สติตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรกได้อย่างไร(สติตัดวงจร นันทิราคะ)

ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์ ท่านก็สามารถดับทุกข์ได้แบบปุถุชน
ด้วยการสร้างเหตุปัจจัยของการดับทุกข์ขึ้นมา นั่นก็คือ..กุศลเจตสิก...
(( การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ))
มาเข้าใจเรื่องทุกข์กัน( เน้นทุกข์ทางจิตใจ )
ทุกข์ที่เกิดขึ้นทางจิตใจ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆนะครับ มันเกิดมาจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก.. โดยเฉพาะ..อวิชชา(โมหเจตสิก)ซึ่งเป็นองค์ประกอบของอกุศลเจตสิกทุกๆตัว อวิชชาคือ รากเหง้าของ..กิเลส(ตัณหา)ทั้งปวง อันนำมาซึ่งทุกข์( สาเหตุหรือสมุทัยของการเกิดทุกข์ ) นี่คือ...เหตุปัจจัย(สมุทัย)ที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นใน จิตใจของเราทุกๆคนครับ
แล้วจะจัดการกับ อกุศลเจตสิก นี้อย่างไร?
วิชชาหรือปัญญา คือ คำตอบครับ เราต้องสร้างเหตุปัจจัยขึ้นมา ไม่ต้องไปไล่ดับหรือไล่กำจัด อกุศลเจตสิก ให้ยุ่งยาก เพียงเราสร้างเหตุปัจจัยคือกุศลเจตสิกให้เกิดขึ้นในจิตเท่านั้น อกุศลเจตสิกก็จะดับลง นั่นคือ จุดดับของกิเลสตัณหา(อวิชชา ตัณหา อุปาทานดับ : ทุกข์ดับ)แต่มันก็ไม่ได้ทำได้ง่ายๆเพียงแค่ข้ามคืนนะครับ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักครับ ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความรู้ที่ถูกต้อง( สัมมาทิฏฐิ ) ท่านอ่านเนื้อหาต่อไปนี้เรื่อยๆแล้วท่านจะเข้าใจถึงบางอ้อเอง วิชชา(กุศลเจตสิก) จะตรงข้ามกับ อวิชชา(อกุศลเจตสิก) เหมือนกรณี ความมืด(เปรียบดังอวิชชา) กับ ความสว่าง( เปรียบดังวิชชา )ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ สิ่งหนึ่งเกิด อีกสิ่งหนึ่งจะดับลง วิชชา(ปัญญา)เกิด อวิชชา(ความไม่รู้)จะดับลง ถ้าวิชชาดับ(ไม่มีสติปัญญา) อวิชชาจะเกิด(กิเลสต่างๆ)ขึ้นที่จิต ทุกข์ติดตามมาทันที.....
สติตัดวงจรการเกิดทุกข์ได้อย่างไร?
กรณีที่ไม่ได้เจริญสติ เมื่อเกิด.....
ผัสสะ =>เวทนา =>นันทิ, ราคะ =>ตัณหา(ทุกข์)
กรณีที่มีการเจริญสติในทุกขณะจิต จะเกิด...
ผัสสะ =>เวทนา =>นันทิดับ, ราคะดับ =>ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ)
"ลองเหลียวมองชีวิตที่ผ่านมาของพวกเราดูเถิด... เราตื่นนอนมาพร้อมกับความพร่อง เราวิ่งวุ่นทำมาหากิน วิ่งตามหาความสุข แสวงหาคนรัก แสวงหาความมั่นคง แต่ทำไมลึกๆ ในใจกลับเหมือนมีรอยรั่วที่ไม่เคยเติมเต็มได้เลย?
