Translate into your language: Please go to the sub-menu at the very bottom.

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) ที่ผู้ปฏิบัติธรรมสมควรเรียนรู้ให้มากๆ

ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา(ทุกข์)

ผัสสะ คือ จุดที่ อวิชชา หรือ วิชชา ทำกิจ

ผัสสะ คือ จุดเปิดโลก( การปรุงแต่งเกิด )

ผัสสะ คือ จุดเกิดทุกข์ และ จุดดับทุกข์

วิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาผัสสะดับ

วิชชาผัสสะเกิด => วิชชาเวทนาเกิด => ตัณหาดับ

เมื่อผัสสะเกิด เวทนาจะเกิดติดตามมาทันที ถ้ามีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต วิชชาหรือปัญญาจะทำกิจใน ผัสสะและเวทนา นั่นคือ อวิชชาดับ นันทิดับ ตัณหาดับ(ในกระแสปฏิจจสมุปบาท) แต่ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรค อวิชชาจะทำกิจปรุงแต่งนันทิราคะและตัณหาเกิดทุกข์(ปฏิจจสมุปบาทอนุโลม) ดังนั้น การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจึงมีความจำเป็นมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการดับกิเลสและดับทุกข์อย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิตที่เกิดดับ 

 ตำแหน่งของ "ผัสสะและเวทนา" คือจุดยุทธศาสตร์

ในกระแสจิตปรกติ เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ กระทบอารมณ์ เกิดเป็น ผัสสะ และต่อเนื่องทันทีด้วย เวทนา (สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา)

จุดนี้เปรียบเสมือน "ทางแยก" สำคัญ

หากตรงจุดนี้ไร้สติ (อวิชชาครอบงำ) จิตจะไหลไปตามความคุ้นเคย ปรุงแต่งต่อเป็นนันทิราคะและตัณหาทันที

แต่หากตรงจุดนี้มี วิชชา (สติ สมาธิ ปัญญาที่อบรมมาดีแล้ว) เข้ามาทำหน้าที่ ณ ปัจจุบันขณะที่ผัสสะและเวทนาปรากฏ ทางแยกจะถูกเปลี่ยนทิศทางทันที 

การทำงานของ "วิชชาในผัสสะและเวทนา"

วิชชาเข้าแทนที่โมหะ/อวิชชา: ทันทีที่เวทนาเกิดขึ้น วิชชา (การระลึกรู้และเห็นแจ้งตามความเป็นจริง) จะเข้ามาทำกิจรู้เท่าทันเวทนาที่กำลังเสวยอารมณ์อยู่ โดย "ไม่เข้าไปเป็น" หรือไม่ไหลตามเวทนา

ละนันทิในเวทนา: เมื่อวิชชาทำกิจ สติปัญญาจะเห็นความจริงว่า เวทนาที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเพียงอนัตตา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อเห็นความจริงเช่นนี้ ความเพลินใจหรือความอยากผลักไส (นันทิราคะ) จึงตั้งขึ้นไม่ได้

ตัดวงจรปฏิจจสมุปบาท: เมื่อไม่มีนันทิราคะ ตัณหา อุปาทาน และภพชาติแห่งความทุกข์ก็ไม่สามารถต่อยอดขึ้นมาได้ ผลลัพธ์คือกระบวนการเกิดทุกข์ถูกตัดขาดตั้งแต่ต้นทาง 

ดังนั้น คำว่า "วิชชาในผัสสะและเวทนา" จึงหมายถึงการมีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันสภาวธรรม ณ ขณะที่รูปนามกระทบกันและเกิดความรู้สึกขึ้นมาทันที เป็นการใช้งานจิตที่สั้น กระชับ และตรงจุดที่สุดในการดับทุกข์ในสนามจริงของชีวิตประจำวัน

 

"วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด)" คือ ผัสสะ ที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด

(( ตีแผ่...มโนผัสสะ  กดดูที่นี่...))

