ และ กาย ช่องว่างแห่งความหลงก็ปิดลงทันที
ความตื่นรู้ที่เป็นปกติ (ปะกะติ) : จิตจะไม่ไหลไปปรุงแต่งอดีต ไม่ฟุ้งซ่านไปในอนาคต แต่ตั้งมั่น รู้อยู่ สงบอยู่ ในปัจจุบันขณะจิต
การอยู่อย่างผู้มีสติ จึงไม่ใช่เรื่องของการเค้นแรงหรือเรียกร้องสภาวะใดๆ แต่คือ "การกลับมาพักอยู่ในบ้านที่ปลอดภัยที่สุดของจิต" เป็นการเสพสุขจากความสงบเย็นอันเกิดจากการปราศจากกิเลส (นิรพุติ/นิพพานขั้นต้นในปัจจุบันขณะจิตดียว)
ท่านรู้หรือไม่ว่า...สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)สามารถดับกิเลส(ดับทุกข์)แบบชั่วคราวหรือชั่วขณะได้ในปัจจุบันขณะจิตทันที ไม่ต้องรออนาคตหรือชาติหน้า ตรงนี้และวินาทีนี้ทันที ท่านฟังดูอาจจะไม่เชื่อ ท่านต้องหัดชิมเกลือ แล้วจะรู้รสเค็มเป็นอย่างไร ท่านต้องรู้ได้ด้วยตัวเอง สัมผัสได้ด้วยตัวเองเท่านั้น(ปัจจัตตัง)ไม่ต้องไปเชื่อใครทั้งสิ้น ต้องพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมด้วยตัวเองเท่านั้น ท่านจึงจะเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า พิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ตลอดเวลา
เทคนิคการใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับกิเลส(ดับทุกข์)ในปัจจุบันขณะจิต
ท่านต้องทำการฝึกแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ให้กล้าแกร่งในระดับหนึ่งก่อน จึงจะสามารถนำแก่นมรรคมาดับกิเลสหรือดับทุกข์ได้ สติ สมาธิ ปัญญาแบบธรรมดายังไม่มีแรงและพลังเพียงพอสำหรับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ ต้องผ่านการฝึกฝนมากพอสมควรจน สติเริ่มนิ่งมีสมาธิที่มั่นคงพอสมควร จึงจะสามารถนำ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)มาทำการดับกิเลสที่ฐานกายได้ เมื่อท่านเจริญแก่นมรรคที่ฐานกาย จิตจะอยู่ที่ฐานกายด้วย กิเลสน้อยใหญ่ไม่สามารถเข้าไปปรุงแต่งจิตได้ เมื่อวิชชาหรือปัญญาเกิด(เจริญแก่นมรรคที่ฐานกายในทุกขณะจิต) กิเลสอวิชชา กิเลสตัณหาย่อมดับลงตามหลักอิทัปปัจจยตา(เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จังเกิด) กิเลสอวิชชาเป็นรากเหง้าหรือหัวหน้าของกิเลสน้อยใหญ่ทั้งปวง กิเลสทุกๆชนิดจะมีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมเสมอ ดังนั้น เมื่อรากเหง้า(กิเลสอวิชชา)ถูกทำลายลง(ดับลง)กิเลสน้อยใหญ่ก็ดับลงตาม เพียงแต่เป็นการดับชั่วคราวหรือชั่วขณะ(ตทังคนิโรธ)ในปัจจุบันขณะเท่านั้น
ทำไม "แก่นมรรค" ถึงเป็นวิหารธรรม ชั้นยอดของจิต?
1. ไม่เป็นภาระแก่จิต: ไม่ต้องคอยท่องจำ หรือประดิดประดอยท่าทางให้ซับซ้อน แต่เป็นการใช้สภาวะธรรมตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในมโนผัสสะมาเป็นที่พักหรือที่อยู่ของจิต(วิหารธรรม)
2. เป็นเรือนกายและเรือนใจที่ปลอดภัย: เมื่อจิตมี 3 ธรรมนี้เป็นเครื่องอยู่ อวิชชาและตัณหาก็ไม่มีช่องทางจะแทรกเข้ามาปรุงแต่งให้จิตเกิดความทุกข์ได้ ดังนั้น การเจริฯแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความสำคัญมากๆ
3. ธรรมทำกิจของธรรม: เมื่อสติ สมาธิ ปัญญา หมุนเวียนทำงานร่วมกันเป็นประจำ(มรรคสมังคี) จิตจะค่อยๆ ซึมซาบและทำหน้าที่ถอดถอนความถือมั่นในตนเอง (อนัตตา) ไปตามลำดับ โดยที่เราไม่ต้องไปบังคับหรือเร่งรัดกระบวนการ
การมี "แก่นมรรค" เป็นวิหารธรรมในชีวิตประจำวันเช่นนี้ จึงเป็นการอยู่อย่างผู้มีจิตเป็นอิสระ รู้อยู่ สงบอยู่ และตื่นรู้อยู่ในความจริงทุกขณะ จิตจะโล่ โปร่ง เบาเป็นอิสระจากกิเลส
มนุษย์ทุกๆคนล้วนมี สติ สมาธิ ปัญญา มาตั้งแต่เกิด ธรรมชาติได้มอบสิ่งนี้ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ใครจะมีมากหรือมีน้อยกว่ากัน ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝน ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา มีน้อยก็คือไม่มีการฝึกฝนใดๆเพื่อให้ สติ สมาธิ ปัญญา แก่กล้ามีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความแตกต่างจึงอยู่ตรงจุด...การฝึกฝน กับ การไม่ฝึกฝนเป็นหลัก จงอย่าปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม จงใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ทำไม?ต้องมีการฝึกฝน...สติ สมาธิ ปัญญา( แก่นมรรค )
แก่นมรรคก็คือ วิชชาหรือปัญญานั่นเอง ต้องศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตราบใดที่ลมหายใจยังมีอยู่ เพื่อให้เข้าใจกฎธรรมชาติ และนำเอาขุมทรัพย์(แก่นมรรค)ที่ธรรมชาติมอบให้มา นำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์กับตัวของท่านเองและครอบครัวสังคมส่วนรวม ท่านได้ประโยชน์เต็มๆ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีคำว่าเสีย
มนุษย์เป็นสัตว์โลกอีกกลุ่มหนึ่ง ถ้ามนุษย์ไม่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้านต่างๆ มนุษย์ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วๆไป มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ถ้าไม่ผ่านการฝึกฝน ก็ไม่สามารถเป็นสัตว์ที่ประเสริฐเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานได้ สติ สมาธิ ปัญญา ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะมอบให้มาตั้งแต่แรกเกิด แต่มีความจำเป็นต้องทำการฝึกฝนให้มีความแก่กล้า โดยเฉพาะ สติ กับ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้อุปมาดอกบัว 4 เหล่าขึ้น ก็มาจากความแก่กล้าทาง...สติ ปัญญา...ของมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่มี สติ ปัญญา แก่กล้าสูง(ขั้นอัจฉริยะ)จะถูกจัดไว้เป็นเหล่าที่ 1 คือ บัวที่พ้นน้ำแล้ว ส่วนมนุษย์ที่ต้องพัฒนาสติ ปัญญา อย่างหนักถูกจัดอยู่ในเหล่าที่ 4 ยังคงอยู่ใต้โคลนตมต่อไป ฝึกยาก การฝึกฝน สติ สมาธิ ปัญญา มีแต่ผลดีสถานเดียวเท่านั้น ไม่มีผลเสียใดๆเลย
สติ สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เฉพาะนำมาใช้ในการดับทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ ถ้าขาด สติ สมาธิ ปัญญา คือ ชีวิตล้มเหลวหรือวิกลจริตหรือปัญญาอ่อนนั่นเอง ผู้ที่มีความฉลาดสูง จะใช้ สติ สมาธิ ปัญญา มากเป็นพิเศษ
วิธีการฝึก..สติ สมาธิ ปัญญา
สติ คือ ประตูบานแรกที่จะเข้าสู่กุศลธรรมทั้งปวง
สติ คือ การระลึกรู้ ความรู้ตัว เมื่อมีสิ่งมีกระทบ(ผัสสะ)
การมีสติในทุกขณะจิตจะมีความสำคัญมากๆต่อการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในปัจจุบันขณะ พระพุทธเจ้าสอนเน้นเรื่อง การมีสติในทุกขณะจิตเป็นพิเศษ เพราะสติมา ปัญญาเกิด เมื่อปัญญาเกิด อวิชชาย่อมดับลง นั่นคือ จุดดับลงแห่งทุกข์(กิเลส)ในจิตใจของมนุษย์ทุกๆคน สติสามารถตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)ในปัจจุบันขณะได้อย่างชัดเจน อวิชชาคือรากเหง้าหรือรากแก้วของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ถ้าอวิชชาไม่เกิดขึ้น บรรดากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองโดยตรงได้ กิเลสทุกๆตัวล้วนมีอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วมทั้งสิ้น สติ สมาธิ ปัญญา คือ วิชชาที่จะนำไปดับกิเลสทั้งปวง(รวมกิเลสอวิชชา)
1 ) การฝึกสติให้กล้าแกร่ง(เชี่ยวชาญและชำนาญสูง)
วัตถุประสงค์ของการฝึกสติ เพื่อลดความประมาท ลดความผิดพลาดในการดำเนินชีวิต สติเปรียบเสมือนเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ ทั้งทางรูปธรรม(สัมผัสได้ด้วยกาย)และทางนามธรรม(สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยใจ) การทำงานที่มีความเสี่ยงสูงและความละเอียดมาก ยิ่งต้องใช้ทักษะด้านสติสูงตามไปด้วย ผิดพลาดขึ้นมาหรือขาดสติอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ง่ายๆ นี่คือ อานุภาพและความสำคัญของ...สติ....
