การใช้แก่นมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)ดับกิเลส



การใช้ สติ สมาธิ ปัญญา(แก่นมรรค)ดับกิเลสในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์

ถอดรหัสกิเลสในชีวิตประจำวัน:
กองทัพอกุศลที่มนุษย์ต้องเผชิญในทุกวัน

ในหนึ่งวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงหลับตานอน จิตของเราไม่ได้อยู่ว่าง แต่ถูกปรุงแต่งด้วย "กิเลส" หรือเครื่องเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่มี สติ เป็นเครื่องระลึกรู้ เราจะถูกกิเลสเหล่านี้ขับเคลื่อนชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว
 
1. ระดับหน้าด่าน: "นิวรณ์ 5" (กิเลสที่กั้นความดี)
 
นี่คือกิเลสกลุ่มแรกที่เรามักเจอในทุกๆ กิจกรรม:

กามราคะ: ความพึงพอใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่น การติดใจในรสชาติกาแฟยามเช้า หรือการไถหน้าจอโซเชียลเพื่อหาความเพลิดเพลิน

พยาบาท: ความหงุดหงิดขัดเคืองใจ เมื่อรถติด เมื่อเพื่อนร่วมงานพูดไม่เข้าหู หรือแม้แต่ตอนที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ

ถีนมิทธะ: ความง่วงเหงาหาวนอน ความท้อแท้ ขี้เกียจลุกขึ้นมาทำหน้าที่

อุทธัจจะกุกกุจจะ: ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ กังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง หรือกังวลกับความผิดพลาดในอดีต

วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจในทางเลือก ไม่มั่นใจในความดีหรือผลของการปฏิบัติ

2. ระดับอารมณ์ร่วมสมัย: "อุปกิเลส 16" (เครื่องทำให้จิตเศร้าหมอง)
 
เมื่อนิวรณ์เริ่มก่อตัว กิเลสกลุ่มนี้จะทำให้จิตขุ่นมัวชัดเจนขึ้น:

ความโกรธ (โกธะ) และ ความผูกโกรธ (อุปนาหะ): เริ่มจากฉุนเฉียวจนกลายเป็นเก็บมาคิดพยาบาท

ความลบหลู่ (มักขะ) และ ความตีเสมอ (ปลาสะ): การไม่ยอมรับความดีของผู้อื่น หรือยกตัวขึ้นเทียบเคียง

ความริษยา (อิสสา) และ ความตระหนี่ (มัจฉริยะ): ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี หรือหวงแหนสิ่งที่ตนมีจนไม่กล้าแบ่งปัน

ความถือตัว (มานะ) และ ความดูหมิ่น (อติมานะ): การเปรียบเทียบเรา-เขา ว่าใครดีกว่า หรือด้อยกว่า

3. ระดับโครงสร้างพื้นฐาน: "กิเลส 10" (ตัวมูลเหตุ)
 
นี่คือรากฐานที่ฝังอยู่ในความคิดและการตัดสินใจ:

โลภะ-โทสะ-โมหะ: ความอยากได้ ความโกรธแค้น และความหลงผิดไม่รู้ตามจริง

ทิฐิ: ความเห็นผิด ความยึดติดในความคิดตนเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพียงหนึ่งเดียว

4. ระดับร้อยรัดและนอนเนื่อง: "สังโยชน์ 10 & อนุสัย 7"
 
นี่คือกิเลสระดับลึกที่มักทำงานอยู่เบื้องหลังจิตสำนึก:

สักกายทิฐิ: ความรู้สึกว่านี่คือ "ตัวตนของฉัน" (เช่น ฉันกำลังโกรธ, ฉันกำลังหิว) แทนที่จะเห็นว่าเป็นเพียง "สภาวะธรรม"

อนุสัย: กิเลสที่นอนก้นเปรียบเหมือนตะกอนน้ำ พร้อมจะฟุ้งขึ้นมาทันทีที่มีสิ่งมากระทบ (ผัสสะ) เช่น ความเคยชินในการโกรธเมื่อถูกวิจารณ์ หรือความเคยชินในการแสวงหาความสุขจากภายนอก

