กิเลส กรรม วิบาก คืออะไร???

กิเลส กรรม วิบาก คืออะไร???
กิเลส กรรม วิบาก คืออะไร?
วงจรหมุนวนที่ขับเคลื่อนชีวิตมนุษย์ หากเปรียบชีวิตเป็นวงล้อที่หมุนวนไม่รู้จบ "กิเลส กรรม วิบาก" คือฟันเฟือง 3 ชิ้นที่ทำงานประสานกันตลอดเวลา ในทางธรรมเราเรียกวงจรนี้ว่า "ไตรวัฏฏ์" หรือวงจรสามห่วง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มนุษย์ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดทั้งในมิติของจิตใจในชีวิตประจำวัน และในสังสารวัฏ
1. ไขความหมาย: กิเลส กรรม วิบาก คืออะไร?
กิเลส (Defilements / แรงขับเคลื่อนที่เศร้าหมอง): คือ สิ่งที่ทำให้ใจสกปรก เศร้าหมอง หรือขุ่นมัว รากเหง้าใหญ่คือ อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ที่แตกแขนงออกมาเป็น ความโลภ (อยากได้) ความโกรธ (ขัดเคือง) และความหลง (ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง) กิเลสคือ "ตัวจุดชนวน" หรือแรงขับที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อมีผัสสะมากระทบ
กรรม (Action / การกระทำ): คือ การกระทำที่ประกอบด้วย "ความจงใจหรือความเจตนา" (เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ) เมื่อจิตมีกิเลสสั่งการ จิตจะเกิดตัณหาความดิ้นรน จนแสดงออกออกมาเป็นพฤติกรรม ทางกาย (เช่น การทำร้าย หรือการไขว่คว้า) ทางวาจา (เช่น การพูดโกหก พูดคำหยาบ) หรือทางใจ (เช่น การคิดพยาบาท ปรุงแต่งเพลินไปในอารมณ์)
วิบาก (Result / ผลสะท้อนกลับ): คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำ (กรรม) นั้นๆ เปรียบเสมือนเงาตามตัว เมื่อทำกรรมไปแล้ว จิตจะบันทึกร่องรอยเอาไว้ และส่งผลกลับมาเป็นวิบาก เช่น ความทุกข์ใจ ความเดือดร้อนใจ สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ชีวิตที่ต้องเผชิญ ซึ่งวิบากนี้เองจะกลายมาเป็น "ผัสสะ" ใหม่ที่เข้ามากระทบจิตอีกครั้ง
กิเลส (Defilements / แรงขับเคลื่อนที่เศร้าหมอง): คือ สิ่งที่ทำให้ใจสกปรก เศร้าหมอง หรือขุ่นมัว รากเหง้าใหญ่คือ อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ที่แตกแขนงออกมาเป็น ความโลภ (อยากได้) ความโกรธ (ขัดเคือง) และความหลง (ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง) กิเลสคือ "ตัวจุดชนวน" หรือแรงขับที่เกิดขึ้นในจิตเมื่อมีผัสสะมากระทบ
กรรม (Action / การกระทำ): คือ การกระทำที่ประกอบด้วย "ความจงใจหรือความเจตนา" (เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ) เมื่อจิตมีกิเลสสั่งการ จิตจะเกิดตัณหาความดิ้นรน จนแสดงออกออกมาเป็นพฤติกรรม ทางกาย (เช่น การทำร้าย หรือการไขว่คว้า) ทางวาจา (เช่น การพูดโกหก พูดคำหยาบ) หรือทางใจ (เช่น การคิดพยาบาท ปรุงแต่งเพลินไปในอารมณ์)
วิบาก (Result / ผลสะท้อนกลับ): คือ ผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำ (กรรม) นั้นๆ เปรียบเสมือนเงาตามตัว เมื่อทำกรรมไปแล้ว จิตจะบันทึกร่องรอยเอาไว้ และส่งผลกลับมาเป็นวิบาก เช่น ความทุกข์ใจ ความเดือดร้อนใจ สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ชีวิตที่ต้องเผชิญ ซึ่งวิบากนี้เองจะกลายมาเป็น "ผัสสะ" ใหม่ที่เข้ามากระทบจิตอีกครั้ง
2. วงจรนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? (กลไกการทำงาน)
วงจรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ทำงานเป็นพลวัตที่หนุนเนื่องกันเป็นวงกลม (Cyclic Process) ตามหลักเหตุปัจจัย ดังนี้:
{กิเลส (เกิดขึ้นในใจ)} =>> {กรรม (ผลักดันให้ทำพฤติกรรม)} =>> {วิบาก (รับผลของการกระทำ)
ขั้นที่ 1: จิตมีความไม่รู้ (อวิชชา/กิเลส) เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เกิดความพอใจหรือไม่พอใจขึ้น
ขั้นที่ 2: จิตที่ถูกกิเลสครอบงำ จึงสั่งการให้เกิดการกระทำ (กรรม) เพื่อสนองความอยากหรือความขัดเคืองนั้น
ขั้นที่ 3: เมื่อกระทำลงไป ย่อมได้รับผลลัพธ์ (วิบาก) เป็นความสุขชั่วคราว หรือความทุกข์ใจ
ขั้นที่ 4 (วนกลับ): เมื่อได้รับวิบาก (เช่น ความทุกข์ใจหรือความขัดใจ) จิตที่ปราศจากสติก็เกิดความโกรธหรือความอยากอีกครั้ง (เกิดกิเลสใหม่) วงจรนี้จึงหมุนวนไปไม่มีที่สิ้นสุด
ขั้นที่ 1: จิตมีความไม่รู้ (อวิชชา/กิเลส) เมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เกิดความพอใจหรือไม่พอใจขึ้น
ขั้นที่ 2: จิตที่ถูกกิเลสครอบงำ จึงสั่งการให้เกิดการกระทำ (กรรม) เพื่อสนองความอยากหรือความขัดเคืองนั้น
ขั้นที่ 3: เมื่อกระทำลงไป ย่อมได้รับผลลัพธ์ (วิบาก) เป็นความสุขชั่วคราว หรือความทุกข์ใจ
ขั้นที่ 4 (วนกลับ): เมื่อได้รับวิบาก (เช่น ความทุกข์ใจหรือความขัดใจ) จิตที่ปราศจากสติก็เกิดความโกรธหรือความอยากอีกครั้ง (เกิดกิเลสใหม่) วงจรนี้จึงหมุนวนไปไม่มีที่สิ้นสุด
3. ผลกระทบต่อการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์
วงจร...... กิเลส-กรรม-วิบาก..... ส่งผลต่อการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ใน 2 ระดับอย่างชัดเจน:
ระดับที่ 1: การเวียนว่ายตายเกิดในปัจจุบันขณะ (เกิด-ดับ ในจิตตลอดวัน)
ทุกครั้งที่ท่านหลงอารมณ์ เกิดความโกรธ (กิเลส) แล้วคิดประทุษร้ายในใจ (กรรม) จากนั้นรู้สึกร้อนรุ่มใจ (วิบาก) จิตของท่านได้ "เกิด" ในภพภูมิแห่งความทุกข์เรียบร้อยแล้ว มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์นับแสนครั้งในหนึ่งวันเพราะวงจรนี้ มันเกิดขึ้นในทุกๆวัน
ระดับที่ 2: การเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ (สังสารวัฏ)เมื่อ มรณะ(ตาย)
เมื่อจิตสะสมกรรมและวิบากไว้หนาแน่น พลังงานหรือแรงขับเคลื่อนนี้ (ตัณหาและอุปาทาน) จะเป็นตัวนำทางให้จิตเดินทางไปสู่กายใหม่หลังจากกายเนื้อนี้ดับลง ตราบใดที่ยังมีกิเลส วงจรกรรมและวิบากก็จะไม่รั้งรอ มันจะสร้างภพ ชาติ และความทุกข์แบบไม่รู้จบสิ้น
วิธีตัดวงจร: เคล็ดลับที่หลายคนมองข้าม
เราไม่สามารถไปห้ามไม่ให้ "วิบาก" (ผลเก่า) เกิดขึ้นได้ และเราห้ามไม่ให้ "กิเลส" ผุดขึ้นมาไม่ได้ในตอนแรก แต่เราตัดวงจรนี้ได้ที่ "กรรม" โดยการเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
เมื่อวิบากส่งผลกระทบเข้ามาเป็นผัสสะ หากเรามี "สติ" ระลึกรู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งเป็นกรรมใหม่ (ละนันทิ) มี "สมาธิ" ตั้งมั่นเป็นปกติ และมี "ปัญญา" เห็นแจ้งว่ามันเป็นอนัตตา... กิเลสใหม่จะเกิดไม่ได้ กรรมใหม่ไม่ถูกสร้าง วงจรไตรวัฏฏ์จะขาดสะบั้นลงทันที!
