เหตุปัจจัยของการเกิดทุกข์และการเกิดของปัญหาต่างๆ

ที่นี่..เน้นใช้..แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในการแก้ปัญหาและทุกข์
ปัญหาและทุกข์ บางอย่างก็แก้ได้ บางอย่างก็แก้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยปรุงแต่ง
ปัญหาและทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา แต่เกิดมาจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งมาทั้งสิ้น
การเกิดขึ้นของทุกๆสรรพสิ่งจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีการปรุงแต่งหรือปราศจากการปรุงแต่ง
เมื่อมีการเกิด ย่อมมีการตั้งอยู่ชั่วขณะ และดับสลายไปในที่สุด( เป็นสัจธรรมของสิ่งปรุงแต่ง )
มีการปรุงแต่ง => มีการเกิดขึ้น => มีการตั้งอยู่ชั่วขณะ => มีการดับสลายไปที่สุด(สังขตหรือสังขาร)
ไม่มีการปรุงแต่ง => ไม่มีการเกิดขึ้น => ไม่มีการตั้งอยู่ => ไม่มีการดับสลายไป ( อสังขตหรือวิสังขาร)
นี่คือ...สัจธรรม.....ที่บิดเบือนไม่ได้
มนุษย์ทุกๆคนล้วนมีทุกข์มาตั้งแต่แรกเกิด ส่วนปัญหาตามมาในภายหลัง เรามาลองดูเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดปัญหาและเกิดทุกข์ขึ้น
ว่าด้วยเรื่อง...เหตุปัจจัย...ของการเกิดขึ้นของทุกๆสรรพสิ่งในโลกนี้
"มนุษย์ไม่ได้เป็นทุกข์เพราะสถานการณ์ภายนอก แต่เป็นทุกข์เพราะกระบวนการ 'เหตุปัจจัยภายในจิต' มันทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ โดยที่เจ้าตัวไม่มี 'สติและปัญญา' เข้าไปขัดขวางสายพานนั้นเลย"
การศึกษาเรื่องเหตุปัจจัย จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเรื่องปรัชญาชวนปวดหัว แต่คือการเข้ามาเรียนรู้วิธี "ปิดโรงงานผลิตความทุกข์" ที่กำลังเดินเครื่องอยู่ในใจเราตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่เราไม่รู้มาก่อน( อวิชชาปิดบังใจ )
ไขรหัสธรรมชาติ “เหตุ , ปัจจัย และ เหตุปัจจัย”
ในโลกแห่งสมมติ(สิ่งไม่จริง)และปรมัตถ์(ความจริง) ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาลอยๆ ทุกสรรพสิ่งล้วนดำเนินไปตามกฎลูกโซ่ของธรรมชาติ การจะถอนความหลงผิดได้(มิจฉาทิฏฐิ) ต้องเริ่มจากการแยกแยะ( วิภัชวาท )กลไกนี้ให้ชัดเจนก่อน เรามาแยกแยะเหตุและผลกันดู
เมื่อสิ่งนี้มี... สิ่งนี้จึงมี / เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น... สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
มนุษย์เราถูกอวิชชาครอบงำมาตั้งแต่แรกเกิดแล้ว จนพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยจึงได้รู้ความเป็นจริงทั้งหมด
วิชชาเกิด(เหตุปัจจัยเกิด) => อวิชชาดับ(เหตุปัจจัยของกิเลสตัณหา) => ทุกข์ดับลง
( เปลี่ยน ปัญหา ให้เป็น ปัญญา )
ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นได้เองลอยๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป มันมาจากเหตุปัจจัยตามที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น