บทสรุป: กิเลสไม่ใช่เรา แต่เป็น "ธรรม" ชนิดหนึ่ง
 
การเข้าใจกิเลสในแต่ละวัน ไม่ได้เพื่อให้เราไปเกลียดชังมัน แต่เพื่อให้เราใช้ ปัญญา เข้าไป "ตีแผ่สมมติ" เห็นว่ากิเลสเหล่านี้เป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราว มีเหตุปัจจัยก็เกิด หมดเหตุปัจจัยก็ดับ
 
เมื่อเราใช้ สติ รู้เท่าทัน สมาธิ ตั้งมั่น และ ปัญญา แยกแยะกิเลสออกจากจิตได้ เราจะพบว่า "จิตก็เป็นธรรมอีกธรรมหนึ่ง" ที่ทำงานตามหน้าที่ของมัน และเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกิเลสได้โดยไม่ถูกมันครอบงำ
............................................................................................................................

ในทางธรรม อวิชชาคือรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง เปรียบเหมือนจอมพลที่สั่งการกองทัพกิเลสทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนิวรณ์ สังโยชน์ หรืออนุสัย ต่างก็ทำงานภายใต้คำสั่งของอวิชชาทั้งสิ้น

"อวิชชา" : กิเลสตัวร้ายที่สุดที่บิดเบือนความจริง
เหตุผลที่ อวิชชา ทำร้ายมนุษย์ได้มากที่สุด มีดังนี้ครับ:
1. มันคือ "ม่านบังตา" ที่ทำให้เราเห็นผิด (บิดเบือนสมมติ)
อวิชชาทำหน้าที่ปกปิดความจริงของธรรมชาติ (ไตรลักษณ์) ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่เป็น อนัตตา (บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัวตน) ว่าเป็น ตัวตน ของเรา ทำให้เรายึดถือว่า "นี่คือฉัน" "นี่คือของฉัน" เมื่อเรายึดมั่นในตัวตน กิเลสตัวอื่นๆ อย่างความโลภ (อยากให้ตัวตนสุข) และความโกรธ (เมื่อตัวตนถูกขัดใจ) จึงตามมาเป็นขบวน
2. มันทำให้เรา "หลงนันทิ" (เพลินในเวทนา)
เพราะอวิชชา เราจึงไม่รู้เท่าทันการปรุงแต่งของจิต เมื่อมีความรู้สึก (เวทนา) เกิดขึ้น เราจึงเผลอเข้าไป "นันทิ" หรือเพลินไปกับมัน จนเกิดเป็นนันทิราคะ (ความกำหนัดด้วยความเพลิน) ทำให้เราติดอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่รู้วิธีออก
3. มันทำงานแบบ "นอนเนื่อง" (อนุสัย)
อวิชชาไม่ได้ปรากฏตัวแบบโผงผางเหมือนความโกรธ แต่มันนอนนิ่งอยู่ในจิตใจเหมือนตะกอนที่มองไม่เห็น มันคอยบงการให้จิต "สำคัญมั่นหมาย" ในสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่เราคิดว่าเรากำลังทำความดี หากขาดปัญญา อวิชชาก็อาจจะแทรกตัวเข้ามาทำให้เราหลงในความดีนั้นได้

วิธีดับ "อวิชชา" ด้วยแก่นมรรค
เมื่อศัตรูร้ายแรงที่สุดคือความไม่รู้ เครื่องมือเดียวที่จะปราบมันได้คือ "วิชชา" หรือ "ปัญญา" :

ใช้สติ: ตามระลึกรู้เท่าทัน "มโนผัสสะ" (การกระทบทางใจ) ไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นนันทิ