วิธีการฝึกสติขั้นพื้นฐานด้วยตนเอง
การฝึกสติก็คือการฝึกจิตดีๆนี่เอง เพราะสติคือ เจตสิกที่ดีงามปรุงแต่งจิตออกมาดี สติคือตัวตัดกระแสอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นด่านแรก เพื่อไม่ให้ปรุงแต่งจิตตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา
การฝึกสติ มี 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันอย่างเป็นระบบ
1 ) การฝึกสติกับลมหายใจเข้าออก( อานาปานสติ )
2 ) การฝึกสติกับอิริยาบทต่างๆทุกๆการเคลื่อนไหว(กายคตาสติ)
1 ) การฝึกสติกับลมหายใจเข้าออก( อานาปานสติ ) สามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาเมื่ออยู่ในที่สงบ(ไม่วุ่นวายมาก)หรือขณะนั่งสมาธิ นอนทำสมาธิ วิธีการแบบง่ายๆคือ...กำหนดรู้ลมหายใจเข้า ก็ให้มีสติรู้ว่า..ลมหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็มีสติกำหนดรู้ว่า..หายใจออก ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสตินิ่งเข้าสู่สมาธิหรือที่เรียกว่า จิตมีสมาธินั่นเอง(เอกัคคตาเจติสกเกิด) อธิบายรายละเอียดต่อไปนี้.......
การกำหนดรู้ในอานาปานสติแบบเต็มรูปแบบ
- เริ่มจากกำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว(บางท่านก็กำหนดที่ลมยาวก่อน) ก็รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจออกยาว ก็มีสติรู้ว่าลมหายในออกยาว โดยไม่ต้องท่องใดๆ เพียงกำหนดรู้ในใจรู้ด้วยสติเท่านั้น ไม่ต้องออกเสียงดังใดๆ กำหนดไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ลมหายใจจากยาวๆจะเริ่มสู่วงจรลมหายใจสั้น( เริ่มมีสมาธิเกิด )ให้ทำการกำหนดรู้ด้วยสติต่อไปเรื่อยๆจนถึงเวลาที่เหมาะสม
- เข้าสู่สภาวะลมหายใจเข้าสั้น สติก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น ลมหายใจออกสั้น สติก็รู้ว่าลมหายใจออกสั้น ทำไปเรื่อยๆวันละ 10-30 นาทีในช่วงแรกๆ ฝึกให้ชำนาญอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในกรณีที่พบกับการฟุ้งซ่านหรือถูกรบกวนจากภายนอก ให้ดึงสติกลับมาที่ลมหายใจใหม่ จะแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ ให้มาเริ่มต้นที่ลมหายใจใหม่อีกครั้ง แต่ส่วนมากจะเป็นแบบลมหายใจยาว สูดลมหายใจเข้าลึกๆยาวๆกั้นลมหายใจไว้สักระยะ แล้วค่อยๆปล่อยออกมา ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนไปสู่ลมหายใจสั้นเหมือนเดิม จะช่วยดึงสติกลับมาจากการฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ นี้คือ เทคนิคแบบง่ายๆสามารถนำใช้ได้เลย ในการฝึกสติที่ลมหายใจเข้าออก จะช่วยลดการฟุ้งซ่าน(อุจธัจจะ)ได้ดีมาก วัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนอานาปานสติก็เพื่อ ลดการฟุ้งซ่าน ให้จิตมีสมาธินั่นเอง
ผลลัพธ์ของการฝึกลมหายใจเข้า-ออก
จิตจะมีสมาธิดีขึ้น สติที่จับลมหายใจได้นิ่งแล้ว จิตก็จะเป็นเช่นเดียวกันกับสติ เหตุเพราะ สติเป็นธรรมปรุงแต่งจิตหรือประกอบกับจิตนั่นเอง อารมณ์เดียวกัน เกิดและดับพร้อมๆกัน อยู่ในที่เดียวกัน สติอยู่กับกาย จิตก็จะอยู่กับกาย เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจ(ฐานกาย)จิตจะมีสมาธิ ความฟุ้งซ่านจะไม่เกิด(อุทธัจจเจตสิกไม่ทำงาน)วัตถุประสงค์ของการฝึกสติที่ฐานกาย(มีสติอยู่กับลมหายใจ)ก็เพื่อให้ จิตสงบนั่นเอง(จิตรับรู้เฉพาะในฐานกายเท่านั้น ไม่ออกไปรับรู้ข้างนอก) จะเรียกว่า...การทำสมถกัมมัฏฐานก็ได้...เมื่อสตินิ่ง จะส่งผลให้จิตมีสมาธิ และส่งผลทำให้เกิด...สัมปชัญญะ(ความรู้ตัวทั่วพร้อม)นำไปสู่...ปัญญา( การใช้โยนิโสมนสิการพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดและรอบคอบ รวมถึงการใช้วิภัชวาท วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆธรรมต่างๆได้ดี )
2 ) การฝึกสติกับอิริยาบทการเคลื่อนไหวต่างๆของกาย(กายคตาสติ) วิธีการนี้เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวไปมาของกาย เช่น การเดิน นั่ง ทำงาน รับประทานข้าว ดื่มกาแฟ ฯลฯ ผู้คนส่วนใหญ่สติจะหลุดหรือขาดสติ(ประมาท)ในอิริยาบทเหล่านี้มากที่สุด ถ้าฝึกฝนสติในอิริยาบทเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติ(ชำนาญสูง)ท่านจะเป็นผู้ที่มีสติที่ว่องไว(สติแก่กล้า)เป็นระดับ มหาสติ ผิดพลาดยาก การทำงานจะมีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะสติ จะนำมาซึ่งสมาธิและปัญญา จงมีสติในทุกๆอิริยาบท(เตือนตนเองอยู่ตลอดเวลาในทุกๆขณะจิต) สติที่กล้าแกร่งหรือสติแก่กล้า(มหาสติ)มีประโยชน์มหาศาลต่อตัวของท่านโดยตรง สติที่มั่นคง(มีสติในทุกขณะจิต)คือจิตที่มั่นคงและมีสมาธินั่นเอง เพราะ สติคือธรรมที่ประกอบจิต เป็นอันเดียวกับจิต เกิดและดับพร้อมกับจิต( สติเป็นเจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต ปรุงแต่งจิต ) แล้วเวลาทำงาน สติก็ต้องอยู่กับงานที่ทำ(กายคตาสติ)จดจ่อและตั้งมั่นอยู่กับงานที่ทำ จะเห็นได้ว่า เราอยู่กับสติตลอดเวลา ถ้าไม่มีสติคือ ประมาท เช่น เหม่อลอย ซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งสติ สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด ธรรมที่ดีงามทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสติหรือปราศจากสติ นี่คือ ความสำคัญของ สติ เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 การเจริญกายคตาสติจะต่อเนื่องจากข้อ 1 คือ อานาปานสติ สติที่ฝึกจากลมหายใจเข้าออก ถ้าเราเคลื่อนไหวไปมาหรือทำงานต่างๆ การกำหนดลมหายใจเข้าออกอาจจะไม่เหมาะเท่าที่ควร พระพุทธเจ้าจึงให้เปลี่ยนจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก มาเป็นกำหนดรู้ความเคลื่อนไหวของกายในทุกๆอิริยาบท(กายคตาสติ) สติคือ องครักษ์พิทักษ์จิตที่ดีที่สุด
นี้คือ ความจริง(สัจธรรม) สติ =>ทำให้เกิดสมาธิ =>ทำให้เกิดปัญญา
ถ้าไม่มีสติ =>ก็ไม่มีสมาธิ =>ไม่มีปัญญา(แก่นมรรคไม่เกิด)
สติเป็นปัจจัยให้เกิด => สมาธิเป็นปัจจัยให้เกิด =>ปัญญา
ยืนยันด้วยพุทธพจน์ : "มีกายคตาสติ เหมือนมีอมตะ"
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน กายคตาสติสูตร ว่า:
"ภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง สัมผัสอมตะ (ความไม่ตาย/นิพพาน) ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้สัมผัสกายคตาสติ... ผู้ใดเจริญกายคตาสติแล้ว อกุศลธรรมอันเป็นบาปย่อมหลุดร่วงไป เหมือนหยาดน้ำหลุดร่วงจากใบบัว"
สติจะทำหน้าที่ตัดกระอวิชชาเป็นด่านแรก อวิชชาคือหัวหน้าหรือประธานกิเลสหรืออกุศลทั้งปวง สติยิ่งมีมากเท่าใดยิ่งเป็นเรื่องที่ดี
2 ) สมาธิ คือ ความตั้งมั่น ความมั่นคงของสติหรือของจิตนั่นเอง( สติคือธรรมประกอบจิต )จิตมีสมาธิ ก็คือ สติที่ตั้งมั่นแล้วจนเกิดสมาธิ( เอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วมกับสติเจตสิก ) สมาธิจะไม่มีวันเกิดได้เลย ถ้าปราศจากสติ หรือไม่มีสติ ดังนั้น สติ จึงเป็นเหมือนสารตั้งต้นของ สมาธิและปัญญา( เหตุปัจจัยการเกิด ) สมาธิจึงเป็นเหมือนผลพลอยได้จากการเจริญสติ( ทั้งอานาปานสติ และ กายคตาสติ )สมาธิมี 3 ระดับ ตั้งแต่สมาธิชั่วคราว( ขณิกสมาธิ ) สมาธิปานกลาง( อุปจารสมาธิ )และ สมาธิขั้นสูง( อัปปนาสมาธิ )ส่วนใหญ่จะเจริญสมาธิขั้นต้นไปถึงกลางในการปฏิบัติเริ่มแรก การทำสมาธิไม่ใช่เพียงการไปนั่งหลับตาในป่าหรือนั่งหลับตาในที่เงียบสงบนะครับ การทำสามาธิท่ามกลางสนามรบ(ผัสสะหรือสัมผัสแรงๆ)นี่คือ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุด ถ้าท่านสามารถมีสมาธิท่ามกลางความวุ่นวายหนักๆถือว่า เก่งกว่าการทำสมาธิในที่เงียบๆจะเป็นสิ่งที่ง่ายไปแล้ว ให้ฝึกในภาวะวิกฤต แล้วท่านจะเก่งสมาธิแก่กล้ามากขึ้น สตินิ่ง(จิตนิ่ง)นี่คือ ของแท้ ไม่หวั่นไหวในผัสสะ(สัมผัส)จะแรงแค่ไหนก็ไม่สะทกสะท้าน ขอให้ท่านคิดเสมอว่า ถ้าสตินิ่ง คือ ท่านมีสมาธิแล้ว เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ขาดไม่ได้
เมื่อสติอยู่กับกาย/ลมหายใจ สมาธิจะ "ตั้งมั่นขึ้นเอง"
เมื่อเราใช้สตินำจิตมาวางไว้ที่กายหรือลมหายใจ (อานาปานสติ/กายคตาสติ) อย่างต่อเนื่อง สติจะทำหน้าที่ระลึกรู้จนเกิดเป็นสมาธิปิดกั้นนิวรณ์และการปรุงแต่งส่งออกนอก จิตที่หมดภาระในการวิ่งตามอารมณ์ทางตา หู กาย มโนผัสสะ ย่อมรวมลงสู่ "ความสงบและตั้งมั่น" (สมาธิ) โดยธรรมชาติ ไม่ต้องไป "พยายามทำ"หรือเพ่ง กดดัน ให้เกิดสมาธิ เพราะสมาธิคือ ผลพลอยได้ ของสติที่ตั้งมั่นดีแล้ว
สติ เกิด => สมาธิ เกิด
สติดับ(หลุด) => สมาธิดับ(หลุด)
3 ) ปัญญา หรือ วิชชา คือความรู้แจ้งตามความเป็นจริงของธรรมแต่ละธรรม(รูปธรรมและนามธรรม)ไม่ใช่ปัญญาจากตำราเรียนหรือการท่องจำเพียงอย่างเดียว ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างกว่าปัญญาในตำราเรียนในห้องเรียน
ในธรรมชาติจะมีธรรมอยู่ 2 ธรรมคือ...รูปธรรม และ นามธรรม ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 ธรรมนี้เท่านั้นที่ปรากฎอยู่ ปัญญาหรือวิชชา จึงหมายถึงการรู้แจ้งใน...รูปธรรม( รูป 28 ประการ ) และ นามธรรม( ซึ่งมีเป็นจำนวนมากมาย )มนุษย์ถูกโปรแกรมด้วย อวิชชา(ความไม่รู้จริงธรรมชาติ)มาตั้งแต่การแรกเกิด แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็มอบ ปัญญาหรือวิชชามาให้ด้วย แต่ต้องทำการฝึกฝนอย่างหนักในภายหลังจึงจะแสดงผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนอวิชชาไม่ต้องฝึกฝนใดๆทั้งสิ้นมันทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิด ผัสสะ ขึ้นมา จึงอาจจะพูดได้ว่า มนุษย์เราโง่มาตั้งแต่แรกเกิดก็ไม่ผิดไปจากความเป็นจริง อวิชชา(ความไม่รู้จริง)ไม่ต้องฝึกฝนใดๆมันนอนนิ่งมากับจิตเรียบร้อยแล้วตั้งแต่แรก ส่วน วิชชาหรือปัญญา มีความจำเป็นต้องฝึกฝนให้เชี่ยวชาญและชำนาญสูง เพราะเมื่อใดที่ วิชชาเกิด อวิชชาจะดับลงทุกๆครั้ง
ปัญญาหรือวิชชา(ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง) จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าปราศจากสติหรือไม่มีสติเป็นธรรมตั้งต้น ปัญญาเป็นธรรมชาติที่ตรงกันข้ามกับ อวิชชา(ความไม่รู้) เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 ถ้ามนุษย์ปราศจากปัญญาหรือไม่มีปัญญา ท่านคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร??? พิการทางสมอง ปัญญาอ่อน โง่ สารพัดคำเปรียบเทียบ มนุษย์ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานต่างๆ การทำธุรกิจ ต้องใช้ปัญญาขั้นสูงมากเป็นพิเศษ มนุษย์เจริญก้าวหน้าได้ก็เพราะ...ปัญญา...ดังนั้น ปัญญา จึงใช้ทั้งการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไปจนถึงพระพุทธเจ้าใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลสตัณหา) ปัญญา จึงเป็นธรรมที่ดูเหมือนธรรมดา แต่มีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ประโยชน์ ไม่มีเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีคนใดในโลกนี้แม้แต่คนเดียวที่ไม่ใช้..ปัญญา..ในการสร้างตัวเองให้เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเลย นี่คือ....อานุภาพของ....ปัญญา หรือ วิชชา(ปัญญาทางโลกิยะ)....
ปัญญา(วิชชา) คือ ธรรมที่พระพุทธเจ้าใช้ดับอวิชชาหรือ ตรัสรู้อริยสัจ 4 นั่นเอง
เหตุให้เกิด ปัญญาหรือวิชชาตามข้อ 1-3 ด้านล่าง จงใช้โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายถี่ถ้วนรอบคอบและรอบด้าน รวมถึงการใช้ วิภัชวาท คือ การวิเคราะห์แยกแยะรูปธรรมและนามธรรมให้เห็นชัดเจน แยกแยะ สมมติ ออกจาก ปรมัตถ์(ความจริง)ให้เห็นชัดเจนเช่นกัน
ปัญญาหรือวิชชา เหตุปัจจัยให้เกิดมีดังนี้......
1. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง
2. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดวิเคราะห์ต่างๆ
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนาในธรรมต่างๆโดยเฉพาะ สติปัฏฐาน 4 นั่นคือ แหล่งสร้างปัญญา(วิชชา)ทุกข์ที่มาจากรูปธรรมและนามธรรมอยู่ในสติปัฏฐาน 4 การดับทุกข์ด้วยปัญญาก็อยู่ในที่เดียวกัน เพราะสติปัฏฐาน 4 คือ แหล่งสร้าง สติ สมาธิ ปัญญา อย่างแท้จริง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิชชา(ปัญญา)คือต้องมีสติ สมาธิ เพื่อนำไปสู่...ปัญญา....
การดับทุกข์ในชีวิตประจำวันของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องหาเลี้ยงชีพสามารถทำได้ ไม่ต้องบรรลุมรรคนิพพานใดๆทั้งสิ้น เพียงใจไม่เป็นทุกข์ หรือทุกข์น้อยลง ปัญหาน้อยลง ทำแค่นั้น จงใช้ปัญญา(วิชชา)แยกแยะความจริงให้ออกจากสมมติ
จากการ "ปรุงกุศล" สู่ "วิชชาเต็มรูปแบบ" (วางแพ)
เป็นการใช้ วิชชา ขั้นสูง(ดับทุกข์ถาวรของพระอรหันต์)
ในการสร้างวิชชาสำหรับคนทำงานหรือคนธรรมดานั้น เราจะแบ่งการฝึกปัญญาออกเป็น 2 ช่วงชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านค่อยๆ ไต่ระดับไปตามจริต:
| ขั้นตอนการฝึก | ลักษณะการทำงานของจิต | ผลลัพธ์ทางโลกและทางธรรม |
| ขั้นต้น: ปรุงกุศลเจตสิก | ตั้งใจฝึกฝน ดึงเอา สติ สมาธิ ปัญญา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวัน เจตนาปรุงแต่งความคิดที่เป็นประโยชน์ มีโฟกัส ไม่เครียด | ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีความสุขุม ความทุกข์หยาบๆ ในการทำงานดับลง |
| ขั้นสูง: เกิดวิชชา (หยุดปรุงทั้งหมด) | ปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า แม้แต่ตัวกุศลเจตสิกหรือจิตเองก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน จิตจึง หยุดปรุงแต่งทั้งหมด ทั้งกุศลและอกุศล สลัดคืนอุปาทาน | จิตปล่อยวางเครื่องมือ "วางแพลงกองไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ" เข้าสู่ความว่างบริสุทธิ์และสภาวะจิตที่ไม่มีทุกข์อย่างแท้จริง |
"วิชชา ในทางธรรมไม่ใช่การไปนั่งท่องจำตำรา แต่คือการฝึกฝนปัญญาให้เห็นความจริงของรูป-นามในชีวิตประจำวัน จนจิตฉลาดพอที่จะเลิกวิ่งไปกำถ่านไฟร้อนๆ เลิกบังคับควบคุมสิ่งที่เป็นอนัตตา และยอมหยุดปรุงแต่งเพื่อพบกับความสงบที่แท้จริง"
ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้น คือ รูป กับ นาม
จงมี วิชชา(ปัญญา)ใน...รูป กับ นาม...แล้วความทุกข์จะไม่มีที่ตั้ง
ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา มีแต่...รูป กับ นาม เท่านั้นที่ทำกิจของมัน
การฝึกปัญญาหรือวิชชา( ในฉบับที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ )
สติ เกิด =>> สมาธิ เกิด =>> ปัญญาหรือวิชชา เกิด
การฝึกปัญญา ต้องเริ่มต้นมาตั้งแต่การฝึก...สติ สมาธิ...แล้วจึงจะมาถึง...ปัญญา หรือ วิชชา( ความรู้แจ้งในธรรม )ขาดสติก็ไม่ได้ ขาดสมาธิก็ไม่ได้ เมื่อฝึกสติจนแม่นยำ การพิจารณาโดยแยบคายหรือการพิจารณาแบบละเอียดและรอบคอบรอบด้าน( โยนิโสมนสิการ )จะเกิดขึ้น ซึ่งโยนิโสมนสิการจะเป็นธรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดปัญญาหรือวิชชาติดตามมา นอกจากนี้ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ซึ่งเรียกว่า วิภัชวาท ก็เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดปัญญาหรือวิชชาได้เป็นอย่างดี ปัญญามาจาก...การฟัง การคิดวิเคราะห์ การเจริญวิปัสสนา(เจริญปัญญาในสติปัฏฐาน)นี่คือ องค์ประกอบของการฝึกฝนปัญญาหรือวิชชา ฟังให้มาก อ่านให้มาก คิดและวิเคราะห์แยกแยะธรรมต่างๆให้ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความลึกซึ้งมากกว่าปัญญาในทางโลก(รู้ความเป็นความจริงของธรรมชาติ)
ในระดับเริ่มต้น(ขั้นฝึกหัด) ท่านควรรู้หรือมีปัญญา(วิชชา)ในอะไรบ้าง?
ควรมีวิชชาในหลักๆใน รูปธรรม กับ นามธรรม
1 ) รู้ความจริงเรื่องขันธ์ 5 (รูปและนาม)ซึ่งก็คือ องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้นี่เอง องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆชีวิตมีเพียง 2 สิ่งนี้คือ รูปธรรม คือ ส่วนที่เป็นรูปกาย ที่เราเหมาว่าเป็นตัวเรานี่แหละ และ ส่วนของ นามธรรม ประกอบไปด้วย..เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...จึงออกมาเป็นขันธ์ 5 หรือ รูปนาม ที่สมมติชื่อว่า..มนุษย์...นี่เอง
มาดูการตีแผ่รูปกายให้เห็นแบบชัดๆ(มีวิชชาในรูปกาย)
กายของมนุษย์ทุกๆคนจะประกอบไปด้วย...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เท่านั้น ซึ่งก็คือองค์ประกอบของโลกใบนี้นั่นเอง สิ่งของทุกๆอย่างที่เราสัมผัสได้ด้วยกาย ล้วนมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งหมดทั้งสิ้น รูปกายจึงมาจากมหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นหลัก(ดูผลลัพธ์ตอนลอยอังคาร)
มันเป็นไปได้อย่างไร ทำไมมนุษย์ต้องมาจากดินน้ำลมไฟ ?
ให้ดูในตอนที่เผาศพเก็บกระดูกลอยอังคารว่ามีอะไรบ้าง? เถ้าถ่านและกระดูกจะมีส่วนประกอบของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...อยู่ในนั้นทั้งหมด สัตว์อื่นๆก็เหมือนกัน เป็นอันว่า รูปทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนมีที่มาจากแหล่งเดียวกันทั้งสิ้นคือ...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ทั้งหมด มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยการปรุงแต่ง แก้วน้ำ เสื้อผ้า อาหาร รถยนต์ บ้าน เครื่องบิน ฯลฯ มาจากแหล่งเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...แล้วทำไมมันไม่เหมือนกัน? ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยตัวปรุงแต่งเป็นหลักครับ นี้คือ ส่วนรูป(กาย)มีที่มาอย่างนี้ ไม่ใช่ของท่านหรือของใครทั้งสิ้น ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากธรรมชาติ แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปสู่ธรรมชาติของมัน ท่านอย่าไปขี้ตู่ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านเป็นเจ้าของ ผิดธรรมชาติครับหรือไปบิดเบือนธรรมชาติแบบไม่น่าให้อภัย กายนี้ไม่ใช่ของท่าน อย่าไปยึดเอาธรรมชาติ ท่านรู้ไหมว่า...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติขึ้นมา จึงเป็น สมมติบัญญัติ ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติกันขึ้นมาชั่วคราวเพื่อสื่อสารให้เข้าใจตรงกันเท่านั้น สมมติเป็นมนุษย์ สมมติเป็นวัว สมมติเป็นเรือ สมมติเป็นบ้าน ฯลฯ เป็น สมมติ ที่ซ้อนสมมติอีกทีหนึ่ง โลกมนุษย์จึงเต็มไปด้วยการปรุงแต่งของ..สมมติ..เต็มไปทั่วโลกนี้ นอกจากมีวิชชาในรูป(กาย)แล้ว ต้องมีวิชชาในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แบบครบถ้วนในขันธ์ 5 นี้จึงจะเรียกว่า มีวิชชารู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ 5 ทั้งหมด ไม่มีขันธ์ใดที่เป็นตัวเราหรือของเราปรากฎอยู่ในขันธ์ 5 มีเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งมารวมกันเท่านั้น การที่จิตไปยึดเอา รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาเป็นของจิตเองจึงเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ(มิจฉาทิฏฐิ)บิดเบือนธรรมชาติ อันเกิดจากการที่จิตถูกครอบงำจากอวิชชานั่นเอง
2 ) มีวิชชารู้แจ้งแทงตลอดใน อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 อันประกอบไปด้วย...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์...นี้คือ สิ่งที่ท่านต้องรู้และเข้าใจในความจริงในแต่ละธรรม บรรดาอายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์ 6 เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาทั้งนั้น( สัตว์เดรัจฉานอื่นๆไม่รู้เรื่อง )อันนี้เป็นรูป อันนี้เป็นเสียง........นี่คือโลกแห่งการสมมติหรือโลกแห่งการปรุงแต่งนั่นเอง แน่นอนว่า สิ่งสมมติคือ ของไม่จริงเที่ยงแท้(อนิจจัง) ไม่มีอยู่จริง เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อยๆ(ทุกขัง)ไม่คงทนถาวร บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนที่แน่นอน(อนัตตา) รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือ ส่วนของรูปธรรมทั้งหมด รูปธรรมทั้งหมด( มี 28 ประการ )คือ สิ่งปรุงแต่งทั้งหมด( สังขตธรรม ) ส่วนธรรมารมณ์ เป็น นามธรรม เป็นสังขตธรรมเช่นกัน(ปรุงแต่ง) เป็นสิ่งที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งและดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน การที่มนุษย์เข้าไปเพลิดเพลิน(นันทิ)ในสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งตัณหา(ความอยาก ความกำหนัด)และอุปาทาน(ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด)นำมาซึ่ง...ความทุกข์เกิดขึ้นใน...จิตใจ....ของมนุษย์นั่นเอง
ท่านรู้หรือไม่ว่าใครที่โลภ? ใครที่โกรธ? ใครที่หลง ?
