สติปัฏฐาน 4 ธรรมที่ใช้สร้างปัญญาหรือวิชชาในอริยสัจ 4

สติปัฏฐาน 4 คือ สนามสร้างวิชชา(ปัญญา)ของนักปฏิบัติธรรมดีๆนี่เอง
มาเปลี่ยน..ปัญหา ให้เป็น ปัญญา( สติ มาธิ ปัญญา )ท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในทุกๆที่และทุกๆเวลา ถ้าท่านฝึก สติ สมาธิ ปัญญา อย่างต่อเนื่อง ความเครียด ความทุกข์ ปัญหาของท่านจะน้อยลงทันที พิสูจน์ได้ที่นี่....
ปราศจากสติ =>สมาธิไม่เกิด => ปัญญาไม่เกิด
ท่านรู้หรือไม่ว่า..สติปัฏฐาน 4 คือ ขุมทรัพย์แห่งปัญญาหรือวิชชาดีๆนี่เอง ในสติปัฏฐานจะมี รูป(รูปกาย) กับ นาม( เวทนา จิต ธรรม )ให้ท่านศึกษาด้วย..โยนิโสมนสิการ(พิจารณาโดยแยบคายละเอียดรอบด้าน)และการวิเคราะห์แยกแยะในรายละเอียดของแต่ละธรรม(วิภัชวาท)จึงทำให้ท่านเกิดปัญญา(วิชชา)รู้ความจริงแบบลึกซึ้งในแต่ละธรรม และวิชชาหรือปัญญานี้เองที่ท่านจะนำไปดับทุกข์ในอริยสัจ 4 (มรรค)ท่านจงศึกษาให้ดีๆแล้วท่านจะเข้าใจเองว่า นี่คือ วิชชา ชัดๆ ใน สติปัฏฐาน ท่านจะได้ทั้งการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา ครบถ้านในธรรมนี้ ทุกข์ และ การดับทุกข์อยู่ที่ธรรมนี้(เห็นอริยสัจ 4)ท่านเจริญสติปัฏฐาน 4 คือ ท่านกำลังเจริญแก่นมรรคนั่นเอง
สติ: คือ กิจในการระลึกรู้เท่าทันสภาวะธรรมปัจจุบันขณะ ไม่ปล่อยให้จิตหลงจมไปในอดีตหรืออนาคต( มีสติไม่เหม่อลอย )มีสติในฐานกาย
ปัฏฐาน (ฐาน): คือ สถานีการเรียนรู้หรือที่ตั้งแห่งการทำงานของสติและปัญญา ซึ่งพระพุทธองค์ทรงแบ่งไว้ 4 สถานี เพื่อทำลายภาพลวงตาเรื่องความเป็นก้อน (ฆนสัญญา) ที่จิตชอบรวบมัดเอา กาย เวทนา จิต ธรรม มาทึกทักว่าเป็น "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน"ซึ่งเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
เมื่อ สติ สมาธิ ปัญญา เกิด => อวิชชา ตัณหา อุปาทาน(ทุกข์)ดับลง
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ใน..รูปกายทั้งหมด ทั้งสภาวะรูปธรรมและนามธรรม
ภายในกาย (อสุภะตามธรรมชาติ): เต็มไปด้วยของไม่สะอาดที่หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ภายในตึกผิวหนังนี้บรรจุ ตับ ไต ไส้ พุง น้ำเลือด น้ำเหลือง อุจจาระ ปัสสาวะ เหม็นหึ่งอยู่ข้างใน ลองไม่อาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณเพียง 7 วัน กายนี้จะขับของเสียแสดงความจริงออกมาทันทีว่าเป็นก้อนขยะสดที่เคลื่อนไหวได้
ภายนอกกาย (ความแปรปรวน): ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มีการตายและผลัดเซลล์อยู่ตลอดเวลา หลุดร่วงไปตามกาลเวลา บังคับบัญชาไม่ได้