ใช้สมาธิ: ทำให้จิตตั้งมั่นและนิ่งพอที่จะเห็น "ความเกิด-ดับ" ของธรรมแต่ละธรรม

ใช้ปัญญา (โยนิโสมนสิการ): ตีแผ่สมมติออกมาให้เห็นตามความเป็นจริงว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" ไม่มีใครในนั้น มีเพียงธรรมที่ทำกิจของตนเองเท่านั้น

 เจาะลึก "อวิชชา" รากเหง้าแห่งความทุกข์ และวิธีถอนรากถอนโคนด้วย...สติ สมาธิ ปัญญา
 
 "ในบรรดากิเลสทั้งหมด 'อวิชชา' คือตัวที่ทำร้ายเรามากที่สุด เพราะมันทำให้เราหลงเข้าใจผิดในสมมติ ยึดถือสิ่งที่ไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวเรา เมื่อจิตหลงในสมมติ ความทุกข์จึงไม่มีที่สิ้นสุด การจะดับอวิชชาไม่ใช่การต่อสู้ แต่คือการ 'เห็นแจ้ง' ด้วยโยนิโสมนสิการว่า ทุกอย่างเป็นเพียงธรรมชาติที่ทำหน้าที่ของมันเอง..."

"รู้จัก 2 ตัวการร้าย: ม่านหมอกที่บังตา (อวิชชา) กับ กาวที่เหนียวหนึบ (นันทิ)"
1. อวิชชา (Avijja): "ม่านหมอกที่ลวงตา"
ถ้าจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจ อวิชชา ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีความรู้" (เพราะเรายังมีความรู้ทางโลก มีด็อกเตอร์ มีวิศวกร) แต่ในทางธรรม อวิชชาคือ "ความเข้าใจผิดต่อความจริงของชีวิต"

นิยามง่ายๆ: คือการที่จิต "มองไม่เห็น" ความจริงว่าทุกอย่างมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (ไตรลักษณ์)

การทำงาน: เปรียบเหมือนเราสวม "แว่นตาสี" ตลอดเวลา ถ้าแว่นเป็นสีแดง เราก็มองเห็นโลกเป็นสีแดง และเชื่อจริงๆ ว่าโลกนี้สีแดง อวิชชาทำให้เราเชื่อว่า "ร่างกายนี้คือเรา" "ความรู้สึกนี้คือเรา" ทั้งที่จริงๆ มันเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติ

ผลร้าย: เมื่อเราคิดว่ามี "ตัวเรา" จริงๆ เราจึงต้องเหนื่อยเพื่อปรนเปรอตัวเรา และเป็นทุกข์เมื่อตัวเราไม่ได้อย่างใจ

2. นันทิ (Nandi): "ความเพลินที่เป็นกับดัก"
คำว่า นันทิ หากแปลตามตัวคือความเพลิน ความยินดี หรือความบันเทิงใจ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติธรรม นันทิคือ "กาว" ที่คอยเชื่อมจิตไว้กับความทุกข์

นิยามง่ายๆ: คืออาการที่จิต "กระโดดเข้าไปตะครุบ" หรือ "แช่อิ่ม" อยู่ในอารมณ์นั้นๆ ไม่ว่าอารมณ์นั้นจะสุขหรือทุกข์ก็ตาม

การทำงาน:

ตอนสุข: เมื่อเจออาหารอร่อย จิตจะ "เพลิน" (นันทิ) ในรสชาติ แล้วอยากกินอีก (เกิดราคะ)

ตอนทุกข์: เมื่อถูกตำหนิ จิตจะ "เพลิน" (จม) อยู่กับความโกรธ คิดวนเวียนซ้ำๆ ไม่ยอมปล่อย (เกิดปฏิฆะ)

ผลร้าย: นันทิทำให้เกิดการ "ปรุงแต่ง" ไม่จบสิ้น เปรียบเหมือนการเติมเชื้อไฟลงไปในกองไฟเรื่อยๆ ทำให้จิตต้องเกิดและดับอยู่ในกระแสแห่งอารมณ์นั้นไม่หยุดพัก

