รู้จักโลกสมมติและโลกปรมัตถ์ด้วย...แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )


 โลกและการก้าวข้ามบ่วง "สมมติ"
 
1. โลกคืออะไร?
ในทางปรมัตถธรรม "โลก" ไม่ใช่แค่ลูกกลวงๆ ที่ลอยอยู่ในอวกาศ หรือแผนที่ภูมิศาสตร์ แต่พระพุทธเจ้าทรงนิยามว่า “โลกย่อมชำรุดทรุดโทรมไป เหตุนั้นจึงเรียกว่าโลก” และที่สำคัญที่สุด โลกเกิดขึ้นที่กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ที่มีใจครองนี้เอง
  • โลกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่มาประทบ

  • เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) โลกก็เกิดขึ้นในใจเรา ณ ขณะนั้น หากไม่มีการรับรู้ โลกก็ไม่มีอยู่สำหรับเรา

2. สมมติ (หรือ สมมุติ) คืออะไร? ผลดีและผลเสียของสมมติ?
สมมติ แปลว่า การตกลงร่วมกัน การแต่งตั้ง การยอมรับร่วมกันของสังคม เพื่อให้สามารถสื่อสารและอยู่ร่วมกันได้
  • ผลดีของสมมติ: เป็นเครื่องมือที่จำเป็นมากในการดำเนินชีวิต ถ้าไม่มีสมมติ มนุษย์จะคุยกันไม่รู้เรื่อง ระบบสังคม เศรษฐกิจ กฎหมาย การค้าขาย หรือแม้แต่การชี้ทางพ้นทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ (เราต้องสมมติคำว่า "เงิน" "พ่อแม่" "เหนือ-ใต้" "ดี-ชั่ว" ขึ้นมาใช้งาน)

  • ผลเสียของสมมติ: เมื่อมนุษย์ใช้งานสมมติไปนานๆ จนชิน จิตจะเกิดความโง่เขลา (อวิชชา) แล้วหลงลืมไปว่ามันเป็นแค่ "สิ่งที่เราอุปโลกน์ขึ้นมา" จิตจะทึกทักว่าสมมตินั้นมีอยู่จริง ยึดมั่นถือมั่นจนกลายเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดตัวเองให้ดิ้นไม่หลุด

3. สมมติทำให้เกิด กิเลส ตัณหา อุปาทาน ขึ้นมาได้อย่างไร?
กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านกลไกของจิต ดังนี้:
  1. ผัสสะ (การกระทบ): ตาเห็นรูป (สมมติว่าเป็น "ทองคำ" หรือ "คนรัก")

  2. เวทนา (ความรู้สึก): จิตปรุงแต่งความรู้สึกพอใจ (สุขเวทนา)

  3. กิเลส/ตัณหา: เกิดความอยากได้ อยากครอบครอง (นันทิราคะ / ตัณหา) เพราะสมมติบอกว่าสิ่งนี้ "มีค่า" หรือ "เป็นของเรา"

  4. อุปาทาน (ความยึดมั่น): จิตเข้าไปปักใจเชื่ออย่างรุนแรงว่า "นี่คือตัวฉัน" "นี่คือของฉัน" "นี่คือคนของฉัน"

  5. ความทุกข์: เมื่อสมมตินั้นแปรปรวนไป (สูญหาย, แก่, ตาย) จิตที่ไม่เท่าทันก็แตกสลายและเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส

4. เหตุและปัจจัยที่ทำให้มนุษย์หลงใน "สมมติ" คืออะไร?
  • ความไม่รู้ (อวิชชา): ไม่รู้เท่าทันว่าจิตกำลังทำงานอย่างไร ไม่เห็นความเกิด-ดับ

  • ความคุ้นชิน (สัญชาตญาณและการสะสม): มนุษย์ถูกหล่อหลอมและตอกย้ำจากสังคมรอบข้างตั้งแต่เกิดว่า สมมติต่างๆ คือความจริงแท้ (ต้องรวย ต้องเด่น ต้องมีตำแหน่ง)

  • การขาดโยนิโสมนสิการ: ขาดการมองลึกลงไปในมโนผัสสะ ปล่อยให้จิตไหลไปตาม "นันทิ" (ความเพลิน) ในเวทนาที่เกิดขึ้น

