วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆ



วิธีการฝึกสติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ให้ใช้งานได้จริงๆ
มนุษย์ทุกๆคนล้วนมี สติ สมาธิ ปัญญา มาตั้งแต่เกิด ธรรมชาติได้มอบสิ่งนี้ให้กับมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ใครจะมีมากหรือมีน้อยกว่ากัน ซึ่งจะต้องผ่านการฝึกฝน ถ้าสติ สมาธิ ปัญญา มีน้อยก็คือไม่มีการฝึกฝนใดๆเพื่อให้ สติ สมาธิ ปัญญา แก่กล้ามีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความแตกต่างจึงอยู่ตรงจุด...การฝึกฝน กับ การไม่ฝึกฝน(ปล่อยตามเวรตามกรรม)เป็นหลัก

   ทำไม???ต้องมีการฝึกฝน...สติ  สมาธิ  ปัญญา( แก่นมรรค )

มนุษย์เป็นสัตว์โลกอีกกลุ่มหนึ่ง ถ้ามนุษย์ไม่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้านต่างๆ มนุษย์ก็ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉานทั่วๆไป มนุษย์คือสัตว์ประเสริฐ ถ้าไม่ผ่านการฝึกฝน ก็ไม่สามารถเป็นสัตว์ที่ประเสริฐเหนือกว่าสัตว์เดรัจฉานได้  สติ สมาธิ ปัญญา ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะมอบให้มาตั้งแต่แรกเกิด แต่มีความจำเป็นต้องทำการฝึกฝนให้มีความแก่กล้า โดยเฉพาะ สติ กับ ปัญญา พระพุทธเจ้าได้อุปมาดอกบัว 4 เหล่าขึ้น ก็มาจากความแก่กล้าทาง...สติ ปัญญา...ของมนุษย์นี่เอง มนุษย์ที่มี สติ ปัญญา แก่กล้าสูง(ขั้นอัจฉริยะ)จะถูกจัดไว้เป็นเหล่าที่ 1 คือ บัวที่พ้นน้ำแล้ว ส่วนมนุษย์ที่ต้องพัฒนาสติ ปัญญา อย่างหนักถูกจัดอยู่ในเหล่าที่ 4 ยังคงอยู่ใต้โคลนตม
    สติ สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เฉพาะนำมาใช้ในการดับทุกข์ประจำวันเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญอย่างมากในการดำเนินชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้ ถ้าขาด สติ สมาธิ ปัญญา คือ ชีวิตล้มเหลวหรือวิกลจริตหรือปัญญาอ่อนนั่นเอง