โลภ โกรธ หลง ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของและไม่ใช่ของใครๆทั้งสิ้น มีแต่ธรรมที่ชื่อ โลภ โกรธ หลง ทำหน้าที่(ทำกิจ)เท่านั้น เพราะมันไม่มีตัวตนจริงๆมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว โลภ(โลภเจตสิก) โกรธ(โทสเจตสิก) หลง(โมหเจตสิก)เป็นเจตสิกฝ่ายอกุศล(ไม่ดี)มันทำกิจด้วยการปรุงแต่งจิตไม่มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่ธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยตามกระแสธรรมชาติเท่านั้น มนุษย์ไปหลงผิด(มิจฉาทิฏฐิ)คิดเอาธรรมชาติมาเป็นของตัวเองทั้งสิ้น ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเป็น...อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) ถ้าเป็น ตัวเรา ของเรา จริงๆมันต้องบังคับและควบคุมได้ทั้งหมด ท่านไม่สามารถไปบังคับกายไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตาย นี่คือ อนัตตาของแท้ ไม่ต้องไปคิดเรื่องนามธรรมที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย ยิ่งไปกันใหญ่ ปัญญาหรือวิชชา จะเข้าไปแยกแยะเห็นความจริงทั้งหมด พิจารณาด้วยเหตุและผลอย่างละเอียดรอบคอบและรอบด้านในขันธ์ 5 และ อายตนะภายนอก 6 ทั้งหมดในขันธ์ 5 และอายตนะภายนอก เป็น สมมติบัญญัติ ทั้งหมด อย่าหลงเข้าไปยึดให้จิตเป็นทุกข์ สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว สุดท้ายก็ดับสลายไปในที่สุด มันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราบังคับควบคุมไม่ได้(อนัตตา)
ขันธ์ 5 ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ทั้งหมดมาจากเหตุปัจจัยในธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมา และดับไปในธรรมชาติตามเหตุปัจจัยของมัน อย่าไปหลงยึดและแบก สมมติ ให้เป็นทุกข์ เพราะ ทุกข์ เกิดจากจิตเข้าไปรับรู้และยึดด้วยความหลงผิด(จิตที่มีอวิชชา)
อายตนะภายนอก 6 (อารมณ์ 6 ) คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์(ความคิด ความจำต่างๆ) ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นยึดติดในสิ่งเหล่านี้ เพราะมันจะนำมาซึ่ง...โทษ ทุกข์ ภัย ปัญหาสารพัด ที่ทำให้จิตเป็นทุกข์ ทั้งหมดเป็น มายาสมมติ ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งและอุปโลกน์ขึ้นมาชั่วคราวเพื่อให้จิตที่มีอวิชชาหลงยึดเท่านั้น ผู้ที่มีวิชชาหรือมีปัญญาจะไม่เข้าไปยึดในสิ่งเหล่านี้ เพราะเห็นโทษ เห็นทุกข์ เห็นภัยที่มาจากสิ่งเหล่านี้ อยู่กับสมมติเหล่านี้ได้ แต่ไม่ควรไปยึดในสมมติเหล่านั้น
มาเจริญแก่นมรรคกันดีกว่า เพื่อตีแผ่สมมติต่างๆให้เห็นความจริง
แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)คือ ธรรมที่จะใช้ในการตีแผ่ให้เห็นความจริงจนจิตรู้แจ้งแทงตลอดในรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง(จิตมีวิชชาหรือวิชชาจิตตะ)
จงปฏิบัติดังต่อไปนี้ เมื่อเดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรค....
......รู้(ด้วยสติ) เห็น(ด้วยปัญญา) วาง(ด้วยอุเบกขา).....
......รู้(ด้วยสติ) ตื่น(ด้วยปัญญา) วาง(ด้วยอุเบกขา).....
......รู้(ด้วยสติ) ปล่อย(ด้วยปัญญา) วาง(ด้วยอุเบกขา)....
ใน ขันธ์ 5 และ อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอกทั้ง 6 จิตของท่านจะว่างและไม่มีทุกข์
สติ สมาธิ ปัญญา...เป็นธรรมที่อยู่ใน..อริยมรรคมีองค์ 8 หรือธรรมที่ใช้ดับทุกข์(ดับกิเลสตัณหา)นั่นเอง จงนำ... สติ สมาธิ ปัญญา...ใส่ลงในโปรแกรม...รู้ เห็น วาง......
สติ คือ สัมมาสติ ใน อริยมรรคมีองค์ 8
สมาธิ คือ สัมมาสมาธิ ใน อริยมรรคมีองค์ 8
ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นอันถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)ใน อริยมรรคมีองค์ 8
ในที่นี้จึงย่อลงมาเรียกว่า...แก่นมรรค....ซึ่งเป็นธรรมที่สูงสุดที่พระพุทธเจ้าใช้ในการ...ตรัสรู้.......
มนุษย์ในโลกนี้ส่วนใหญ่ใช้...สติ สมาธิ ปัญญา...สร้างกิเลสตัณหากันแทบทั้งนั้น(สิ่งปรุงแต่ง)
แต่พระพุทธเจ้าใช้....สติ สมาธิ ปัญญา(ขั้นสูง)...ดับทุกข์( ดับกิเลสตัณหา )เป็นระดับ โลกุตตระ
ท่านจะประสบผลสำเร็จในการดับทุกข์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยคือ ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอ การมีระเบียบวินัยสูงในการฝึกฝนแก่นมรรค เดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตให้ต่อเนื่องมากที่สุด
ความสำเร็จในการดับทุกข์ของท่าน ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนได้ ต้องใช้เวลาพอสมควร จงมีความเพียรพยายามอดทน แล้ววันหนึ่งเหตุปัจจัยที่ท่านสร้างและสั่งสมมามันจะปรากฎผลออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน แล้วท่านจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมด
...................................................................................................................
แก่นมรรค : สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?
และวิธีฝึกฝนเพื่อการดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน
ในวิถีชีวิตอันเร่งรีบของโลกยุคดิจิทัล หลายคนอาจมองว่า "สติ สมาธิ ปัญญา" เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ทรงศีลในป่าเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 3 สิ่งนี้คือ "กลไกธรรมชาติของจิตใจ" ที่หากเราเข้าใจและฝึกฝนอย่างถูกวิธี มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งความทุกข์ และสร้างความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม สติ สมาธิ ปัญญา สามารถสร้างชีวิตของท่านให้มีสุขและประสบผลสำเร็จได้แบบง่ายๆ
1. เจาะลึก "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?)
สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)แสดงผลที่จิต(ปรุงแต่งจิต) อวิชชาจะดับลง
หากเปรียบจิตใจของเราเป็น "วิศวกรรมระบบ" แก่นมรรคทั้ง 3 ตัวนี้จะทำหน้าที่ประสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อถอดถอนความทุกข์(ที่มาจากอวิชชา)ออกจากใจของเรา ดังนี้:
สติ (ตัวระลึกรู้/ผู้เตือน) : คือ อาการที่จิต "ระลึกได้" ทันเวลาเมื่อมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สติทำหน้าที่เสมือน "เซนเซอร์" ที่คอยตรวจจับว่า ตอนนี้จิตกำลังจะหลงไปกับอวิชชา(โมหเจตสิก)ปรุงแต่ง หรือกำลังจะจมไปในอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง สติ คือ ธรรมที่คอยอารักขาจิตไม่ให้ตกไปเป็นเหยื่อและเป็นทาสของ อวิชชา
สมาธิ (ความตั้งมั่น/ฐานที่มั่น) : คือ ภาวะที่จิต "ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว" มีความสงบ นิ่ง ไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตานิ่งๆจนไม่รู้อะไรเลย แต่คือการที่ใจมี "กำลัง" และมีคุณภาพตั้งมั่น พร้อมที่จะใช้งานเพื่อยับยั้งการปรุงแต่งจากอกุศลเจตสิก
ปัญญา (การเห็นตามความเป็นจริง/ตัวแยกแยะ): คือ การรู้แจ้งแทงตลอดในรูปและนามทั้งปวง เห็นจริงว่า ทุกสรรพสิ่ง รวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ปัญญาทำหน้าที่ "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะและมองเห็นว่า ความทุกข์ไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเท่านั้น ไม่มีตัวตนจริงๆ
สรุปความสัมพันธ์ : สติ ตรวจจับอารมณ์ => สมาธิ ทำให้จิตนิ่งพอที่จะดู => ปัญญา ทำหน้าที่ตัดวงจรความทุกข์ด้วยการเห็นแจ้งความจริงของสิ่งต่างๆที่จิตไปรับรู้
2. วิธีการฝึก "สติ" แบบละเอียด (การตามล่าหาความจริงจากผัสสะ)
การฝึกสติที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้อยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่ง แต่คือการ "ฝึกละนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา" ในชีวิตประจำวัน ผัสสะและเวทนาเกิดตลอดเวลา(โดยที่เราไม่ค่อยได้สังเกต)เมื่อมีสิ่งใดมากระทบกับจิต(สัมผัส)จะเกิด เวทนา ขึ้นมาทันที สติที่ฝึกฝนดีแล้ว จะจับเวทนาได้ทันที จึงไม่มีการปรุงแต่ง นันทิ เกิดขึ้น
สิ่งใดที่มากระทบ(ผัสสะ)กับจิต
สิ่งที่มากระทบ(ผัสสะ)กับจิตก็หนีไม่พ้นไปจาก...อารมณ์ 6 หรือ อายตนะภายนอก 6 ที่ประกอบไปด้วย....รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส)และ ธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญา) ถ้าไม่มีสติระลึกรู้ทัน อวิชชาก็จะครอบงำจิตทำการปรุงแต่งจิตให้เกิด นันทิราคะใน อารมณ์ 6 เกิดเป็น ตัณหาและอุปาทาน(ทุกข์)ตามลำดับ
ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติสติที่ฐานกาย :
1. นำสติมาตั้งหลักที่ฐานกาย(วิหารธรรม)ในทุกๆ วัน ให้เลือกอารมณ์เด่นอย่างหนึ่งเพื่อเป็น "บ้านของจิต"หรือวิหารธรรมของจิต เช่น ลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) หรือการขยับเคลื่อนไหวของร่างกายอิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ)เพื่อให้สติอยู่กับกาย(ลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวอิริยาบถต่างๆ) กายหรือรูปกายไม่มีหน้าที่และไม่สามารถปรุงแต่งจิตซึ่งเป็นนามธรรมได้ ดังนั้นฐานกายจึงเป็นเซฟเฮ้าส์ที่ปลอดภัย(จากการปรุงแต่ง)มากที่สุดของจิต พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้ใช้ฐานกายเป็นที่อยู่ที่ปลอดภัยของจิตจากเหล่ากิเลสน้อยใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงจะไม่สามารถเข้าไปทำการปรุงแต่งจิตได้ จิตอยู่กับฐานกายแล้วไม่สามารถรับรู้เรื่องราวจากภายนอกได้ จะมีอารมณ์เดียวอยู่ที่ฐานกายเท่านั้น ทุกข์จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับจิต
2. มีสติรู้เท่าทันเมื่อจิต" หลง " เมื่อมีผัสสะมากระทบ (เช่น ได้ยินเสียงคนนินทา หรือเห็นข้อความในมือถือแล้วใจแวบไปหงุดหงิด) จิตจะหลงไปกับอวิชชาปรุงแต่งเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ (เวทนา) ดังนั้น จึงให้มีสติกำหนดรู้ เห็น แล้ว วาง มันลงทันที สติดึงจิตมาไว้ที่ฐานกายทันที
3. สะบัดความเพลิน(ละนันทิ) ทันทีที่ "สติ" ระลึกรู้ว่าใจแวบไป อย่าไปห้ามอารมณ์นั้น และอย่าด่าหรือตำหนิตัวเอง แค่ " รู้ว่าหลง " แล้วทำการละความเพลินนั้นซะ สติชวนจิตกลับมาหาลมหายใจหรือร่างกายทันที เพราะกายเป็นฐานที่มั่นที่ดีที่สุดสำหรับจิต
4. ทำบ่อยๆจนเป็นอัตโนมัติ ฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์โกรธ อารมณ์อยาก อารมณ์เศร้า ตั้งแต่ตื่นนอนตอนตื่นนอน จนถึงเข้านอน ทำบ่อยๆ จนเซนเซอร์ (สติ) ของเราทำงานได้ไวขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับหรือพยายามใดๆทั้งสิ้น
3. วิธีการฝึก "สมาธิ" แบบละเอียด
(สร้างจิตให้ตั้งมั่น เป็นปกติ)
สมาธิในแก่นมรรค ไม่ใช่สมาธิแบบกดทับจนเคลิ้ม แต่คือ "สมาธิที่จิตตั้งมั่น (ขณิกสมาธิ)" ที่พร้อมจะนำไปใช้งานเพื่อเกิดปัญญา เป็นสมาธิแบบชั่วคราว เพื่อให้จิตตั้งมั่น( สติอยู่กับฐานกาย จิตก็จะอยู่กับสติ ) สมาธิเป็นผลมาจากสติอีกต่อหนึ่ง ถ้าสติตั้งมั่นจนนิ่ง(เอกัคคตาเจตสิกเกิด)จะเกิดสมาธิติดตามมาโดยอัตโนมัติ ถ้าสติแก่กล้ามากเท่าใด ยิ่งตั้งสมาธิได้ง่ายๆมากขึ้นตามไปด้วย
ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติสมาธิ :
1. สภาวะปกติ(ปกติธรรมดา)ปล่อยร่างกายและใจให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน ไม่ต้องพยายามทำให้สงบ ไม่ต้องเกร็งหรือเพ่งจนเกิดความเครียด เพราะความอยากสงบคือ "ตัณหา" ที่จะพาไปหาความเครียด ทำตัวให้สบายๆไม่เครียด
2. รู้ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจ แล้วจิตเผลอหนีไปคิดเรื่องงาน(ฟุ้งซ่าน)แวบหนึ่ง ทันทีที่มีสติรู้ตัว ให้สังเกตสภาวะที่ " จิตดีดตัวกลับมา " จังหวะที่จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว(ที่ฐานกาย)นั่นแหละคือ "สมาธิที่แท้จริง"ซึ่งสติจะเตือน
3. ไม่แทรกแซงธรรมชาติ ปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้น ปล่อยให้อารมณ์เกิด แต่จิตเราทำหน้าที่เป็นเพียง " ผู้สังเกตการณ์ " ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่นร่วมกับความคิดปรุงแต่งนั้น
4. สั่งสมกำลังใจ การฝึกแบบนี้เรื่อยๆและต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นทีละขณะ (ขณิกสมาธิ) ซึ่งสมาธิประเภทนี้แหละครับที่ทรงพลังที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะจิตจะตื่นรู้ มีพลัง และไม่หวั่นไหวกับมรสุมชีวิตที่เข้ามา จิตจะสามารถตั้งมั่นและรับรู้ได้ทุกสถานการณ์
4. วิธีการฝึก "ปัญญา" แบบละเอียด
(โยนิโสมนสิการและการเห็นอนัตตา)
ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ความฉลาดทางวิชาการทางโลก แต่คือ "การตีแผ่สมมติ" เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวเราของเรา(ไม่หลงไปกับอวิชชา) แต่เป็นปัญญาที่รู้แจ้งในธรรมทั้งปวง( รู้ความจริงของธรรมชาติรูปและนาม )
ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติปัญญา :
1. ใช้โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ
( คือ การพิจารณาโดยแยบคายแบบละเอียดรอบคอบรอบด้าน)
เมื่อมีสติและสมาธิแล้ว เวลาที่มีความคิดหรืออารมณ์ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ (ในมโนผัสสะ) ให้หันมาใช้ "โยนิโสมนสิการ" คือการพิจารณาแบบแยบคายในใจ มองลึกลงไปในความคิดนั้น จนเห็นความจริงต่างๆปรากฎชัดแจ้ง
2. เห็นความเกิด-ดับ สังเกตดูว่า ความคิดโกรธเมื่อกี้ มันเพิ่งเกิดขึ้นเอง แล้วตอนนี้มันก็หายไปเองใช่ไหม? เราไม่ได้สั่งให้มันเกิด และเราก็สั่งให้มันอยู่ตลอดไปไม่ได้ มันเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่มีเราโกรธ มีแต่ธรรมที่ทำกิจเท่านั้น(โทสเจตสิกทำกิจ)
3. เห็นความเป็นอนัตตา(ไม่มีใครอยู่ในนั้น) มองลึกลงไปจนเห็นแจ่มแจ้งว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่ง ความคิดก็เป็นธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง ทุกอย่างทำหน้าที่ของตัวเอง (ธรรมทำกิจของธรรม) ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความโกรธ ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความสุข ทุกสมมติในโลกนี้เป็นเพียงสิ่งถูกรู้โดยจิตเท่านั้น เกิดดับไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง
4. จิตปล่อยวางความสำคัญมั่นหมาย เมื่อปัญญาเห็นความจริงซ้ำๆ ว่าไม่มีอะไรควรยึดถือได้เลย จิตจะถอน "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" (ลดละอัตตา) และหยุดกระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ไปโดยปริยาย เพราะวิชชา(ปัญญา)ตีแผ่ความจริงให้เห็นทั้งหมดแล้ว
"แก่นมรรค เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง"
สติ สมาธิ ปัญญา คือ ธรรมที่ใช้ในการอารักขาจิต
ทำไมแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ต้องเป็น "เครื่องมืออารักขาจิต"?