ในหนึ่งวัน เราถูก ‘คำพูดของคนอื่น’ เสียบแทงใจกี่ครั้ง? เราถูก ‘ภาพที่ไม่ได้ดั่งใจ’ แผดเผาให้เร่าร้อนกี่หน? เราตกเป็น ‘ทาส’ ของอารมณ์ ร้องไห้ เสียใจ โกรธขัดเคือง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนคนติดคุกที่ไม่มีวันแหกกรงขังออกมาได้... เราเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อมาเป็น ‘ผู้ทุกข์’ อย่างนั้นหรือ? ทุกข์ทางใจแก้ไขได้"
"ในความมืดมิดอันยาวนานของสังสารวัฏที่พวกเราหลงทางอย่างไร้ทิศทาง... พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เปิดประตูคุกนั้น ทรงชี้ให้ดูฟันเฟืองเล็กๆ ในใจที่ชื่อว่า ‘ผัสสะ’ และ ‘เวทนา’ พระองค์ไม่ได้สอนให้เราไปเปลี่ยนโลก ไม่ได้สอนให้เราไปสู้รบกับใครเพื่อชนะ แต่ทรงบอกด้วยความเมตตาอันล้นพ้นว่า.......
‘ลูกเอย... โลกภายนอกมันเป็นอนัตตา เจ้าบังคับมันไม่ได้หรอก แต่เจ้ากลับบ้านมาหาตถาคตสิ กลับมาที่ฐานกายนี้ มหาสติอันแข็งแกร่งนี้แหละ จะเป็นองครักษ์พิทักษ์ใจเจ้าเอง ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของกิเลส’
ทันทีที่เรามีสติย้ายผัสสะกลับมาที่กาย... คำด่าที่เคยคิดว่ารุนแรงปานสายฟ้าฟาด ก็กลายเป็นเพียงเสียงที่ผ่านมาแล้วดับไป ความทุกข์ที่เคยคิดว่าใหญ่หลวงเจียนตาย ก็สลายตัวไปต่อหน้าต่อตา! วินาทีนั้นเองที่เราจะรู้ซึ้งด้วยหัวใจน้ำตาซึมว่า พระพุทธองค์ทรงประทานอิสรภาพที่แท้จริงไว้ให้เราแล้วในทุกๆ ลมหายใจที่กาย"
สติคืออะไร? สัมปชัญญะคืออะไร?
สติ(สติเจตสิก) : คือ สภาพธรรมที่ทำหน้าที่ "ระลึกได้" หรือ "ความไม่ลืมหลงในกุศลธรรม" สติไม่ใช่ความจงใจนึก แต่เป็นดั่ง "หางเสือ" หรือ "องครักษ์" ที่ตรึงจิตไว้กับอารมณ์ปัจจุบันขณะ ไม่ให้จิตกระโจนลงไปในอดีตหรืออนาคต
สัมปชัญญะ(ปัญญาเจตสิก) : คือ สภาพธรรมที่ทำหน้าที่"รู้แจ้ง ประจักษ์ชัด ตระหนักรู้" ตามความเป็นจริง เป็นตัวแสงสว่างที่เข้ามาจำแนกแยกแยะสภาพธรรมที่สติกำลังระลึกอยู่นั้น ว่าเป็นอนัตตา เป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตน
สติและสัมปชัญญะสัมพันธ์กันอย่างไร?
ทั้งสองเป็น เจตสิกฝ่ายกุศล ที่มักเกิดร่วมกันเสมอในภาคปฏิบัติ เปรียบเสมือน " ตา และ เท้า "
สติ ทำหน้าที่เหมือน " เท้า " ที่ก้าวลงไปยืนยันตำแหน่ง ณ ปัจจุบันขณะ (ทำให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน)
สัมปชัญญะ ทำหน้าที่เหมือน " ดวงตา "ที่คอยฉายส่องมองดูว่าสิ่งที่เท้ายืนอยู่นั้นคืออะไร เห็นความเกิด-ดับ และเห็นความไม่ใช่ตัวตนของสภาะนั้น
สติเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?
ตามหลักปรมัตถธรรม สติเป็นอนัตตา สั่งให้เกิดไม่ได้ แต่ " สติเกิดจากเหตุปัจจัย "
เหตุใกล้ให้เกิดสติคือ "ถิรสัญญา" (ความจำที่มั่นคงแม่นยำในสภาพธรรม) ซึ่งได้มาจากการหมั่นฝึกหัดสะสม อานาปานสติ และ กายคตาสติ อยู่เป็นประจำ เมื่อจิตจำสภาวะของกายและลมหายใจได้อย่างแม่นยำ พอมีผัสสะแปลกปลอมเข้ามา สติจะพรึบขึ้นมาทำกิจเองโดยธรรมชาติ
สติเกี่ยวข้องกับการเกิดทุกข์อย่างไร?
