ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )เป็นสิ่งสำคัญ

ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)เป็นสิ่งสำคัญ
ก่อนที่ท่านจะดับทุกข์ได้(ดับกิเลส) ท่านจำเป็นต้องมีความรู้ในองค์ธรรมต่างๆที่จะนำไปใช้ในการดับทุกข(ดับกิเลส)สำหรับองค์ธรรมททีท่านจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในที่นี้ก็คือ สติ สมาธิ ปัญญา หรือ แก่นมรรค(วิชชาหรือปัญญา)เราจะนำองค์ธรรมเหล่านี้ไปใช้ในการดับทุกข์หรือดับกิเลสทุกๆตัว แก่นมรรคก็คือ แก่นอริยมรรคมีองค์ 8 ที่พระพุทธเจ้าใช้ตรัสรู้นั่นเอง เราจะนำเอาแก่นมาปฏิบัติตรง เพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติและการจดจำของปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องฟันฝ่ากับโลกที่วุ่นวายในแต่ละวัน เราจะนำมาปรับใช้เพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวัน
ความรู้และความเข้าใจในแก่นมรรคเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับทุกๆท่านที่ต้องการดับทุกข์(ดับกิเลส)ในชีวิตประจำวันในแต่ละวัน ทั้ง ความเครียดจากการงาน ความซึมเศร้า ความกังวลต่างๆ ความฟุ้งซ่าน ปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่ แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญ)ซึ่งถือว่าเป็น วิชชา(ปัญญา)จะแก้ปัญหาให้กับท่านอย่างตรงจุด(เกาถูกที่คัน)วัตถุประสงค์ของการนำแก่นมรรคมาเสนอให้ท่านปฏิบัติ ไม่ได้หวังผลบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ(นอกจากบารมีท่านถึงจริงๆ)แต่แก่นมรรคจะช่วยท่านแก้ปัญหารายวัน ซึ่งก็คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้น(กิเลสที่เกิดขึ้น)แก่นมรรคดับกิเลสและดับทุกข์คือ การแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุด ปัญหาต่างๆหรือความทุกข์เป็น นามธรรม ต้องแก้ไขด้วยนามธรรมเท่านั้น ทุกข์จึงจะสามารถดับลงได้ในปัจจุบันขณะ
เรียนรู้และทำความเข้าใจใน แก่นมรรค
อริยมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมดจะมี 8 ธรรมเป็นองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ แต่ในที่นี้เราขอย่อมาเหลือเพียงแก่นมรรคเท่านั้นคือ...สติ(มาจากสัมมาสติ) สมาธิ(มาจากสัมมาสมาธิ) ปัญญา(มาจากสัมมาทิฏฐิ) สัมมาทิฏฐิ ความหมายคือ ความเห็นชอบ , ความเห็นที่ถูกต้อง , ความรู้ที่ถูกต้อง(ปัญญาที่ถูกต้อง) ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจก่อนว่า ต้องมีศีลเป็นบาทฐาน(เพื่อดับกิเลสหยาบ)ในเบื้องต้นก่อนจะเข้าสู่แก่นมรรค แต่การมี สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ก็ครอบคลุมไปถึงศีลทุกข้อ(สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)ในส่วนสัมมาวายามะจะเกิดขึ้นโดยตรงจากการใช้องค์ธรรมสติ สมาธิ ปัญญา ความเพียรพยายามเผากิเลสจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีการเจริญแก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)นี่คือ ที่มาของ...แก่นมรรค หรือ วิชชา(ปัญญา)....