รู้ ผัสสะ คือ รู้วิธีการดับทุกข์(ดับกิเลส)

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) เป็นผลลัพธ์จากการ...เดินแก่นมรรคหรือเจริญแก่นมรรค..ในฐานกาย
ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นตลอดเวลาในมนุษย์ แม้แต่ในเวลานอนหลับ ผัสสะก็เกิดตลอดเวลา นั่นคือ มโนผัสสะ เหตุเพราะ จิต(กิริยารู้)ไม่มีวันหลับไหลใดๆ จิตจะตื่นและรับรู้อยู่ตลอดเวลา ที่เรานอนหลับคือ ร่ายกาย(รูปกาย)พักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น สังเกตได้ว่าจิตไม่ได้หลับคือ การฝันต่างๆ ช่วงที่เราหลับ ภวังคจิตทำกิจ ช่วงที่เราตื่น วิถีจิตทำกิจ สลับกันไปมาอยู่เช่นนี้ใน 24 ชั่วโมง ดังนั้น ผัสสะ จึงเกิดขึ้นอยูตลอดเวลานั่นเอง ผัสสะเป็นเจตสิก(ธรรมที่ปรุงแต่งจิต)และเป็นธรรมที่เป็นกลางๆไม่ดีและไม่เลวใดๆ ทุกๆธรรม(ยกเว้นนิพพาน)จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีผัสสะเกิดขึ้น ไม่มียกเว้นแม้กระทั่ง จิต(วิญญาณ)ที่เราติดต่อสิ่งต่างๆได้รอบตัวเรา ก็ผ่านผัสสะหรือสัมผัสนี่เอง

   ผัสสะ(สัมผัส)เกิดขึ้นที่จุดใดในขันธ์ 5 ของทุกๆคน???

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางทวาร 6 คือ...ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ....

ผัสสะเกิดที่ตา เรียก..จักขุผัสสะ( สัมผัสทางตา ) => ตา  เห็น  รูป
ผัสสะเกิดที่หู เรียก..โสตะผัสสะ( สัมผัสทางหู )  =>   หู  ได้ยิน  เสียง
ผัสสะเกิดที่จมูก เรียก..ฆานะผัสสะ( สัมผัสทางจมูก )  =>  จมูก  ได้รู้  กลิ่น
ผัสสะเกิดที่ลิ้น เรียก..ชิวหาผัสสะ( สัมผัสทางลิ้น )  =>  ลิ้น รับรู้  รส
ผัสสะเกิดที่กาย เรียก..กายะผัสสะ( สัมผัสทางกาย )  =>  กาย เกิดการ สัมผัส
ผัสสะเกิดที่ใจ เรียก..มโนผัสสะ( สัมผัสทางใจ )   =>  ใจ  รับรู้  อารมณ์ความคิดต่างๆ

   ผัสสะ(สัมผัส) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร???
ผัสสะหรือสัมผัส ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆมา แต่มีเหตุปัจจัยให้เกิดผัสสะขึ้น เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผัสสะหรือสัมผัสประกอบไปด้วย ธรรม 3 ธรรมต่อไปนี้ ขาดธรรมใดธรรมหนึ่ง ผัสสะก็ไมม่เกิดขึ้น เมื่อ 3 ธรรมนี้มาประจวบกันหรือรวมตัวกันจึงเกิด ผัสสะหรือสัมผัสขึ้นมา 3 ธรรมนี้ประกอบไปด้วย. -
1 ) อายตนะภายใน 6  ประกอบไปด้วย..... ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ....( ต้นทาง )
2 ) อายตนะภายนอก 6 หรือ อารมณ์ 6 ประกอบด้วย..รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมมารมณ์( ปลายทาง )
3 ) วิญญาณ( การรับรู้ การรู้แจ้งในอารมณ์ 6 ) เป็นส่วนของจิตที่ทำหน้าที่(ทำกิจ)รับรู้ในอารมณ์ 6 ผ่านทางทวารทั้ง 6 นั่นเอง( อายตนะภายใน 6 )

เมื่อธรรมทั้ง 3 นี้มารวมตัวกันหรือประชุมกันเข้าจึงเกิดธรรมที่ชื่อ...ผัสสะ(สัมผัส)...ขึ้นมานั่นเอง นี่คือ ที่มาของ ผัสสะหรือสัมผัสสะ ที่เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งหลายทั้งปวงมาประชุมหรือมาเข้าถึงกันได้ อายตนะภายใน( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )รับรู้อารมณ์ 6 ( อายตนะภายนอก 6 ) ได้ก็ผ่าน ผัสสะ นี่เอง ถ้าไม่มี ผัสสะ ก็ไม่เกิดการรับรู้ในอารมณ์ทั้ง 6 ในบรรดาผัสสะทั้งหลายทั้งปวง จะถูกนำมาประมวลผลที่จุด...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)..ทั้งหมด
   เนื่องจาก ผัสสะหรือสัมผัส เป็นธรรมที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) ตัวแปรที่จะมีผลกับ ผัสสะ มีอยู่เพียง 2 ธรรมเท่านั้นคือ...วิชชา.....และ  อวิชชา....และผลลัพธ์ของ ผัสสะ ทั้ง 2 นี้จะออกมาเป็นเช่นนี้. -

