วิธีดับทุกข์ใน 24 ชม.สำหรับปุถุชนแบบเบื้องต้นทำได้ทันทีทุกๆที่ทุกๆเวลา

 

   
การอ่านเนื้อหาในเพจนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อท่าน ก็ต่อเมื่อท่านลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังเท่านั้น เหมือนกรณีท่านได้อ่านเรื่องราวความเค็มของเกลือ รู้ว่าเกลือเค็มเฉพาะที่ตัวหนังสือเท่านั้น แต่ท่านยังไม่ได้ลงมือชิมเกลือจริงๆ ก็จะไม่รู้ว่ารสเค็มของเกลือเป็นเช่นใดฉันใดก็ฉันนั้นครับ
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

(( การดับทุกข์แบบครบวงจรด้วยแก่นมรรค กดดูที่นี่..))

วิธีการดับทุกข์ใน 24 ชั่วโมงแบบปุถุชน( ด้วย สติ สมาธิ ปัญญา )
ต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จึงจะสัมฤทธิ์ผลและเห็นผลจริงๆ
ความสำเร็จใดๆไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพริบตาได้สำหรับปุถุชน
( ไม่ต้องหวังบรรลุมรรคผลหรือนิพพานใดๆ เพราะคือ การดับทุกข์เฉพาะหน้าเท่านั้น )

การจะประสบผลสำเร็จ ต้องใช้ธรรมทั้ง 3 แบบองค์รวมพร้อมๆกัน ขาดธรรมใดธรรมหนึ่งไม่ได้
เพราะทั้ง 3 ธรรม คือ แก่นธรรมที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุความสำเร็จในการงานและชีวิตได้แบบสมบูรณ์ ถ้าปฏิบัติจริงและปฏิบัติถึง ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน ไม่มีคำว่า พลาด เกิดขึ้นอย่างแน่นอน สามารถพิสูจน์ได้ทุกๆที่และทุกๆเวลา

การนำธรรมทั้ง 3 นี้มาแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน(ลดปัญหาและลดทุกข์ดับทุกข์)
ขอทำความเข้าใจก่อนว่า การดับทุกข์ใน 24 ชั่วโมง ในที่นี้ไม่ใช่การบรรลุมรรคผลใดๆทั้งสิ้น
ทุกข์และปัญหาเกิดขึ้นในทุกๆวันกับมนุษย์ ที่นี่จะเน้นที่การดับทุกข์ ณ ปัจจุบันขณะดำเนินชีวิต

สติ สมาธิ ปัญญา เป็นธรรมขั้นพื้นฐานที่ติดตัวมนุษย์ทุกๆคนมาตั้งแต่เกิด พระพุทธเจ้าคือ พระศาสดาที่นำธรรมทั้ง 3 นี้มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์ ไปจนถึงขั้นสูงสุดคือการดับกิเลสแบบสิ้นเชิง( ดับทุกข์แบบถาวร )

(((((  กดดูการวาง อัตตา ที่นี่..ก่อนการลงมือฝึกปฏิบัติจะดีมากๆ )))))

   
กลั่นกรองและถอดมาจากประสบการณ์จริง 

( ฉบับผู้ที่เริ่มต้นศึกษา ยังไม่มีพื้นฐานเรื่องธรรม )

อันดับแรกที่สุดเริ่มต้น  ให้ฝึกสติ
ทำไมต้อง...มีสติก่อนทำการใดๆ???
ผัสสะหรือสัมผัสหรือสิ่งที่มากระทบกับจิตใจเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกๆลมหายใจเข้าออก สติจะทำงานเมื่อมี ผัสสะหรือสัมผัสเท่านั้น เช่นเดียวกับ จิตใจ จะรับรู้เมื่อ ผัสสะหรือสัมผัสเกิดขึ้นเท่านั้น เกิดและดับไปตามจังหวะของ ผัสสะ เราไม่สามารถบังคับหรือควบคุมผัสสะหรือสัมผัสที่จะเกิดขึ้นกับเราได้ตลอดเวลา ถ้าผัสสะมากระทบกับจิตแรงๆ เช่น มาคนมาด่าเราเสียๆหายๆหรือโดนเจ้านายตำหนิแรงๆ อารมณ์จะคลุกกรุ่นขึ้นมาทันทีโดยสัญชาติญาณ แต่ถ้าเรามี สติ ติดเบรกอารมณ์ที่เกิดขึ้น แสดงว่า เรามีสติไวไม่ตกอยู่ในความประมาท ไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์โกรธ(โทสะเจตสิก) พยายามฝึกสติให้ระลึกได้อย่างรวดเร็วจนกลายไปเป็นสัญชาตญาณไปเลย ซึ่งจะเท่ากับคุณควบคุมจิตใจของตนเองได้ สติจะหลุดหรือไม่หลุดก็อยู่ที่การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

ให้ฝึกในเรื่อง...สติ...ก่อนเป็นอันดับแรก
วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีสติระลึกรู้ตัวอยู่อย่างต่อเนื่องในแต่ละอิริยาบทในขณะที่ยังไม่นอนหลับ(เข้านอน)
1 ) ก่อนที่จะเข้านอน ให้นั่งสมาธิประมาณ 10-30 นาที ในที่สงบมากที่สุด(เงียบ)
วิธีการ : ด้วยการนั่งท่าสบายๆจะนั่งเก้าอี้หรือโซฟาก็ได้ เพื่อลดการเหนื่อย ผ่อนคลาย วางความคิดทุกๆอย่างลงให้หมดสิ้น(ขยะความคิด)เมื่อเข้าที่เข้าทางแล้ว ปฏิบัติดังต่อไปนี้
 - หายใจเข้ายาว มีสติรู้ตัวว่า หายใจเข้ายาว ( รู้ในใจไม่ต้องท่อง )
 - หายใจออกยาว มีสติรู้ตัวว่า หายใจออกยาว
ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งลมหายใจจะเปลี่ยนอัตโนมัติเป็น ลมหายใจสั้น แล้วให้กำหนดรู้เหมือนเดิมเป็น
 - ลมหายใจเข้าสั้น มีสติระลึกรู้ตัวว่า หายใจเข้าสั้น
 - ลมหายใจออกสั้น มีสติระลึกรู้ตัวว่า หายใจออกสั้น
ให้กำหนดไปเรื่อยๆ( สติตามดูลมหายใจไปเรื่อยๆ )นานๆเข้าลมหายใจจะแผ่วเบาลงเรื่อยๆ แสดงว่า สติเริ่มนิ่งแล้ว กรณีที่จิตแว๊บฟุ้งซ่านไปข้างนอก ไม่ต้องโทษตัวเอง ให้ดึงกลับมาพิจารณาที่ลมหายใจต่อ จะเริ่มที่ ลมหายใจยาวหรือลมหายใจสั้นก็ได้(กรณีจิตแอบฟุ้งซ่าน)ให้ใช้ สติ ดูลมหายใจไปเรื่อยๆจนกว่าจะนิ่ง(ลมหายใจเริ่มแผ่วเบาลง) เมื่อเห็นว่าพอเหมาะกับการฝึกสติแล้ว ให้สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆกั้นลมหายใจไว้ประมาณ 5 วินาทีแล้วปล่อยลมหายใจออกยาวๆ ให้ทำเช่นนี้สัก 5-10 ครั้ง(ดึงออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมอง) แล้วค่อยเข้านอนแบบสบายๆ ลบขยะความคิดออกให้หมดก่อนหัวถึงหมอน ห้ามนำสิ่งต่างๆไปคิดเวลาเข้านอนและหัวถึงหมอน จะหลับสนิทแบบยาวๆ เมื่อหัวถึงหมอนแล้ว ให้ภาวนาคำว่า...พุท  โธ ความหมายคือ หายใจเข้า...พุท...  หายใจออก...โธ...ภาวนาเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนหลับสนิท ซึ่งจะทำให้หลับง่ายมาก อย่าลืมตัดความฟุ้งซ่านออกไปจากจิตให้หมด

2 ) เมื่อตื่นนอนขึ้นมา อย่าเพิ่งลุกขึ้นทันที ให้หายใจเข้าออกลึกๆสัก 5-10 ครั้ง แล้วค่อยตั้งสติแล้วลุกขึ้นตามปกติ( สติเริ่มทำงานเต็มรูปแบบ) นั่งสมาธิต่อ(หรือบางท่านอาจจะไหว้พระก่อน ก็สามารถทำได้)นั่งท่าสบายๆแล้วปฏิบัติเหมือนกันตามข้อ 1 หลังตื่นนอน จิตจะว่าง การทำสมาธิจะง่าย การตั้งสติก็จะง่าย ท่านจะรับรู้ถึง ความสบายกายและสบายใจ(อาจขนลุดซู่เป็นเรื่องปกติ) การไหว้พระ และแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล ถ้าทำได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอให้รู้ว่า...การฝึกสติ เป็นการสร้างสมาธิ และสร้างปัญญาไปในตัว สติมา ปัญญาเกิด

                กิจกรรมหลังตื่นนอน - ก่อนเข้านอน ( กิจกรรมมากเป็นพิเศษ )

ต่อไปนี้คือ การฝึก...กายคตาสติ ความหมายก็คือ การฝึกมีสติระลึกรู้อยู่กับ อิริยาบทแต่ละอิริยาบทที่เราเคลื่อนไหว เช่น เข้าห้องน้ำอาบน้ำ ถูสบู่ แปรงสีฟัน ฯลฯ ให้มีสติตื่นรู้ระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ในแต่ละขณะ ช่วงแรกๆอาจจะอึดอัดอยู่ เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเกิน 6 เดือนขึ้นไป สติจะทำงานโดยอัตโนมัติ เพราะเหตุปัจจัยคือ การฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอทุกๆวัน เวลาเราทำงานก็มีสติระลึกรู้ว่า กำลังทำงานเรื่องใด จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ โอกาสผิดพลาดจะน้อยมาก ให้ฝึกสติระลึกรู้ในทุกๆอิริยาบทจนเป็นนิสัยไปเลยจะดีมากๆ แล้วถ้าบางจังหวะสติหลุดไปทำไงดี?? ไม่ต้องไปยึดติด เป็นเรื่องปกติ เพราะสติก็เหมือนธรรมทุกๆธรรมที่มีการเกิดและดับ(หลุด)ได้ตลอดเวลา เพียงแต่เราพยายามครองสติให้ต่อเนื่องให้มากที่สุด จะเป็นผลดีต่อผู้ฝึกสติโดยตรง ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นยาก กรณีที่จิตแว๊บฟุ้งซ่านไปโน่นไปนี่ ให้ดึงสติกลับมาที่ฐานกายของเรา เทคนิคอาจตบแขนหรือตบมือเบาๆ(เพื่อดึงสติกลับ)เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการดึงสติกลับมาระลึกรู้แบบทันทีทันใด การฝึกในช่วงแรกๆอาจเก้ๆกังๆไม่ต้องไปตกใจ เป็นเรื่องปกติ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ นานๆเข้ามันจะเข้าที่เข้าทางของมัน แล้วจะถึงบางอ้อเองครับ.....
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มีสติหรือตั้งสติที่ฐานกาย(ลมหายใจ หรือ การเคลื่อนไหวในอิริยาบทต่างๆ)นี่คือ การฝึกฝนสติให้แก่กล้า จนสติทำงานแบบรวดเร็ว( มหาสติ )ท่านจะทึ่งในสิ่งที่เกิดขึ้นในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้