วิธีข้ามพ้น กิเลส กรรม วิบาก ด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
ถอดรหัสวิธีตัดวงจรไตรวัฏฏ์ ข้ามพ้นกิเลส กรรม วิบาก ด้วยการเจริญแก่นมรรคในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนวิถีชีวิตธรรมดาให้เป็นการปฏิบัติธรรมดับทุกข์ตลอด 24 ชั่วโมง
ระดับที่ 1: การเวียนว่ายตายเกิดในปัจจุบันขณะ (เกิด-ดับ ในจิตตลอดวัน)
ทุกครั้งที่ท่านหลงอารมณ์ เกิดความโกรธ (กิเลส) แล้วคิดประทุษร้ายในใจ (กรรม) จากนั้นรู้สึกร้อนรุ่มใจ (วิบาก) จิตของท่านได้ "เกิด" ในภพภูมิแห่งความทุกข์เรียบร้อยแล้ว มนุษย์เวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์นับแสนครั้งในหนึ่งวันเพราะวงจรนี้ มันเกิดขึ้นในทุกๆวัน
ระดับที่ 2: การเวียนว่ายตายเกิดข้ามภพข้ามชาติ (สังสารวัฏ)เมื่อ มรณะ(ตาย)
เมื่อจิตสะสมกรรมและวิบากไว้หนาแน่น พลังงานหรือแรงขับเคลื่อนนี้ (ตัณหาและอุปาทาน) จะเป็นตัวนำทางให้จิตเดินทางไปสู่กายใหม่หลังจากกายเนื้อนี้ดับลง ตราบใดที่ยังมีกิเลส วงจรกรรมและวิบากก็จะไม่รั้งรอ มันจะสร้างภพ ชาติ และความทุกข์แบบไม่รู้จบสิ้น
วิธีตัดวงจร: เคล็ดลับที่หลายคนมองข้าม
เราไม่สามารถไปห้ามไม่ให้ "วิบาก" (ผลเก่า) เกิดขึ้นได้ และเราห้ามไม่ให้ "กิเลส" ผุดขึ้นมาไม่ได้ในตอนแรก แต่เราตัดวงจรนี้ได้ที่ "กรรม" โดยการเจริญแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
เมื่อวิบากส่งผลกระทบเข้ามาเป็นผัสสะ หากเรามี "สติ" ระลึกรู้เท่าทัน ไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งเป็นกรรมใหม่ (ละนันทิ) มี "สมาธิ" ตั้งมั่นเป็นปกติ และมี "ปัญญา" เห็นแจ้งว่ามันเป็นอนัตตา... กิเลสใหม่จะเกิดไม่ได้ กรรมใหม่ไม่ถูกสร้าง วงจรไตรวัฏฏ์จะขาดสะบั้นลงทันที!