สติคือ "ตัวเปลี่ยนทิศทางของพลังงานจิต"
หาก ไม่มีสติ พลังงานของจิตจะถูกขับเคลื่อนด้วย อวิชชา ไหลไปสู่สายนิโรธไม่ได้ แต่ออกไปทางสายเกิดทุกข์ (สมุทัย)
เมื่อ มีสติ สติจะเข้ามาทำหน้าที่พิทักษ์จิต ทำให้กระแสการปรุงแต่งที่จะนำไปสู่ความเร่าร้อนชะงักลง สติจึงเป็นตัวชี้ชะตาว่าจิตจะเลือกเดินบนเส้นทางสายทุกข์ หรือเส้นทางสายดับทุกข์
มีสติมากส่งผลเสียสมดุลหรือไม่?
ในสภาวะธรรมระดับปรมัตถ์ "สติเจตสิก ยิ่งมีมากยิ่งดี ไม่มีคำว่าล้นจนเสียสมดุล" (เพราะสติเป็นกุศลล้วนๆ)
แต่สิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจผิดว่า "สติมากจนปวดหัวหรือเครียด" แท้จริงแล้วนั่น ไม่ใช่สติ แต่เป็น "โทสะเจตสิก หรือ โลภะเจตสิก" ที่เข้าไป "จงใจ เพ่ง บังคับ หรือควบคุม" จิต ซึ่งเป็นการทำกิจที่บิดเบือนธรรมชาติ ทำให้เสียสมดุลระหว่าง สมาธิ (ความดิ่ง) และ วิริยะ (ความเพียร)
สติเข้ามามีบทบาทในวงจรการเกิดทุกข์ในจุดใด?
สติสามารถเข้ามาตัดตอนวงจรปฏิจจสมุปบาทลัดสั้นในชีวิตประจำวันได้หลักๆ 2 จุดยุทธศาสตร์ คือ "จุดผัสสะ" และ "จุดเวทนา" ซึ่งเป็นรอยต่อสำคัญก่อนที่จิตจะลากเข้าไปสู่กระแสของตัณหาและอุปาทาน
สติทำหน้าที่อย่างไร?ใน ผัสสะ และในเวทนา?
ในผัสสะ: สติทำหน้าที่เป็น "เครื่องคัดกรอง/องครักษ์ดักหน้าประตู" ทันทีที่เกิดการกระทบ (เช่น หูได้ยินเสียง) สติจะระลึกรู้เท่าทันตื่นตัวที่ มโนผัสสะ ไม่ให้จิตซึมซับเอาความหมายมาปรุงแต่งต่อ
ในเวทนา: สติทำหน้าที่เป็น "ผู้สังเกตการณ์" เมื่อจิตเสวยรสของอารมณ์ (สุข ทุกข์ เฉย) สติจะระลึกรู้ว่า "นี่คือเวทนาที่กำลังถูกเสวย" แยกจิตผู้รู้ออกมาจากเวทนา ไม่ให้จิตกระโจนลงไปเป็นผู้สุขหรือผู้ทุกข์ร่วมด้วย
ผัสสะเปลี่ยน เวทนาเปลี่ยนตามผัสสะได้อย่างไร?
เพราะ เวทนาเป็นผลลัพธ์โดยตรงของผัสสะ (ผัสสะ => เวทนา) จิตรับอารมณ์ได้ทีละหนึ่งขณะ
ถ้าผัสสะเปลี่ยนจาก "ตาเห็นรูปที่น่าโกรธ" (จักขุผัสสะฝ่ายอกุศล) ย้ายไปเป็น "กายกระทบสัมผัสอันเป็นกลาง" (กายผัสสะ) เวทนาที่เคยจะเดือดร้อนเป็นทุกข์ทางใจ ก็ต้องเปลี่ยนไปเป็นอุเบกขาเวทนา (เวทนารู้) ทางกายทันทีตามกฎของเหตุปัจจัยของการเกิด เวทนา ซึ่งมันจะไปตาม ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในขณะจิตเดียว
สติเปลี่ยนผัสสะ และ สติเปลี่ยนเวทนาได้อย่างไร?