 ขั้นที่ 2 การฝึกสมาธิ

การฝึกฝนสมาธิจะเริ่มง่ายขึ้นแล้ว ถ้าผ่านด่านการฝึกฝนสติมาอย่างดี( พื้นฐานการฝึกสติดี ) สมาธิเกิดขึ้นมาจาก สตินิ่ง( ฝึกระลึกรู้จนนิ่งหรือมีสมาธิ )จริงๆแล้วที่เรากล่าวว่า ฝึกให้จิตมีสมาธิ ในความเป็นจริงคือการฝึกให้สตินิ่ง เมื่อสตินิ่งหรือมีสมาธิ จิตก็จะนิ่งตามไปด้วยหรือการที่จิตมีสมาธินั่นเอง เพราะ สติเป็นธรรมที่ประกอบกับจิตหรือปรุงแต่งจิต เกิดและดับพร้อมกับจิต อารมณ์เดียวกันกับจิต จึงนิยมเรียกว่า จิตมีสมาธินั่นเอง เมื่อฝึกสติอยู่เป็นประจำในทุกๆอิริยาบท สมาธิจะมาเองโดยอัตโนมัติ สมาธิมีหลายระดับ แต่ในระดับนี้รู้เพียงแค่ จิตมีสมาธิตั้งมั่นแน่วแน่ก็พอแล้วครับ เพราะเราจะไปต่อที่...การฝึกปัญญา  ซึ่งธรรมทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นแบบต่อเนื่องกัน( สติ สมาธิ ปัญญา )

ขั้นที่ 3 การฝึกปัญญา

การฝึกขั้นสูง คือ การฝึกปัญญา( วิชชา ) คำว่าปัญญาในที่นี้จะหมายถึง...ปัญญาการรู้แจ้งในธรรมแต่ละธรรม คือ การเห็นตามความเป็นจริงในธรรมที่กำลังดูอยู่ อาจจะแตกต่างจากปัญญาที่เรียนในห้องเรียนปกติทั่วๆไป การฝึกปัญญาหรือวิชชา จะเป็นการเข้าไปเห็นความจริงของ ปัญหา หรือ ทุกข์ ที่เกิดขึ้น โดยการพิจารณาแบบละเอียดถี่ถ้วนรอบด้าน(โยนิโสมนสิการ)ปัญญาหรือวิชชาที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จะไม่ใช่การคิดเอา หรือจากการอ่านจากหนังสือเท่านั้น เป็นปัญญาที่มาจากการสัมผัสกับตัวปัญหาหรือตัวทุกข์จริงๆ ฝึกอ่านและฝึกฟังธรรมะคลายทุกข์จากยูทูปที่มีการนำเสนอธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างกว้างขวางในสื่อโลกออนไลน์ ค้นหาในกูเกิ้ลคำว่า ธรรมคลายทุกข์ ธรรมดับทุกข์ ธรรมแก้ปัญหา ฯลฯ

  เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญญา

สมาธิ , โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดยแยบคายหรือพิจารณาแบบละเอียดรอบด้าน)และ วิภัชวาท(การแยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้น) วิจยะ(การทำวิจัย) การฟัง การคิดวิเคราะห์ การเจริญวิปัสสนา สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดปัญญาขึ้นมา การฝึกฝนในสิ่งที่กล่าวมาก็คือ การทำให้ ปัญญาหรือวิชชาเจริญงอกงาม อาจต้องใช้เวลาฝึกฝนมากกว่าปกติ(จากสติและสมาธิ) ปัญญา จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าขาดสมาธิ และสมาธิก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาด สติ

นี้คือ...การฝึกฝนธรรมที่จะนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ และ การดับทุกข์ประจำวันสำหรับปุถุชนทั่วๆไป

การนำธรรมทั้ง 3 นี้ไปใช้แก้ปัญหา ปฏิบัติดังนี้.-

  สติ  สมาธิ  ปัญญา( แก่นมรรค ) มาพร้อมเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

1 ) เมื่อเกิดปัญหาหรือทุกข์เกิดขึ้น ให้กำหนดรู้ทันทีว่า....ปัญหาหรือทุกข์นี้คืออะไร( กำหนดรู้ ) เพราะทุกข์หรือปัญหา คือ ผล ที่เกิดขึ้น ขั้นตอนต่อไปให้ไปค้นหา เหตุหรือต้นเหตุของการเกิดปัญหาหรือการเกิดทุกข์ในข้อ 2

2 ) ปัญหาหรือทุกข์ในข้อ 1 คือ ผล ต่อไปนี้ให้ค้นหาสาเหตุของ...ปัญหาหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นว่า มาจากสาเหตุใด??? จุดนี้ต้องมีสติที่มั่นคง(สติที่มีสมาธิ)หรือจิตที่มีสมาธินั่นเอง เมื่อน้ำใส ก็จะเห็นตัวปลา เปรียบได้กับ เมื่อจิตนิ่ง(จิตมีสมาธิ)ปัญญาก็จะมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

3 ) เมื่อหาสาเหตุพบแล้วในข้อ 2 ให้คุณใช้....สติ ระลึกรู้ในสาเหตุของปัญหาหรือทุกข์นั้น ใช้ปัญญาพิจารณาแบบละเอียดรอบด้าน ดูว่า...ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และจะแก้โดยวิธีใด  สติ สมาธิ ปัญญา ของคุณจะเห็นหนทางแก้ปัญหาและทางออกของทุกข์ที่เกิดขึ้นเอง ประการสำคัญคุณต้องมีสติตั้งให้มั่น แล้วใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง ไม่มีปัญหาใดที่แก้ด้วยปัญญาของมนุษย์ไม่ได้ และไม่มีทุกข์ใดที่แก้ด้วยปัญญา(วิชชา)ไม่ได้ การดับทุกข์และแก้ปัญหาแบบปุถุชนสามารถทำได้ง่ายกว่าที่พระพุทธเจ้าดับกิเลสตัณหา(ดับทุกข์)หลายเท่าตัว ทุกๆคนสามารถทำได้ ถ้าตั้งใจจริงๆ ทำจริงและทำถึง ประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน เพราะผ่านการพิสูจน์มาเรียบร้อยแล้วครับ

จะเห็นได้ว่า...การฝึก สติ สมาธิ ปัญญา...คุณสามารถลงมือทำได้ทันที ในทุกๆที่และทุกๆเวลา
ธรรมทั้ง 3 นี้อยู่ติดตัวคุณตลอดเวลา เพียงแต่คุณจะนำมันออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือไม่เท่านั้น


 ( สำหรับผู้ที่พอมีพื้นฐานแล้ว )

การใช้ "สติ สมาธิ ปัญญา" หรือ แก่นมรรค มาใช้บริหารจัดการชีวิตประจำวัน เพื่อลดทุกข์และลดปัญหา
 
1. สติ: "นายทวารผู้ระลึกได้" (ตัวลดแรงกระแทก)
 
สติคือด่านแรกที่ต้องทำงานทันทีที่มี "ผัสสะ" มากระทบใจ ขาดสติ ชีวิตอาจเปลี่ยนได้ตลอดเวลา(ในทางที่ไม่ดี) พระพุทธเจ้าพระองค์สอนเรื่อง สติ มากเป็นพิเศษ การกระทำทุกๆอย่างจะเริ่มด้วย สติ เสมอ ดังนั้น สติจึงมีความสำคัญอันดับต้นๆในการดำเนินชีวิต การดับทุกข์และการแก้ปัญหาทุกๆชนิด จะขาดสติไม่ได้โดยเด็ดขาด ตื่นนอนสิ่งที่มาอันดับแรกคือ สติ นี่คือ ความสำคัญของ สติ ขาดสติชีวิตจะผิดพลาดและถึงแก่ชีวิตได้ง่ายๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ขับรถ ถ้าขาดสติ อะไรจะเกิดขึ้น??? การดับทุกข์ การแก้ไขปัญหาต่างๆจำเป็นต้องใช้ สติ ทั้งสิ้น

วิธีใช้: เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดั่งใจ (เช่น โดนตำหนิ, รถติด, งานด่วนเข้า) ให้รีบ "รู้ตัว" ว่าตอนนี้ใจกำลังจะเริ่มปรุงแต่งอารมณ์แล้ว

ผลในการลดทุกข์: สติจะช่วยหยุดอาการ "ปากไว-ใจเร็ว" ทำให้เราไม่เผลอสร้างปัญหาใหม่จากการใช้อารมณ์ชั่ววูบ เหมือนการเบรกก่อนจะชนนั่นเองครับ
 
2. สมาธิ: "ใจที่ตั้งมั่น" (ตัวลดความฟุ้งซ่าน) เป็นผลของการมี สติ ที่ตั้งมั่นในอิริยาบทต่างๆ
 
สมาธิไม่ใช่แค่การนั่งหลับตา แต่คือความแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่ทำตรงหน้า มีสมาธิในการทำงาน มีสมาธิในการเรียน การเกิดขึ้นของสมาธิ มาจากการตั้งสติที่แน่วแน่ในฐานกายตามอิริยาบทต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่ ปัญญา ถ้าสติตั้งมั่นดี สมาธิจะเกิดขึ้นติดตามมา( สติ คือ ธรรมที่เป็นตัวตั้งต้นของ สมาธิ และ ปัญญา)

วิธีใช้: เมื่อทำงาน ให้ใจอยู่ที่งานทีละอย่าง (Single Tasking) หากความคิดในอดีตหรือความกังวลในอนาคตแทรกเข้ามา ให้ใช้สติดึงใจกลับมาอยู่ที่ฐานกายใน "ปัจจุบันขณะ" จะส่งผลทำให้ สมาธิเกิดขึ้นติดตามมา

ผลในการลดทุกข์: ลดความเครียดสะสมและความล้าของสมอง งานที่ทำจะมีคุณภาพมากขึ้น ผิดพลาดน้อยลง เมื่อผลงานดี ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานหรือหัวหน้าก็จะลดลงตามไปด้วย
 