ปัญหาในนามธรรมมาจาก "ความไม่รู้ (อวิชชา)"เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้จิตไปสร้าง "สมมติ" แล้วหลงสำคัญมั่นหมายในสมมตินั้น เมื่อสิ่งภายนอก (ซึ่งแปรปรวนเป็นธรรมดา) ไม่ตรงกับภาพสมมติที่จิตสร้างไว้ ปัญหาจึงอุบัติขึ้น
เหตุ (ภายใน): ความอยากให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามใจเรา (ตัณหา) และความไม่รู้เท่าทัน (อวิชชา)
ปัจจัย (ภายนอก): สถานการณ์ สถานที่ ผู้คน หรือเหตุการณ์รอบตัวที่ไม่เอื้ออำนวย เมื่อเหตุภายในมาเจอกับปัจจัยภายนอก จึงคลอดออกมาเป็น "ปัญหา"
สติ: ระลึกรู้เท่าทันอาการของใจทันทีเมื่อระบบเริ่ม "สะดุด" หรือเกิดความขัดแย้ง ไม่ปล่อยให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นความเพลินหรือความตื่นตระหนก (ละนันทิ) เมื่อปัญหาเกิด ให้มีสติกำหนดรู้เป็นอันดับแรก
สมาธิ: ตั้งมั่น อยู่กับสภาวะปัจจุบันอย่างปกติ (ปกติจิต) ไม่กระโดดลงไปร่วมวงกับกระแสของปัญหาหรือสู้กับปัญหา มีความสงบเยือกเย็นเป็นฐานรองรับเพื่อไม่ให้จิตใจกวัดแกว่ง
ปัญญา: ใช้ โยนิโสมนสิการ แยกแยะ(วิภัชวาท)ถอดรหัสออกมาว่า สิ่งที่เรียกว่าปัญหานั้น แท้จริงมันประกอบด้วยเหตุอะไร ปัจจัยอะไร มองเห็นชัดว่าปัญหานั้นก็เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง" เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตเห็นแจ้งเช่นนี้ ความสำคัญมั่นหมายย่อมสลายไป จิตจะวางปัญหานั้นลง และแก้ไขสถานการณ์ภายนอกด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่มีความทุกข์เข้าไปแทรกแทรง
ปัญหาก็คือ สิ่งที่มนุษย์สมมติและปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น มันก็คือธรรมชาติอย่างหนึ่งนั่นเอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็ดับไปในที่สุด
1. ทุกข์ตามธรรมชาติ (ทุกขลักษณะ/กายิกทุกข์) : คือ ความบีบคั้นของขันธ์ 5 ตามปกติ เช่น ความหิว ความเจ็บป่วย ความแก่ ความตาย สิ่งนี้เป็นกฎธรรมชาติ (ธรรมดา) แม้พระอรหันต์ก็ยังมีทุกข์ชนิดนี้อยู่ตราบใดที่เบญจขันธ์ยังไม่ดับสนิท
2. ทุกข์อุปาทาน (เจตสิกทุกข์/ทุกขสัจจะ) : คือ ความทุกข์ใจ ความเศร้าโศก ความอึดอัดขัดเคือง ที่เกิดจากการที่จิตเข้าไปรับรู้และยึดมั่นถือมั่น (อุปาทาน) ในขันธ์ 5 หรือในสมมติต่างๆ ทุกข์ชนิดนี้คือทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรู้และละเสีย(ปหานะ)
ทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆ โดยไม่มีสาเหตุ ทุกข์ก็เป้นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง มาจากเหตุปัจจัย
ทุกข์มีแดนเกิดมาจาก "ตัณหา" และ "อุปาทาน" (ตามหลักอริยสัจข้อที่ 2 คือ สมุทัย) เมื่อจิตเกิดความเพลิน (นันทิ) เข้าไปซ่านอยากในเวทนา ย่อมผูกจิตไว้กับสิ่งนั้น เมื่อสิ่งนั้นแปรปรวน ทุกข์ใจจึงคลอดออกมาทันที