3. ความสัมพันธ์ของ "อวิชชา" และ "นันทิ" (กลไกแห่งทุกข์)
เพื่อให้เห็นภาพรวมสำหรับลงเว็บไซต์ ผมสรุปความสัมพันธ์ของสองตัวนี้ไว้ดังนี้:

1.อวิชชา (ความไม่รู้) ทำให้เรามองเห็นสมมติต่างๆ ว่าเป็นเรื่องจริงจัง เป็นตัวเป็นตน
2.เมื่อมีอะไรมากระทบ (ผัสสะ) เช่น เห็นภาพสวยหรือได้ยินคำด่า นันทิ (ความเพลิน) จะทำหน้าที่ดึงจิตเข้าไปเกาะติดกับอารมณ์นั้นทันที
3.เมื่อเพลินบ่อยๆ จิตก็เกิดความคุ้นชิน กลายเป็น อนุสัย (กิเลสสะสม) และวนกลับไปสร้าง อวิชชา ให้หนาแน่นขึ้นกว่าเดิม

สรุปสั้นๆ สำหรับชาวบ้าน: "อวิชชา" คือการหลงผิดคิดว่ามีเรา... "นันทิ" คือการส่งจิตออกไปยึดถือและเพลินอยู่ในอารมณ์ของตัวเรานั้นเองครับ


 ดับอวิชชา ด้วย...วิชชา

เจาะลึก "อวิชชา" :
รากเหง้าแห่งความทุกข์ และวิธีถอนรากถอนโคนด้วยแก่นมรรค

หากเปรียบความทุกข์เป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีพิษร้ายแรง "อวิชชา" ก็คือรากแก้วที่ฝังลึกอยู่ใต้ดิน คอยดูดซึมสารอาหาร (นันทิ) มาเลี้ยงลำต้นและกิ่งก้าน (กิเลสและสังโยชน์) ให้เติบโต การจะดับทุกข์ให้สิ้นซาก จึงไม่ใช่แค่การเด็ดใบหรือตัดกิ่ง แต่ต้อง "ขุดรากถอนโคน" อวิชชาออกไป

1. อวิชชาทำงานอย่างไรในชีวิตเรา?

อวิชชา (ความไม่รู้) ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว แต่มันสร้าง "ความสำคัญมั่นหมาย" (หลงสมมติ) ขึ้นมาในใจเรา:

ครอบงำการเห็น: ทำให้เราเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง (เช่น เชื่อว่าความสุขหรือชื่อเสียงจะอยู่กับเราตลอดไป)

ครอบงำความรู้สึก: ทำให้เราเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข (เช่น การแสวงหากามคุณเพื่อมาปรนเปรอตัวตน)

ครอบงำความคิด: ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน (อนัตตา) ว่าเป็นตัวตน (เช่น ยึดถือว่านี่คือกายของฉัน จิตของฉัน)

2. ยุทธวิธี "ขุดรากถอนโคน" ด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)

เมื่อศัตรูคือ "ความหลงผิด" เราจึงต้องใช้กระบวนการทางวิชชาเพื่อตีแผ่สมมติออก ดังนี้:

ขั้นที่ 1: สติ (เครื่องตรวจจับและระงับการปรุงแต่ง)

หน้าที่: เป็นด่านหน้าในการหยุด "นันทิ" (ความเพลิน)

การปฏิบัติ: เมื่อมีผัสสะมากระทบ (ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง) ให้ใช้สติระลึกรู้เท่าทันอาการของใจทันที หากใจเริ่มเพลินไปกับอารมณ์นั้น (นันทิ) ให้รีบละความเพลินนั้นเสีย สติจะทำให้กระบวนการของอวิชชาที่กำลังจะสร้าง "ตัวตน" ขึ้นมานั้นชะงักลง

ขั้นที่ 2: สมาธิ (เครื่องทำลายม่านหมอก)

หน้าที่: ทำให้จิตนิ่ง สงบ และตั้งมั่นเป็นกลาง (Normal State / Pakati)