3. ปัญญา: "เลเซอร์ชำแหละความจริง" (ตัวถอนรากทุกข์)เป็นธรรมที่ตีแผ่ความจริงทั้งหมด
ธรรมนี้เป็นธรรมสำหรับใช้ในแก้ปัญหาและดับทุกข์โดยตรงของมนุษย์ ถ้าปราศจากปัญญาหรือไม่มีปัญหา มนุษย์แก้ปัญหาทุกๆอย่างไม่ได้ และดับทุกข์แต่ละอย่างไม่ได้เช่นกัน การแก้ปัญหาทุกๆชนิดและการดับทุกข์ทุกๆชนิด จะมาจบลงที่...ปัญญา(วิชชา)นี่เอง การทำงานหรือทำการใดๆทุกๆอย่างในชีวิต ล้วนต้องใช้สมอง(ปัญญา) มนุษย์ขึ้นไปดวงจันทร์และดาวอังคารได้ ก็มาจากปัญญาหรือวิชชาทั้งนั้น ผู้ที่ไม่มีปัญญาคือ ผู้ที่ทำสิ่งใดไม่ได้เลย บางคนนอนติดเตียง แต่มีปัญญาที่ยังใช้งานได้(สมองใช้งานได้ตามปกติ)เรานึกคิดสิ่งต่างๆ ดำรงชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนต้องใช้ปัญญาทั้งสิ้น ส่วนใครจะมีปัญญามากหรือมีน้อย ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ส่วนหนึ่งคือ การฝึกฝนปัญญาอยู่บ่อยๆ เหมือนกรณีการฝึกฝนสติและสมาธิ
 
ปัญญาคือการใช้ โยนิโสมนสิการ( พิจารณาแบบละเอียดรอบด้าน ) มองให้ทะลุสมมติ

วิธีใช้: เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ให้มองว่า "นี่คือธรรมแต่ละธรรมทำกิจของมัน" ปัญหามันเกิดจากเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดเพราะ "เรา" ซวย หรือมี "ใคร" แกล้งเราโดยเฉพาะ มองให้เห็นความเป็น อนัตตา ของเหตุการณ์นั้นๆ
ลในการลดทุกข์: เมื่อปัญญาเห็นว่า "มันเป็นเช่นนั้นเอง" จิตจะเลิกยึดมั่นถือมั่น (ลดอุปาทาน) ความทุกข์ที่เคยหนักอึ้งเพราะคำว่า "ตัวเรา-ของเรา" จะเบาบางลงทันที เพราะเราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นควบคุมไม่ได้ 100%
 
สูตรลัด 3 ขั้นตอน เมื่อเจอ "ปัญหาหนัก" ระหว่างวัน:
 
ขั้นตอน ธรรมที่ใช้ การปฏิบัติในสถานการณ์จริง
1. หยุดเมื่อพบกับผัสสะแรงๆ สติ รู้ทันอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมา (หยุดนันทิ ไม่ให้ปรุงต่อ)
2. นิ่งเพื่อพิจารณา สมาธิ หายใจเข้าลึกๆ กลับมาตั้งหลักที่ลมหายใจหรือร่างกายให้นิ่ง
3. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ปัญญา แยกแยะว่าส่วนไหนแก้ได้ (เหตุปัจจัย) ส่วนไหนแก้ไม่ได้ (สมมติ/อนัตตา) แล้ววางส่วนที่แก้ไม่ได้ลง
 

สรุปแนวทาง:

การใช้ชีวิตโดยมี 3 ธรรมนี้กำกับ คือการเปลี่ยนจาก "ผู้ถูกกระทำโดยอารมณ์" มาเป็น "ผู้สังเกตการณ์ตามความเป็นจริง" ปัญหาอาจจะยังมีอยู่เท่าเดิม แต่ "ใจที่รับปัญหา" จะแข็งแรงและสงบขึ้นอย่างมากครับ 

เทคนิคการดับทุกข์ในทุกขณะจิตด้วยการเดินมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)ใคระก็ทำได้ ถ้าฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยมีฐานกายเป็นที่ตั้ง คือกระบวนการจัดการจิตอย่างอัจฉริยะเพื่อให้เห็นความจริงของธรรมชาติในทุกย่างก้าวของชีวิต มีแนวทางปฏิบัติดังนี้
 
1. ใช้ "สติ" ที่ฐานกาย: มีสติที่ฐานกาย( อานาปานสติ หรือ กายคตาสติ ก็ได้ )
อานาปานสติ คือ การกำหนดดูลมหายใจเข้า-ออก ยาวและสั้น อย่างต่อเนื่อง
กายคตาสติ คือ การมีสติระลึกรู้ในอิริยาบทการเคลื่อนไหวของกายในอิริยาบทต่างๆ เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน ทำงาน ดื่มน้ำ......
ยืนก็รู้ว่ายืน นั่งก็รู้ว่านั่ง ดื่มน้ำก็รู้ว่าดื่มน้ำ............ฯ ล ฯ

ตีแผ่สมมติในทุกผัสสะ
 
สติคือเครื่องระลึกรู้ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้า ณ ฐานกาย เพื่อหยุดการปรุงแต่ง: 

การตีแผ่สมมติ: เมื่อมีความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆ มากระทบที่กาย ให้ฝึกแยกแยะสมมติออกเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิดยึดมั่นในสมมติเหล่านั้น( เพราะ จิต ทำหน้าที่รับรู้ทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในจิต ) 

ละนันทิในเวทนา: เมื่อเกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจที่เกิดขึ้นทางกาย ให้ฝึก "ละนันทิ" เพื่อไม่ให้สังขารปรุงแต่งไปเป็นความยึดติดหรือความโกรธ (นันทิราคะ) ด้วยการดังสติกลับมาที่ฐานกาย ใช้ปัญญาและโยนิโสมนสิการพิจารณา จะเห็นความจริงในมายาทั้งหมด

โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ: ใช้การพิจารณาโดยแยบคายกับความคิดที่แล่นเข้ามาสู่ใจผ่านผัสสะทางกาย เพื่อให้รู้เท่าทันการปรุงแต่งในทันที
 
2. ใช้ "สมาธิ" ที่ฐานกาย: ความตั้งมั่นแบบไร้ตัวตน สมาธิช่วยให้จิตเกาะติดอยู่กับฐานกายอย่างมั่นคงและมีพลังในการเรียนรู้: 

ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง: ฝึกความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเองที่ฐานกาย เพื่อลดอัตตาและการยึดถือว่า "กายนี้เป็นเรา" ซึ่งจะช่วยให้จิตนิ่งและปล่อยวางได้ง่ายขึ้น 

การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น: ตั้งมั่นในการสังเกตการทำงานของกายและใจอย่างต่อเนื่อง โดยถือว่าการเรียนรู้นี้จะดำเนินไปจนกว่ากายนี้จะดับลง

จิตทำกิจตามธรรม: ฝึกให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่ฐานกายและปล่อยให้ "ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง" โดยไม่เข้าไปบิดเบือนธรรมชาติของความรู้สึกที่เกิดขึ้น
 
3. ใช้ "ปัญญา" ที่ฐานกาย: เห็นแจ้งในความเป็นอนัตตา
 
ปัญญาคือการเห็นแจ้งความจริงที่ทำให้ความทุกข์ดับลงอย่างสิ้นเชิง: 

เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา: ใช้ปัญญาพิจารณาที่ฐานกายจนเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" (ไม่ใช่ตัวตน) ซึ่งจะช่วยให้จิตคลายความยึดมั่นถือมั่น 

การแยกแยะสมมติออกจากความจริง: เมื่อปัญญาเห็นแจ้งว่ากายและเวทนาเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่ง ความทุกข์จะถูกดับลงเพราะจิตไม่หลงเข้าไปยึดในสมมติ 

มองเห็นโอกาส (ทองคำ) ในทุกขณะ: เมื่อจิตปราศจากทุกข์ คุณจะมองเห็นว่าทุกเส้นทางถูกปูด้วยทองคำหรือโอกาสในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา
 
ตารางสรุปการเดินมรรคที่ฐานกาย
 
องค์ประกอบ วิธีปฏิบัติที่ฐานกาย ผลลัพธ์ที่ได้รับ
สติ ระลึกรู้และละนันทิในเวทนา หยุดการปรุงแต่งทุกข์ในทันที
สมาธิ ตั้งมั่น เรียนรู้ไม่จบสิ้น ไร้ตัวตน จิตใจนิ่ง มีพลัง และไม่หวั่นไหว
ปัญญา เห็นแจ้งว่าทุกธรรมเป็นอนัตตา ดับทุกข์อย่างถาวรและเห็นโอกาสรอบตัว
 
การฝึกฝนเช่นนี้จะทำให้คุณสามารถ "ดับทุกข์" ได้ในทุกขณะจิต เพราะคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่บนฐานของความจริงที่ว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเองโดยไม่บิดเบือนธรรมชาติ ทำได้ในทุกๆที่ และทุกๆเวลาใน 24 ชั่วโมง( ดับทุกข์ชั่วคราวในทุกขณะจิต )

.............................................................................................. 

การบริหารจัดการความทุกข์ภายใน 24 ชั่วโมงสำหรับปุถุชนทั่วไป คือการฝึกฝนจิตให้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่ง โดยใช้ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการหยุดและดับวงจรแห่งความทุกข์ตามความเป็นจริง ดังนี้
 
1. หยุดทุกข์ด้วย "สติ": การตีแผ่สมมติ (วินาทีที่เกิดผัสสะ)
 
สติคือเครื่องมือเบรกฉุกเฉินที่จะช่วย "หยุด" ไม่ให้ความทุกข์ลุกลาม:
 
การตีแผ่สมมติ: เมื่อมีความทุกข์กระทบใจ ให้ฝึกแยกแยะ "เรื่องราว" (สมมติ) ออกจาก "ความจริง" เพื่อไม่ให้จิตหลงเข้าใจผิด(มิจฉาทิฏฐิ)และยึดมั่นในสมมติเหล่านั้น
 
ละนันทิในเวทนา: เมื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ให้ฝึก "ละนันทิ" หรือการไม่เข้าไปเพลินในอารมณ์นั้น เพื่อหยุดสังขารไม่ให้ปรุงแต่งไปเป็นความเร่าร้อนใจ การละนันทิราคะค่อนข้างซับซ้อน เพราะต้องสร้าง วิชชาขึ้นมาใน ผัสสะและเวทนา เป็น วิชชาผัสสะและ วิชชาเวทนา หรือการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )ในทุกๆขณะจิต และสติต้องอยู่ที่ฐานกาย
 
โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ: ใช้การพิจารณาโดยแยบคายกับความคิดที่แล่นเข้ามา เพื่อให้ระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ก่อนที่มันจะครอบงำจิตใจ
 