การฝึก...สติ  สมาธิ   ปัญญา....ด้วยตัวเอง
สติ คือ การระลึกรู้ ความรู้ตัว เมื่อมีสิ่งมีกระทบ(ผัสสะ)
1 ) การฝึก สติ วัตถุประสงค์ของการฝึกสติ เพื่อลดความประมาท ลดความผิดพลาดในการดำเนินชีวิต สติเปรียบเสมือนเซนเซอร์ตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมนุษย์ ทั้งทางรูปธรรม(สัมผัสไดด้วยกาย)และทางนามธรรม(สัมผัสและรับรู้ได้ด้วยใจ) การทำงานที่มีความเสี่ยงสูงและความละเอียดมาก ยิ่งต้องใช้ทักษะด้านสติสูงตามไปด้วย ผิดพลาดขึ้นมาหรือขาดสติอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ง่ายๆ นี่คือ อานุภาพและความสำคัญของ...สติ....
         วิธีการฝึกสติด้วยตนเอง
การฝึกสติกับลมหายใจเข้าออก( อานาปานสติ ) สามารถทำได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาเมื่ออยู่ในที่สงบ(ไม่วุ่นวายมาก)หรือขณะนั่งสมาธิ วิธีการแบบง่ายๆคือ...กำหนดรู้ลมหายใจเข้าก็มีสติรู้ว่า..ลมหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็มีสติกำหนดรู้ว่า..หายใจออก  ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสตินิ่งเข้าสู่สมาธิหรือที่เรียกว่า จิตมีสมาธินั่นเอง กรณีที่ละเอียดมากที่สุดคือ การกำหนดรู้ในอานาปานสติแบบเต็มรูปแบบ เริ่มจากกำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว ก็รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว หายใจออกยาว ก็รู้ว่าหายในออกยาว โดยไม่ต้องท่องใดๆ เพียงกำหนดรู้ด้วยสติเท่านั้น ไม่ต้องออกเสียงดังใดๆ กำหนดไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ลมหายใจจากยาวๆจะเริ่มสู่วงจรลมหายใจสั้น( เริ่มมีสมาธิเกิด )ให้ทำการกำหนดรู้ด้วยสติต่อๆไป หายใจเข้าสั้น สติก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น หายใจออกสั้น สติก็รู้ว่าหายใจออกสั้น ทำไปเรื่อยๆวันละ 10-30 นาทีในช่วงแรกๆ ฝึกให้ชำนาญอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ในกรณีที่พบกับการฟุ้งซ่านหรือถูกรบกวน ให้กลับมาที่ลมหายใจใหม่ จะแบบสั้นหรือแบบยาวก็ได้ แต่ส่วนมากจะเป็นแบบยาว กั้นลมหายใจไว้สักระยะ แล้วปล่อยออกมา แล้วจะช่วยดึงสติกลับมาจากการฟุ้งซ่านได้ง่ายๆ นี้คือ เทคนิคแบบง่ายๆสามารถนำใช้ได้เลย
การฝึกสติ กับอิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ) วิธีการนี้เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวไปมาของกาย เช่น การ เดิน นั่ง ทำงาน รับประทานข้าว ดื่มกาแฟ ฯลฯ ผู้คนส่วนใหญ่สติจะหลุดหรือขาดสติ(ประมาท)ในอิริยาบทเหล่านี้มากที่สุด ถ้าฝึกฝนสติในอิริยาบทเหล่านี้จนเป็นเรื่องปกติ ท่านจะเป็นผู้มีสติที่ว่องไว(สติแก่กล้า)เป็นระดับ มหาสติ ผิดพลาดยาก การทำงานจะมีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะสติ จะนำมาซึ่งสมาธิและปัญญา จงมีสติในทุกๆอิริยาบท(เตือนตนเองอยู่ตลอดเวลาในทุกๆขณะจิต) สติที่กล้าแกร่งหรือสติแก่กล้า(มหาสติ)มีประโยชน์มหาศาลต่อตัวของท่านโดยตรง  สติที่มั่นคง(มีสติในทุกขณะจิต)คือจิตที่มั่นคงและมีสมาธินั่นเอง เพราะ สติคือธรรมที่ประกอบจิต เป็นอันเดียวกับจิต เกิดและดับพร้อมกับจิต( สติเป็นเจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบจิต ปรุงแต่งจิต ) แล้วเวลาทำงาน สติก็ต้องอยู่กับงานที่ทำ(กายคตาสติ)จดจ่อและตั้งมั่นอยู่กับงานที่ทำ จะเห็นได้ว่า เราอยู่กับสติอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสติคือ ประมาท เช่น เหม่อลอย ซึมเศร้า เป็นต้น ซึ่งสติ สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด ธรรมที่ดีงามทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสติหรือปราศจากสติ นี่คือ ความสำคัญของ สติ เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8