เมื่อธาตุไม่สามัคคี (ความดับไป): ทันทีที่ธาตุลมหยุดทำกิจ ระบบทั้งหมดพังทลาย ก้อนธาตุนี้จะถูกเปลี่ยนชื่อสมมติในทางโลกไปเป็น "ศพ" ทันที จากนั้นจะขึ้นอืด เน่าเปื่อย หนอนยั้วเยี้ย จนเหลือเพียงโครงกระดูกและสลายกลับไปเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ ของโลกใบนี้ในที่สุด
อนิจจัง (ไม่เที่ยง): กายในวินาทีนี้กับวินาทีก่อนหน้าไม่ใช่ก้อนเดิม มีการแปรปรวนระดับเซลล์และลมหายใจเข้าออกอยู่ทุกลมหายใจ
ทุกขัง (ทนสภาพเดิมไม่ได้): กายนี้ถูกสภาวะทุกข์ตามธรรมชาติบีบคั้นตลอดเวลา ต้องคอยขยับเขยื้อน เปลี่ยนอิริยาบถ นั่ง ยืน เดิน นอน คอยป้อนข้าว ป้อนน้ำ ขับถ่าย เพื่อประทังให้ก้อนธาตุนี้ยังคงทรงตัวอยู่ได้ในแต่ละขณะ
อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน): ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาทำกิจตามกฎธรรมชาติของเขา ไม่มีใครสามารถใช้อำนาจไปสั่งว่า "จงอย่าแก่ จงอย่าเจ็บ จงอย่าเน่าสลาย" ได้เลย เพราะเขาไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรก
กายนี้คือเครื่องมือที่วิเศษที่สุดในสังสารวัฏ เพราะมีระบบประสาทและการรับรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ธรรม จิตที่ไม่มีกาย (เช่น อรูปพรหม) ไม่สามารถเจริญสติปัฏฐานหมวดกายได้
เราจึงต้องใช้ลมหายใจเข้าออก (อานาปานสติ) หรือการเคลื่อนไหวของร่างกาย (กายคตาสติ) เป็น "สมอเรือชิ้นเอก" เพื่อตรึงจิตไว้กับปัจจุบันขณะ( สติอยู่ที่ไหน จิตอยู่ที่นั่น เพราะสติคือธรรมที่ประกอบจิต) ไม่ให้ซัดส่ายไปปรุงแต่งอดีตหรืออนาคต และใช้ห้องแล็บเคลื่อนที่ดวงนี้เป็นแท่นเหยียบในการสร้าง สติ สมาธิ และปัญญา เพื่อก้าวเข้าสู่สถานีที่ละเอียดขึ้นต่อไป
สถานีที่ 2: เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
มีสติ รู้ลึก และ รู้จริง ในเวทนา
(ส่องกล้องสภาวะความรู้สึกระบบกาย-ใจ)
ถ้าสถานีกายคือการตรวจสอบ "ห้องปฏิบัติการ" สถานีเวทนาก็คือการเข้าไปยืนอยู่ตรง "ทางแยกที่อันตรายที่สุดของจิตมนุษย์" เพราะเวทนาคือชนวนระเบิดที่อวิชชาจ้องจะใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความทุกข์ในชีวิตประจำวัน 24 ชั่วโมง โมหเจตสิก(อวิชชา)เข้าทำการปรุงแต่งในจุดเวทนานี่เองให้เป็น นันทิ ซึ่งเป็นเชื้อของการเกิดกิเลส(ทุกข์)
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราตั้งสติเช็คดูเวทนาในปัจจุบันขณะ ไม่ใช่เพื่อไปห้ามไม่ให้เกิดความรู้สึก แต่เพื่อ "ค้นหาความจริงและสกัดวงจรตัณหา" ไม่ให้หมุนต่อตามหลักปฏิจจสมุปบาท
1. ตีแผ่กลไก: เวทนา 3 สภาวะธรรมชาติที่เป็นกลาง