2. ลดทุกข์ด้วย "สมาธิ": ความตั้งมั่นแบบไร้ตัวตน (ระหว่างวัน)
 
สมาธิช่วยให้จิตมีกำลังและนิ่งพอที่จะไม่กระโดดเข้าไปร่วมวงกับความทุกข์:ความไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง: ฝึกลดการยึดถือในตัวตน (Ego) เพราะเมื่อ "ตัวเรา" น้อยลง สิ่งที่มากระทบให้เกิดความทุกข์ก็จะน้อยลงตามไปด้วย
จิตทำกิจตามธรรม: ฝึกให้จิตจดจ่ออยู่กับงานหรือกิจที่ทำตรงหน้า (Present Moment) โดยไม่บิดเบือนธรรมชาติ ปล่อยให้ธรรมแต่ละธรรมทำหน้าที่ของมันเอง
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น: มองทุกความทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็น "บทเรียน" สำหรับการฝึกฝนจิต ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นี้จะดำเนินไปจนกว่ากายจะดับลง
 
3. ดับทุกข์ด้วย "ปัญญา": เห็นแจ้งอนัตตา (ก่อนจบวัน)
 
ปัญญาคือการมองเห็นความจริงของธรรมชาติที่ทำให้ความทุกข์ "ดับ" ไปอย่างถาวร: 
เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา: ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นว่าทุกธรรมรวมถึงจิตและความทุกข์เป็น "อนัตตา" (ไม่ใช่ตัวตน) เมื่อเห็นแจ้งแล้ว จิตจะคลายความยึดมั่นถือมั่นไปเอง
ทุกเส้นทางถูกปูด้วยทองคำ: ปรับมุมมองว่าในทุกปัญหาหรือวิกฤต ย่อมมีเมล็ดพันธุ์ของผลประโยชน์หรือโอกาสซ่อนอยู่เสมอ หากเราใช้ปัญญาพิจารณาเหตุปัจจัยอย่างแยบคาย
การแยกแยะสมมติออกจากความจริง: เมื่อปัญญาเห็นแจ้งว่าความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นตามเหตุและปัจจัย ความเข้าใจนี้จะช่วยดับความหลงผิดในจิตใจ
 
ตารางสรุปการปฏิบัติใน 24 ชั่วโมง
 
ช่วงเวลา ขั้นตอน การปฏิบัติหลัก ผลลัพธ์ที่ได้รับ
ทันทีที่ทุกข์ หยุด (สติ) ตีแผ่สมมติและละนันทิ ความทุกข์ไม่ขยายตัว
ระหว่างวัน ลด (สมาธิ) ไม่สำคัญมั่นหมายและตั้งมั่นในกิจ จิตใจนิ่ง มีพลังทำงาน
ก่อนนอน/ทบทวน ดับ (ปัญญา) เห็นแจ้งความเป็นอนัตตา ใจเบา ปล่อยวางได้จริง
 
ข้อคิด: การแก้ทุกข์ไม่ใช่การวิ่งหนี แต่คือการ "มองเห็นตามความเป็นจริง" ว่ามีแต่ธรรมแต่ละธรรมทำกิจของตัวเอง เมื่อจิตทำกิจถูกต้องโดยไม่บิดเบือนธรรมชาติ ความทุกข์ย่อมดับลงได้ในที่สุด

สูตรที่ 1

การดับทุกข์ใน 24 ชั่วโมงสำหรับ "ปุถุชน" ไม่ใช่การหนีไปอยู่ในถ้ำ แต่คือการ "ปรับจูนการรับรู้" ต่อโลกที่วุ่นวายใบเดิม ด้วยการใช้เครื่องมือคือ สติ สมาธิ และปัญญา มาจัดการกับ "ผัสสะ" หรือสิ่งที่มากระทบเราในชีวิตประจำวันครับ

นี่คือโครงสร้างการฝึกจิตเพื่อดับทุกข์ในหนึ่งวันแบบเน้นการใช้งานจริง:


 ช่วงเช้า: การเซต "สติ" (The Grounding)
เป้าหมาย: สร้าง "ฐาน" ของจิตให้มั่นคงก่อนออกไปปะทะโลก  

06:00 - 08:00 น.: เมื่อตื่นนอน อย่าเพิ่งหยิบมือถือ (ลดการปรุงแต่งจากข้อมูลภายนอก) ให้ใช้ สติ ระลึกรู้ที่ลมหายใจหรือการเคลื่อนไหวของร่างกายขณะแปรงฟันหรืออาบน้ำ 

วิธีการ: ฝึก "หยุดนันทิ" (ความเพลิน) ตั้งแต่เริ่มวัน หากจิตแวบไปกังวลเรื่องงาน ให้รู้เท่าทันแล้วดึงกลับมาที่ความรู้สึกสัมผัสของน้ำหรือแปรงสีฟัน 

ผลที่ได้: จิตจะมี "บ้าน" ให้กลับ ไม่ล่องลอยไปตามกระแสความกังวลตั้งแต่นาทีแรกของวัน

 ช่วงสายและบ่าย: การใช้ "สมาธิ" ในเนื้องาน (The Flow)
เป้าหมาย: ทำงานด้วยใจที่ตั้งมั่น ไม่ให้ความเครียดสะสมเป็นทุกข์ 

09:00 - 16:00 น.: ใช้ สมาธิ แบบลืมตา (Active Meditation) จดจ่อกับ "กิจเดียว" (One Tasking) 

วิธีการ: เมื่อต้องปะทะกับคำพูดคนหรืออีเมลที่รุนแรง ให้ใช้ สติ หยุดปฏิกิริยาโต้ตอบทันที (Reaction) แล้วใช้ สมาธิ ตรึงจิตไว้ที่เนื้องานตรงหน้า หากใจเริ่ม "ปรุง" ว่า "เขาว่าเรา" ให้รู้เท่าทันว่านั่นคือการปรุงแต่ง (สังขาร) 

กฎ 24 ชั่วโมง: ทุกครั้งที่รู้สึกทุกข์ ให้บอกตัวเองว่า "นี่คือสภาวะธรรมที่ผ่านมาเพื่อผ่านไป" อย่าเพิ่งหยิบมาเป็น "ของฉัน"

 ช่วงเย็น: การใช้ "ปัญญา" ตีแผ่สมมติ (The Deconstruction)
เป้าหมาย: ถอดถอนความยึดมั่นที่สะสมมาทั้งวัน 

17:00 - 20:00 น.: ขณะเดินทางกลับหรือพักผ่อน ให้ใช้ ปัญญา ทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  

วิธีการ: ฝึกแยกแยะระหว่าง "ความจริง" กับ "สมมติ"  

เหตุการณ์: เจ้านายตำหนิ (ความจริงคือมีเสียงกระทบหู)  

การปรุงแต่ง: เราไม่ได้เรื่อง เราจะถูกไล่ออก (นี่คือสมมติ/การปรุงแต่ง)  

การเห็นแจ้ง: ใช้ปัญญาพิจารณาว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในช่วงกลางวันนั้น ตอนนี้มันยังอยู่ไหม? ถ้ามันไม่อยู่แล้ว แสดงว่ามันเป็น "อนัตตา" (บังคับไม่ได้) และ "อนิจจัง" (ไม่เที่ยง)

 ช่วงก่อนนอน: สรุปจบกระบวนการ (The Total Release)
เป้าหมาย: คืนความสมดุลให้จิต เพื่อการพักผ่อนที่ไร้กังวล  

21:00 - 22:00 น.: นั่งนิ่งๆ สัก 5-10 นาที ใช้ สมาธิ ผ่อนคลายร่างกาย และใช้ ปัญญา สลัดทิ้งทุกอย่าง  

วิธีการ: ฝึก "โยนิโสมนสิการ" (คิดอย่างถูกวิธี) ว่า "วันนี้ทำดีที่สุดตามเหตุปัจจัยแล้ว ผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมชาติ" ละวางความสำคัญมั่นหมายในตนเอง (ความถือตัวกู) ออกไปให้หมด  

หัวใจสำคัญ: บอกใจว่า "จบไปหนึ่งวัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาแล้วก็ดับไป"

 เคล็ดลับลัดสำหรับปุถุชน:

"ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากสิ่งข้างนอก แต่เกิดจากความหลงไปปรุงแต่ง (นันทิ) ในสิ่งที่มากระทบ"

หากใน 24 ชั่วโมงนี้ คุณสามารถ "รู้เท่าทันใจที่กำลังจะปรุง" ได้บ่อยขึ้น ความทุกข์จะสั้นลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงแค่ "ความปกติ" (Normality) ของจิตที่เห็นโลกตามความเป็นจริงครับ

................................................................................................................................

สูตรที่ 2 ( ใช้ได้ทั้ง 2 สูตร ชอบแบบใดเลือกเอาได้เลย )

 วิธีคลายทุกข์ใน 24 ชั่วโมง (ลดทุกข์ ดับทุกข์ สำหรับชีวิตจริงของปุถุชน) 

ด้วยพลังของ สติ สมาธิ ปัญญา


 หลักสำคัญก่อนเริ่ม

ทุกข์เกิดจาก 3 กระบวนการ:  

1.ไม่รู้ทัน (ขาดสติ)  

2.ใจฟุ้งซ่าน (ขาดสมาธิ)  

3.ยึดมั่นว่าเป็นเรา (ขาดปัญญา)

 ดังนั้น การคลายทุกข์ต้องแก้ทั้ง 3 จุดนี้พร้อมกัน


 โครงสร้าง 24 ชั่วโมงแห่งการฝึก


 ช่วงที่ 1: “หยุดไหล” (0–3 ชั่วโมงแรก)

 เป้าหมาย: หยุดการขยายตัวของความทุกข์  วิธีปฏิบัติ:

1. หยุดทุกอย่างชั่วคราว (ถ้าทำได้)

  • ไม่ตัดสินใจเรื่องใหญ่
  • ไม่ตอบโต้ทันที

2. ใช้สติรับรู้ตรง ๆ
พูดกับตัวเองในใจ:

  • “ตอนนี้กำลังทุกข์”
  • “นี่คือความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเรา”

 ไม่ต้องพยายามหายทุกข์ แค่ “รู้ว่าทุกข์กำลังเกิด”


3. กลับมาที่ร่างกาย (ฐานของสมาธิ)

  • รู้ลมหายใจเข้า–ออก
  • หรือรู้ความรู้สึกในร่างกาย

 สิ่งที่เกิดขึ้น:  จิตจะเริ่ม “ไม่ฟุ้งเพิ่ม”


 ช่วงที่ 2: “ตั้งหลัก” (3–8 ชั่วโมง)

 เป้าหมาย: ทำให้จิตนิ่งพอที่จะเห็นความจริง

วิธีปฏิบัติ:

1. ฝึกสมาธิแบบง่าย

  • นั่งเงียบ ๆ 10–15 นาที
  • อยู่กับลมหายใจ

ถ้าฟุ้ง → ไม่ต้องหงุดหงิด
แค่ “รู้แล้วกลับมา”


2. ลดสิ่งกระตุ้น

  • งดโซเชียลชั่วคราว
  • ไม่เสพข้อมูลหนัก ๆ

 เพื่อไม่ให้จิต “เติมเชื้อทุกข์”


3. ทำสิ่งง่าย ๆ อย่างมีสติ

  • เดิน
  • กิน
  • อาบน้ำ

โดย “รู้ตัว” ตลอด


 ช่วงที่ 3: “เห็นความจริง” (8–16 ชั่วโมง)

 เป้าหมาย: เกิดปัญญาเบื้องต้น  เมื่อจิตเริ่มนิ่ง จะเริ่ม “เห็น”


1. สังเกตความทุกข์อย่างตรงไปตรงมา  ถามตัวเองเบา ๆ:

  • ทุกข์นี้อยู่ตรงไหน (ในกาย/ใจ)
  • มันคงที่ไหม หรือเปลี่ยนไป

 จะเริ่มเห็นว่า “มันไม่เที่ยง”


2. แยก “เหตุการณ์” ออกจาก “การตีความ”  ตัวอย่าง:

  • เหตุการณ์: เขาพูดไม่ดี
  • การตีความ: เขาไม่เคารพเรา

 ทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจาก “การตีความ”


3. เห็นความยึดมั่น  ถามตัวเอง:

  • เรากำลังอยากให้มันเป็นแบบไหน
  • แล้วความจริงมันเป็นยังไง

 ตรงนี้คือจุดเกิดของปัญญา


 ช่วงที่ 4: “ปล่อยวางระดับหนึ่ง” (16–24 ชั่วโมง)

 เป้าหมาย: ใจเบาลง และไม่ถูกครอบงำ


1. ยอมรับความจริง ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการ “ไม่ต่อต้านสิ่งที่เกิดแล้ว” พูดกับตัวเอง:

  • “มันเป็นแบบนี้”
  • “เราเลือกตอบสนองได้”

2. เลือกการกระทำใหม่ด้วยปัญญา  เช่น:

  • ไม่ตอบโต้ด้วยอารมณ์
  • คุยด้วยเหตุผล
  • หรือปล่อยผ่าน

3. เห็นการเปลี่ยนแปลงของใจ  สังเกตว่า:

  • ความทุกข์ “เบาลง”
  • หรือ “หายเป็นช่วง ๆ”

 นี่คือผลของ สติ + สมาธิ + ปัญญา


 สรุปกระบวนการ 24 ชั่วโมง

  • สติ → หยุดการเผลอ
  • สมาธิ → หยุดความฟุ้ง
  • ปัญญา → หยุดความยึด

เมื่อทำครบวงจร ทุกข์จะ “ไม่หายไปทันที” แต่จะ “หมดอำนาจเหนือเรา”


 ความเข้าใจสำคัญ

  • ทุกข์ไม่ใช่ศัตรู แต่คือ “ครู”
  • ไม่ต้องรีบหายทุกข์ แต่ต้อง “รู้ทุกข์”
  • การเห็นความจริงแม้เพียงเล็กน้อย
    คือการก้าวพ้นทุกข์แล้ว

 สรุป

“ใน 24 ชั่วโมง เราอาจยังดับทุกข์ไม่ได้ทั้งหมด แต่เราสามารถลดทุกข์และหยุดการเพิ่มทุกข์ เห็นทุกข์ตามความเป็นจริง และเริ่มเป็นอิสระจากทุกข์ได้ ด้วยสติ สมาธิ และปัญญา”

  วิธีดับทุกข์ขั้นสูงสำหรับปุถุชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน

จิต คือ อะไร ??? เกี่ยวข้องกับ...เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา  อย่างไร???
จิต คือ กิริยารู้ การรู้แจ้ง การรับรู้ในธรรมต่างๆ รับรู้ในอารมณ์ นี่คือ ความหมายของจิต
ความจริงเกี่ยวกับจิต
    จิตเป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีตัวตนที่แน่นอนใดๆ(เป็นอนัตตา)เพราะจิตเป็นเพียงกิริยารู้เท่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยให้จิตเกิดและดับคือ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ผัสสะ เมื่อ 3 ธรรมนี้ประจวบกันหรือรวมตัวกัน จะเกิดการรับรู้( วิญญาณ ) เช่น การรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไปกระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ อายตนะเหล่านี้จะจับกันเป็นคู่ๆ เช่น ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง........ใจคู่กับธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญาในอดีต)เป็นต้น จิตก็คือ ส่วนของ..วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถหาจิตที่แน่นอนได้ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน(อนิจจัง) แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปเรื่อยๆเพราะถูกบีบคั้น(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จิตไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น บังคับควบคุมไม่ให้เกิดไม่ให้ดับไม่ได้(อนัตตา) จิตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตจริง เป็นเพียงสภาวะการรับรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น
จิต เป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน หน้าที่ของจิตหรือกิจของจิต คือ การรับรู้ธรรมต่างๆที่มาปรุงแต่งจิตและผ่านเข้ามาในจิตเท่านั้น รับรู้ความเป็นไปของ...รูป(กาย)  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ตัวจิตเอง)เพราะขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)รับรู้เท่านั้น แต่จิตก็ไม่ใช่เจ้าของ...รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตไม่มีสิทธิเข้าไปยึดและแทรกแซงในขันธ์ 5 (ผิดกิจของจิต)นอกจากการรับรู้ในขันธ์ 5 แล้ว จิตยังไปรับรู้ในอารมณ์ 6 (อายตนะภายนอก 6 )ถ้าขณะนั้นมีการเดินมรรค(จิตรับรู้การเดินมรรคในขณะจิตนั้นๆอยู่)เมื่อจิตรับรู้ในอารมณ์ 6 จะเกิดสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น...รู้  เห็น  วาง....จิตรู้สักแต่ว่ารู้(ในอารมณ์ 6 ) เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้ววาง(อุเบกขา)ในอารมณ์ 6 เหมือนกรณีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระพาหิยะในสมัยพุทธกาล จะเห็นได้ว่า การเดินมรรค(แก่นมรรค)คือ สติ สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญมากๆต่อการรับรู้ของ จิต เพื่อไม่ให้จิตตกไปรับรู้..นันทิและราคะใน..อารมณ์ 6 อันเป็นที่มาของ ตัณหา(ทุกข์)ถ้าศึกษาไปลึกๆ(ไปดูในส่วนของ เจตสิก )จะเห็นว่า จิต ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหน้าที่แค่รับรู้เรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี จิตจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนจะรับรู้เรื่องราวใดเก็บไว้ ต้องไปดูที่เจตสิกต่อไป
หมายเหตุ : จิตรับรู้ผ่านทาง...ทวารทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )เท่านั้น
 เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามธรรมที่มาปรุงแต่ง(กุศล หรือ อกุศล) เจตสิกเป็นธรรมที่เกิดดับพร้อมๆกับจิต เกิดและดับในที่เดียววัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันกับจิต เพราะเหตุนี้ทุกความคิดเห็นจึงชี้ไปลงที่ จิต เป็นผู้กระทำการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จิตกระทำ จิตเป็นเพียงแค่กิริยารับรู้เรื่องราวเท่านั้น ผู้กระทำหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆก็คือ เจตสิกและธรรมประกอบ นี่เอง เช่น เวลาเรานึกหรือคิดเรื่องราวใดๆ ธรรมที่คิดคือ วิตกเจตสิก ถ้ามีการขยายความอธิบายเรื่องราวที่คิดนั้น ก็จะเป็น วิจารเจตสิกทำงาน จิตเป็นเพียงกิริยาที่รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ขึ้น เช่น เกิดความโกรธ นี่คือ โทสะเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่ ไม่ใช่จิตโกรธ จิตเป็นเพียงกิริยารับรู้การโกรธของโทสะเจตสิกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ทุกๆธรรมแยกกัน เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย คำว่า ฉัน หรือ ของฉัน ตัวกู ของกู มันจึงไม่มีอยู่จริงๆ เป็น การปรุงแต่งอัตตาขึ้นมาของเจตสิก ซึ่งเกิดจากโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่จึงออกมาเป็น...อัตตา..คือ ฉัน ของฉัน ตัวกู ของกู นั่นเอง ซึ่งทั้ง จิตและเจตสิก เป็น อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นี้

   การปรุงแต่งของ....เจตสิก..ออกมาใน 3 รูปแบบดังนี้คือ.-
1 ) ปรุงแต่งที่เป็นกุศล(ดี) จะมีกุศลเจตสิก 25 เจตสิก ทำหน้าที่ปรุงแต่งธรรมที่ดีๆให้จิตรับรู้ เช่น สติ สมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ปัญญา...ฯลฯ แก่นมรรค ก็คือ กุศลเจตสิกนั่นเอง

2 ) ปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(ไม่ดี) จะมีอกุศลเจตสิก 14 เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง อกุศลธรรมทั้งหมด ซึ่งก็คือ บรรดา กิเลส อุปกิเลส อาสวะทั้งปวงนั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ทุกข์...ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก...การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...อวิชชาทำกิจ...ในขณะที่จิตไม่มีการเดินมรรค อวิชชาจะเข้าแทรกทันที และอกุสลเจตสิกก็จะทำการปรุงแต่งร่วมกับ โมหะเจตสิก(อวิชชา)ทันที ตัณหา อุปาทาน จึงเกิดขึ้นมาได้

3 ) การปรุงแต่งที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) จะมีเจตสิกกลุ่มที่ปรุงแต่งแบบกลางๆไม่ดีและก็ไม่เลว เข้ากับเจตสิกทั้ง 1 และ 2 ได้ตลอดเวลา เจตสิกกลุ่มนี้มี 13 เจตสิก เช่น ผัสสะเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เจตนาเจตสิก....เป็นต้น

เจตสิกทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ทำงาน(ทำกิจ)ไปตามเหตุปัจจัยการเกิดดับ อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด

ผัสสะ คืออะไร???
ผัสสะหรือสัมผัส คือ การกระทบหรือสัมผัสกันของสิ่ง 3 สิ่ง(ธรรม 3 ธรรม)คือ...อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) + วิญญาณ ทั้งสามธรรมนี้มาประจวบกระทบกันเข้า วิญญาณรับรู้ จึงเกิดผัสสะ(สัมผัส)ขึ้นมา ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธรรมใดธรรมหนึ่งไป ผัสสะ ก็ไม่เกิดขึ้น ต้องครบทั้ง 3 ธรรมนี้จึงจะเรียกว่า ผัสสะ ที่สมบูรณ์ ผัสสะ เป็นเจตสิกแบบกลางๆเป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งปวงเข้าหากัน ถ้าปราศจากผัสสะ(ไม่มีผัสสะ) จิตก็ไม่เกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด รวมทุกๆธรรม(ที่เป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่งทั้งหมด)เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ผัสสะ นี้คือ ความสำคัญของ ผัสสะ ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางส่วนใดของขันธ์ 5 ในมนุษย์ ???
ผัสสะหรือสัมผัส จะเกิดขึ้นทาง...ทวาร 6 อันประกอบด้วย....ตา(จักขุผัสสะ) หู(โสตะผัสสะ) จมูก(ฆานะผัสสะ) ลิ้น(ชิวหาผัสสะ) กาย(กายผัสสะ) ใจ(มโนผัสสะ) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมา จิตจะรับรู้ผ่านทางมโนวิญญาณ(การรับรู้ทางใจ)ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 ข้อมูลจะถูกนำมาประมวลผลที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)ทั้งหมด การปรุงแต่งของเจตสิก(กุศลเจตสิกหรืออกุศลเจตสิก)จะเกิดขึ้นในจุดนี้ เพราะผัสสะเกิด เวทนาเกิดตามมาทันที(รวดเร็วมาก) โลกของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะเกิด ผ่านทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือทวาร 6 ไม่มีผัสสะ กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ถ้าไม่มีผัสสะ การปรุงแต่งทุกๆชนิด(ทั้งกุศลและอกุศล)ก็ไม่เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้มีผัสสะได้หรือไม่??? คำตอบคือ ไม่ได้ ยกเว้นเมื่อขันธ์ 5 ดับลงอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด นี่คือเรื่องราวของผัสสะที่เกี่ยวข้องกับ...การเกิดทุกข์ และ ดับทุกข์  การปรุงแต่งกิเลสและอาสวะทั้งปวง ล้วนต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมด และการปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลรวมทั้งมรรคก็ต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมดเช่นเดียวกัน

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์  และ ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์

1 ) ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผัสสะเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆกับจิต เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมที่จะมาปรุงแต่งเท่านั้นไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการเดินมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกๆขณะจิต จะมีช่องว่างให้ อวิชชา(โมหะเจตสิก)เข้าแทรกได้ง่ายๆ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วม พูดง่ายๆก็คือ อวิชชาครอบงำผัสสะนั่นเอง จึงเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)แบบฉบับของหลวงพ่อพุทธทาส โดยเฉพาะจุดประมวลผลกลางของผัสสะคือ มโนผัสสะ กลายไปเป็น อวิชชามโนผัสสะ หรือ สัมผัสทางใจแบบโง่ๆ(ไม่มีวิชชาในสิ่งที่ไปสัมผัส)สิ่งที่ติดตามมาก็คือ การปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกทำกิจ)นำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหาและทุกข์ติดตามมานั่นเอง นี่คือ...ที่มาแห่งทุกข์

อวิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาเวทนาเกิด(เวทนาหลง) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด(อธิบายแบบง่ายๆ)

2 ) ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา(ไม่เกิดตัณหา)คือ ผัสสะแบบใด??? ผัสสะ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขันธ์ 5 เวทนาก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับผัสสะและเกิดตลอดเวลาที่มีผัสสะ ตัวแปรที่การเกิดผัสสะและเวทนาจะไม่ก่อให้เกิดตัณหาก็คือ...วิชชา(ปัญญารู้แจ้ง)นี่คือ เหตุผลที่ว่า..ทำไมจึงต้องมีการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อยู่ในทุกๆขณะจิต เมื่อมรรคเกิด อวิชชาย่อมดับลงทันที ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ผัสสะที่มีวิชชาครอบงำ จึงเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ตามคำกล่าวของหลวงพ่อพุทธทาสเช่นเดิม เป็นผัสสะที่มีการเดินมรรคอย่างต่อเนื่อง ปัญญาเจตสิกปรากฎขึ้นในผัสสะ ส่งผลให้ไม่เกิดการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกและโมหเจตสิกดับลง)เมื่อไม่มี นันทิและราคะเป็นเชื้อ ตัณหาก็ดับลง นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลงนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิด คือ....อวิชชา....( อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์ )
และปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับ คือ....วิชชา....( วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ )
=========  นี่คือ.....กฎอิทัปปัจจยตา.........===========

เวทนา คืออะไร???
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ต่างๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(ไม่สุขและไม่ทุกข์)เวทนาเป็น เจตสิกในขันธ์ 5 ปรุงแต่งให้จิตรับรู้ใน...อารมณ์สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของการเกิดเวทนา นั่นก็คือ ผัสสะ  เวทนาเจตสิกเป็นธรรมหรือเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์โดยตรง
ขอกล่าวถึงเวทนาใน 2 บทบาท

1 ) เวทนารู้ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยปัญญา(มีการเดินมรรคในทุกขณะจิต) เวทนาชนิดนี้จะไม่มีการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้นในเวทนา ปัญญาเจตสิกแสดงผล ไม่ยินดี(นันทิ)ในสุขเวทนา ไม่ยินร้าย(นันทิ)ในทุกขเวทนา และไม่เผลอในอทุกขมสุขเวทนา นี่คือ ผลของการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )จะให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ตัณหาจึงไม่เกิด และทุกข์ก็ไม่เกิด

2 ) เวทนาหลง เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอวิชชา(โมหเจตสิกทำกิจในเวทนาเจตสิก)จะเกิดการปรุงแต่งนันทิและราคะเมื่อเกิด สุขเวทนา(ไปเป็นกามตัณหา) ทุกขเวทนา(ไปเป็นวิภวตัณหา) และ อมทุกขมสุขเวทนา(ไปเป็น ภวตัณหา)
จะเห็นได้ว่า....เวทนา..ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิด ทุกข์ แต่ตัวปัญหาคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก)....


เรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์

จะเห็นได้ว่า....จิต เป็นกิริยารับรู้เรื่องทุกข์ 
เจตสิกคือธรรมที่ปรุงแต่งทุกข์(อกุศลธรรม)และดับทุกข์(กุศลธรรม)ให้กับจิต
ผัสสะ คือ ธรรมที่เชื่อมต่อทุกๆธรรมให้ทำกิจ(ปรุงแต่ง)
เวทนา คือ จุดปรุงแต่งของ เจตสิก ( กุศลเจตสิก หรือ อกุศลเจตสิก )สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือ โมหเจตสิก....
กิเลสเกิด(ทุกข์เกิด) หรือ กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)จะเริ่มต้นที่จุด เวทนา นี่เอง

หมายเหตุ :  

กุศลธรรม(ธรรมที่ดีงาม เช่น สติ ปัญญา...)เกิดจากการปรุงแต่งของ..กุศลเจตสิก( เจตสิกยดี )


  อกุศลธรรม(กิเลสทั้งปวง)เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก( เจตสิกฝ่ายไม่ดี )

 สรุป

   ถ้ามรรคทำกิจ(เดินมรรคในทุกขณะจิต) =>> ตัณหาดับ =>> ทุกข์ดับ
   ถ้าอวิชชาทำกิจ(โมหเจตสิกทำกิจ) =>> ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเว็บเพจนี้ เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆเพียงชั่วข้ามคืนได้ ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัยเกิด ผลจึงออกมาเช่นนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่อ่านเนื้อหา ต้องลงมือปฏิบัติจริง เห็นการเกิดดับด้วยปัญญาจริงๆไม่ใช่ความเข้าใจหรือนึกคิดเอาเอง ต้องรู้ ปฏิบัติ และเห็นได้ด้วยตัวเองเท่านั้น การดับทุกข์ในแต่ละวันจึงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่นี่แนะนำเรื่องการดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่ มรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น แนะนำให้ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ลดปัญหาได้ก็คือ ลดทุกข์และดับทุกข์รายวันได้นั่นเอง ไม่ต้องรอเข้าวัด ปฏิบัติได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ผลลัพธ์มันจะเกิดตามมาตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกๆท่านโชคดีไม่มีทุกข์ 

ธรรมที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต

มาดูหน้าตาของธรรมที่ทำให้เกิด....ทุกข์( กิเลส )...ขึ้นในจิตให้ชัดๆกัน

1 ) นิวรณ์ 5

2 ) กิเลส 10

3 ) อนุสัย 7 

4 ) สังโยชน์ 10

นี้คือ ธรรมหลักๆที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิต( จิตรับรู้จึงเป็นทุกข์ ) ถ้าสังเกตให้ดี ทุกๆธรรมทั้งหมด( 1-4 )ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เช่น ในนิวรณ์ 5  กามฉันทะ(ความพอใจในกามคุณ)จะมี โลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก จึงเกิดเป็น กามฉันทะ ขึ้นมา อกุศลเจตสิกจะเป็นธรรมที่ปรุงแต่งธรรมเหล่านี้( 1 - 4 )ขึ้นมาในขณะที่...ไม่มีการเดินมรรค( ไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ อย่าลืมว่า...ผัสสะ...เกิดตลอดเวลา มันสามารถกระตุ้นการทำงานของ อวิชชา ได้ทันที ถ้าปราศจากการเดินมรรคในทุกๆขณะจิต

มรรคเกิด(เดินมรรคทุกขณะจิต) อวิชชาดับ ผลผลิตของอวิชชา( 1 - 4 ) ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ทุกข์จึงดับลง เพราะรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง(ที่ทำให้เกิดทุกข์) ล้วนมาจาก...อวิชชา...ทั้งสิ้น

วิชชา(ปัญญาเจตสิก)เกิด   =>>   อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) 

วิชชา(ปัญญา) อยู่ใน...แก่นมรรค...เรียบร้อยแล้ว( แก่นมรรค =>> สติ สมาธิ ปัญญา )

วิชชา และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที

......................................................................................................................ง