1 )  ผัสสะ + วิชชา เป็น...วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) =>>  ตัณหาไม่เกิด =>> ทุกข์ไม่เกิด( ทุกข์ดับ ) 

1 )  ผัสสะ + อวิชชา เป็น...อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ) =>>  ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

นี่คือ เหตุผลที่พระพุทธเจ้าสอนให้เจริญมรรค(เดินมรรค)ในขณะเกิด ผัสสะ เพราะในมรรคหรือแก่นมรรคมีธรรมที่ชื่อว่า วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง เมื่อ ปัญญาเกิด อวิชชาก็จะดับลง(ทั้งสองธรรมนี้เกิดพร้อมกันไม่ได้) หรือ อวิชชาเกิด ปัญญาดับลง นั่นคือ นันทิราคะเกิด ตัณหาเกิด ทุกข์เกิดขึ้น นั่นเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา

  มาเริ่มต้นรู้จัก วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด) ขอยืมคำสอนหลวงพ่อพุทธทาสมาใช้ครับ

วิชชาผัสสะ คือ ผัสสะหรือสัมผัสที่ประกอบด้วย วิชชาหรือปัญญา นั่นเอง

วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด): ศิลปะการใช้ชีวิตด้วยการเดินแก่นมรรคหรือการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกขณะจิต
เมื่อเราเข้าใจเรื่องการกระทบทางใจ (มโนผัสสะ) แล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนการกระทบที่เคยเต็มไปด้วยความหลง (อวิชชา) ให้กลายเป็น "วิชชาผัสสะ" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "สัมผัสฉลาด" ซึ่งก็คือการเดินแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) ลงไปในทุกผัสสะที่เกิดขึ้นนั่นเอง

1. จากสัมผัสหลง(อวิชชาผัสสะ) สู่สัมผัสฉลาด( วิชชาผัสสะ ) นี่คือ เหตุผลของ..การฝึก สติ สมาธิ ปัญญา ให้แก่กล้าเพื่อดับอวิชชา

โดยปกติ ชีวิตเรามักถูกขับเคลื่อนด้วย "สัมผัสหลง" คือเมื่อมีการกระทบปุ๊บ ใจจะไหลเพลิน (นันทิ) ไปปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ทันที แต่ วิชชาผัสสะ จะเข้ามาตัดวงจรนี้:

สัมผัสหลง(อวิชชาผัสสะ): กระทบ -> เพลิน -> ปรุงแต่ง -> แบกทุกข์ ( ทุกข์เกิด )

สัมผัสฉลาด (วิชชาผัสสะ): กระทบ -> หยุดด้วยสติ -> ตั้งมั่นด้วยสมาธิ -> เห็นแจ้งด้วยปัญญา ( มาจากการเดินแก่นมรรค )
เกิดการ....รู้  เห็น  วาง.., รู้  ปล่อย   วาง  ,  รู้   ตื่น  วาง  เกิดติดตามมา

2. เครื่องยนต์ 3 ประการของ "สัมผัสฉลาด"( วิชชาผัสสะ )
การจะสร้างวิชชาผัสสะให้เกิดขึ้นได้ในทุกขณะจิต เราต้องฝึกให้แก่นมรรคทั้ง 3 ทำงานพร้อมกัน: คือ...สติ  สมาธิ  ปัญญา

สติฉลาด: ระลึกได้ทันทีที่มีการกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการเห็น การได้ยิน หรือแม้แต่ความคิดที่แวบขึ้นมาในใจ (มโนผัสสะ) สติจะทำหน้าที่หยุดอาการ "เพลิน" ไม่ให้ไหลตามเรื่องราว

สมาธิฉลาด: ความตั้งมั่น นิ่ง สงบ อยู่ภายในจุดกระทบนั้น ไม่กระโดดลงไปเป็นตัวละครในอารมณ์ที่มากระทบ ทำให้ใจมีกำลังและไม่หวั่นไหว

ปัญญาฉลาด: การมองทะลุสมมติ เห็นแจ้งว่าการกระทบนี้เป็นเพียง "ธรรมแต่ละธรรมทำกิจ" เห็นความเป็นอนัตตาว่าไม่มีตัวเราอยู่ในจุดกระทบนั้น เหตุปัจจับดับ มันก็ดับลง ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนถาวร มีแต่ธรรมที่เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน

3. วิธีเดินแก่นมรรคในทุกลมหายใจ( สติ สมาธิ ปัญญา )
วิชชาผัสสะไม่ใช่เรื่องของการนั่งหลับตาอย่างเดียว แต่คือทักษะที่ใช้ได้จริงในปัจจุบันขณะนั้นเลย:

สัมผัสฉลาดในการงาน: เมื่อเจองานด่วนหรืองานยาก (มโนผัสสะที่เป็นความกังวล) -> สติรู้ทันอาการแตะของใจ -> ไม่เพลินไปกับความกลัว -> ใช้สมาธิจดจ่อที่เนื้องาน -> ใช้ปัญญาแก้ปัญหาตามเหตุปัจจัย

สัมผัสฉลาดในความสัมพันธ์: เมื่อได้ยินคำวิจารณ์ (หูกระทบเสียง) -> สติรู้ทันการกระทบ -> ไม่ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมารองรับคำด่า -> เห็นเป็นเพียงคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นและดับไป

4. บทสรุป: ชีวิตที่ตื่นรู้ด้วยวิชชาผัสสะ( สัมผัสสฉลาด )
การสร้างวิชชาผัสสะในทุกขณะจิต คือการสร้างเกราะป้องกันความทุกข์ที่ทรงพลังที่สุด ท่านจะสามารถอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ และความวุ่นวายของโลกได้อย่างรุ่งเรือง โดยที่ใจไม่ติดกับสมมติเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว( เพราะใจมีมรรคเจริญอยูตลอดเวลา ) 

"วิชชาผัสสะ คือการใช้แก่นมรรคเป็นดวงตา เพื่อสัมผัสโลกอย่างผู้ตื่นและผู้ชนะ"

การเกิดขึ้นของ...วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) ต้องเจริญแก่นมรรคในทุกๆขณะจิต
 
การที่จิตจะเปลี่ยนจาก "การกระทบที่เต็มไปด้วยความหลง" (อวิชชาผัสสะ) มาเป็น "วิชชาผัสสะ" หรือสัมผัสที่ประกอบด้วยปัญญานั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการฝึกฝนจนแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว(มรรคสมังคี) ณ จุดที่เกิดการกระทบ(จุดที่เกิดผัสสะขึ้น)
 
1. จุดกำเนิด: เมื่อ "สติ" ทันการกระทบ
 
วิชชาผัสสะจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาด สติ ที่ว่องไว และนี่คือ เหตุผลที่ต้องมีการฝึกฝนสติอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

วินาทีแรก: เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง หรือใจนึกคิด (มโนผัสสะ) สติจะทำหน้าที่ "ระลึก" ได้ทันท่วงทีว่า "มีการกระทบเกิดขึ้นแล้ว"

การตัดไฟแต่ต้นลม: ในวินาทีนี้เองที่สติจะหยุดการ "ละนันทิ" (ความเพลิน) ไม่ให้จิตไหลเข้าไปคลุกวงในกับอารมณ์นั้นๆ นี่คือจุดเริ่มต้นของความฉลาด ให้ สติ ระลึกรู้ในทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้น( ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา )
 
2. ฐานที่ตั้ง: เมื่อ "สมาธิ" ทรงตัวอยู่กลางกระแสผัสสะ
 
เมื่อสติระลึกได้แล้ว สมาธิ จะเข้ามารองรับเพื่อให้เกิดความเสถียร( ความนิ่ง )

ใจที่ตั้งมั่น: สมาธิในวิชชาผัสสะไม่ใช่การนั่งนิ่งหนีโลก แต่คือการที่ใจ "ไม่หวั่นไหว" (Stability) ต่อแรงกระแทกของอารมณ์ที่เข้ามากระทบใจ

ผู้สังเกตการณ์: สมาธิทำให้จิตวางตัวเป็น "ผู้สังเกต" มากกว่าเป็น "ผู้เล่น" ทำให้เราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในใจได้ชัดเจนโดยไม่กระโดดลงไปเจ็บตัว แก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ทำกิจไป  จิตเป็นเพียงกิริยาเฝ้าดูและรับรู้เท่านั้น
 