มหาสติที่ว่องไว จะไม่เข้าไปสู้หรือห้ามอารมณ์เดิม แต่ทำหน้าที่ "หักพวงมาลัยจิต" ย้ายความสนใจจากชุมสายมโนผัสสะที่กำลังจะปรุงแต่งอกุศล พลิกกลับมาสลับสัญญาณป้อนเข้าสู่ "กายผัสสะ" ที่ฐานกายแทน( สติเปลี่ยนผัสสะ)
เมื่อสติเปลี่ยนตัวผัสสะสำเร็จ ส่งผลให้วงจรของเวทนาสายทุกข์ขาดสะบั้นลงทันที แล้วเกิดเวทนาใหม่ที่เป็นกลางขึ้นมาแทน
การใช้ สติ เปลี่ยนผัสสะ ในจุดนี้จะมีผลกับการเกิดทุกข์หรือดับทุกข์ทันที
1 ) เมื่อสติรู้ว่า สุขเวทนากำลังจะเกิด ให้ดึงสติกลับมาระลึกรู้ที่ฐานกาย( อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ แล้วแต่ความเหมาะสมในเวลานั้น)ซึ่งจิตจะติดตามสติมาด้วย สติอยู่ที่ใด จิตก็จะอยู่กับสติด้วย เพราะสติเป็นเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตโดยตรง จิตอยู่กับสติจะปลอดภัยมากที่สุด สุขเวทนาที่เกิดขึ้นก็จะไม่ปรุงแต่งไปเป็น นันทิและราคะ ซึ่งเป็นเชื้อของ ตัณหา ที่นำไปสู่ทุกข์
2 ) เมื่อสติรู้ว่า ทุขเวทนากำลังจะเกิด ก็ให้ทำเช่นเดียวกันกับข้อ 1 สติเกิด อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับ นี่คือ สติตัดวงจรทุกข์ในด่านแรกที่ เวทนา( ช่วง ผัสสะ ไปสู่ เวทนา )
นันทิ คืออะไร? ราคะคืออะไร? นันทิราคะคืออะไร?
นันทิ: คือ ความเพลิน ความลุ่มหลงเพลิดเพลินไปในอารมณ์ ความหมกมุ่นในอารมณ์ การคลุกคลีในอารมณ์ แช่ในอารมณ์
ราคะ: คือ ความกำหนัด ความยินดีติดใจ ความอยากยึดไว้เป็นของตน ความต้องการ( ในอารมณ์ 6 )
นันทิราคะ: คือ "ความเพลินจนเกิดความกำหนัดยินดีอย่างฝังลึก" เป็นตัวยางเหนียวที่เชื่อมระเบิดเวลา (ตัณหา) ให้ทำงานอย่างสมบูรณ์ เป็นอาการที่จิตวิ่งเข้าไปกอดอารมณ์นั้น(ในอารมณ์ 6 )ไว้ไม่ยอมปล่อยวาง( ยึดในอารมณ์ 6 )
นันทิและราคะ เกิดขึ้นที่จุดใด?
นันทิและราคะเกิดขึ้นที่....รอยต่อระหว่าง "เวทนา" ไปสู่ "ตัณหา"
เวทนา ( นันทิ , ราคะ ) => ตัณหา
เมื่อมโนผัสสะประมวลผลเป็นเวทนาแล้ว จิตที่ขาดสติจะเกิดความเพลิน (นันทิ) ในรสของเวทนานั้นทันที และแปรสภาพเป็นความติดใจ (ราคะ) กลายเป็นนันทิราคะที่พร้อมจะปรุงแต่งสังขารสายทุกข์ให้เติบโต( เป็นตัณหา )
ผลลัพธ์ของการเกิด นันทิราคะ เป็นอย่างไร?
จิตจะถูกบิดเบือนไปจากธรรมชาติเดิม สิ้นอิสรภาพ กลายสภาพเป็น "ผู้ทุกข์"
เกิดตัณหา อุปาทาน และภพชาติตามมาในทันที จิตจะดิ้นรน กระวนกระวาย ขัดเคือง หรือทะยานอยากไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการเปิดประตูต้อนรับพญามาร( กิเลส )เข้ามายึดพื้นที่ใจให้รับรู้...ทุกข์...แบบเต็มๆ
ทำไมต้องมีสติทุกๆ ผัสสะ? ทำไมต้องมีสติทุกๆ เวทนา?