5. โลกสมมติคืออะไร?
โลกสมมติ คือ โลกแห่งความหมาย บัญญัติ เรื่องราว และการปรุงแต่ง (Conceptual World) มันคือโลกที่ถูกสร้างขึ้นหลังจากที่จิตรับรู้สิ่งเร้าแล้ว เช่น สุนัขวิ่งผ่าน ตาเห็นเป็นแค่ "รูปสีขาวๆ" (ปรมัตถ์) แต่โลกสมมติจะทำหน้าที่บอกทันทีว่า "นี่คือสุนัขพードเดิลราคาแพง น่ารักมาก" โลกสมมเิจึงเต็มไปด้วยสมญาเนม นามสกุล ตัวตน ตำแหน่ง เงินทอง และศักดิ์ศรี

6. ตีแผ่โลกสมมติแบบหมดเปลือกไปจนถึงแก่นแท้
แก่นแท้ของสมมติคือ "ความว่างที่ถูกอุปโลกน์" สมมติไม่มีอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันต้องอาศัยใจคนไปให้ค่าเสมอ ลองนึกภาพ "กระดาษแผ่นหนึ่ง" ถ้าเราเอาไปพิมพ์ในโรงกษาปณ์ เราสมมติว่ามันคือ "ธนบัตร 1,000 บาท" ทุกคนยอมรับ แย่งชักเย่อกันแทบตาย แต่ถ้าเอาธนบัตรใบเดียวกันนี้ไปให้ลิง ลิงจะมองเห็นมันเป็นแค่กระดาษไร้ค่าแผ่นหนึ่ง เพราะลิงไม่ได้ร่วมสมมติด้วย

แก่นแท้ของสมมติคือ: มันเป็นเพียง "มายากลของจิต" ที่หลอกให้เราวิ่งไล่ตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในธรรมชาติ

7. การใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ตีแผ่โลกสมมติแบบทะลุแก่น
เราไม่ได้หนีโลกสมมติ แต่เราใช้ "แก่นมรรค" เพื่ออยู่เหนือมัน:
  • สติ: ระลึกรู้เท่าทันในขณะที่ผัสสะกระทบ ไม่ปล่อยให้ใจกระโดดฮุบสมมตินั้นทันที เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโชยมาแล้วโชยไป

  • สมาธิ: ตั้งมั่น ทรงตัว เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปยินดียินร้ายกับสมมติที่โลกประเคนให้ (ไม่ฟูเมื่อเขาชม ไม่ฟุบเมื่อเขาด่า)

  • ปัญญา: ผ่าซากสมมติออกดูตามความเป็นจริง (ธรรมวิจยะ/โยนิโสมนสิการ) เห็นชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า "ตัวเรา" หรือ "ของๆ เรา" เมื่อแยกแยะออกมาแล้ว มีแต่ ขันธ์ 5 ธาตุ 4 กำลังทำงานตามหน้าที่ของมัน ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย เป็นการ "ละนันทิในเวทนา" ตัดวงจรตัณหาอย่างราบคาบ

ดิ่งลึกสู่ "ปรมัตถ์" ความจริงแท้ขั้นสูงสุด
 
1. ปรมัตถ์คืออะไร? เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร?
ปรมัตถ์ (ปรม + อัตถะ) แปลว่า สิ่งที่มีเนื้อความอันยิ่งใหญ่ ความจริงแท้ขั้นสูงสุดที่ไม่แปรผันตามคำสมมติของใคร ไม่ว่ามนุษย์จะตั้งชื่อมันว่าอะไร หรือไม่ตั้งชื่อมันเลย สิ่งนี้ก็ยังคงทำหน้าที่ของมันตามธรรมชาติ เช่น ความร้อน ความเย็น ความแข็ง ความสั่นไหว จิต เจตสิก รูป นิพพาน
  • เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร: ปรมัตถ์คือ "เนื้อใน" ของมนุษย์ทุกคน ร่างกายเราคือรูปธรรม (ธาตุ 4) ความรู้สึกนึกคิดคือเจตสิก และตัวรู้คือจิต มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่บนฐานของปรมัตถ์ตลอด 24 ชั่วโมง แต่เรามักมองข้ามไปแล้วไปคว้าเอาเปลือกคือสมมติมาแทน

2. โลกปรมัตถ์คืออะไร? มีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไร?
โลกปรมัตถ์ คือ โลกที่มองเห็นสิ่งทั้งปวงตรงตามสภาวะที่เป็นจริง โดยลอกเอาป้ายชื่อ (Label) หรือสมมติออกทั้งหมด เห็นโลกเป็นเพียงกระแสของธรรมชาติที่เลื่อนไหล เกิดดับ ตามเหตุตามปัจจัย
  • ประโยชน์ต่อมนุษย์: เมื่อเข้าถึงโลกปรมัตถ์ จิตจะหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง เป็น "ที่พักอันปลอดภัย" จากความทุกข์ทั้งปวง เพราะในโลกปรมัตถ์ไม่มีคำว่า "ขาดทุน" ไม่มีคำว่า "อกหัก" ไม่มีคำว่า "เสียศักดิ์ศรี" มีแต่สภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป

3. การใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ตีแผ่โลกปรมัตถ์แบบทะลุถึงแก่น
  • สติ: ตามระลึกรู้สภาวะปรมัตถ์ที่กำลังปรากฏตรงหน้า เช่น กำลังโกรธ สติไม่ได้ดูคำว่า "มันด่าฉัน" (สมมติ) แต่สติส่องลงไปเห็น "ความบีบคั้น แข็งตึง ร้อนรุ่ม ที่กลางอก" (ปรมัตถ์)

  • สมาธิ: จิตตั้งมั่นอยู่กับสภาวะปรมัตถ์นั้นอย่างซื่อตรง ไม่วอกแวกไปปรุงแต่งเป็นเรื่องราว

  • ปัญญา: เห็นแจ้ง (วิปัสสนา) ว่า แม้กระทั่งตัว "จิต" หรือ "เจตสิก" ที่กำลังเข้าไปรู้สภาวะนั้น ก็เกิดขึ้น ดับไป และเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่ค้างฟ้า ทะลุเข้าสู่ความว่างอันเป็นบรมสุข (นิพพาน)

 บทสรุปและดุลยภาพแห่งการตื่นรู้

โลกสมมติ กับ โลกปรมัตถ์ แตกต่างกันอย่างไร?

หัวข้อเปรียบเทียบ โลกสมมติ (Conventional Reality) โลกปรมัตถ์ (Ultimate Reality)
ความเป็นจริง จริงโดยเอกฉันท์ของสังคม (สมมติสัจจะ) จริงโดยเนื้อแท้ของธรรมชาติ (ปรมัตถสัจจะ)
ตัวอย่าง นายกฯ, เงินแสน, รถเบนซ์, พ่อ, แม่ จิต, เจตสิก, รูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม), นิพพาน
การแปรผัน เปลี่ยนไปตามค่านิยม ยุคสมัย และวัฒนธรรม คงทนต่อการพิสูจน์ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ล้านปีก็เหมือนเดิม
อาการในใจ ถ้ายึดมั่นจะนำมาซึ่งความเครียด กิเลส และความทุกข์ ถ้าเข้าถึงจะนำมาซึ่งความปล่อยวาง ความสงบเย็น

ทำไมจึงมีการแบ่งแยกโลกสมมติกับโลกปรมัตถ์?
เพื่อให้มนุษย์ "ไม่หลงทาง" และมีแผนที่ในการฝึกตน หากพระพุทธเจ้าสอนแต่ปรมัตถ์ (เช่น ไม่มีเธอ ไม่มีฉัน มีแต่ธาตุ) มนุษย์ก็จะไม่เข้าใจและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันไม่ได้ แต่หากสอนแต่สมมติ มนุษย์ก็จะไม่สามารถออกจากวัฏสงสารและความทุกข์ได้ การแบ่งแยกนี้จึงมีไว้เพื่อเป็นขั้นบันไดให้จิตได้ไต่เต้าจากสิ่งที่เข้าใจง่ายไปสู่ความจริงแท้
โลกสมมติ กับ โลกปรมัตถ์ เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
สองสิ่งนี้ "อาศัยกันและกันและซ้อนทับกันอยู่" ในเวลาเดียวกัน เหมือน "น้ำ" กับ "คลื่น"
  • มองด้วยสายตาชาวโลกเห็นเป็น "คลื่น" (สมมติ: มีสูง มีต่ำ มีม้วนตัว มีซัดสาด)

  • มองด้วยสายตานักวิทยาศาสตร์เห็นเป็น "น้ำ" (ปรมัตถ์: $H_2O$ เหมือนกันหมด)

เราต้องใช้ชีวิตในโลกสมมติด้วยความรับผิดชอบ (ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก การงาน ให้ดีที่สุด) แต่ในใจต้องหยั่งรากลึกอยู่ในโลกปรมัตถ์ (รู้ว่าทุกอย่างเกิดดับ ไม่ยึดมั่นให้เป็นทุกข์)