3. ความสว่างวาบ: เมื่อ "ปัญญา" ตีแผ่ความจริง
 
นี่คือขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้ผัสสะนั้นกลายเป็น "วิชชา" (ความรู้แจ้ง)

เห็นการทำกิจ: ปัญญาจะเข้ามาทำหน้าที่ "แยกแยะ" ให้เห็นว่า การกระทบนี้คือธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันเอง (ตาทำกิจเห็น, หูทำกิจได้ยิน, ความคิดทำกิจนึก)

เห็นความเป็นอนัตตา: ในขณะที่กระทบ ปัญญาจะส่องสว่างให้เห็นว่า "ไม่มีตัวเราอยู่ในนั้น" มีเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วดับไปตามเหตุปัจจัยของมัน เมื่อไม่มี "เรา" เข้าไปรองรับแรงกระแทก ความทุกข์จึงไม่มีที่ตั้ง
 
4. บทสรุป: สภาวะของวิชชาผัสสะในทุกขณะจิต
 
เมื่อสติ สมาธิ และปัญญา ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์(มรรคสมังคี)ที่จุดกระทบ วิชชาผัสสะ จะเกิดขึ้นในลักษณะ:

1. ฉับไว: รู้ทันและวางได้ในเสี้ยววินาที 

2. สะอาด: ไม่มีขยะอารมณ์หลงเหลืออยู่หลังการกระทบจบลง

3. รุ่งเรือง: สามารถอยู่กับสมมติโลก (งาน เงิน ตำแหน่ง) ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะใจมีความใสกระจ่างอยู่เสมอ

"วิชชาผัสสะ เกิดขึ้นเมื่อแก่นมรรคเกิดขึ้นที่จุดผัสสะ(เดินมรรค)... เปลี่ยนการปะทะให้กลายเป็นการตื่นรู้"

ความเชื่อมโยงของ "วิชชาผัสสะ" กับ "แก่นมรรค": กลไกการทำงานของจิตผู้ตื่น
 
หลายคนอาจสงสัยว่า แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) กับ วิชชาผัสสะ (สัมผัสฉลาด) เกี่ยวข้องกันอย่างไร? ความจริงแล้ว ทั้งสองสิ่งนี้คือสิ่งเดียวกันแต่คนละมิติ แก่นมรรค คือ "ตัวเหตุ" หรือเครื่องมือที่ต้องมีไว้ประจำใจ ส่วน วิชชาผัสสะ คือ "ตัวผล" ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเครื่องมือนั้นถูกหยิบมาใช้ที่จุดปะทะของอารมณ์
 
วิชชาฉฬายตนะ => วิชชาผัสสะ => วิชชาเวทนา => ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ) 
 
1. แก่นมรรคคือ "อาวุธ" | วิชชาผัสสะคือ "การกวาดแกว่งอาวุธ"
 
หากเปรียบชีวิตคือสนามรบที่เต็มไปด้วยแรงกระทบ (ผัสสะ):

สติ คือ โล่ที่คอยรับแรงปะทะ มีสติทันทีเมื่อแรงปะทะเกิด( ผัสสะเกิด )

สมาธิ คือ ร่างกายที่ตั้งมั่นไม่ล้มลง

ปัญญา คือ ดวงตาที่มองเห็นจุดอ่อนของศัตรู เมื่อใดก็ตามที่ท่านใช้ "อาวุธ" เหล่านี้สกัดกั้นอารมณ์ที่มากระทบได้ทันท่วงที สภาวะที่เกิดขึ้น ณ วินาทีนั้นเองที่เราเรียกว่า "วิชชาผัสสะ" สิ่งที่มากระทบมีเพียง อารมณ์ 6 นี้เท่านั้น ที่มาจาก...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์และความคิดต่างๆที่มันผุดขึ้นมาในใจจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดผัสสะหรือสัมผัสขึ้นมา
 
2. สายใยความเชื่อมโยงในแต่ละมิติ
 
ความเชื่อมโยงนี้ทำงานผ่านกลไก 3 ระดับ:

ระดับการระลึก (สติ ↔ วิชชาผัสสะ): สติทำหน้าที่ดึงจิตกลับมาที่ "จุดกระทบ" ฐานกาย ไม่ให้หลงไปในความคิด (มโนผัสสะ) ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "ว่องไว" พอที่จะหยุดความเพลิน (นันทิ) ได้ก่อนที่จะเกิดทุกข์