1. พกแก่นมรรคติดตัวไปได้ในทุกที่และทุกเวลา (ไม่ต้องรอเข้าสำนัก):
มันไม่ใช่รูปแบบที่ต้องไปนั่งหลับตาบนอาสนะ แต่เป็น สติ สมาธิ ปัญญา ที่ดักรู้อยู่ที่ผัสสะและมโนผัสสะ ทางทวารทั้ง 6 ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน พูดคุย หรือคิด
2. มี ฐานกาย (อานาปานสติ / กายคตาสติ) เป็น "เรือนใจ"หรือที่อยู่ของจิต ที่พร้อมให้จิตถอยกลับมาพักผ่อนและตัดกระแสนันทิราคะได้ทันทีในเสี้ยววินาที
3. ทำหน้าที่เป็น "องครักษ์พิทักษ์จิตตลอดเวลา 24 ชม."
- คอยตรวจตราไม่ให้อกุศลมูล 3 (โลภะ โทสะ โมหะ) แอบเล็ดลอดเข้ามาบิดเบือนธรรมชาติของจิต( ทำร้ายจิต )
- คอยเปลี่ยนผัสสะร้อน ให้กลายเป็น อุเบกขาเวทนา (เวทนาเย็น) คืนสู่ ปกติธรรม ได้ตลอดทั้งวันและคืน
- แก่นมรรคใช้งานได้จริงกับ "คนธรรมดา"ทุกๆคน
มันคือเครื่องช่วยชีวิตรายวันที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง เพราะมนุษย์ไม่ได้โดนกิเลสเผาเฉพาะตอนนั่งสมาธิ แต่โดนเผาตลอด 24 ชั่วโมงที่ยังรับรู้ผัสสะ การมีเครื่องมืออารักขาจิตจึงทำให้จิตเรา "รอด"พ้นจากกิเลสได้ในทุกขณะจิตในปัจจุบันขณะ
ธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น "ชุดอุปกรณ์อารักขาใจ" ที่ทุกคนต้องมีไว้ใช้งานในชีวิตประจำวันเพื่อการพ้นทุกข์รายวัน
คู่มือการใช้งาน "เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง"
วิธีการนำแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไปใช้ขจัดอกุศลมูล 3 ในชีวิตประจำวัน
"จิตรับรู้อารมณ์ได้ทีละอย่างในเสี้ยวขณะจิต หากแก่นมรรคครองพื้นที่ในมโนสัมผัส อกุศลมูล 3 ย่อมไม่มีที่ยืน และถอนรากถอนโคนไปโดยธรรมชาติ"
โครงสร้างกลไกการทำงาน : การปะทะกันของ 2 ฝ่ายทางทวารทั้ง 6
เมื่อมีการกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (ผัสสะ) ในชีวิตประจำวัน วงจรจิตจะเลือกเดินไปใน 2 เส้นทางนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ขึ้นอยู่กับตัวแปรเหตุปัจจัยเกิดในขณะนั้น:
[ ผัสสะ ทางทวาร 6 ]
│
┌──────────────────┴──────────────────┐
▼ ▼
[ ขาดการอารักขาจิต ] [ เจริญ แก่นมรรค ]
│ │
▼ ▼
เกิด นันทิราคะ (เพลิดเพลิน) สติ ดักรู้ทันที + ดึงจิตกลับฐานกาย
│ │
▼ ▼
อกุศลมูล 3 (โลภะ โทสะ โมหะ) ปัญญา เห็นอนัตตา / อาทีนพ
│ │
▼ ▼
อกุศลกรรมบถ 10 (ทุกข์) เกิด อตัมมยตา ──> คืนสู่ ปกติธรรม
ขั้นตอนการปฏิบัติจริง 3 เสาหลัก (นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน)
ขั้นที่ 1: "สติ" — ดักผัสสะและย้ายบ้านทันที (ดับไฟที่ต้นลม)
การทำงาน: เมื่อ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือเกิดความคิดกระทบจิต ไม่ปล่อยให้จิตไหลไประหว่างผัสสะกับเวทนา สติดึงจิตกลับที่ปลอดภัยที่ฐานกายทันที
วิธีใช้งานจริง
ทันทีที่เกิดอารมณ์รัก/ชอบ (โลภะ) หรือ โกรธ/ขัดเคือง (โทสะ) ให้ "เปลี่ยนผัสสะใหม่" ด้วยการใช้สติดึงจิตกลับมาไว้ที่ฐานกาย (กายคตาสติ / อานาปานสติ) ทันที
ตัวอย่าง: ตาเห็นของสวยงามกำลังจะเกิดความอยากได้ (โลภะ) ให้ดึงจิตกลับมา รู้ลมหายใจ หรือ รู้สึกที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นเดินหนีทันที ผัสสะทางตาจะถูกตัดขาด วงจรนันทิราคะในของชิ้นนั้นจึงทลายลงทันที(ตัณหาไม่เกิด)
ขั้นที่ 2: "สมาธิ" — ประคองจิตให้ทรงอยู่ในอุเบกขา (สร้างวิหารธรรม)
การทำงาน: ให้กายและลมหายใจเป็น "เรือนใจ/วิหารธรรม" เพื่อให้จิตมีที่พึ่งยึดเหนี่ยว ไม่แวบออกไปวิ่งวุ่นตามกิเลสภายนอก(ไม่แอบหนีไปเสพอารมณ์ 6 )
วิธีใช้งานจริง
เมื่อจิตย้ายกลับมาที่ฐานกาย สมาธิจะทำหน้าที่ประคองจิตให้ ทรงอยู่ในความตั้งมั่น เป็นกลาง (อุเบกขาเวทนารู้)
เปลี่ยนจาก "เวทนาเร่าร้อน" (โลภะ/โทสะ) ให้กลายเป็น "เวทนารู้ / เวทนาเย็น" ซึ่งเป็นภาวะปกติของจิตที่ไม่มีทุกข์
ขั้นที่ 3: "ปัญญา" — ตีแผ่สมมติ แทงทะลุด้วยอนัตตา (ถอนรากถอนโคน)
การทำงาน: ใช้ โยนิโสมนสิการ พิจารณาตามความเป็นจริง เพื่อชี้โทษภัย (อาทีนพ)เห็นทุกข์ เห็นภัย เห็นปัญหาสารพัดที่จะวิ่งเข้าหาจิต และเห็นอนัตตา
วิธีใช้จริง:
มองลงไปที่อารมณ์หรือสิ่งที่มากระทบว่า เป็นเพียง สังขารธรรม ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ไม่มีตัวตน สัตว์ บุคคล เรา หรือ "ของเรา" อยู่ในนั้นเลย (สักแต่ว่า)
ปลุกสภาวะ อตัมมยตา(ไม่สำเร็จมาจากสิ่งนั้น) ขึ้นในใจ: "จิตเราไม่ยอมสำเร็จมาจากโลภะ โทสะ โมหะ อีกต่อไป!" จิตจะสลัดคืนสภาวะธรรมทั้งปวงเข้าสู่ความวาง
ตารางสรุปการถอนพิษ อกุศลมูล 3 แบบตรงเป้า
| อกุศลมูล (ฝ่ายมืด) | เครื่องมือมรรคที่เข้าขจัด | ผลลัพธ์ในชีวิตประจำวัน |
| โลภะ (อยากได้ / ดึงเข้า) | สติ + อโลภะ (สละออก): ย้ายผัสสะมาฐานกาย ละนันทิในสุขเวทนา | จิตคลายความดึงเข้า หยุดการตระหนี่/ครอบครอง คืนสู่ความพอเพียง |
| โทสะ (ขัดเคือง / ผลักไส) | สมาธิ + อโทสะ (เมตตา/อุเบกขา): ตั้งมั่นในฐานกาย เห็นโทษภัยว่าโทสะคือไฟเผาใจตนเอง | จิตดับความเร่าร้อน หยุดการพยาบาท/พูดหยาบ เกิดความสงบเย็น |
| โมหะ (ความหลง / มืดบอด) | ปัญญา + อโมหะ (ความรู้แจ้ง): ตีแผ่สมมติ มองเห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา | ถอนความยึดมั่นถือมั่น หมดความหลงในรูป/นาม คืนสู่ ปกติธรรม |
บทสรุป: คืนสู่ "ปกติธรรม" 24 ชั่วโมง
"การเจริญแก่นมรรค ไม่ใช่การไปเค้นบังคับกดดันจิต หรือการสร้างตัวตนนักปฏิบัติขึ้นมาใหม่ แต่คือการมีเครื่องมืออารักขาจิต เพื่อดักรู้ผัสสะ ย้ายจิตกลับบ้านที่ฐานกาย และเห็นแจ้งในอนัตตา"
เมื่อทำเช่นนี้จนเป็น "เรื่องปกติ" ในทุกขณะจิต ผลลัพธ์คือ......