เพราะ ผัสสะเกิดและดับตลอดเวลา และเวทนาก็เกิดขึ้นและดับลงอยู่ตลอดเวลา เช่นกัน
หากเราเผลอปล่อยให้มีช่องว่างแม้เพียงชั่วขณะจิตเดียว(ไม่มีสติ) นันทิราคะจะฉวยโอกาสแทรกตัวเข้าทำงานทันที การมีสติในทุกๆ ผัสสะและเวทนา จึงเป็นการสร้าง "สันตติ" (ความสืบเนื่องของสติ) เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้กิเลสเข้าครอบงำจิต
สติตัดวงจร นันทิราคะ ในเวทนา ได้อย่างไร?
เมื่อเวทนาปรากฏ สติและโยนิโสมนสิการจะกระโดดเข้ามาคั่นกลาง ทำหน้าที่ "ละนันทิ" (ไม่ยอมเพลิน)ด้วยการ...ดึงสติกลับมาที่ฐานกานทันที ซึ่งจิตก็จะติดตามสติมาพร้อมกันอยู่ที่ฐานกาย นันทิราคะจึงสลายไป เพราะไม่มีที่เกาะ จิตไปอยู่กับสติแล้ว เมื่อจิตหยุดเพลินในเวทนา สังขารปรุงแต่งฝ่ายทุกข์ก็ไม่มีอาหาร นันทิราคะจึงฝ่อและดับไปเองตามธรรมชาติเหมือนไฟที่ขาดเชื้อ ตัณหา(ทุกข์) จึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีเชื้อไฟ( นันทิราคะ )
วงจรการเกิดทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่มีสติ?
หากไม่มีสติ วงจรจะไหลลื่นเป็นเส้นตรงที่น่ากลัว:
อวิชชา => ผัสสะ => เวทนา => นันทิราคะ (ตัณหา) => อุปาทาน => ภพ => ชาติ => ความทุกข์ระทมอย่างเต็มรูปแบบ
ถ้าไม่มีสติ จิตจะถูกลากไปตามกระแสกิเลส(อวิชชา)อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่มีอะไรมาขัดขวาง( ตามวงจรด้านบน )
ทำไมสติจึงเป็นธรรมที่ตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรก?
เพราะสติเป็นเจตสิกที่ ว่องไวที่สุดในการเข้าระลึกรู้สภาวะในปัจจุบันขณะ ปัญญาหรือสมาธิจะทำงานไม่ได้เลยหากไม่มีสติเป็นผู้ชี้เป้า สติจึงเปรียบเสมือน "ทัพหน้า" หรือ "ด่านตรวจคนเข้าเมือง" ที่ต้องคัดกรองและสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมเป็นด่านแรกสุด
สติเกี่ยวข้องอย่างไรกับ สมาธิและปัญญา?
สติ เป็นผู้ระลึกรู้และดึงจิตกลับมาสู่ฐานกาย (องครักษ์พิทักษ์จิต)
สมาธิ คือ ความตั้งมั่นของจิตที่อยู่กับฐานนั้นอย่างแนบแน่น (ผู้ให้กำลังและความนิ่ง)
ปัญญา คือ การเห็นแจ้งว่าสภาพธรรมนั้นเป็นอนัตตา (ผู้ทำลายความหลงผิด)
ทั้ง 3 ธรรมนี้ทำงานหนุนเนื่องกัน โดยมีสติเป็นจุดเริ่มต้นขับเคลื่อนมรรคองค์อื่นๆ
วิธีการใช้สติตัดวงจรทุกข์ในจุดผัสสะและเวทนาทำอย่างไร?
ต้องหมั่นสังเกตอาการกะพริบหรือความไหวของจิต(อกุศลเจตสิก)ที่ มโนผัสสะ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบ ยอมรับเวทนาที่เกิดขึ้นตามจริงโดยไม่ใช้อัตตาไปกดข่ม แล้วใช้สติแยก "จิตผู้รู้" ออกมาดู "เวทนา" ที่กำลังแสดงตัวอยู่ สตินำจิตกลับที่ฐานกาย ไม่ไหลไปสู่ทุกข์(จากอกุศลเจตสิกปรุง)
การย้ายผัสสะในเวทนา ไปที่ฐานกายทำอย่างไร?