 จิต คือ อะไร ??? เกี่ยวข้องกับ...เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา  อย่างไร???
จิต คือ กิริยารู้ การรู้แจ้ง การรับรู้ในธรรมต่างๆ รับรู้ในอารมณ์ นี่คือ ความหมายของจิต
ความจริงเกี่ยวกับจิต
    จิตเป็นธรรมอีกธรรมหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายทั้งปวง เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ไม่มีตัวตนที่แน่นอนใดๆ(เป็นอนัตตา)เพราะจิตเป็นเพียงกิริยารู้เท่านั้น สำหรับเหตุปัจจัยให้จิตเกิดและดับคือ...อายตนะภายใน อายตนะภายนอก และ ผัสสะ เมื่อ 3 ธรรมนี้ประจวบกันหรือรวมตัวกัน จะเกิดการรับรู้( วิญญาณ ) เช่น การรับรู้ทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไปกระทบ(ผัสสะหรือสัมผัส)กับอายตนะภายนอกหรืออารมณ์ 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมมารมณ์ อายตนะเหล่านี้จะจับกันเป็นคู่ๆ เช่น ตาคู่กับรูป หูคู่กับเสียง........ใจคู่กับธรรมมารมณ์(ความคิดต่างๆ สัญญาในอดีต)เป็นต้น จิตก็คือ ส่วนของ..วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 เกิดและดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว จึงไม่สามารถหาจิตที่แน่นอนได้ ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน(อนิจจัง) แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเกิดดับไปเรื่อยๆเพราะถูกบีบคั้น(ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา จิตไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น บังคับควบคุมไม่ให้เกิดไม่ให้ดับไม่ได้(อนัตตา) จิตจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของจิตจริง เป็นเพียงสภาวะการรับรู้ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น
จิต เป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน หน้าที่ของจิตหรือกิจของจิต คือ การรับรู้ธรรมต่างๆที่มาปรุงแต่งจิตและผ่านเข้ามาในจิตเท่านั้น รับรู้ความเป็นไปของ...รูป(กาย)  เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ(ตัวจิตเอง)เพราะขันธ์ทั้ง 5 นี้ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องอาศัยจิต(วิญญาณ)รับรู้เท่านั้น แต่จิตก็ไม่ใช่เจ้าของ...รูปกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จิตไม่มีสิทธิเข้าไปยึดและแทรกแซงในขันธ์ 5 (ผิดกิจของจิต)นอกจากการรับรู้ในขันธ์ 5 แล้ว จิตยังไปรับรู้ในอารมณ์ 6 (อายตนะภายนอก 6 )ถ้าขณะนั้นมีการเดินมรรค(จิตรับรู้การเดินมรรคในขณะจิตนั้นๆอยู่)เมื่อจิตรับรู้ในอารมณ์ 6 จะเกิดสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น...รู้  เห็น  วาง....จิตรู้สักแต่ว่ารู้(ในอารมณ์ 6 ) เห็นสักแต่ว่าเห็น แล้ววาง(อุเบกขา)ในอารมณ์ 6 เหมือนกรณีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนพระพาหิยะในสมัยพุทธกาล จะเห็นได้ว่า การเดินมรรค(แก่นมรรค)คือ สติ สมาธิ ปัญญา มีความสำคัญมากๆต่อการรับรู้ของ จิต เพื่อไม่ให้จิตตกไปรับรู้..นันทิและราคะใน..อารมณ์ 6 อันเป็นที่มาของ ตัณหา(ทุกข์)ถ้าศึกษาไปลึกๆ(ไปดูในส่วนของ เจตสิก )จะเห็นว่า จิต ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำหน้าที่แค่รับรู้เรื่องราว ทั้งดีและไม่ดี จิตจะรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนจะรับรู้เรื่องราวใดเก็บไว้ ต้องไปดูที่เจตสิกต่อไป
หมายเหตุ : จิตรับรู้ผ่านทาง...ทวารทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )เท่านั้น
 เจตสิก คือ ธรรมที่ประกอบกับจิต ธรรมที่มาปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามธรรมที่มาปรุงแต่ง(กุศล หรือ อกุศล) เจตสิกเป็นธรรมที่เกิดดับพร้อมๆกับจิต เกิดและดับในที่เดียววัตถุเดียวกัน อารมณ์เดียวกันกับจิต เพราะเหตุนี้ทุกความคิดเห็นจึงชี้ไปลงที่ จิต เป็นผู้กระทำการต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่จิตกระทำ จิตเป็นเพียงแค่กิริยารับรู้เรื่องราวเท่านั้น ผู้กระทำหรือสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปต่างๆนาๆก็คือ เจตสิกและธรรมประกอบ นี่เอง เช่น เวลาเรานึกหรือคิดเรื่องราวใดๆ ธรรมที่คิดคือ วิตกเจตสิก ถ้ามีการขยายความอธิบายเรื่องราวที่คิดนั้น ก็จะเป็น วิจารเจตสิกทำงาน จิตเป็นเพียงกิริยาที่รับรู้เรื่องราวต่างๆที่เจตสิกปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับการเกิดทุกข์ขึ้น เช่น เกิดความโกรธ นี่คือ โทสะเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่ ไม่ใช่จิตโกรธ จิตเป็นเพียงกิริยารับรู้การโกรธของโทสะเจตสิกเท่านั้น จะเห็นได้ว่า ทุกๆธรรมแยกกัน เกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย คำว่า ฉัน หรือ ของฉัน ตัวกู ของกู มันจึงไม่มีอยู่จริงๆ เป็น การปรุงแต่งอัตตาขึ้นมาของเจตสิก ซึ่งเกิดจากโมหะเจตสิกและทิฏฐิเจตสิกทำกิจหรือทำหน้าที่จึงออกมาเป็น...อัตตา..คือ ฉัน ของฉัน ตัวกู ของกู นั่นเอง ซึ่งทั้ง จิตและเจตสิก เป็น อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งหมด อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์นี้

   การปรุงแต่งของ....เจตสิก..ออกมาใน 3 รูปแบบดังนี้คือ.-
1 ) ปรุงแต่งที่เป็นกุศล(ดี) จะมีกุศลเจตสิก 25 เจตสิก ทำหน้าที่ปรุงแต่งธรรมที่ดีๆให้จิตรับรู้ เช่น สติ สมาธิ(เอกัคคตาเจตสิก) ปัญญา...ฯลฯ แก่นมรรค ก็คือ กุศลเจตสิกนั่นเอง

2 ) ปรุงแต่งที่เป็นอกุศล(ไม่ดี) จะมีอกุศลเจตสิก 14 เจตสิกทำหน้าที่ปรุงแต่ง อกุศลธรรมทั้งหมด ซึ่งก็คือ บรรดา กิเลส อุปกิเลส อาสวะทั้งปวงนั่นเอง นี่คือ ที่มาของ...ทุกข์...ที่เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก...การปรุงแต่งของอกุศลเจตสิกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ...อวิชชาทำกิจ...ในขณะที่จิตไม่มีการเดินมรรค อวิชชาจะเข้าแทรกทันที และอกุสลเจตสิกก็จะทำการปรุงแต่งร่วมกับ โมหะเจตสิก(อวิชชา)ทันที ตัณหา อุปาทาน จึงเกิดขึ้นมาได้

3 ) การปรุงแต่งที่เป็นกลางๆ(ไม่ดีและไม่เลว) จะมีเจตสิกกลุ่มที่ปรุงแต่งแบบกลางๆไม่ดีและก็ไม่เลว เข้ากับเจตสิกทั้ง 1 และ 2 ได้ตลอดเวลา เจตสิกกลุ่มนี้มี 13 เจตสิก เช่น ผัสสะเจตสิก เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เจตนาเจตสิก....เป็นต้น

เจตสิกทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ทำงาน(ทำกิจ)ไปตามเหตุปัจจัยการเกิดดับ อยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งหมด

ผัสสะ คืออะไร???
ผัสสะหรือสัมผัส คือ การกระทบหรือสัมผัสกันของสิ่ง 3 สิ่ง(ธรรม 3 ธรรม)คือ...อายตนะภายใน + อายตนะภายนอก(อารมณ์ 6 ) + วิญญาณ ทั้งสามธรรมนี้มาประจวบกระทบกันเข้า วิญญาณรับรู้ จึงเกิดผัสสะ(สัมผัส)ขึ้นมา ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือธรรมใดธรรมหนึ่งไป ผัสสะ ก็ไม่เกิดขึ้น ต้องครบทั้ง 3 ธรรมนี้จึงจะเรียกว่า ผัสสะ ที่สมบูรณ์ ผัสสะ เป็นเจตสิกแบบกลางๆเป็นธรรมที่เชื่อมธรรมทั้งปวงเข้าหากัน ถ้าปราศจากผัสสะ(ไม่มีผัสสะ) จิตก็ไม่เกิด เจตสิกก็ไม่เกิด เวทนาก็ไม่เกิด รวมทุกๆธรรม(ที่เป็นธรรมที่มาจากการปรุงแต่งทั้งหมด)เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มี ผัสสะ นี้คือ ความสำคัญของ ผัสสะ ที่ไม่มีพิษมีภัยใดๆต่อจิต

ผัสสะหรือสัมผัส เกิดขึ้นทางส่วนใดของขันธ์ 5 ในมนุษย์ ???
ผัสสะหรือสัมผัส จะเกิดขึ้นทาง...ทวาร 6 อันประกอบด้วย....ตา(จักขุผัสสะ) หู(โสตะผัสสะ) จมูก(ฆานะผัสสะ) ลิ้น(ชิวหาผัสสะ) กาย(กายผัสสะ) ใจ(มโนผัสสะ) เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมา จิตจะรับรู้ผ่านทางมโนวิญญาณ(การรับรู้ทางใจ)ทุกๆผัสสะที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 ข้อมูลจะถูกนำมาประมวลผลที่...มโนผัสสะ(สัมผัสทางใจ)ทั้งหมด การปรุงแต่งของเจตสิก(กุศลเจตสิกหรืออกุศลเจตสิก)จะเกิดขึ้นในจุดนี้ เพราะผัสสะเกิด เวทนาเกิดตามมาทันที(รวดเร็วมาก) โลกของมนุษย์เกิดขึ้นเมื่อ ผัสสะเกิด ผ่านทาง...ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ...หรือทวาร 6 ไม่มีผัสสะ กิเลสเกิดขึ้นไม่ได้ อวิชชาเกิดขึ้นไม่ได้ นั่นคือ ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน(ตามหลักอิทัปปัจจยตา)ถ้าไม่มีผัสสะ การปรุงแต่งทุกๆชนิด(ทั้งกุศลและอกุศล)ก็ไม่เกิดขึ้น ห้ามไม่ให้มีผัสสะได้หรือไม่??? คำตอบคือ ไม่ได้ ยกเว้นเมื่อขันธ์ 5 ดับลงอย่างสิ้นเชิงทั้งหมด นี่คือเรื่องราวของผัสสะที่เกี่ยวข้องกับ...การเกิดทุกข์ และ ดับทุกข์  การปรุงแต่งกิเลสและอาสวะทั้งปวง ล้วนต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมด และการปรุงแต่งธรรมที่เป็นกุศลรวมทั้งมรรคก็ต้องผ่าน ผัสสะ ทั้งหมดเช่นเดียวกัน

ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์  และ ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์