ระดับการตั้งมั่น (สมาธิ ↔ วิชชาผัสสะ): สมาธิทำหน้าที่รักษาความนิ่งที่จุดกระทบ ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "ทรงพลัง" ใจจึงไม่แกว่งไปตามเสียงด่าหรือคำชม ทำให้ท่านทำงานสมมติได้อย่างมั่นคง

ระดับการมองเห็น (ปัญญา ↔ วิชชาผัสสะ): ปัญญาทำหน้าที่ตีแผ่ให้เห็นว่า "ผัสสะนี้ไม่ใช่เรา" ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วิชชาผัสสะมีความ "สว่างแจ้ง" จนความยึดถือในตัวตนสลายไป เหลือเพียงธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตนเอง
 
3. วิชชาผัสสะ: จุดที่แก่นมรรคทำงานกัน( สติ สมาธิ ปัญญา ทำงาน )
 
ในทางทฤษฎี เราอาจแยกเรียนมรรคทีละข้อ แต่ในทางปฏิบัติ วิชชาผัสสะคือจุดรวมตัว (Convergence) เมื่อกัลยาณมิตรฝึกเดินแก่นมรรคจนคล่องตัว มรรคทุกข้อจะมารวมศูนย์กันที่จุดผัสสะเพียงจุดเดียว คือ ผัสสะ : 

"เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) ปัญญาจะเห็นแจ้ง (สัมมาทิฏฐิ) สติจะระลึกได้ (สัมมาสติ) และใจจะตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อทำกิจให้ผัสสะนั้นกลายเป็นวิชชา" 

4. บทสรุป: แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ที่เดินบนผัสสะ คือผัสสะที่ฉลาด(วิชชาผัสสะ)
 
ความเชื่อมโยงนี้สรุปได้สั้นๆ ว่า "ถ้าแก่นมรรคเดิน ผัสสะจะฉลาด เป็น วิชชาผัสสะหรือสัมผัสฉลาดทันที" หากวันใดที่เรากระทบแล้วเป็นทุกข์ แสดงว่าแก่นมรรคขาดการเชื่อมโยง แต่หากวันใดที่เรากระทบแล้วใจยังสงบเย็นและทำงานรุ่งเรืองได้ นั่นคือหลักฐานว่า แก่นมรรค และ วิชชาผัสสะ ได้รวมกันเป็นเนื้อเดียวในใจของท่านเรียบร้อยแล้ว
 

เมื่อท่านฝึกแก่นมรรคจนชำนาญแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อ?

เมื่อท่านมีอาวุธประจำกายเรียบร้อยแล้ว(แก่นมรรค)จะต้องมีความรู้และความเข้าใจในการนำอาวุธ(แก่นมรรค)ไปใช้งานให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีการนำแก่นมรรคไปใช้งาน

ให้เจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ในทุกขณะจิต โดยการเจริญ สติ สมาธิ ปัญญา พร้อมๆกัน(มรรคสมังคี)ในอายตนะภายใน 6 (ฉฬายตนะ)ซึ่งเป็นจุดเกิดโลก(จุดที่โลกเปิด) ผัสสะจะเริ่มที่จุดนี้ ทุกๆธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดผัสสะเท่านั้น และผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าไม่มีการเจริญแก่นมรรคในจุดฉฬายตนะนี้ อวิชชาจะครอบงำฉฬายตนะทั้งหมด ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะถูกครอบงำโดยอวิชชาโดยอัตโนมัติ(เพราะอวิชชาเกิดมาพร้อมกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด)ดังนั้น วิธีจัดการกับอวิชชา เพื่อไม่ให้เกิดกิเลส(ทุกข์)ขึ้นมาก็ด้วยการ สร้างวิชชา(แก่นมรรค)ขึ้นมาแทนที่ในจุดฉฬายตนะนี่เอง การเจริญแก่นมรรคในทุกขณะจิตจะส่งผลทำให้..อวิชชา นันทิราคะ ตัณหา(ทุกข์)ดับลง นี่คือ เหตุผลของการเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ที่จุด ฉฬายตนะหรืออายตนะภายใน 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ) นำไปสู่....รู้(ด้วยสติ)  เห็น(ด้วยปัญญา)  วาง(ด้วยอุเบกขา) ตาเห็นรูป => สักแต่ว่ารูป ไม่เข้าไปปรุงแต่ง สติดึงจิตกลับที่ฐานกาย อวิชชา(โมหเจตสิก)ดับลง นันทิราคะดับ ตัณหาดับ(ทุกข์ดับ) หูได้ยินเสียง => สักแต่ว่าได้ยิน...........