การปฏิบัติ: เมื่อจิตมีสมาธิ ม่านหมอกของนิวรณ์จะจางไป จิตเปรียบเสมือนกล้องที่มีความคมชัดสูง พร้อมที่จะมองลึกลงไปในสภาวะธรรมโดยไม่บิดเบือนด้วยอารมณ์สถาพที่กำลังเกิดขึ้น

ขั้นที่ 3: ปัญญา (ศัสตราตีแผ่สมมติ)

หน้าที่: เห็นความจริงว่า "ทุกอย่างเป็นอนัตตา"

การปฏิบัติ: ใช้ปัญญาพิจารณา (โยนิโสมนสิการ) ลงไปที่จิตและอารมณ์ เห็นว่าจิตก็เป็นเพียงธรรมหนึ่งที่ทำหน้าที่รู้ อารมณ์ก็เป็นอีกธรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

การตีแผ่สมมติ: ปัญญาจะมองทะลุคำว่า "เรา" ออกไป จนเห็นแต่ "กระแสของธรรม" ที่เกิด-ดับต่อเนื่องกัน เมื่อเห็นแจ้งว่า "ไม่มีตัวตนที่แท้จริง" อยู่ในนั้น อวิชชาที่เคยอาศัยการยึดมั่นในตัวตนก็จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

3. บทสรุป: จากความหลง (อวิชชา) สู่ความเห็นแจ้ง (วิชชา)

การปฏิบัติเพื่อถอนรากอวิชชา ไม่ใช่การสร้างอะไรใหม่ขึ้นมา แต่คือการ "ถอดถอนความเข้าใจผิด" ออกไป:

1.รู้เท่าทัน ความเพลิน (สติ)

2.ตั้งมั่น ในความปกติ (สมาธิ)

3.เห็นตามจริง ว่าทุกธรรมเป็นอนัตตา (ปัญญา)

เมื่อปัญญาทำหน้าที่เต็มที่ จิตจะ "สำรอก" ความยึดมั่นถือมั่นในสมมติออก อวิชชาดับไป วิชชาความรู้แจ้งจะเข้ามาแทนที่ ทิ้งไว้เพียงธรรมชาติที่บริสุทธิ์และอิสระอย่างแท้จริง

"อย่าเพียงแค่เรียนรู้ธรรมด้วยสมอง แต่จงใช้แก่นมรรคพิสูจน์ความจริงในใจคุณเอง จนกว่าจะเห็นแจ้งว่า... ทุกอย่างรวมถึงจิต เป็นเพียงธรรมที่ทำกิจตามหน้าที่ของมันเท่านั้น"
.................................................................................................................................

ละนันทิเพื่อสำรอกอวิชชา:
ยุทธวิธีการถอดถอนความหลงผิดจากจิตใจ
 

หาก "อวิชชา" คือเชื้อโรคร้ายที่ฝังตัวอยู่ลึกที่สุด "นันทิ" (ความเพลิน) ก็คืออาหารที่คอยเลี้ยงเชื้อโรคนั้นให้เติบโต การ "ละนันทิ" จึงเป็นกลวิธีที่แยบคายที่สุดในการตัดวงจรอาหาร เพื่อปล่อยให้อวิชชาฝัดตัวและถูกสำรอกออกมาจากจิตในที่สุด 

1. ทำไมต้อง "ละนันทิ"? (กลไกการตัดวงจร) 

โดยธรรมชาติ เมื่อมีอะไรมากระทบใจ (ผัสสะ) จิตจะวิ่งออกไป "เพลิน" (นันทิ) ในอารมณ์นั้นทันที
ถ้าเพลินในสุข = เกิด ราคะ (ความกำหนัดยินดี)
ถ้าเพลินในทุกข์ = เกิด ปฏิฆะ (ความหงุดหงิดขัดเคือง)
การเพลินซ้ำๆ นี้เองที่ทำให้ "อวิชชา" แข็งแรงขึ้น เพราะมันตอกย้ำความรู้สึกว่ามี "เรา" เป็นผู้เสพสุขและผู้รับทุกข์นั้น 