(จุดไคลแมกซ์จากภาคปฏิบัติที่นักปฏิบัติไม่ค่อยสังเกตกัน)
เมื่อเจอสถานการณ์วิกฤตหรือผัสสะที่รุนแรง (เช่น คนมาด่าซึ่งๆ หน้า) มหาสติที่ไวจะไม่วิ่งไปแก้ที่คำด่าหรือเข้าสู่อารมณ์โกรธ แต่จะ "หักพวงมาลัยจิต" สติจะย้ายจากโสตผัสสะ/มโนผัสสะ ดิ่งตรงไปลงมาจับที่ "กายผัสสะ" ทันที
เช่น นำจิตมาจดจ่ออย่างมั่นคงที่ฝ่าเท้ากระทบพื้น หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายในกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้น ทุกขเวทนาทางใจจะดับลงทันทีเพราะจิต(สติพาจิต)ย้ายบ้านสำเร็จกลายเป็นอุเบกขาเวทนา (เวทนารู้)ทุกข์ไม่เกิด
จิตอยู่กับสติได้อย่างไร?
จิตอยู่กับสติได้เพราะ สติเป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตในขณะนั้น จิตและสติเกิด-ดับพร้อมกัน รู้อารมณ์เดียวกัน การเจริญสติอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) จึงทำให้จิตมีองครักษ์พิทักษ์อยู่ตลอดเวลา กิเลสจึงแทรกเข้าหาได้ยากยิ่ง อวิชชาหลง(โมหเจตสิก)ไม่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับสติ(ระลึกรู้ตัว)
บทสรุป: สติตัดวงจรทุกข์เป็นด่านแรกได้อย่างไร?
ความทุกข์ไม่ได้ดับไปด้วยการบังคับ ไม่ได้ดับไปด้วยความอยาก แต่ดับไปด้วย "ความไม่ประมาท" โดยการมีสติที่ว่องไวคอยพิทักษ์มโนผัสสะและเวทนา สติคือด่านแรกที่พลิกเกมจากการเป็น "ผู้หลงลื่นไหลไปตามนันทิราคะ" มาเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้แยกแยะสมมติออกจากความจริง" สติเป็นกุศลเจตสิก เป็นองค์มรรคหนึ่งในอริยมรรคมีองค์ 8 ถือว่าสำคัญมากๆ
เมื่อสติทำงานเป็นสันตติ(ต่อเนื่อง) ช่องว่างของมาร(กิเลส)จะหมดไป จิตจะคืนสู่สภาพ "ปกติ" ดับทุกข์ได้อย่างแท้จริง ตราบใดที่มีสติแกร่งและมั่นคง
"พระพุทธเจ้าทรงตรากตรำบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยแสนกัป ไม่ใช่เพื่อให้พวกเรากราบไหว้ขอพร แต่เพื่อให้พวกเราลุกขึ้นมา ‘เจริญสติในทุกๆ ผัสสะ’ เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสและเป็นเหยื่อของพญามารกิเลสทั้งปวงอีกต่อไป
ปัจฉิมโอวาทที่ว่า ‘จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด’ จึงไม่ใช่เพียงคำสั่งเสีย แต่เป็นคำโอบกอดอันอบอุ่นที่สุดจากพระบิดาผู้รู้แจ้งโลก ที่ย้ำเตือนให้เรามีองครักษ์พิทักษ์จิตในทุกย่างก้าว เพื่อให้ชีวิต 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ เป็นชีวิตที่อยู่เหนือความทุกข์ทั้งปวง"
มาเริ่มต้นการฝึก สติ ให้แข็งแกร่งเป็น มหาสติ(สติที่ว่องไว)
ทุกๆอย่างอยู่ที่การตัดสินใจลงมือทำของท่านแล้ว
ลิ้งค์ด้านล่างนี้ ล้วนบ่มเพาะสติ สมาธิ ปัญญา ทั้งสิ้น
[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..]
[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.]
[ ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]
(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...))
(( เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4 กดดูที่นี่....))
(( ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
(( รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
[ ตีแผ่อนัตตาคืออะไร??? ]
[ ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ]
[ อัตตา อุปาทาน อนัตตา กดดูที่นี่... ]
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))