ท่านจะมองอารมณ์ 6 หรืออายตนะภายนอก 6 เป็นธรรมที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาหาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้เพราะมันเป็นอนัตตาทั้งหมด หาสาระไม่ได้ เหมือนการไปไล่จับลมหรือเงาจันทร์ที่ไม่มีวันจะจับได้ มีแต่นำโทษ นำทุกข์ นำภัย นำปัญหาสารพัดมาให้กับท่าน นี่จุดดับของอารมณ์ 6 วิญญาณในฉฬายตนะจะไม่รับรู้ในอารมณ์ที่มากระทบ(อารมณ์ 6 ) นี่คือ ผลของการเจริญแก่นมรรค(มรรคสมังคี)ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างแก่กล้าแล้ว ท่านจะรับรู้ได้เป็นแบบนี้ นำไปสู่จิตว่างในปัจจุบันขณะ อวิชชาดับลง กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)ในปัจจุบันขณะนั้นทันที 

 
จุดสำคัญที่สุดคือ ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรคเป็นอย่างดี ฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีความเพียรพยายามสูง มีระเบียบและวินัยในตนเองสูง ไม่มีสิ่งใดที่อยู่เหนือความพยายามของท่านหรอกครับ
 
 

(( ธรรมคู่ปรับ / ธรรมปฏิปักษ์ กดดูที่นี่...))

(( ดูการดับกิเลส/ดูการดับทุกข์ กดดูที่นี่... ))

(( ความเข้าใจเกี่ยวกับการดับกิเลสหรือดับทุกข์ )) 

(( ทางตรงดับอวิชชาเชื้อโรคร้ายของมนุษย์ ))

(( ความลับดับทุกข์ในขณะจิตเดียว ))

(( มรรคสมังคีมีความสำคัญอย่างไร??? ))

(( ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค ))

(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาได้อย่างไร? ))
(( วิชชา ดับกิเลสอวิชชาในปัจจุบันขณะจิต))
 

(( วิธีฝึกวิชชาแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา ))  

[ การปรุงแต่งกุศลเจตสิกเพื่อดับทุกข์ ดูที่นี่..

[ สัมมาทิฏฐิคืออะไร? มิจฉาทิฏฐิคืออะไร? ดูที่นี่.] 

[  ตีแผ่สมมติ และ อัตตา กดดูที่นี่... ]  

((เหตุปัจจัยของการเกิดและดับของทุกข์)) 

(( นันทิ สะพานเชื่อม ทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( สติ ตัดวงจรกิเลสอย่างไร? กดดูที่นี่....))
(( แก่นมรรคตีแผ่กิเลสทั้งปวง กดดูที่นี่...)) 

((  เห็นธรรม เห็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( อริยสัจ 4  กดดูที่นี่....))
((  ตีแผ่ขันธ์ 5 กดดูที่นี่..))
(( สติปัฏฐาน 4 กดดูที่นี่... ))
((  รู้จัก สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ กดดูที่นี่...))

(( วิธีการฝึก สติ สมาธิ ปัญญาหรือวิธีสร้างแก่นมรรค กดดูที่นี่...))  

  [  ตีแผ่อนัตตาคืออะไร???
  [ 
 ตีแผ่อัตตาคืออะไร??? ] 

[  อัตตา  อุปาทาน  อนัตตา  กดดูที่นี่...  ] 

(( เห็นทุกข์ เห็นธรรม เห็นปัญหา เห็นปัญญา ))
(( เหตุปัจจัย และ การสร้างเหตุปัจจัย )) 

    ((  จิตว่าง  กดดูที่นี่....)) 

(( วิธีการละนันทิด้วยแก่นมรรค ))  

((ทุกข์คืออะไร? ทุกข์มาจากไหน? ดับทุกข์ทำอย่างไร?))  

(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))  

(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))

(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
 

 ((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))
 

 

 

Translate: Please go to the sub-menu on your left.

翻译:请前往您左侧的子菜单。

Visitors: 18,302