วิธีข้ามพ้น กิเลส กรรม วิบาก ด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
ถอดรหัสวิธีตัดวงจรไตรวัฏฏ์ ข้ามพ้นกิเลส กรรม วิบาก ด้วยการเจริญแก่นมรรคในชีวิตประจำวัน เปลี่ยนวิถีชีวิตธรรมดาให้เป็นการปฏิบัติธรรมดับทุกข์ตลอด 24 ชั่วโมง
วิธีข้ามพ้น กิเลส กรรม วิบาก (วัฏฏสงสาร) ด้วยแก่นมรรค
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า "กิเลส กรรม วิบาก" คือวงล้อที่ตรึงจิตของมนุษย์ไว้กับกองทุกข์และการเวียนว่ายตายเกิด คำถามสำคัญคือ "เราจะหยุดวงล้อนี้ได้อย่างไร?"
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไปวิ่งไล่ดับกรรมเก่า หรือหนีไปจากวิบากกรรม แต่ทรงมอบเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดไว้ให้ นั่นคือ "แก่นมรรค" (สติ สมาธิ ปัญญา) ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะเข้ามา "ตัดกระแส" วงจรนี้ให้ขาดสะบั้นลงในปัจจุบันขณะ
แผนผังจุดตัด: แก่นมรรคเข้าไปทำงานตรงไหน?
ในวงจรแสนกลนี้ มีจุดที่เราสามารถเข้าไปทำลายวงจรได้ชัดเจนที่สุดผ่านกระบวนการทำงานของจิต ดังนี้:
1. ใช้ "สติ" สกัด "กิเลส" ไม่ให้กลายเป็น "กรรมใหม่"
สภาวะปกติ: เมื่อมี วิบาก (ผลเก่า) ส่งผลออกมา เช่น ตาไปเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ หรือหูได้ยินคำนินทา จิตที่ไม่มีสติจะเกิด กิเลส (โกรธ/ขัดเคือง) ทันที แล้วปรุงแต่งกลายเป็น กรรม (คิดแช่ง พูดประชด หรือกระทำรุนแรง)
วิธีข้ามพ้นด้วยสติ: เมื่อผัสสะมากระทบ ให้ใช้ "สติ" ระลึกรู้เท่าทันความรู้สึกโกรธหรืออยากที่ผุดขึ้นมาทันที "รู้แล้วจบ" ละความเพลินในอารมณ์นั้น (ละนันทิในเวทนา) ไม่กระโดดลงไปเล่นซ้ำ เมื่อสติสกัดไว้ทัน กิเลสจะฝ่อไปเอง ทำให้ไม่มีการสร้าง "กรรมใหม่ทางใจ" วงล้อหยุดหมุนทันที
2. ใช้ "สมาธิ" ตั้งมั่นเป็น "ปกติ" เพื่อไม่ให้จิตหวั่นไหวไปตามแรงเหวี่ยง
สภาวะปกติ: จิตของปุถุชนมักจะไหลไปตามโลก เมื่อเจอวิบากที่ดีก็หลงเพลิน เมื่อเจอวิบากที่ไม่ดีก็ดิ้นรน กระวนกระวาย
วิธีข้ามพ้นด้วยสมาธิ: การฝึกดึงจิตกลับมาอยู่กับฐานกาย (อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ) อยู่เสมอ จะทำให้จิตเกิด "ความตั้งมั่นแบบธรรมชาติ" ( Pakati Samadhi ) จิตจะมีลักษณะเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้กระโจนเข้าไปเป็นผู้เล่น เมื่อจิตตั้งมั่นและผ่อนคลาย วิบากกรรมเก่าที่เข้ามากระทบจะเปรียบเสมือนคลื่นที่กระทบหน้าผาหิน คือกระทบได้แต่ไม่สามารถทำให้จิตสั่นคลอนหรือหม่นหมองได้
3. ใช้ "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ ถอนรากแก้วตัวจริงคือ "อวิชชา"