2 ) สมาธิ  คือ ความตั้งมั่น ความมั่นคงของสติหรือของจิตนั่นเอง( สติคือธรรมประกอบจิต )จิตมีสมาธิ ก็คือ สติที่ตั้งมั่นแล้วจนเกิดสมาธิ( เอกัคคตาเจตสิกเกิดร่วม ) สมาธิจะไม่มีวันเกิดได้เลย ถ้าปราศจากสติ หรือไม่มีสติ ดังนั้น สติ จึงเป็นเหมือนสารตั้งต้นของ สมาธิและปัญญา( เหตุปัจจัยการเกิด ) สมาธิจึงเป็นเหมือนผลพลอยได้จากการเจริญสติ( ทั้งอานาปานสติ และ กายคตาสติ )สมาธิมี 3 ระดับ ตั้งแต่สมาธิชั่วคราว( ขณิกสมาธิ ) สมาธิปานกลาง( อุปจารสมาธิ )และ สมาธิขั้นสูง( อัปปนาสมาธิ )ส่วนใหญ่จะเจริญสมาธิขั้นต้นไปถึงกลางในการปฏิบัติเริ่มแรก การทำสมาธิไม่ใช่เพียงการไปนั่นหลับตาในป่าหรือนั่งหลับตาในที่เงียบสงบนะครับ การทำสามาธิท่ามกลางสนามรบ(ผัสสะหรือสัมผัสแรงๆ)นี่คือ สิ่งที่ท้าทายมากที่สุด ถ้าท่านสามารถมีสมาธิท่ามกลางความวุ่นวายหนักๆถือว่า เก่ง การทำสมาธิในที่เงียบๆจะเป็นสิ่งที่ง่ายไปแล้ว ให้ฝึกในภาวะวิกฤต แล้วท่านจะเก่งสมาธิแก่กล้ามากขึ้น สตินิ่ง(จิตนิ่ง)นี่คือ ของแท้ ไม่หวั่นไหวในผัสสะ(สัมผัส)จะแรงแค่ไหนก็ไม่สะทกสะท้าน ขอให้ท่านคิดเสมอว่า ถ้าสตินิ่ง คือ ท่านมีสมาธิแล้ว เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8
    สติ เกิด  =>  สมาธิ เกิด
3 ) ปัญญา หรือ วิชชา คือความรู้แจ้งตามความเป็นจริงของแต่ละธรรม ไม่ใช่ปัญญาจากตำราเรียนเพียงอย่างเดียว ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความหมายที่ลึกซึ้งและกว้างกว่าปัญญาในตำราเรียนในห้องเรียน ในธรรมชาติจะมีธรรมอยู่ 2 ธรรมคือ...รูปธรรม และ นามธรรม ในโลกและในจักรวาลนี้ มีเพียง 2 ธรรมนี้เท่านั้น ปัญญาหรือวิชชา จึงหมายถึงการรู้แจ้งใน...รูปธรรม( 28 ประการ ) และ นามธรรม( ซึ่งมีเป็นจำนวนมากมาย )มนุษย์ถูกโปรแกรมด้วย อวิชชา(ความไม่รู้ธรรมชาติ)มาตั้งแต่การเกิด แต่ในขณะเดียวกันธรรมชาติก็มอบ ปัญญาหรือวิชชามาให้ด้วย แต่ต้องทำการฝึกฝนอย่างหนัก ส่วนอวิชชาไม่ต้องฝึกฝนใดๆมันทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อเกิด ผัสสะ ขึ้นมา
ปัญญาหรือวิชชา(ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง) จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าปราศจากสติหรือไม่มีสติเป็นธรรมตั้งต้น เป็นธรรมชาติที่ตรงกันข้ามกับ อวิชชา(ความไม่รู้) เป็นธรรมหลักๆใน..อริยมรรคมีองค์ 8 ถ้ามนุษย์ปราศจากปัญญาหรือไม่มีปัญญา ท่านคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร??? พิการทางสมอง ปัญญาอ่อน โง่ สารพัดคำเปรียบเทียบ มนุษย์ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานต่างๆ การทำธุรกิจ ต้องใช้ปัญญาขั้นสูงมากเป็นพิเศษ มนุษย์เจริญก้าวหน้าได้ก็เพราะ...ปัญญา...ดังนั้น ปัญญา จึงใช้ทั้งการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ไปจนถึงพระพุทธเจ้าใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลสตัณหา) ปัญญา จึงเป็นธรรมที่ดูเหมือนธรรมดา แต่มีความไม่ธรรมดาอยู่ในตัว ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ประโยชน์ ไม่มีเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีคนใดในโลกนี้แม้แต่คนเดียวที่ไม่ใช้..ปัญญา..ในการสร้างตัวเองให้เป็นเศรษฐีหรือมหาเศรษฐีเลย นี่คือ....อานุภาพของ....ปัญญา หรือ วิชชา......