เมื่ออายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) กระทบกับสิ่งเร้าภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) เกิดเป็น มโนผัสสะ ระบบจะรายงานผลออกมาเป็นความรู้สึก 3 รูปแบบเสมอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียง “สภาวะธรรมที่ถูกรู้” เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตนของเรา:
สุขเวทนา: ความรู้สึกสบาย กายสบายใจ ถูกอกถูกใจ ( จิตเป็นธาตุรับรู้สุขเวทนา )
ทุกขเวทนา: ความรู้สึกไม่สบาย กายเจ็บไข้ ใจอึดอัด ขัดเคืองใจ
อทุกขมสุขเวทนา: ความรู้สึกเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นความรู้สึกกลาง ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม
2. กับดักอวิชชา: อนุสัยกิเลสที่นอนเนื่องในเวทนา
หากเราขาดสติและไม่มีการเดินแก่นมรรคคั่นกลาง "อวิชชา" ที่สแตนด์บายอยู่บนฐานจิตจะเข้าแทรกแซงและปลุกกิเลสที่นอนเนื่อง (อนุสัย) ให้ตื่นขึ้นมาทำงานทันทีในทุก ๆ ผัสสะ( ผัสสะเกิดตลอดเวลา เวทนาเกิดตลอดเวลา):
เมื่อเกิด สุขเวทนา => อวิชชาจะปรุงแต่งเป็น ราคานุสัย (ความเพลิน/นันทิราคะเกิด) จิตจะกระเพื่อมด้วยความอยากได้ อยากรักษาไว้ อยากให้มีอีก
เมื่อเกิด ทุกขเวทนา => อวิชชาจะปรุงแต่งเป็น ปฏิฆานุสัย (ความยินร้าย/โทสะ) จิตจะเกิดสภาวะผลักไส ขัดเคือง ดิ้นรน กระวนกระวาย
เมื่อเกิด อทุกขมสุขเวทนา (เฉย ๆ) => อวิชชาจะปรุงแต่งเป็น อวิชชานุสัย (โมหะ) จิตจะตกอยู่ในอาการเฉยแช่ หลงมัวซัว เหม่อลอย ขาดความรู้ตัว( ขาดสติ )
ความจริงเชิงลึก: นันทิ (ความเพลิน) นั้นทำกิจร่วมกับ อุทธัจจเจตสิก (ความซัดส่ายฟุ้งซ่าน) เสมอ ทันทีที่จิตเพลินไปในสุข หรือดิ้นรนในทุกข์ จิตจะกระเพื่อมหลุดจากความตั้งมั่นทันที นี่คือเหตุผลที่คนธรรมดาถูกความทุกข์ลากไปกินตลอด 24 ชั่วโมง เพราะสัญชาตญาณเก่า(อนุสัย)คอยตอบสนองแบบนี้อยู่ตลอดเวลา เพราะ ผัสสะและเวทนาเกิดตลอดเวลา อวิชชาเข้าแทรกแซงจิตได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิต
3. พลิกเกมด้วย "แก่นมรรค": จุดสร้างวิราคะและดับทุกข์ปัจจุบันขณะ
การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ในทุก ๆ ผัสสะและเวทนา คือเครื่องมือเดียวที่ดับนันทิและบล็อกอกุศลเจตสิกได้อย่างเด็ดขาด วิราคะ (ความคลายกำหนัด/คลายความยึดถือ) จะเกิดขึ้นก็ตรงทางแยกนี้เอง(เวทนา) เมื่อแก่นมรรคทำกิจ จิตจะเปลี่ยนเวทนาจาก "การเป็นเหยื่อของอวิชชา" ให้กลายเป็น "แท่นเจริญปัญญา" ทันที ทุกข์จึงไม่อาจเกิดขึ้นมาได้ เพราะ แก่นมรรคเกิด(ปัญญาเกิด) อวิชชาย่อมดับลง ตามหลักอิทัปปัจจยตา
ขั้นตอนการเจริญแก่นมรรคสู้กับเวทนา
(สัญชาตญาณใหม่ในชีวิตประจำวัน)
เพื่อไม่ให้จิตตกเป็นทาสของอนุสัยกิเลส(กิเลสที่นอนนิ่งอยู่ในจิต) เมื่อมีความรู้สึกใด ๆ ปรากฏขึ้นในวันทำงานหรือชีวิตประจำวัน ให้ฝึกฝนกลไก 3 จังหวะนี้จนกลายเป็นสัญชาตญาณใหม่: