แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )สามารถเปลี่ยนโลกของท่านได้ตลอดเวลา

แก่นมรรคสามารถเปลี่ยนโลก(ของท่าน)ได้ตลอดเวลา
นี่คือ "เครื่องมือระดับปฏิวัติโลกทัศน์" ที่จะเปลี่ยนโลกภายในใจของมนุษย์ไปตลอดกาล คนที่กำลังเหนื่อยล้า แบกสมมติทั้งปวง แบกโลก แบกทุกข์ หรือตามหาความหมายของชีวิต ท่านลองเปิดใจอ่านเนื้อหาต่อไปนี้ดูครับ......
'แก่นมรรคคืออะไร? แล้วมันจะมาเปลี่ยนโลกของท่านได้อย่างไร?'
แก่นมรรคเปลี่ยนโลก : ปฏิวัติระบบปฏิบัติการของจิตใจ
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมมนุษย์เราต่อให้ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนงาน หรือประสบความสำเร็จมีเงินทองมากมาย แต่สุดท้ายความเครียด ความวิตกกังวล และความทุกข์ใจก็ยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่ดี?
นั่นเป็นเพราะเราพยายามเปลี่ยน "โลกภายนอก" ซึ่งสามารถทำได้ แต่ท่านไม่เคยเปลี่ยน "ระบบปฏิบัติการภายในใจ" เลย
เครื่องมือเดียวในสากลโลกที่จะเข้าไปรื้อระบบและปฏิวัติโลกทัศน์ของมนุษย์ได้อย่างราบคาบ คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า "แก่นมรรค" และนี่คือกลไกที่จะเปลี่ยนโลกของคุณไปตลอดกาล
แก่นมรรคคืออะไร? มีอะไรบ้าง?
แก่นมรรค คือ "ระบบกลไกการทำงานของจิตเพื่อการตัดเชื้อดับทุกข์" หากเปรียบชีวิตเป็นคอมพิวเตอร์ แก่นมรรคก็คือซอฟต์แวร์เวอร์ชันสูงสุดที่ทำหน้าที่ล้างไวรัสและจัดระเบียบข้อมูลของจิตใจใหม่ทั้งหมด
เมื่อเราย่นย่อ "มรรคมีองค์ 8" ที่ดูเข้าใจยากลงมาสู่ภาคปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จะเหลือแก่นแท้เพียง 3 ประการที่เป็นสามประสานทำงานร่วมกัน นั่นคือ สติ สมาธิ และปัญญา พยายามให้เจริญ 3 สิ่งนี้อยู่ในทุกๆอิริยาบท
เจาะลึกกลไกแก่นมรรค: แต่ละธรรมทำงานอย่างไร?
เพื่อไม่ให้เป็นการจำแค่นิยาม เรามาตีแผ่ระบบการทำงานของ สติ สมาธิ ปัญญา ในขณะที่เกิดอารมณ์กระทบ (ผัสสะ) แบบเสี้ยววินาทีต่อเสี้ยววินาทีกัน:
[ โลกภายนอกมากระทบ ] ──► (มโนผัสสะ / ปรุงแต่งอารมณ์)
│
┌───────────────────────────┴───────────────────────────┐
▼ ▼
【 ไร้แก่นมรรค 】 【 มีแก่นมรรค 】
- จิตกระโดดงับอารมณ์ - สติ: ดักจับและหยุดนันทิ
- ส่ง "นันทิ" (เพลิน) ไปเกาะ - สมาธิ: ตั้งมั่นทรงตัวเป็นกลาง
- สถาปนา "อัตตา" (ผู้ทุกข์) - ปัญญา: แทงทะลุเห็น "อนัตตา"
│ │
▼ ▼
[ หลง แบก หนัก = ทุกข์ ] [ รู้ เห็น วาง = อิสระ ]
1. สติ : ดักจับตัวปรุงแต่ง( สังขารเจตสิก )
การทำงาน: สติทำหน้าที่เป็น "เซนเซอร์ตรวจจับ" ที่ตั้งอยู่ตรงประตูอายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ทันทีที่มีอารมณ์มากระทบ เช่น เจอลูกค้าด่า หรือคิดเรื่องหนี้สิน สติจะทำหน้าที่ดักจับที่ "ต้นทางของผัสสะ" ทันที
สติจะร้องทักจิตว่า "นี่คือมโนภาพที่เพิ่งปรุงขึ้นมานะ" มันทำหน้าที่ดักและตัด "นันทิ" (ความเพลิน) ไม่ให้จิตกระโดดงับอารมณ์นั้นไปขยายความต่อ อันนำมาซึ่ง ตัณหา(ทุกข์ )
การทำงาน: สมาธิในแก่นมรรคไม่ใช่การนั่งนิ่งเป็นก้อนหิน แต่คือ "ความทรงตัวเป็นกลางของจิต" (สมาธิในองค์มรรค) เมื่อสติจับอารมณ์ได้แล้ว สมาธิจะทำหน้าที่ตรึงจิตให้อยู่กับปัจจุบันขณะ ไม่ไหลตามไปกับกระแสอารมณ์ที่ชอบหรือชัง
จิตที่มีสมาธิจะนิ่งสนิทดุจหน้าผาหินที่ลมพัดผ่าน เป็นสภาวะ "สักแต่ว่า" ที่ดูความเกิด-ดับของอารมณ์อยู่อย่างเงียบๆ โดยไม่ลงไปเล่นละครร่วมกับมัน ปล่อยให้มันเกิดและดับไปเองตามเหตุปัจจัย
การทำงาน: ปัญญาคืออาวุธชิ้นสุดท้ายที่เข้าชำแหละสมมติ เมื่อจิตนิ่งเป็นกลาง ปัญญาจะฉายแสงให้เห็นความจริงว่า อารมณ์ทั้งหลายรวมถึงตัวจิตเอง ต่างทำกิจของตัวเองตามเหตุปัจจัย ปัญญาจะกู่ร้องบอกจิตว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา!" ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่จริง
เมื่อปัญญาเห็นแจ้งในความไม่มีตัวตน จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมาย (วิราคะ) แล้ว "วาง" สลัดคืนโลกสมมติกลับคืนสู่ธรรมชาติ
คำว่า "เปลี่ยนโลก" ในที่นี้ ไม่ใช่การเดินไปเปลี่ยนโลกภายนอก แต่คือการ "เปลี่ยนโลกทัศน์ภายในใจของท่านเอง" จนทำให้โลกภายนอกที่เคยดูโหดร้าย กลายเป็นโลกใบใหม่ที่ทำอะไรคุณไม่ได้อีกต่อไป ด้วย 3 ปรากฏการณ์นี้:
1. สลายการครอบงำทางความคิด: คุณจะมองเห็น "สมมติรอบตัว" (เงิน, หัวโขน, มาตรฐานสังคม) เป็นเพียงบทละครลวงตา คุณจะสวมหมวกเล่นละครโลกได้อย่างแนบเนียน ทำงานหาเงิน บริหารธุรกิจอย่างยอดเยี่ยม แต่ใจไม่เคยทุกข์เพราะไม่ได้อินกับบทละครที่สมมติขึ้นนั้นอีกต่อไป
2. ลดผัสสะสายปรุงแต่ง: ปริมาณความนึกคิดรุงรังที่เคยวิ่งพล่านในหัว 24 ชั่วโมงจะลดกำลังลงอย่างมหาศาล เพราะแก่นมรรคคอยตัดเชื้อไฟ (ละนันทิ) ตลอดเวลา การรับรู้จะเหลือเพียงเนื้อแท้ตามธรรมชาติ จิตจึงเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
3. คว่ำอัตตาชิ้นสุดท้าย: เมื่อแก่นมรรคทำงานจนสมบูรณ์ มันจะเข้าไปทำลายความรู้สึกที่ว่า "มีตัวฉันเป็นผู้ทุกข์" เมื่อไม่มีผู้รับผลของความทุกข์ ความทุกข์ก็กลายเป็นโมฆะไปในที่สุด
ผลลัพธ์ของการเจริญแก่นมรรค
เมื่อคุณฝึกฝนการใช้แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) จนกลายเป็นเนื้อเดียวกันในชีวิตประจำวัน ผลลัพธ์ที่จับต้องได้จะเกิดขึ้นทันที:
โปร่ง โล่ง เบา ดุจขนนก: ใจจะมีพื้นที่ว่าง ขนาดใหญ่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเจอวิกฤตหนักหนาแค่ไหน ใจจะคืนสู่สภาวะปกติ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
ทำงานแบบมีเสรีภาพ: คุณจะทำงานและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยความสุขบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทำงานด้วยความกลัว ความโลภ หรือความอยากเด่นอยากดัง
เข้าถึงวิมุติกลางโลกสมมติ: สิ้นสุดกระบวนการสร้างทุกข์ จิตสลัดคืนสู่ความว่างและบรมสุข ปิดฉากวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ใจอย่างสิ้นเชิง
สาส์นถึงผู้แสวงหาอิสรภาพ: "แก่นมรรคไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอไปทำที่วัดตอนแก่ แต่คือเครื่องมือไฮเทคทางจิตที่คุณต้องกดปุ่มใช้งานทันทีที่ลืมตาตื่นในทุกๆ วัน เมื่อคุณเจริญแก่นมรรค โลกใบเดิมจะดับลง... และโลกใบใหม่ที่เปี่ยมด้วยวิมุติและความหลุดพ้นจะปรากฏขึ้นแทนที่ทันที"
คู่มือภาคปฏิบัติ: วิธีการเข้าถึงและฝึกฝน "แก่นมรรค" ในชีวิตประจำวัน
การเข้าถึงแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ไม่ใช่เรื่องของการนั่งหลับตาตัดขาดจากโลกภายนอก แต่มันคือ "ศิลปะการบริหารจิต" ในขณะที่คุณกำลังทำมาหากิน บริหารธุรกิจ หรือใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว
นี่คือแบบฝึกหัด 3 ขั้นตอนที่จะเปลี่ยนระบบการรับรู้ของใจคุณ ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน:
ขั้นที่ 1 : ฝึก "สติ" ดักจับผัสสะและละนันทิ
เป้าหมายสูงสุดของขั้นนี้คือ "การหยุดตัวปรุงแต่งที่ต้นทาง" โดยมีแบบฝึกหัดในชีวิตประจำวันดังนี้:
ฝึกทักมโนผัสสะ : ทุกครั้งที่มีอารมณ์แรงๆ เกิดขึ้น (เช่น โกรธตอนรถติด, เครียดเรื่องยอดขาย, ฟุ้งซ่านเรื่องอนาคต) ให้รีบ "รู้เท่าทัน" แล้วทักในใจเบาๆ ว่า "นี่คือจิตปรุงแต่งขึ้นมาลอยๆ" หรือ "นี่คือภาพสไลด์ลวงตา"หรือ สมมติเกิดขึ้นแล้ว
ฝึกละนันทิในเวทนา : พอจิตเริ่มคิดตำหนิคนอื่น หรือเริ่มดิ่งไปกับความเครียด ให้ "กระชากจิตกลับมาทันที" อย่าปล่อยให้จิตจมแช่หรือเพลิน (นันทิ) ไปกับความคิดนั้น การตัดใจไม่คิดต่อในวินาทีแรก นั่นแหละคือการ "ละนันทิ" ซึ่งเป็นการลดมโนผัสสะสายปรุงแต่งให้รุงรังน้อยลง ด้วยการดึงสติ(จิต)มาที่ฐานกายทันที( ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ )
ขั้นที่ 2 : ฝึก "สมาธิ" ตั้งมั่นทรงตัวเป็นกลาง
สมาธิในแก่นมรรคคือความตั้งมั่นที่พร้อมใช้งานกลางโลกสมมติ ไม่ใช่สมาธิแบบหลบซ่อนโลก (สภาวะปกติ )
ฝึกสภาวะ "สักแต่ว่า" : ในแต่ละวัน ให้หาเวลาซ้อมทำตัวเป็น "ผู้ชมภาพยนตร์" ตาเห็นรูป...สักแต่ว่าเห็น, หูได้ยินเสียง...สักแต่ว่าได้ยิน
วิธีฝึก: เวลาเดินไปตามท้องถนน หรือนั่งฟังคนพูด ให้ฝึกรับรู้กระแสเสียงหรือภาพที่ผ่านเข้ามาเฉยๆ โดยใจไม่กระโดดลงไปตัดสินว่า "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" รักษาจิตให้ทรงตัวนิ่งเป็นกลางเหมือนหน้าผาหินที่ลมพัดผ่าน
ใช้ฐานกายคุมจิต : หากวันไหนอารมณ์สมมติถาโถมจนจิตใจสั่นคลอน ให้ดึงจิตกลับมาอยู่กับ "ลมหายใจ" หรือ "ความรู้สึกขยับของร่างกายในอิริยาบทต่างๆ" ทันที เพื่อให้จิตมีที่เกาะที่ปลอดภัย ไม่ไหลไปตามกระแสกิเลส
ขั้นที่ 3 : ฝึก "ปัญญา" ชำแหละสมมติ เห็นแจ้ง "อนัตตา"
นี่คือขั้นสูงสุดที่จะพลิกโลกทัศน์ของคุณ โดยการใช้กระบวนการ "รู้ เห็น วาง" เข้าไปผ่าตัดกรงขังทางความคิด
ชำแหละแยกธาตุแยกธรรม: เวลาเกิดความทุกข์ใจหนาแน่น ให้แยกแยะออกมาดูทีละชิ้นว่า:
ความทุกข์ => กาย (รูป) + ความรู้สึก (เวทนา) + ความจำ (สัญญา) + ความคิด (สังขาร) + ตัวรู้ (วิญญาณ)
เมื่อแยกมันออกเป็นชิ้นๆ จิตจะพบความจริงว่า "ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้นเลย" มันมีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเองตามธรรมชาติ
ตอกย้ำความสลัดคืน : หมั่นเตือนและมองเห็นทุกอย่างรอบตัวด้วยปัญญาเสมอว่า ทั้งเงิน งาน ชื่อเสียง ตัวตน หรือแม้กระทั่งจิตใจดวงนี้ "ล้วนเป็นอนัตตา" ไม่ใช่ของเราจริงแท้ เป็นเพียงสิ่งสมมติที่ยืมโลกมาใช้ชั่วคราว เมื่อปัญญาเห็นแจ้งความจริงข้อนี้ จิตจะเกิดกลไกคลายความยึดมั่นและ "วาง" ทุกสิ่งลงโดยอัตโนมัติ
ตารางฝึกฝนแก่นมรรค 24 ชั่วโมง
| ช่วงเวลา | กิจกรรมโลก | วิธีฝึกฝนแก่นมรรค (เปลี่ยนโลกทัศน์) |
| 02:00 - 05:00 น. | ตื่นนอน / เริ่มต้นวันใหม่ | ฝึกอานาปานสติ ดึงจิตกลับมาอยู่กับฐานกาย ตั้งมั่นเป็นกลาง (Pakati) ก่อนออกไปรับศึกโลกภายนอก |
| ช่วงเวลากลางวัน | ทำงาน / บริหารธุรกิจ |
ใช้สติ: ดักจับอารมณ์เครียด ใช้สมาธิ: ทำงานตรงหน้าด้วยความสักแต่ว่าทำ ใช้ปัญญา: มองคู่ค้า ลูกค้า หรือเงินทองเป็นสมมติโลกที่ต้องบริหาร แต่ใจไม่แบก |
| ยามเย็น / ค่ำ | อยู่กับครอบครัว / โซเชียล | ละนันทิ: เมื่อเห็นข้อความหรือคำพูดที่ไม่ถูกใจ ตัดกระแสความเพลินในการคิดลบออกทันที |
| ก่อนเข้านอน | พักผ่อน | ทบทวนและปล่อยวางสลัดคืนทุกเรื่องราวในวันนั้น กลับคืนสู่ความว่าง ไม่แบกโลกสมมติเข้าไปในความฝัน |
บทสรุป
"การฝึกแก่นมรรคไม่ใช่การทำลายชีวิตทางโลก แต่คือการใช้ชีวิตทางโลกอย่างผู้มีปัญญาญาณ"
ยิ่งคุณฝึกดักจับผัสสะ ละนันทิ และเห็นอนัตตาบ่อยเท่าไหร่ ตาข่ายสมมติรอบตัวจะยิ่งทำอะไรคุณไม่ได้ และนั่นคือวินาทีที่โลกใบเดิมของคุณพังทลายลง พร้อมเปิดทางให้ "วิมุติอันโปร่งโล่งเบา" เข้ามาทำหน้าที่แทนในทุกย่างก้าวของชีวิต
เปลี่ยนแก่นมรรคให้เป็นวิถีชีวิต : ถอดรหัสการตื่นรู้ 24 ชั่วโมง
การเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ที่แท้จริง ไม่ใช่กิจกรรมทางเลือกที่คุณจะทำเฉพาะตอนเข้าวัดหรือตอนนั่งสมาธิวันละ 15 นาทีแล้วจบไป แต่คือการ "ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต " ให้จิตมีระบบป้องกันและรื้อถอนความทุกข์โดยอัตโนมัติในทุกๆ กิจกรรมตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาตื่นจนถึงหลับตาลง
หากคุณต้องการเปลี่ยนแก่นมรรคให้กลายเป็น "วิถีชีวิตปกติ" นี่คือแนวทางการดำเนินชีวิตที่คุณสามารถทำได้ทันทีในโลกแห่งความเป็นจริง:
1. ยุทธวิธี "Micro-Practice" (ฝึกฝนในทุกเสี้ยวของกิจกรรม)
อย่ารอให้มีเวลาว่างยาวๆ แต่ให้ใช้ "รอยต่อของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน" เป็นลานฝึกฝนแก่นมรรค:
ขณะรับประทานอาหาร: แทนที่จะเขี่ยโทรศัพท์ไปกินไป (จิตส่งนันทิออกนอก) ให้ดึงจิตกลับมาอยู่กับรสชาติและการเคี้ยว "สักแต่ว่าลิ้มรส" รู้ทันความชอบไม่ชอบที่เกิดขึ้นที่ลิ้นแล้ววางลง
ขณะเดินทำงานหรือเข้าห้องน้ำ: ใช้ก้าวเดินเป็นฐานกาย (สมาธิ) รับรู้ความเคลื่อนไหวของร่างกายในปัจจุบันขณะ ตัดกระแสความคิดฟุ้งซ่านเรื่องอดีตและอนาคตที่คอยแทรกเข้ามา
ขณะรอคอย (รถติด, ต่อคิว, เน็ตช้า): นี่คือทองคำล้ำค่าของการฝึก "ละนันทิ" แทนที่จะปล่อยให้จิตหงุดหงิดพลุ่งพล่าน ให้ทักจิตทันทีว่า "ความเร่าร้อนนี้เป็นเพียงสังขารปรุงแต่ง" แล้วดึงจิตกลับมานิ่งทรงตัวเป็นกลาง
2. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม
สำหรับคนทำมาหากิน บริหารธุรกิจ หรือสร้างเว็บไซต์ โลกของการทำงานคือสมรภูมิที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนสมมติให้เป็นวิมุติ:
ใช้สติเป็นโล่ห์ป้องผัสสะ: เมื่อเจอปัญหาเฉพาะหน้า งานด่วน หรือคำวิจารณ์แรงๆ จากลูกค้า ให้เปิดสวิตช์สติดักจับอารมณ์ทันที "หูได้ยินเสียง... สักแต่ว่าได้ยิน" อย่าเพิ่งปล่อยให้จิตปรุงแต่งสร้าง "ตัวเราผู้โกรธ" ขึ้นมาสวมรอย
ใช้สมาธิโฟกัสงาน : จดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าด้วยใจที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ทำงานด้วยความรับผิดชอบสูงสุดในกรอบของสมมติโลก แต่ใจไม่ได้มีความโลภ ความกลัว หรือความอยากเด่นอยากดังคอยบงการ
ใช้ปัญญาชำแหละความยึดมั่น: เมื่อสิ้นสุดวัน หรือเมื่อโปรเจกต์สำเร็จ/ล้มเหลว ให้เตือนตัวเองเสมอว่า "ผลลัพธ์นี้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย ทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ดับไป เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา" จิตจะคลายความแบกหามและโปร่งโล่งทันที
3. พิมพ์เขียวกลไกจิต 4 ช่วงเวลา
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน สามารถจัดแบ่งวิถีชีวิตใน ๑ วัน ออกเป็นระบบการทำงานของจิตได้ดังนี้ครับ:
[ 02:00 - 05:00 ] ──► ชาร์จพลังจิต (อานาปานสติ / ตั้งมั่นเบสิก) │ [ 08:00 - 17:00 ] ──► เผชิญโลกสมมติ (ใช้สติดักผัสสะกลางที่ทำงาน / สักแต่ว่า) │ [ 17:00 - 21:00 ] ──► สกัดเชื้ออารมณ์ (ละนันทิจากการเล่นโซเชียล / ดูละครโลก) │ [ 21:00 เป็นต้นไป] ──► สลัดคืนสู่ความว่าง (เห็นทุกอย่างเป็นอนัตตา / ปล่อยโลกทิ้งก่อนนอน)
1.ช่วงเช้าตรู่: ตื่นนอนขึ้นมาสร้าง "ตัวรู้ที่ตั้งมั่น" ด้วยอานาปานสติ ดึงจิตกลับมาอยู่กับกาย เพื่อวางรากฐานจิตใจให้มั่นคงดุจภูเขาหินก่อนออกไปรับศึกในโลกสมมติ
2. ช่วงกลางวัน: ออกไปใช้ชีวิตทำมาหากิน โดยมีสติคอยกรองผัสสะ ไม่กระโดดงับอารมณ์ รักษาสภาวะจิตให้อยู่ในความปกติ (Pakati) ให้มากที่สุด
3. ช่วงเย็น/ค่ำ: ล้างพิษทางอารมณ์จากการเสพสื่อ โซเชียล หรือการปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว รู้เท่าทันความเพลิน (นันทิ) ในความคิดลบหรือบวก คืนจิตสู่ความสงบเย็น
4. ช่วงก่อนนอน: ทำกระบวนการ "สลัดคืน (ปฏินิสสัคคะ)" มองย้อนดูเหตุการณ์ทั้งวันแล้วปล่อยทิ้งให้หมด เห็นแจ้งว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา (Matrix) ที่ผ่านไปแล้ว คืนความว่างบริสุทธิ์ให้จิตได้พักผ่อนอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์เมื่อแก่นมรรคกลายเป็นวิถีชีวิต
เมื่อคุณหลอมรวมระบบนี้เข้ากับชีวิตประจำวันได้สำเร็จ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:
คุณจะกลายเป็น "ผู้เล่นละครโลกที่แนบเนียนที่สุด" บริหารเงิน บริหารธุรกิจ ดูแลครอบครัวได้ดีเยี่ยมยิ่งกว่าเดิม เพราะทำด้วยจิตที่ฉลาด ปราศจากความเครียดและความขุ่นมัวบดบังปัญญา
จิตใจจะมี "ระบบออโตเมติก" ในการตัดความทุกข์ ทันทีที่มีเรื่องร้ายกระทบ จิตจะตัดกระแสปรุงแต่งและดีดตัวกลับคืนสู่ความโปร่ง โล่ง เบา ได้เองโดยไม่ต้องร้องขอ
"วิถีแก่นมรรค ไม่ใช่การเปลี่ยนสิ่งที่คุณทำ... แต่คือการเปลี่ยน 'สภาวะของจิต' ในขณะที่คุณกำลังทำสิ่งนั้นต่างหาก"
((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))