   การฝึกปัญญาหรือวิชชา( ในฉบับพระพุทธเจ้า )
   สติ เกิด  =>>  สมาธิ เกิด  =>>  ปัญญาหรือวิชชา เกิด
การฝึกปัญญา ต้องเริ่มต้นมาตั้งแต่การฝึก...สติ  สมาธิ...แล้วจึงจะมาถึง...ปัญญา หรือ วิชชา( ความรู้แจ้งในธรรม )ขาดสติก็ไม่ได้ ขาดสมาธิก็ไม่ได้ เมื่อฝึกสติจนแม่นยำ การพิจารณาโดยแยบคายหรือการพิจารณาแบบละเอียดและรอบคอบรอบด้าน( โยนิโสมนสิการ )จะเกิดขึ้น ซึ่งโยนิโสมนสิการจะเป็นธรรมที่ส่งเสริและสนับสนุนให้เกิดปัญญาหรือวิชชาติดตามมา นอกจากนี้ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะสิ่งต่างๆ(ธรรมต่างๆ)ซึ่งเรียกว่า วิภัชวาท ก็เป็นตัวส่งเสริมให้เกิดปัญญาหรือวิชชาได้เป็นอย่างดี ปัญญามาจาก...การฟัง การคิดวิเคราะห์ การเจริญวิปัสสนา(เจริญปัญญา)นี่คือ องค์ประกอบของการฝึกฝนปัญญาหรือวิชชา ฟังให้มาก อ่านให้มาก คิดและวิเคราะห์แยกแยะธรรมต่างๆให้ถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ) ปัญญาในทางพระพุทธศาสนาจะมีความลึกซึ้งมากกว่าปัญญาในทางโลก(รู้ความเป็นความจริงของธรรมชาติ)
ในระดับเริ่มต้น(ขั้นฝึกหัด) ท่านควรรู้หรือมีปัญญา(วิชชา)ในอะไรบ้าง???
1 ) รู้ความจริงเรื่องขันธ์ 5 ซึ่งก็คือ องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้นี่เอง องค์ประกอบของชีวิตมนุษย์ทุกๆชีวิตมีเพียง 2 สิ่งนี้คือ  รูปธรรม คือ ส่วนที่เป็นรูปกาย ที่เราเหมาว่าเป็นตัวเรานี่แหละ และ ส่วนของ นามธรรม ประกอบไปด้วย..เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ...จึงออกมาเป็นขันธ์ 5  
มาดูการตีแผ่รูปกายให้เห็นแบบชัดๆ กายของมนุษย์จะประกอบไปด้วย...ดิน  น้ำ  ลม  ไฟ...ซึ่งก็คือองค์ประกอบของโลกใบนี้นั่นเอง มันเป็นไปได้อย่างไร? ให้ดูในตอนที่เผาศพเก็บกระดูกลอยอังคารว่ามีอะไรบ้าง? เถ้าถ่านและกระดูกจะมีส่วนประกอบของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...อยู่ในนั้นทั้งหมด สัตว์อื่นๆก็เหมือนกัน เป็นอันว่า รูปทุกๆอย่าง ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชวิต ล้วนมีที่มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..ทั้งหมด มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยการปรุงแต่ง  แก้วน้ำ  เสื้อผ้า อาหาร รถยนต์ บ้าน เครื่องบิน ฯลฯ มาจากแหล่งเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น คือ...ดิน  น้ำ ลม ไฟ...แล้วทำไมมันไม่เหมือนกัน? ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยตัวปรุงแต่งเป็นหลักครับ นี้คือ ส่วนรูป(กาย)มีที่มาอย่างนี้ ไม่ใช่ของท่าน ดิน น้ำ ลม ไฟ มาจากธรรมชาติ แล้วสุดท้ายมันก็กลับไปสู่ธรรมชาติของมัน ท่านอย่าไปขี้ตู่ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ท่านเป็นเจ้าของ ผิดธรรมชาติครับหรือไปบิดเบือนธรรมชาติแบบไม่น่าให้อภัย กายนี้ไม่ใช่ของท่านครับ อย่าไปยึดเอาธรรมชาติ ท่านรู้ไหมว่า...ดิน  น้ำ ลม ไฟ...ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สมติขึ้นมา จึงเป็น สมมติบัญญัติ ไม่ใช่ของจริง แต่เป็นสิ่งที่สมมติกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น  สมมติเป็นมนุษย์ สมมติเป็นวัว สมมติเป็นเรือ สมมติเป็นบ้าน ฯลฯ