สภาวะปกติ: จิตแอบอ้างเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็น "ตัวเรา ของเรา" (เกิดอุปาทาน) นึกว่า "เรากำลังทุกข์" หรือ "เรากำลังโดนทำร้าย"
วิธีข้ามพ้นด้วยปัญญา: ใช้ปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า ทุกลักษณะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง ล้วนเป็นเพียง "ธรรมะแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตนเองตามธรรมชาติ" มองทะลุสมมติ (เรื่องราว เรื่องเล่า คน สัตว์ สิ่งของ) ให้เห็นเป็นเพียงปรมัตถ์ (สภาวะที่เกิดดับและเป็นอนัตตา) เมื่อเห็นแจ้งว่า "ไม่มีเราอยู่ในนั้น" อวิชชา (ความหลง) จะดับลงทันที เมื่ออวิชชาดับ ตัณหาและอุปาทานก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง
1. ใช้ "สติ" สกัด "กิเลส" ไม่ให้กลายเป็น "กรรมใหม่"
สภาวะปกติ: เมื่อมี วิบาก (ผลเก่า) ส่งผลออกมา เช่น ตาไปเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ หรือหูได้ยินคำนินทา จิตที่ไม่มีสติจะเกิด กิเลส (โกรธ/ขัดเคือง) ทันที แล้วปรุงแต่งกลายเป็น กรรม (คิดแช่ง พูดประชด หรือกระทำรุนแรง)
วิธีข้ามพ้นด้วยสติ: เมื่อผัสสะมากระทบ ให้ใช้ "สติ" ระลึกรู้เท่าทันความรู้สึกโกรธหรืออยากที่ผุดขึ้นมาทันที "รู้แล้วจบ" ละความเพลินในอารมณ์นั้น (ละนันทิในเวทนา) ไม่กระโดดลงไปเล่นซ้ำ เมื่อสติสกัดไว้ทัน กิเลสจะฝ่อไปเอง ทำให้ไม่มีการสร้าง "กรรมใหม่ทางใจ" วงล้อหยุดหมุนทันที
2. ใช้ "สมาธิ" ตั้งมั่นเป็น "ปกติ" เพื่อไม่ให้จิตหวั่นไหวไปตามแรงเหวี่ยง
สภาวะปกติ: จิตของปุถุชนมักจะไหลไปตามโลก เมื่อเจอวิบากที่ดีก็หลงเพลิน เมื่อเจอวิบากที่ไม่ดีก็ดิ้นรน กระวนกระวาย
วิธีข้ามพ้นด้วยสมาธิ: การฝึกดึงจิตกลับมาอยู่กับฐานกาย (อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ) อยู่เสมอ จะทำให้จิตเกิด "ความตั้งมั่นแบบธรรมชาติ" ( Pakati Samadhi ) จิตจะมีลักษณะเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้กระโจนเข้าไปเป็นผู้เล่น เมื่อจิตตั้งมั่นและผ่อนคลาย วิบากกรรมเก่าที่เข้ามากระทบจะเปรียบเสมือนคลื่นที่กระทบหน้าผาหิน คือกระทบได้แต่ไม่สามารถทำให้จิตสั่นคลอนหรือหม่นหมองได้
3. ใช้ "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ ถอนรากแก้วตัวจริงคือ "อวิชชา"
สภาวะปกติ: จิตแอบอ้างเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็น "ตัวเรา ของเรา" (เกิดอุปาทาน) นึกว่า "เรากำลังทุกข์" หรือ "เรากำลังโดนทำร้าย"
วิธีข้ามพ้นด้วยปัญญา: ใช้ปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า ทุกลักษณะที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง ล้วนเป็นเพียง "ธรรมะแต่ละธรรมที่ทำหน้าที่ของตนเองตามธรรมชาติ" มองทะลุสมมติ (เรื่องราว เรื่องเล่า คน สัตว์ สิ่งของ) ให้เห็นเป็นเพียงปรมัตถ์ (สภาวะที่เกิดดับและเป็นอนัตตา) เมื่อเห็นแจ้งว่า "ไม่มีเราอยู่ในนั้น" อวิชชา (ความหลง) จะดับลงทันที เมื่ออวิชชาดับ ตัณหาและอุปาทานก็ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง
คู่มือปฏิบัติ 24 ชั่วโมง: ข้ามพ้นวัฏฏะในชีวิตประจำวัน
ท่านไม่จำเป็นต้องทิ้งหน้าที่การงานเพื่อไปดับทุกข์ เพราะในทุกย่างก้าวและทุกลมหายใจคือห้องเรียนปฏิบัติธรรม:
ตื่นนอน : เริ่มต้นวันด้วยการเจริญอานาปานสติ นั่งนิ่งๆ อยู่กับลมหายใจเข้าและออกยาว-สั้น เพื่อชาร์จพลังงานแห่งสติและสมาธิให้จิตตั้งมั่นเป็นฐานของวัน
ระหว่างวันและการทำงาน: เปลี่ยนการทำงานให้เป็น "กายคตาสติ" ดื่มน้ำรู้ว่าดื่ม เดินรู้ว่าเดิน คุยงานรู้ว่าคุยงาน ใช้สติกำกับอยู่กับปัจจุบันขณะตลอดเวลา เพื่อปิดประตูไม่ให้อวิชชาและกิเลสเข้าแทรกแซง
เมื่อเจอผัสสะกระแทกใจ (วิบากเข้ากระทบ): ท่องคาถาในใจว่า "ธรรมทำกิจของธรรม ไม่ใช่เรา" มีสติรู้ทันอารมณ์ คืนความสงบให้จิตด้วยลมหายใจสั้นๆ 3-5 ลมหายใจ
บทสรุป การข้ามพ้น กิเลส กรรม วิบาก ไม่ใช่การเอาร่างกายนี้หนีไปไหน แต่คือการ "ปรับโครงสร้างของจิตใหม่" ให้ก้าวข้ามจากความหลงสมมติ (อวิชชา) ไปสู่ความตื่นรู้ด้วยแก่นมรรค เมื่อแก่นมรรคทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต รากเหง้าแห่งทุกข์ย่อมถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จิตใจจะเข้าถึงความสงบเย็น เป็นอิสระ และไร้ทุกข์อย่างแท้จริงในโลกปัจจุบัน
ตื่นนอน : เริ่มต้นวันด้วยการเจริญอานาปานสติ นั่งนิ่งๆ อยู่กับลมหายใจเข้าและออกยาว-สั้น เพื่อชาร์จพลังงานแห่งสติและสมาธิให้จิตตั้งมั่นเป็นฐานของวัน
ระหว่างวันและการทำงาน: เปลี่ยนการทำงานให้เป็น "กายคตาสติ" ดื่มน้ำรู้ว่าดื่ม เดินรู้ว่าเดิน คุยงานรู้ว่าคุยงาน ใช้สติกำกับอยู่กับปัจจุบันขณะตลอดเวลา เพื่อปิดประตูไม่ให้อวิชชาและกิเลสเข้าแทรกแซง
เมื่อเจอผัสสะกระแทกใจ (วิบากเข้ากระทบ): ท่องคาถาในใจว่า "ธรรมทำกิจของธรรม ไม่ใช่เรา" มีสติรู้ทันอารมณ์ คืนความสงบให้จิตด้วยลมหายใจสั้นๆ 3-5 ลมหายใจ
บทสรุป การข้ามพ้น กิเลส กรรม วิบาก ไม่ใช่การเอาร่างกายนี้หนีไปไหน แต่คือการ "ปรับโครงสร้างของจิตใหม่" ให้ก้าวข้ามจากความหลงสมมติ (อวิชชา) ไปสู่ความตื่นรู้ด้วยแก่นมรรค เมื่อแก่นมรรคทำงานอย่างต่อเนื่องในทุกขณะจิต รากเหง้าแห่งทุกข์ย่อมถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง จิตใจจะเข้าถึงความสงบเย็น เป็นอิสระ และไร้ทุกข์อย่างแท้จริงในโลกปัจจุบัน
(( วิชชาคืออะไร? อวิชชาคืออะไร? กดดูที่นี่..))
(( ดับทุกข์ประจำวันด้วยตัวเอง กดดูที่นี่...))(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))