แก่นมรรคเกิด => นิโรธเกิด => สมุทัยดับ => ทุกข์ดับ
วิชชา(แก่นมรรค)เกิด => นิโรธเกิด => ตัณหาดับ(สมุทัยดับ) => ทุกข์ดับ
1 ) สติ คือ องค์ธรรมองค์แรกที่จะนำไปใช้ในการดับทุกข์หรือดับกิเลสที่เกิดขึ้นในแต่ละวันของการดำเนินชีวิตสำหรับปุถุชนทั่วๆไป สติ ธรรมนี้ไม่ใช่การระลึกรู้ทั่วๆไปแบบชาวบ้าน แต่คือ ธรรมที่ใช้ในการตัดกระแสกิเลสในการดับทุกข์ ดังนั้น ผู้เรียนรู้เรื่องสติจะต้องรู้ลึกและรู้จริงในธรรมนี้(สติ)จึงจะสามารถนำธรรมนี้ไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการตัดกระแสกิเลสที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ สติ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มข้นเชี่ยวชาญและชำนาญสูงระดับมหาสติ(สติที่มีความว่องไวสูง) ดังนั้น สติ คำนี้จึงไม่ใช่สติระลึกรู้แบบธรรมดาทั่วๆไป แต่จะเป็นเครื่องมือหรือวิชชาอีกตัวหนึ่งที่จะใช้ในการดับทุกข์(ดับกิเลส)โดยตรง กิเลสมันมีความแรงและพลังมากมายอยู่ในตัว ดังนั้น องค์ธรรมที่จะนำมาใช้ในการดับกิเลสจะต้องมีแรงและพลังเหนือกว่ากิเลสจึงจะเอาชนะกิเลสได้ นี่คือ สิ่งที่ท่านจำเป็นต้องรู้ก่อนที่จะเข้าสู่วงจรของการดับกิเลสหรือดับทุกข์ในปัจจุบันขณะจิตที่สามารถเห็นความจริงได้ด้วยตัวของท่านเอง
การฝึกสติให้แก่กล้า
อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า สติแบบธรรมดาทั่วๆไป เอากิเลสไม่อยู่หรือตัดกิเลสที่มีพลังสูงไม่ได้ จะต้องใช้สติแบบพิเศษที่ผ่านการฝึกฝนมาแบบเข้มข้นเท่านั้น การฝึกฝนให้มีสติแก่กล้าและเข้มข้นไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย แต่ต้องค่อยๆฝึกฝนไปในแต่ละวันนะครับ ไม่ใช่แบบก้าวกระโดดจะให้ได้ทันทีทันใด ความสำเร็จของการฝึกฝนสติให้แก่กล้าจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืนหรือชั่วข้ามวันได้ ไม่มีทางลัดอื่นนอกจากฝึกฝนไปเรื่อยๆในแต่ละวัน จนถึงวันหนึ่ง ความสำเร็จจากการฝึกฝนสติมันจะออกผลมาเอง ท่านจะเห็นอานุภาพของสติอย่างชัดเจนว่า ทำไมพระพุทธเจ้าพระองค์จึงเน้นย้ำเรื่องการเจริญสติเป็นพิเศษ เพราะคือ องค์ธรรมที่ใช้ดับกิเลสอวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นจุดแรกหรือด่านแรก ถ้าปราศจากการมีสติ สมาธิก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด องค์มรรคก็ไม่เกิด กิเลสก็ดับไม่ได้ ทุกข์ก็ดับไม่ได้ นี่คือ เหตุและผลของการฝึกสติให้แก่กล้า เพื่อให้เกิด สมาธิและปัญญาให้ครบองค์แก่นมรรคนั่นเอง เพื่อเราจะได้นำองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ไปใช้ในการดับกิเลส(ดับทุกข์)นั่นเอง
วิธีการฝึกสติเพื่อนำไปใช้ดับกิเลส(ปัญหาต่างๆ)ในชีวิตประจำวัน