2 ) รู้ความจริงใน อารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 อันประกอบไปด้วย...รูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  ธรรมมารมณ์...นี้คือ สิ่งที่ท่านต้องรู้และเข้าจริงในความจริง บรรดาอายตนะภายนอก 6 หรืออารมณ์เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาทั้งนั้น( สัตว์เดรัจฉานอื่นๆไม่รู้เรื่อง )อันนี้เป็นรูป อันนี้เป็นเสียง........นี่คือโลกแห่งการสมมติหรือโลกแห่งการปรุงแต่งนั่นเอง แน่นอนว่า สิ่งสมมติคือ ของไม่จริงเที่ยงแท้(อนิจจัง) ไม่มีอยู่จริง เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อยๆ(ทุกขัง)ไม่คงทนถาวร บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตนที่แน่นอน(เป็นอนัตตา) รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือ ส่วนของรูปธรรมทั้งหมด รูปธรรมทั้งหมด( มี 28 ประการ )คือ สิ่งปรุงแต่งทั้งหมด( สังขตธรรม ) ส่วนธรรมารมณ์ เป็น นามธรรม เป็นสังขตธรรมเช่นกัน(ปรุงแต่ง) เป็นสิ่งที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งและดับไปตามเหตุปัจจัยเช่นกัน การที่มนุษย์เข้าไปเพลิดเพลิน(นันทิ)ในสิ่งเหล่านี้ นำมาซึ่งตัณหา(ความอยาก ความกำหนัด)และอุปาทาน(ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด)นำมาซึ่ง...ความทุกข์เกิดขึ้นใน...จิตใจ....ของมนุษย์
ใครที่โลภ? ใครที่โกรธ? ใครที่หลง ?
โลภ โกรธ หลง ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของ มีแต่ธรรมที่ชื่อ โลภ โกรธ หลง ทำหน้าที่(ทำกิจ)เท่านั้น เพราะมันไม่มีตัวตนจริงๆของท่านมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว มีแต่ธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยตามกระแสธรรมชาติเท่านั้น มนุษย์ไปหลงผิด(มิจฉาทิฏฐิ)คิดเอาธรรมชาติมาเป้นของตัวเองทั้งสิ้น ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเป็น...อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้) ถ้าเป็น ตัวเรา ของเรา จริงๆมันต้องบังคับและควบคุมได้ทั้งหมด ท่านไม่สามารถบังคับกายไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บไม่ให้ตายได้ นี่คือ อนัตตาของแท้ ไม่ต้องไปคิดเรื่องนามธรรมที่ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยกาย ยิ่งไปกันใหญ่   ปัญญาหรือวิชชา จะเข้าไปแยกแยะ พิจารณาด้วยเหตุและผลอย่างละเอียดรอบคอบและรอบด้านในขันธ์ 5 และ อายตนะภายนอก 6
 สติ  สมาธิ ปัญญา...เป็นธรรมที่อยู่ใน..อริยมรรคมีองค์ 8 หรือธรรมที่ใช้ดับทุกข์(กิเลสตัณหา)นั่นเอง
                สติ คือ สัมมาสติ ใน อริยมรรคมีองค์ 8
                สมาธิ คือ สัมมาสมาธิ  ใน อริยมรรคมีองค์ 8
                ปัญญา คือ สัมมาทิฏฐิ(ความเห็นอันถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง)ใน อริยมรรคมีองค์ 8
ในที่นี้จึงเรียกว่า...แก่นมรรค....ซึ่งเป็นธรรมที่สูงสุดที่พระพุทธเจ้าใช้ในการ...ตรัสรู้.......
มนุษย์ในโลกนี้ส่วนใหญ่ใช้...สติ  สมาธิ  ปัญญา...สร้างกิเลสตัณหากันแทบทั้งนั้น(สิ่งปรุงแต่ง)
แต่พระพุทธเจ้าใช้....สติ สมาธิ ปัญญา...ดับทุกข์( ดับกิเลสตัณหา )เป็นระดับ โลกุตตระ
...................................................................................................................