เหตุ : คือ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน (กิเลสภายในจิต)
ปัจจัย : คือ การกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) และการเกิดเวทนา (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ) หากขาดเหตุ (ไม่มีอวิชชา/ตัณหา) แม้จะมีปัจจัย (มีการกระทบ มีเวทนาทางกาย) ทุกข์ใจก็เกิดขึ้นไม่ได้ ระบบเหตุปัจจัยฝั่งทุกข์จะขาดตอนลง เหตุและปัจจัยต้องมาด้วยกันจึงจะเกิดทุกข์ขึ้น
นี่คือการ...แยกเหตุ แยกปัจจัย ของการเกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจให้เห็นแบบชัดเจนว่า ทุกข์ มันไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา
เมื่อมีผัสสะกระทบ เกิดเวทนาขึ้นมา ( ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา )
"สติ" จะทำหน้าที่ดักรู้ทันที ไม่ให้จิตวิ่งไปเสวยอารมณ์ด้วยความเพลิน
"สมาธิ" รักษาฐานความปกติ (ปกติตามธรรมชาติ) ไม่ให้จิตหวั่นไหวไปตามแรงบีบคั้นของเวทนา
"ปัญญา" ทำหน้าที่ "ตีแผ่สมมติ" และเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า "เวทนาก็ไม่ใช่เรา จิตผู้รู้เวทนาก็ไม่ใช่เรา ทุกอย่างเป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่กำลังทำหน้าที่ของมันเองตามธรรมชาติ" เป็นอนัตตาโดยสมบูรณ์ เมื่อปัญญาถอนความสำคัญมั่นหมาย (อัสมิมานะ) ว่ามี "ตัวเรา" ผู้รับทุกข์... ทุกข์จึงไม่มีที่เกาะ เมื่อไม่มีที่เกาะ ทุกข์อุปาทานย่อมดับลงตรงนั้นเอง
ถ้ามี ปัญหา เข้ามา แต่จิตมีแก่นมรรคพร้อม จิตจะเห็นปัญหาเป็นเพียงระบบเหตุปัจจัยภายนอกที่ต้องแก้ไขไปตามเหตุปัจจัย โดยที่ "ไม่มีความทุกข์ใจเกิดขึ้นเลย" เห็นปัญหา ด้วย ปัญญา จึงไม่เกิดทุกข์ขึ้นในจิต
ในทางกลับกัน ถ้าจิตไม่มีแก่นมรรคหรือไม่เดินแก่นมรรค เมื่อเจอ ปัญหา เพียงเล็กน้อย จิตจะแปรสภาพปัญหานั้นให้กลายเป็น ความทุกข์อุปาทาน แผดเผาตัวเองทันที ดังนั้น ปัญหาคือชนวนภายนอก ส่วนทุกข์คือไฟที่ลุกไหม้ขึ้นในใจเมื่อจิตไร้ปัญญา
แล้วท่านอยากจะแปรปัญหา ให้เป็น ทุกข์ หรือ แปรปัญหา ให้เป็น ปัญญา ท่านเลือกได้ !!!
สติ เป็นปัจจัยให้เกิด สมาธิ
สมาธิ เป็นปัจจัยให้เกิด ปัญญา (การเห็นตามความเป็นจริง)
ปัญญา เป็นปัจจัยให้เกิด วิมุตติ (ความหลุดพ้น)
นี่คือ...เหตุปัจจัย...ของการเกิดขึ้นของแต่ละธรรม
ตัวอย่าง : อวิชชา (ความไม่รู้) เป็นเหตุให้เกิด ตัณหา (ความอยาก) -> ตัณหาทำให้เกิด การแสวงหาและผัสสะ -> ผัสสะทำให้เกิด เวทนา -> เวทนากลับไปหมุนเอา อวิชชา และ ตัณหา ให้หนาแน่นขึ้นกว่าเดิม
แก่นที่ต้องเน้นย้ำ: ในกระบวนการของเหตุปัจจัย มีแต่ "ธรรมทำกิจ" ไม่มี "สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา" อยู่ในนั้นเลย