1 ) ผัสสะที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาในจิต อย่างที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ผัสสะเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ได้ให้คุณหรือให้โทษใดๆกับจิต เป็นธรรมที่เชื่อมธรรมที่จะมาปรุงแต่งเท่านั้นไม่มีพิษภัยใดๆทั้งสิ้น เมื่อไม่มีการเดินมรรค(เจริญ สติ สมาธิ ปัญญา)ในทุกๆขณะจิต จะมีช่องว่างให้ อวิชชา(โมหะเจตสิก)เข้าแทรกได้ง่ายๆ ผัสสะที่เกิดขึ้น จึงมีอวิชชา(โมหะเจตสิก)เป็นองค์ประกอบร่วม พูดง่ายๆก็คือ อวิชชาครอบงำผัสสะนั่นเอง จึงเป็น อวิชชาผัสสะ(สัมผัสโง่ๆ)แบบฉบับของหลวงพ่อพุทธทาส โดยเฉพาะจุดประมวลผลกลางของผัสสะคือ มโนผัสสะ กลายไปเป็น อวิชชามโนผัสสะ หรือ สัมผัสทางใจแบบโง่ๆ(ไม่มีวิชชาในสิ่งที่ไปสัมผัส)สิ่งที่ติดตามมาก็คือ การปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกทำกิจ)นำไปสู่การเกิดขึ้นของ...ตัณหาและทุกข์ติดตามมานั่นเอง นี่คือ...ที่มาแห่งทุกข์

อวิชชาผัสสะเกิด => อวิชชาเวทนาเกิด(เวทนาหลง) => ตัณหาเกิด => ทุกข์เกิด(อธิบายแบบง่ายๆ)

2 ) ผัสสะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมา(ไม่เกิดตัณหา)คือ ผัสสะแบบใด??? ผัสสะ เกิดขึ้นตลอดเวลาในขันธ์ 5 เวทนาก็เกิดขึ้นพร้อมๆกันกับผัสสะและเกิดตลอดเวลาที่มีผัสสะ ตัวแปรที่การเกิดผัสสะและเวทนาจะไม่ก่อให้เกิดตัณหาก็คือ...วิชชา(ปัญญารู้แจ้ง)นี่คือ เหตุผลที่ว่า..ทำไมจึงต้องมีการเดินมรรค(สติ สมาธิ ปัญญา)อยู่ในทุกๆขณะจิต เมื่อมรรคเกิด อวิชชาย่อมดับลงทันที ไม่สามารถเกิดร่วมกันได้ ผัสสะที่มีวิชชาครอบงำ จึงเป็น วิชชาผัสสะ(สัมผัสฉลาด)ตามคำกล่าวของหลวงพ่อพุทธทาสเช่นเดิม เป็นผัสสะที่มีการเดินมรรคอย่างต่อเนื่อง ปัญญาเจตสิกปรากฎขึ้นในผัสสะ ส่งผลให้ไม่เกิดการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้น(โลภเจตสิกและโมหเจตสิกดับลง)เมื่อไม่มี นันทิและราคะเป็นเชื้อ ตัณหาก็ดับลง นี่คือ จุดที่ทุกข์ดับลงนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์เกิด คือ....อวิชชา....( อวิชชา => ตัณหา => อุปาทาน => ทุกข์ )
และปัจจัยที่ทำให้ ทุกข์ดับ คือ....วิชชา....( วิชชาเกิด => อวิชชาดับ => ตัณหาดับ => ทุกข์ดับ )
=========  นี่คือ.....กฎอิทัปปัจจยตา.........===========

เวทนา คืออะไร???
เวทนา คือ การเสวยอารมณ์ต่างๆ เช่น สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา(ไม่สุขและไม่ทุกข์)เวทนาเป็น เจตสิกในขันธ์ 5 ปรุงแต่งให้จิตรับรู้ใน...อารมณ์สุข ทุกข์ หรือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนาเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัยของการเกิดเวทนา นั่นก็คือ ผัสสะ  เวทนาเจตสิกเป็นธรรมหรือเจตสิกที่เป็นกลางๆไม่ใช่ธรรมที่ทำให้เกิดทุกข์โดยตรง
ขอกล่าวถึงเวทนาใน 2 บทบาท

1 ) เวทนารู้ เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยปัญญา(มีการเดินมรรคในทุกขณะจิต) เวทนาชนิดนี้จะไม่มีการปรุงแต่ง นันทิและราคะเกิดขึ้นในเวทนา ปัญญาเจตสิกแสดงผล ไม่ยินดี(นันทิ)ในสุขเวทนา ไม่ยินร้าย(นันทิ)ในทุกขเวทนา และไม่เผลอในอทุกขมสุขเวทนา นี่คือ ผลของการเดินมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา )จะให้ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ตัณหาจึงไม่เกิด และทุกข์ก็ไม่เกิด

2 ) เวทนาหลง เป็นเวทนาที่ประกอบด้วยอวิชชา(โมหเจตสิกทำกิจในเวทนาเจตสิก)จะเกิดการปรุงแต่งนันทิและราคะเมื่อเกิด สุขเวทนา(ไปเป็นกามตัณหา) ทุกขเวทนา(ไปเป็นวิภวตัณหา) และ อมทุกขมสุขเวทนา(ไปเป็น ภวตัณหา)
จะเห็นได้ว่า....เวทนา..ไม่ใช่ตัวปัญหาที่ทำให้เกิด ทุกข์ แต่ตัวปัญหาคือ...อวิชชา(โมหเจตสิก)....


เรียนรู้เรื่อง....จิต  เจตสิก  ผัสสะ  เวทนา ที่เกี่ยวข้องกับการดับทุกข์

จะเห็นได้ว่า....จิต เป็นกิริยารับรู้เรื่องทุกข์ 
เจตสิกคือธรรมที่ปรุงแต่งทุกข์(อกุศลธรรม)และดับทุกข์(กุศลธรรม)ให้กับจิต
ผัสสะ คือ ธรรมที่เชื่อมต่อทุกๆธรรมให้ทำกิจ(ปรุงแต่ง)
เวทนา คือ จุดปรุงแต่งของ เจตสิก ( กุศลเจตสิก หรือ อกุศลเจตสิก )สติเจตสิก ปัญญาเจตสิก หรือ โมหเจตสิก....
กิเลสเกิด(ทุกข์เกิด) หรือ กิเลสดับ(ทุกข์ดับ)จะเริ่มต้นที่จุด เวทนา นี่เอง

หมายเหตุ :  

กุศลธรรม(ธรรมที่ดีงาม เช่น สติ ปัญญา...)เกิดจากการปรุงแต่งของ..กุศลเจตสิก( เจตสิกยดี )


  อกุศลธรรม(กิเลสทั้งปวง)เกิดจากการปรุงแต่งของ..อกุศลเจตสิก( เจตสิกฝ่ายไม่ดี )

 สรุป

   ถ้ามรรคทำกิจ(เดินมรรคในทุกขณะจิต) =>> ตัณหาดับ =>> ทุกข์ดับ
   ถ้าอวิชชาทำกิจ(โมหเจตสิกทำกิจ) =>> ตัณหาเกิด =>> ทุกข์เกิด

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเว็บเพจนี้ เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและมีระเบียบวินัยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นมาแบบลอยๆเพียงชั่วข้ามคืนได้ ทุกๆอย่างมีเหตุปัจจัยเกิด ผลจึงออกมาเช่นนี้ ตามกฎอิทัปปัจจยตา การดับทุกข์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแต่อ่านเนื้อหา ต้องลงมือปฏิบัติจริง เห็นการเกิดดับด้วยปัญญาจริงๆไม่ใช่ความเข้าใจหรือนึกคิดเอาเอง ต้องรู้ ปฏิบัติ และเห็นได้ด้วยตัวเองเท่านั้น การดับทุกข์ในแต่ละวันจึงจะเกิดขึ้นได้จริงๆ ที่นี่แนะนำเรื่องการดับทุกข์ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของมนุษย์เท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่ มรรคผลหรือนิพพานใดๆทั้งสิ้น แนะนำให้ทำปัจจุบันให้ดีก่อน ลดปัญหาได้ก็คือ ลดทุกข์และดับทุกข์รายวันได้นั่นเอง ไม่ต้องรอเข้าวัด ปฏิบัติได้ทุกๆที่และทุกๆเวลาได้ทันที ผลลัพธ์มันจะเกิดตามมาตามเหตุปัจจัยที่เราสร้างขึ้นเท่านั้น ขอให้ทุกๆท่านโชคดีไม่มีทุกข์ 

ธรรมที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นใน จิต

มาดูหน้าตาของธรรมที่ทำให้เกิด....ทุกข์( กิเลส )...ขึ้นในจิตให้ชัดๆกัน

1 ) นิวรณ์ 5

2 ) กิเลส 10

3 ) อนุสัย 7 

4 ) สังโยชน์ 10

นี้คือ ธรรมหลักๆที่ทำให้เกิด ทุกข์ ขึ้นในจิต( จิตรับรู้จึงเป็นทุกข์ ) ถ้าสังเกตให้ดี ทุกๆธรรมทั้งหมด( 1-4 )ล้วนมี อวิชชา(โมหเจตสิก)เป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เช่น ในนิวรณ์ 5  กามฉันทะ(ความพอใจในกามคุณ)จะมี โลภเจตสิก+โมหเจตสิก+เจตนาเจตสิก จึงเกิดเป็น กามฉันทะ ขึ้นมา อกุศลเจตสิกจะเป็นธรรมที่ปรุงแต่งธรรมเหล่านี้( 1 - 4 )ขึ้นมาในขณะที่...ไม่มีการเดินมรรค( ไม่มี สติ สมาธิ ปัญญา )ในขณะจิตนั้นๆ อย่าลืมว่า...ผัสสะ...เกิดตลอดเวลา มันสามารถกระตุ้นการทำงานของ อวิชชา ได้ทันที ถ้าปราศจากการเดินมรรคในทุกๆขณะจิต

มรรคเกิด(เดินมรรคทุกขณะจิต) อวิชชาดับ ผลผลิตของอวิชชา( 1 - 4 ) ไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ทุกข์จึงดับลง เพราะรากเหง้าของกิเลสทั้งปวง(ที่ทำให้เกิดทุกข์) ล้วนมาจาก...อวิชชา...ทั้งสิ้น

วิชชา(ปัญญาเจตสิก)เกิด   =>>   อวิชชาดับ(โมหเจตสิกดับ) 

วิชชา(ปัญญา) อยู่ใน...แก่นมรรค...เรียบร้อยแล้ว( แก่นมรรค =>> สติ สมาธิ ปัญญา )

วิชชา และ อวิชชา ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ ธรรมหนึ่งเกิด อีกธรรมหนึ่งจะดับลงทันที
 

Visitors: 1,153