วัตถุประสงค์ของการนำเสนอ "โลกสมมติกับโลกปรมัตถ์" เพื่ออะไร?
เพจและเว็บไซต์นี้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ 3 ประการครับ:
  1. เพื่อตีแผ่สมมติ ปลดล็อกใจมนุษย์: ช่วยให้คนธรรมดาที่กำลังดิ้นรน เจ็บปวดกับโลกสมมติ (อกหัก ตกงาน สิ้นเนื้อประดาตัว โดนซินนินทา) ได้ตื่นขึ้นมาเห็นว่า "อ๋อ...มันเป็นแค่สมมติที่จิตไปหลงอินกับมัน" ทำให้ความทุกข์ลดลงทันที

  2. เพื่อให้มนุษย์ใช้งานสมมติได้อย่างไร้ทุกข์: เมื่อเข้าใจปรมัตถ์แล้ว เราจะกลับไปเล่นละครโลกสมมติได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นหัวหน้างานที่ดี เป็นผู้ประกอบการที่ซื่อสัตย์ สร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างเต็มที่ โดยไม่โดนสมมติเหล่านั้นกลับมาแว้งกัดให้เจ็บปวด

  3. เพื่อชี้ทางลัดสั้นสู่การดับทุกข์ (แก่นมรรค): นำเสนอแนวทางการฝึกจิตที่เป็นวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้คาตาในปัจจุบันชาติ ไม่ต้องรอชาติหน้า ด้วยการใช้สติ สมาธิ ปัญญา เข้ามาถอดรหัสกายและใจนี้ทีละเปาะ จนเข้าถึงความสุขอันแท้จริงที่ไม่มีอะไรมาสั่นคลอนได้

ตีแผ่ "3 จุดตาย" ที่มนุษย์มักหลงผิด 
หากต้องการให้ผู้อ่านกระจ่างแจ้ง เราต้องชี้ให้เห็นก่อนว่าเขากำลัง "ติดกับดัก" ตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่มีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ :

 หลงผิดข้อที่ 1: คิดว่า "ถ้าเข้าใจปรมัตถ์แล้ว ต้องทิ้งสมมติ ห้ามยินดียินร้าย หรือทำมาหากินไม่ได้"
  • ความจริงคือ: นี่คือมิจฉาทิฏฐิขั้นรุนแรง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราเป็นคนไร้ความรับผิดชอบ หรือละทิ้งหน้าที่การงาน การเข้าใจปรมัตถ์ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นหินหรือหุ่นยนต์

  • แก่นที่ต้องเติม: เรายังสามารถ "ทำมาหากิน สร้างเนื้อสร้างตัว มีเงินทอง มีครอบครัว" ได้ตามโลกสมมติอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "องศาของใจ" จากเดิมที่เคยทำงานด้วยความโลภ ความยึดมั่นถือมั่นจนเครียดกระสับกระส่าย เปลี่ยนมาเป็น ทำด้วยฉันทะ ทำหน้าที่ของสมมติตามเหตุปัจจัยให้ดีที่สุด แต่ในใจมีที่พึ่งคือปรมัตถ์คอยรองรับ ทำให้ประสบความสำเร็จในโลกสมมติได้เหนือกว่าเดิมเพราะใจไม่แกว่ง

 หลงผิดข้อที่ 2: หลงคิดว่า "มี 'ตัวเรา' เป็นผู้ไปรับรู้สภาวะ หรือมี 'ตัวเรา' เป็นผู้ปฏิบัติ"
  • ความจริงคือ: คนส่วนใหญ่พอฝึกสติ สมาธิ ปัญญา จะชอบสร้าง "ผู้ปฏิบัติ" ขึ้นมาซ้อนอีกที เช่น "ฉันกำลังดูจิต" หรือ "จิตของฉันกำลังนิ่ง"

  • แก่นที่ต้องเติม: ตีแผ่ให้หมดเปลือกว่า "ไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย" แม้กระทั่งตัว "จิต" หรือ "ตัวรู้" ก็เป็นเพียงสภาวธรรม (ปรมัตถ์) อีกธาตุหนึ่งที่เกิดขึ้นทำกิจของมันแล้วก็ดับไป การฝึกแก่นมรรคที่แท้จริงคือการปล่อยให้ ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ใช่การเอา "ตัวเรา" เข้าไปควบคุมหรือแทรกแซงธรรมชาติ