มันเป็นเพียงกระแสไหลบ่าของธรรมชาติ เหมือนไฟฟ้าวิ่งเข้าหลอดไฟแล้วเกิดแสงสว่าง หลอดไฟไม่ได้ "เป็นสุข" หรือ "เป็นทุกข์" ที่มีแสง มันเป็นเพียงกลไก เมื่อหมดเหตุปัจจัย แสงก็ดับ จิตก็เช่นกัน เป็นเพียงธรรมชาติอีกธรรมหนึ่งที่ทำงานตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวเราหรือของเรา
ถ้าเราอยากให้จิตสงบ (ผล) แต่เราไม่สร้างเหตุปัจจัย (ไม่ฝึกสติ ไม่อยู่กับความปกติ แต่กลับส่งจิตออกนอกไปปรุงแต่ง) นั่งอ้อนวอนอย่างไรความสงบก็ไม่เกิดขึ้น เพราะขาดเหตุปัจจัยสนันสนุนการเกิด
ในทางกลับกัน ถ้าเราสร้างเหตุปัจจัยแห่งความตื่นรู้บริบูรณ์แล้ว (มีสติ สมาธิ ปัญญา เป็นเหตุปัจจัยฝั่งขาว) แม้เราจะไม่อยากให้หลุดพ้น จิตมันก็ต้องหลุดพ้นไปตามหน้าที่ของเหตุปัจจัยนั้นเอง บังคับให้มันทุกข์ต่อไปก็ไม่ได้
สัจธรรมในขั้นนี้ : การกระทบนี้เป็นเพียง "กลไกธรรมชาติ" (ธรรมทำกิจ) ตราบใดที่มีกายมีใจ การกระทบย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา พระอรหันต์ก็เห็นรูป พระอรหันต์ก็อุบัติความจำได้หมายรู้ขึ้นมาในใจเมื่อมีการนึกคิด แต่มันยังไม่ใช่ความทุกข์
หลุมพรางที่มนุษย์ติดกับดัก : มนุษย์เราไม่ได้ติดอยู่ที่สิ่งของภายนอก แต่เราติดอยู่ที่ "เวทนา" เราไม่ได้อยากได้เงิน แต่อยากได้ความรู้สึกสุขสบายใจที่เกิดจากเงิน เราไม่ได้เกลียดคนนินทา แต่เราเกลียดเวทนาที่เป็นความอึดอัดขัดเคืองที่เกิดขึ้นในใจเมื่อได้ยินเสียงนั้น
ถ้าเป็น สุขเวทนา -> จิตจะเพลินด้วยความอยากให้อยู่ลากยาวนานๆ (เกิดนันทิราคะ)
ถ้าเป็น ทุกข์เวทนา -> จิตจะเพลินด้วยอาการดิ้นรน ผลักไส และจมแช่ขลุกอยู่กับความอึดอัดนั้น (เป็นวิภวตัณหา)
"มี 'ตัวฉัน' เป็นผู้ทุกข์... ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับ 'ฉัน'... 'ฉัน' รับไม่ได้"
[โลกภายนอก/ความคิด] ↓ (1) ผัสสะ ↓ (2) เวทนา <────── [ สติ ] ดักรู้ทันที / [ สมาธิ ] รักษาความปกติจิต ไม่กระโดดลงไปร่วมวง ↓ [ นันทิ ] <────── [ ปัญญา ] โยนิโสมนสิการ เห็นแจ้งว่าเป็น "อนัตตา" (ละนันทิในเวทนา) ↓ (ทุกข์เกิดไม่ได้)1. ดักจับที่เวทนา (ด้วยสติ): ทันทีที่ตาเห็น หูได้ยิน หรือจิตนึกคิด สติระลึกรู้ทันทีว่ามีเวทนาเกิดขึ้น (สุข หรือ ทุกข์ หรือ เฉยๆ) ปรากฏอยู่
2. ตั้งมั่นอยู่ในความปกติ (ด้วยสมาธิ): รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะปกติ (ปกติจิต) ไม่แกว่งไปตามแรงเหวี่ยงของเวทนา เป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ ไม่ใช่ผู้กระโดดลงไปเป็น
3. ทำลายสายพานด้วยการเห็นแจ้ง (ด้วยปัญญา): ใช้ โยนิโสมนสิการ สวนเข้าไปทันที มองเห็นชัดๆ เลยว่า "เวทนานี้ก็เป็นแค่ธรรมตัวหนึ่ง จิตที่กำลังรู้ก็เป็นธรรมอีกตัวหนึ่ง ต่างคนต่างทำกิจตามธรรมชาติ ไม่มีก้อนตัวตนของเราอยู่ตรงไหนเลย"
(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค กดดูที่นี่...))
(( จิตว่าง กดดูที่นี่....))
(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))