1. อกุศลมูล 3 โดนสยบและถอนรากถอนโคน
2. อกุศลกรรมบถ 10 กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับจิตดวงนั้น
3. กุศลมูล 3 (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) และ กุศลกรรมบถ 10 จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
นี่คือการใช้ชีวิตด้วย "เครื่องมืออารักขาจิต 24 ชั่วโมง" ที่สั้น คม ตรง และช่วยให้ผู้คนพ้นทุกข์ในแต่ละวันได้อย่างแท้จริงในปัจจุบันขณะจิต
เมื่อท่านฝึกแก่นมรรคจนชำนาญแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ?
เมื่อท่านมีอาวุธประจำกายเรียบร้อยแล้ว(แก่นมรรค)จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในการนำอาวุธ(แก่นมรรค)ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการดับกิเลส(ดับทุกข์) โดยเฉพาะอวิชชาที่เป็นรากเหง้าของกิเลสทั้งหลายทั้งปวง
วิธีการนำแก่นมรรคไปใช้งาน
ให้เจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ในทุกขณะจิต โดยการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา พร้อมๆกัน(มรรคสมังคี)ในอายตนะภายใน 6 (ฉฬายตนะ)ซึ่งเป็นจุดเกิดโลก(จุดที่โลกเปิด) ผัสสะจะเริ่มที่จุดนี้ ทุกๆธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดผัสสะเท่านั้น และผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรคในจุดฉฬายตนะนี้ อวิชชาจะครอบงำฉฬายตนะทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะถูกครอบงำโดยอวิชชาโดยอัตโนมัติ(เพราะอวิชชาเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด)ดังนั้น วิธีจัดการกับอวิชชา เพื่อไม่ให้เกิดกิเลส(ทุกข์)ขึ้นมาก็ด้วยการ สร้างวิชชา(แก่นมรรค)ขึ้นมาแทนที่ในจุดฉฬายตนะนี่เอง การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจะส่งผลทำให้..อวิชชา นันทิราคะ ตัณหา(ทุกข์)ดับลง นี่คือ เหตุผลของการเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ที่จุด ฉฬายตนะหรืออายตนะภายใน 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ) นำไปสู่....รู้(ด้วยสติ) เห็น(ด้วยปัญญา) วาง(ด้วยอุเบกขา) ตาเห็นรูป => สักแต่ว่ารูป ไม่เข้าไปปรุงแต่ง สติดึงจิตกลับที่ฐานกาย อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง นันทิราคะดับ ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ) หูได้ยินเสียง => สักแต่ว่าได้ยิน...........
ท่านจะมองอารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 เป็นธรรมที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาหาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้เพราะมันเป็นอนัตตาทั้งหมด หาสาระไม่ได้ เหมือนการไปไล่จับลมหรือเงาจันทร์ที่ไม่มีวันจะจับได้ มีแต่นำโทษ นำทุกข์ นำภัย นำปัญหาสารพัดมาให้กับท่าน นี่คือจุดดับของอารมณ์ 6 วิญญาณในฉฬายตนะ(มโนวิญญาณ)จะไม่รับรู้ในอารมณ์ที่มากระทบ(อารมณ์ 6 ) นี่คือ ผลของการเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างแก่กล้าแล้ว ท่านจะรับรู้ได้เป็นแบบนี้ นำไปสู่จิตว่างในปัจจุบันขณะ อวิชชาดับลง กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)ในปัจจุบันขณะนั้นทันที ไม่จำกัดเวลา ทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลา(อกาลิโก)
ผลลัพธ์ของการเจริญอานาปานสติและกายคตาสติ
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตสามารถนำไปสู่สมุจเฉทนิโรธได้อย่างตรงทางและสมบูรณ์ที่สุด
การเจริญอานาปานสติและกายคตาสติอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่การทำจิตให้สงบ แต่คือ "เสาหลัก" ของการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ที่ครบถ้วนในทุกขณะจิต ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้:
กายเป็นฐานตั้งของกายผัสสะและมโนผัสสะ (สติปัฏฐาน): กายคตาสติและอานาปานสติทำให้จิตมี "ที่มั่น" (กสิณ/ฐานเดิม) ไม่แวะเวียนหลงไหลไปตามอารมณ์ที่มากระทบ เมื่อจิตเกาะอยู่กับลมหายใจหรือร่างกาย จิตจะเห็นกระแสการเกิด-ดับของเวทนาและสังขารได้ทันท่วงทีตรงมโนผัสสะ กายไม่สามารถปรุงแต่งจิตให้เกิดกิเลสและเศร้าหมองเกิดทุกข์ได้
ตัดกระแส "นันทิ" ตั้งแต่ต้นทาง: เมื่อมีสติรู้เท่าทันกายและลมหายใจ จิตจะไม่ถูกดึงไปปรุงแต่งยินดียินร้าย (นันทิราคะ) ในอารมณ์ที่ปรากฏ การตั้งมั่นในกายจึงเป็นการหยุดวงจรอวิชชา-สังขาร ไม่ให้สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่
รวมสมาธิและปัญญาเป็นหนึ่งเดียว (สมถะคู่กับวิปัสสนา): ในอานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานตั้งแต่การรู้กาย (กายานุปัสสนา) การรู้เวทนา (เวทนานุปัสสนา) การรู้จิต (จิตตานุปัสสนา) ไปจนถึงการพิจารณาความไม่เที่ยง ความคลายกำหนัด และความสลัดคืน (ธรรมานุปัสสนา) ซึ่งก็คือขั้นตอนการสลัดถอนสมมติและอุปาทานโดยตรง
แจ้งในความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา): เมื่อสังเกตลมหายใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จิตจะเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "กายและลม" เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติที่ทำกิจของมันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตยอมรับความจริงข้อนี้ ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (อัสมิมานะ) ก็จะถูกถอนออกอย่างเด็ดขาด
ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า “เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมทำสติปัฏฐาน 4 ให้สมบูรณ์... ทำโพชฌงค์ 7 ให้สมบูรณ์... ทำวิชชาและวิมุตติให้สมบูรณ์”
ดังนั้น การอยู่กับกายคตาสติและอานาปานสติในชีวิตประจำวัน จึงเป็นทางสายตรงที่บำเพ็ญองค์มรรคให้บริบูรณ์ จนเกิดปัญญาญาณหยั่งรู้ และบรรลุถึง สมุจเฉทนิโรธ ในที่สุด
ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติ :
"การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง... จงฝึกฝนด้วยใจที่เป็นปกติ ไม่ตึงจนเครียด ไม่หย่อนจนหลงเพลิน แล้วคุณจะพบว่า การดับทุกข์สามารถทำได้จริงในทุกๆ วินาทีของชีวิตในแต่ละวัน"
หมายเหตุ : ความรู้และเนื้อหาในเว็บไซต์ทั้งหมดเกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าสถานเดียวเท่านั้น ไม่มีการนึกคิดเอาเองหรือมโนใดๆทั้งสิ้น มาจากการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรงที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง
(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))
((วิธีฝึกสติแบบง่ายๆ ทุกคนก็ทำได้ ดูที่นี่))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่ความจริงในขันธ์ 5 กดดูที่นี่...))
(( อารมณ์ 6 คืออะไร? ตีแผ่อารมณ์ 6 ))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
[ อนัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตาคืออะไร??? ]
[ธรรมะเปลี่ยนชีวิตและเปลี่ยนโลก]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
((ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ )))
(( ทำไมแก่นมรรคจึงมีความสำคัญกับมนุษย์มากที่สุด กดดูที่นี่..)) (( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( การดับทุกข์รายวันแบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))
((( ตีแผ่และลอกคราบโลกแห่งการสมมติหรือสมมุติ กดดูที่นี่...)))
(( ใช้แก่นมรรคแก้ปัญหาต่างๆ กดดูที่นี่.... ))
Translate: Please go to the sub-menu on your left.
翻译:请前往您左侧的子菜单。