2. ขั้นตอนการ "ละนันทิ" ในชีวิตประจำวัน 

ท่านสามารถฝึกฝนได้ผ่าน 3 ระยะของความเร็วสติ ดังนี้ครับ: 

ก. ระยะรู้เท่าทัน (สติ): "เห็นความเพลิน" 

เมื่อตาสัมผัสรูป หรือใจคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา ให้สังเกตอาการที่จิต "กระโดดเข้าไปเกาะ" เรื่องนั้น เช่น เมื่อเริ่มคิดถึงความสำเร็จในอดีตแล้วรู้สึกพองโต นั่นคือ นันทิ เกิดขึ้นแล้ว 

ปฏิบัติ: เพียงแค่ "รู้" ว่าจิตกำลังเพลิน โดยไม่ต้องตำหนิตนเอง 

ข. ระยะตัดเชื้อไฟ (ละ): "ไม่คลุกคลี" 

เมื่อรู้ว่าเพลิน ให้ใช้กำลังของ สติและสมาธิ ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ฐาน (เช่น ลมหายใจ หรือความรู้สึกตัว) เพื่อไม่ให้สังขารปรุงแต่งต่อไปเป็นอารมณ์ที่ยืดเยื้อ 

ปฏิบัติ: ทิ้งอารมณ์นั้นทันทีเหมือนสลัดหยดน้ำออกจากใบบัว เพื่อไม่ให้เกิด "นันทิราคะ" 

ค. ระยะสำรอก (ปัญญา): "เห็นความว่างจากตัวตน" 

เมื่อละความเพลินได้บ่อยเข้า จิตจะเริ่มเห็นว่า "อารมณ์นั้นก็ส่วนหนึ่ง จิตที่ไปรู้ก็ส่วนหนึ่ง" ทั้งคู่เกิดเองดับเอง ไม่ใช่เรา 

ปฏิบัติ: ใช้ โยนิโสมนสิการ พิจารณาว่า "ความเพลินเมื่อครู่ก็เป็นอนัตตา จิตนี้ก็เป็นอนัตตา" เมื่อทำเช่นนี้บ่อยๆ อวิชชาที่เคยยึดถือสมมติจะถูก "สำรอก" ออกมา เพราะจิตเห็นความจริงแล้วว่าไม่มีอะไรน่าเพลิน 

3. ผลของการละนันทิ: การพังทลายของอวิชชา 

เมื่อเรา "ละนันทิ" ได้อย่างต่อเนื่อง ผลที่ตามมาคือ:

สังโยชน์ถูกตัดขาด: เครื่องร้อยรัดใจจะค่อยๆ หลุดออกทีละเส้น เพราะไม่มีความเพลินไปเชื่อมไว้

อนุสัยถูกขุดราก: ความเคยชินเดิมๆ ที่จะโกรธหรือโลภจะลดกำลังลง เพราะเราไม่เติมเชื้อไฟใหม่ลงไป

อวิชชาสำรอกออก: เมื่อจิตไม่เพลินในสมมติ จิตจะคืนสู่สภาวะ "ปกติ" (Pakati) ซึ่งเป็นสภาวะที่ปัญญาเห็นแจ้งในอนัตตาได้อย่างชัดเจนที่สุด

บทสรุป 

"การปฏิบัติธรรมไม่ใช่การแสวงหาความสุขใหม่ๆ แต่คือการ ละความเพลิน (นันทิ) ในอารมณ์เก่าๆ เพื่อสำรอกความหลงผิด (อวิชชา) ออกไป จนเหลือเพียงความจริงที่ว่า... ทุกธรรมทำกิจของตนเอง และไม่มีตัวตนใดๆ ในกระแสแห่งธรรมนั้น"
 

(( การดับทุกข์แบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))

     (( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))

(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))

    (( ดับทุกข์ใน 24 ชม.แบบปุถุชน กดดูที่นี่..))

 
Visitors: 1,154