แก่นมรรค: สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?
และวิธีฝึกฝนเพื่อการดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน 

ในวิถีชีวิตอันเร่งรีบของโลกยุคดิจิทัล หลายคนอาจมองว่า "สติ สมาธิ ปัญญา" เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องเฉพาะของผู้ทรงศีลในป่าเขา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้ง 3 สิ่งนี้คือ "กลไกธรรมชาติของจิตใจ" ที่หากเราเข้าใจและฝึกฝนอย่างถูกวิธี มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งความทุกข์ และสร้างความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม 

1. เจาะลึก "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา คืออะไร?) 

หากเปรียบจิตใจของเราเป็น "วิศวกรรมระบบ" แก่นมรรคทั้ง 3 ตัวนี้จะทำหน้าที่ประสานกันอย่างเป็นระบบเพื่อถอดถอนความทุกข์ออกจากใจ ดังนี้:

สติ (ตัวระลึกรู้/ผู้เตือน): คือ อาการที่จิต "ระลึกได้" ทันเวลาเมื่อมีสิ่งกระทบ (ผัสสะ) ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สติทำหน้าที่เสมือน "เซนเซอร์" ที่คอยตรวจจับว่า ตอนนี้จิตกำลังจะหลงไปปรุงแต่ง หรือกำลังจะจมไปในอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง

สมาธิ (ความตั้งมั่น/ฐานที่มั่น): คือ ภาวะที่จิต "ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว" มีความสงบ นิ่ง ไม่ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ สมาธิไม่ใช่การนั่งหลับตาจนไม่รู้อะไรเลย แต่คือการที่ใจมี "กำลัง" และมีคุณภาพ พร้อมที่จะใช้งาน

ปัญญา (การเห็นตามความเป็นจริง/ตัวแยกแยะ): คือ การรู้แจ้งเห็นจริงว่า ทุกสรรพสิ่ง รวมถึงตัวจิตเองล้วนเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ปัญญาทำหน้าที่ "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะและมองเห็นว่า ความทุกข์ไม่ได้มีอยู่จริง มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย 

สรุปความสัมพันธ์: สติ ตรวจจับอารมณ์ => สมาธิ ทำให้จิตนิ่งพอที่จะดู => ปัญญา ทำหน้าที่ตัดวงจรความทุกข์ด้วยการเห็นความจริง 

2. วิธีการฝึก "สติ" แบบละเอียด (การตามล่าหาความจริงจากผัสสะ) 

การฝึกสติที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับตัวเองให้อยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่ง แต่คือการ "ฝึกละนันทิ (ความเพลิน) ในเวทนา" ในชีวิตประจำวัน

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ:

1. ตั้งหลักที่ฐานกาย (วิหารธรรม): ในทุกๆ วัน ให้เลือกอารมณ์เด่นอย่างหนึ่งเป็น "บ้านของจิต" เช่น ลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) หรือการขยับเคลื่อนไหวของร่างกาย

2. รู้เท่าทันเมื่อจิต "หลง": เมื่อมีผัสสะมากระทบ (เช่น ได้ยินเสียงคนนินทา หรือเห็นข้อความในมือถือแล้วใจแวบไปหงุดหงิด) จิตจะหลงไปปรุงแต่งเป็นความพอใจหรือไม่พอใจ (เวทนา)

3. สะบัดความเพลิน (ละนันทิ): ทันทีที่ "สติ" ระลึกรู้ว่าใจแวบไป อย่าไปห้ามอารมณ์นั้น และอย่าด่าตัวเอง แค่ "รู้ว่าหลง" แล้วละความเพลินนั้นซะ ชวนจิตกลับมาหาลมหายใจหรือร่างกายทันที

4. ทำบ่อยๆ จนเป็นอัตโนมัติ: ฝึกรู้ทันอารมณ์โกรธ อารมณ์อยาก อารมณ์เศร้า ตั้งแต่ตื่นนอนตอนตี 2 จนถึงเข้านอน ทำบ่อยๆ จนเซนเซอร์ (สติ) ของเราทำงานได้ไวขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ 