 หลงผิดข้อที่ 3: หลงนันทิ (เพลิน) ในเวทนา โดยคิดว่านั่นคือ "ความจริงแท้"
  • ความจริงคือ: มนุษย์ตกเป็นทาสของความรู้สึก (เวทนา) พอได้เงิน ได้คำชม เกิดสุขเวทนา จิตก็กระโดดเข้าไปฮุบด้วยความเพลิน (นันทิราคะ) ทันที แล้วอุปโลกน์ว่า "นี่แหละคือความสุขที่แท้จริง ชีวิตฉันสมบูรณ์แบบแล้ว"

  • แก่นที่ต้องเติม: ชี้ให้เห็นว่า สุขเวทนาหรือทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้นทางมโนผัสสะนั้น เป็นของชั่วคราวและเกิดดับตลอดเวลา การไปปักใจเชื่อว่าเวทนาเหล่านั้นคือตัวตน คือการหลงกลยุทธของสมมติขั้นสูงสุด

อุปมาอุปไมยขั้นเทพ: "โรงภาพยนตร์แห่งจิต" 
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านที่ไม่มีพื้นฐานธรรมะเข้าใจได้ใน 1 นาที ให้ใช้การเปรียบเทียบนี้ลงในเพจหรือเว็บไซต์ครับ:

ลองจินตนาการถึง "จอภาพยนตร์"

  • โลกปรมัตถ์ (ความจริงแท้): คือ "ผืนแสงและเม็ดพิกเซล" ที่วิ่งมากระทบจอขาวๆ มันมีแค่นั้นในธรรมชาติ ไม่มีเนื้อเรื่อง ไม่มีคนตาย ไม่มีคนรัก

  • โลกสมมติ (เรื่องราว): คือ "ภาพยนตร์ที่ฉายออกมา" มีพระเอก มีนางเอก มีฉากเศร้าเคล้าน้ำตา มีสงคราม มีเงินทองที่ต้องแย่งชิง

ความหลงผิดของมนุษย์คือ: เรานั่งดูภาพยนตร์แล้ว อินจัด จนร้องไห้โฮเมื่อพระเอกตาย หรือโกรธแค้นเมื่อตัวร้ายโกงเงิน ทั้งที่ในความจริงตรงหน้า ไม่มีใครตายและไม่มีเงินสักบาทเดียวที่ถูกโกง มีเพียงแสงไฟเกิดดับอยู่บนจอขาวๆ เท่านั้น!

การใช้ แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ใช่การเดินไปพังจอภาพยนตร์ หรือห้ามไม่ให้เปิดหนังฉาย (เรายังคงสนุกและเพลิดเพลินกับการดูหนังได้) แต่ปัญญาจะทำให้เรารู้แจ้งอยู่เต็มอกตลอดเวลาว่า "เฮ้ย! มันเป็นแค่แสงเสแสร้งปรุงแต่งขึ้นมา อย่าไปร้องไห้ฟูมฟายขนาดยึดเป็นตายกับมันเลย"

มอบแนวทางปฏิบัติคาตา:
"คาถา 3 สเต็ป สลัดความหลงผิดในชีวิตประจำวัน"
  1. "รู้ทันป้ายชื่อ" (ลอกสมมติ): เวลาเกิดเรื่องกระทบใจ เช่น โดนติติงในงาน หรือเงินในบัญชีลดลง ให้สติระลึกรู้ทันทีว่าคำว่า "ตกงาน" "เสียหน้า" หรือ "จน" เป็นเพียงป้ายชื่อที่โลกสมมติแปะไว้

  2. "ดิ่งลงสภาวะ" (จับปรมัตถ์): ตัดเรื่องราวในหัวออกให้หมด แล้วกลับมาดูที่กายกับใจ ณ ปัจจุบันขณะ ตอนนี้ใจมันเต้นแรงไหม? อกมันบีบคั้นไหม? ให้มองเห็นมันเป็นเพียง "กระแสพลังงานความร้อน-ความตึง" ที่กำลังแสดงตัวอยู่ตามธรรมชาติ

  3. "ละนันทิ ไม่แช่อิ่ม" (ตัดวงจร): ไม่ปล่อยให้จิตไหลไปปรุงแต่งเรื่องราวต่อ (ละความเพลินในเวทนานั้น) เห็นชัดว่าความรู้สึกบีบคั้นนั้นโชยมาแล้วก็โชยไป จิตสลัดคืนสู่ความว่างและความปกติได้ทันควัน

    (( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
    (( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย ))

    (( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือแก่นมรรค กดดูที่นี่...))

              ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....))

    (( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค )) 

    ((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?)) 

    (( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

    (( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

    (( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
     

     ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

    (( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

         (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

    (( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

     

Visitors: 3,707