1.1 การฝึกสติกำหนดระลึกรู้ลมหายใจเข้า-ออก( อานาปานสติ ) การฝึกแบบนี้เหมาะสำหรับการอยู่นิ่งๆ เช่น การนั่งสมาธิหรือนอนทำสมาธิจะชั่วขณะหรือเป็นเวลานานก็ได้ โดยจะเริ่มต้นจากการนั่งในท่านั่งที่สบายๆ อาจจะนั่งสมาธิหรือนั่งบนเก้าอี้ โซฟา หรือท่านอนก็ได้(แต่เสี่ยงหลับ)ขั้นแรกให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้ายาว รู้ว่าลมหายใจเข้ายาว พอลมหายใจออกยาว ก็รู้ว่าลมหายใจออกยาว(กำหนดรู้อยู่ภายในใจ ไม่ต้องออกเสียง)ให้กำหนดรู้ลมเข้าลมออกยาวเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งธรรมชาติของร่างกายมันจะเปลี่ยนไปเป็นลมหายใจสั้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปเพ่ง ไม่ต้องไปเกร็งใดๆทั้งสิ้น(เพราะมันจะไม่เป็นธรรมชาติ)กำหนดรู้แบบผ่อนคลายไปเรื่อยๆจนถึงลมเบาแผ่วลงเรื่อยๆ นั่นคือ จุดที่จิตเริ่มมีสมาธิแล้ว(ขณิกสมาธิ)ให้ท่านฝึกเช่นนี้ในทุกๆวันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มีวินัยในตนเอง มีความอดทนและเพียรพยายามสูง การทำบ้างไม่ทำบ้าง ขาดความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอจะเกิดประโยชน์น้อย สติจะยังไม่กล้าแกร่งและเข้าขั้นนำไปดับกิเลสในปัจจุบันขณะได้ ถ้าท่านสังเกตให้ดีๆที่นี่..จะเน้นการดับกิเลสหรือดับทุกข์ดับปัญหาต่างๆในปัจจุบันขณะจิตเป็นหลัก จะไม่รออนาคตหรือชาติหน้า เน้นที่ปัจจุบันขณะที่เห็นจริงทันทีเดี๋ยวนี้และพิสูจน์ได้เท่านั้น เห็นความจริงที่ปรากฎในปัจจุบันขณะเท่านั้น
1.2 การฝึกสติกำหนดรู้ในอิริยาบทต่างๆ( กายคตาสติ ) เช่น การยืน เดิน นั่ง นอน ทำกิจกรรมต่างๆ แม้แต่เข้าห้องน้ำ แปรงฟัน ดื่มน้ำ พูดคุย ฯลฯ จะมีสติระลึกรู้ในอิริยาบทเหล่านี้ทั้งหมด การปฏิบัติช่วงแรกๆอาจจะเกร็งบ้าง แต่พอนานๆเข้าจะเป็นไปอัตโนมัติ(จากผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ) ความหมายของการฝึกสติ ทั้งฝึกดูลมหายใจและฝึกสติรู้ในอิริยาบทต่างๆ จะส่งผลทำให้สติดีขึ้น ระลึกรู้ได้รวดเร็ว ประการสำคัญคือ สตินิ่งมีสมาธิ(จิตมีสมาธิสูง)สติอยู่ที่ใด จิตจะอยู่ที่นั่น เพราะสติคือธรรมฝ่ายกุศลหรือฝ่ายดีที่ปรุงแต่งจิตให้ออกมาดี ทั้งสติและจิตจะมีอารมณ์เดียวกัน เกิดดับพร้อมกัน เกิดขึ้นในที่เดียวกัน ดังนั้น การมีสติอยู่ที่ฐานกาย(ลมหายใจหรืออิริยาบทต่างๆ)จึงปลอดภัยมากที่สุดสำหรับจิต(ปลอดภัยจากหมู่มารผจญคือกิเลสทั้งหลายทั้งปวง)พระพุทธเจ้าจึงเน้นให้มีสติอยู่ที่ฐานกาย เพราะมันจะปลอดภัยจากเหล่ากิเลส โดยเฉพาะกิเลสตัวแม่อย่าง อวิชชา(โมหเจตสิก)ที่พร้อมจะเข้าปรุงแต่งจิต ถ้าสติไม่ทำงาน แต่ถ้าสติเดินเครื่องอยู่(สติอยู่กับฐานกาย)อวิชชา(โมหเจตสิก)จะเข้าแทรกแซงไม่ได้ เพราะเป็นธรรมอยู่คนละขั้วกัน ถ้าสติเกิด สัมปชัญญะ(ปัญญา)มักจะเกิดตามมาด้วย อวิชชาจะดับลง เหมือนกรณีความมืด(อวิชชา)กับความสว่าง(สติปัญญา)จะเข้ากันไม่ได้ อย่างหนึ่งเกิด อีกอย่างหนึ่งจะดับลงในทุกๆครั้งเสมอ นี่คือ เหตุผลที่ให้คงสติ(เจริญสติ)ในทุกขณะจิต เพื่อป้องกันอวิชชาเข้าครอบงำจิต เมื่อมีสติสัมปชัญญะ อวิชชาย่อมดับลง(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ทั้งสองธรรมนี้ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ เราจึงมีการนำหลักการนี้(หลักเหตุและผล)ไปใช้ในการดับกิเลสหรือดับทุกข์ โดยทั่วๆไปการเจริญสติด้วยกระบวนการระลึกรู้อิริยาบทต่างๆในแต่ละวัน(กายคตาสติ)จะเกิดขึ้นมากที่สุด สิ่งที่ติดตามมาจากการเจริญกายคตาสติก็คือ จิตมีสมาธิในปัจจุบันขณะ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูง ความประมาทและความผิดพลาดต่างๆลดลงทันที ท่านอาจจะสลับการเจริญสติระหว่างดูลมหายใจเข้าออก(อานาปานสติ)กับกำหนดรู้อิริยาบทต่างๆ(กายคตาสติ)สลับไปมาได้เลยแล้วแต่โอกาสและความเหมาะสมเป็นหลัก ให้ท่านฝึกไปเรื่อยๆจนเป็นวิถีชีวิตประจำวันไปเลย ถึงจุดนั้นท่านจะเข้าใจบริบททั้งหมดทั้งมวลที่แนะนำการฝึกสติให้กล้าแกร่งและเข้มข้น ทำไมจึงย้ำนักย้ำหนา เคี่ยวเข็ญนักหนา การจะเอาชนะข้าศึก(กิเลส)ไม่ใช่เรื่องง่ายๆต้องใช้พลังงานสูงเป็นพิเศษ สติแบบธรรมดาทั่วๆไปปราบกิเลสไม่ได้ ต้องใช้สติแบบพิเศษจึงจะทำได้
2 ) สมาธิ หลายๆท่านอาจยังเข้าใจแบบผิดๆอยู่ว่า การทำสมาธิต้องเข้าป่าเข้าวัด ต้องไปนั่งหลังขดหลังแข็ง ที่ถูกต้องก็คือ สมาธิ สามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาครับ การสร้างสมาธิไม่เพียงการนั่งหรือเดินจงกรมเท่านั้น ท่านสามารถทำสมาธิในขณะนั่งบนรถเมล์ได้ ขณะเดินก็ได้(คือการมีสติ) อย่าลืม สติ เป็นปัจจัยการเกิดสมาธิอีกปัจจัยหนึ่ง สมาธิคือ เอกัคคตาเจตสิก ที่ปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เดียว(จิตมีสมาธิ) ทำไมต้องเป็น สมาธิ ก็เพราะ สมาธิ เป็นปัจจัยการเกิดขึ้นของ ปัญญา และ สมาธิ ยังดับนิวรณ์ 5 ได้แบบชั่วคราวด้วย สติและสมาธิจะไปตัดหรือดับนิวรณ์ 5 ได้แบบชั่วขณะ(ที่มีการเดินแก่นมรรค) สติสมาธิเกิด นิวรณ์ดับลง เพราะนิวรณ์ทุกๆตัวมีองค์ประกอบของ อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นตัวหมุนให้นิวรณ์มีพลังแก่กล้า เมื่อสติสมาธิเกิด อวิชชาจึงดับลง(โมหเจตสิกดับ) นิวรณ์จึงดับลงตามอวิชชานั่นเอง อย่าลืม จิต รับรู้ได้ทีละเรื่องหรือทีละอารมณ์เท่านั้น ไม่สามารถรับรู้ได้หลายๆเรื่องหรือหลายๆอารมณ์ในเวลาเดียวกันได้(ในขณะจิตเดียว)ดังนั้น จิตอยู่กับสติและสมาธิเป็นอารมณ์ จะไม่สามารถรับเอานิวรณ์หรือธรรมที่เป็นอกุศลอื่นๆ(อกุศลเจตสิก)มาปรุงแต่งจิตพร้อมๆกันได้ และกุศลเจตสิกปรุงแต่งจิต(สติสมาธิ) อกุศลเจตสิกจะดับลงทันที(อวิชชาและนิวรณ์)สติ สมาธิ ปัญญา จะเป็นธรรมฝ่ายกุสลที่เกื้อกูลและค้ำจุนซึ่งกันและกัน(ถ้าขาดกันมรรคจะไม่เกิด) ท่านไม่ต้องไปเพ่งสมาธิจนเครียดหรืออยากให้สมาธิเกิด(เพราะนั่นคือ ภวตัณหา)เพียงสร้างสติให้เกิดขึ้นในอานาปานสติและกายคตาสติ สมาธิมันจะเกิดขึ้นติดตามมาเอง การไปเพ่งสมาธิ ไปเครียดกับสมาธิ กิเลสหลายตัวมาเยือนท่านได้ง่ายๆ โดยเฉพาะ กิเลสอุจธัจจะ(ฟุ้งซ่าน) เกิดความเครียด หงุดหงิดใจ ทำสมาธิไม่ได้ดั่งใจ(กิเลสปฏิฆะ) นี่คือ ความเข้าใจจะนำพาท่านสามารถทำสมาธิได้แบบง่ายๆในทุกๆที่และทุกๆเวลา ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องของแต่ละองค์ธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญและความจำเป็น
3 ) ปัญญา