3. วิธีการฝึก "สมาธิ" แบบละเอียด (สร้างจิตให้ตั้งมั่น เป็นปกติ) 

สมาธิในแก่นมรรค ไม่ใช่สมาธิแบบกดทับจนเคลิ้ม แต่คือ "สมาธิที่จิตตั้งมั่น (ขณิกสมาธิ)" ที่พร้อมจะนำไปใช้งานเพื่อเกิดปัญญา

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ:

1. สภาวะปกติ (ปกติธรรมดา): ปล่อยร่างกายและใจให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด ไม่ว่าจะนั่ง ยืน เดิน หรือนอน ไม่ต้องพยายามทำให้สงบ เพราะความอยากสงบคือ "ตัณหา" ที่จะพาไปหาความเครียด

2. รู้ด้วยใจที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง: เมื่อจิตอยู่กับลมหายใจ แล้วจิตหนีไปคิดเรื่องงาน ทันทีที่รู้ตัว ให้สังเกตสภาวะที่ "จิตดีดตัวกลับมา" จังหวะที่จิตกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวนั่นแหละคือ "สมาธิที่แท้จริง"

3. ไม่แทรกแซงธรรมชาติ: ปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้น ปล่อยให้อารมณ์เกิด แต่จิตเราทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์ (Observer)" ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ โดยไม่กระโดดลงไปเล่นร่วมกับความคิดนั้น

4. สั่งสมกำลังใจ: การฝึกแบบนี้ จิตจะค่อยๆ ตั้งมั่นขึ้นทีละขณะ (ขณิกสมาธิ) ซึ่งสมาธิประเภทนี้แหละครับที่ทรงพลังที่สุดในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะจิตจะตื่นรู้ มีพลัง และไม่หวั่นไหวกับมรสุมชีวิต 

4. วิธีการฝึก "ปัญญา" แบบละเอียด (โยนิโสมนสิการและการเห็นอนัตตา) 

ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ความฉลาดทางวิชาการ แต่คือ "การตีแผ่สมมติ" เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดว่าสิ่งต่างๆ เป็นตัวเราของเรา

ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติ:

1. ใช้โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ: เมื่อมีสติและสมาธิแล้ว เวลาที่มีความคิดหรืออารมณ์ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ (มโนผัสสะ) ให้หันมา "โยนิโสมนสิการ" คือการแยบคายในใจ มองลึกลงไปในความคิดนั้น

2. เห็นความเกิด-ดับ: สังเกตดูว่า ความคิดโกรธเมื่อกี้ มันเพิ่งเกิดขึ้นเอง แล้วตอนนี้มันก็หายไปเองใช่ไหม? เราไม่ได้สั่งให้มันเกิด และเราก็สั่งให้มันอยู่ตลอดไปไม่ได้

3. เห็นความเป็นอนัตตา (ไม่มีใครอยู่ในนั้น): มองลึกลงไปจนเห็นแจ่มแจ้งว่า จิตก็เป็นเพียงธรรมชาติตัวหนึ่ง ความคิดก็เป็นธรรมชาติอีกตัวหนึ่ง ทุกอย่างทำหน้าที่ของตัวเอง (ธรรมทำกิจของธรรม) ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความโกรธ ไม่มี "ตัวเรา" อยู่ในความสุข ทุกสมมติในโลกนี้เป็นเพียงสิ่งถูกรู้

4. จิตปล่อยวางความสำคัญมั่นหมาย: เมื่อปัญญาเห็นความจริงซ้ำๆ ว่าไม่มีอะไรยึดถือได้เลย จิตจะถอน "ความสำคัญมั่นหมายในตนเอง" (ลดละอัตตา) และหยุดกระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ไปโดยปริยาย

ข้อคิดสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติ:

"การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น จนกว่ากายนี้จะดับลง... จงฝึกฝนด้วยใจที่เป็นปกติ ไม่ตึงจนเครียด ไม่หย่อนจนหลงเพลิน แล้วคุณจะพบว่า การดับทุกข์สามารถทำได้จริงในทุกๆ วินาทีของชีวิต"

 

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?กดดูที่นี่)) 

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..)) 

 

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))   

 

 

Visitors: 2,022