ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ฉบับปุถุชนที่สามารถปฏิบัติได้จริงๆ

การนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันของปุถุชนบุคคลทั่วๆไปสามารถทำได้ในทุกๆที่และทุกๆเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ทำธุรกิจ ด้วยการเป็น....ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน....ด้วยแก่นธรรม( สติ สมาธิ ปัญญา )
การประยุกต์ใช้: ในวันทำงานที่วุ่นวาย เมื่อมีผัสสะ (มากระทบ) จากคำวิจารณ์ อารมณ์โกรธ หรือความเครียดวิ่งเข้ามา "สติ" จะทำหน้าที่เป็นเบรกเกอร์คอยตัดกระแส ไม่ให้จิตปรุงแต่งไปเป็นความทุกข์หรือความโมโห ความผิดพลาดต่างๆ
แก่นแท้: รู้ว่าอะไรคือกาย อะไรคือใจ รู้เท่าทันว่าอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงสภาวธรรมชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ไป ทำให้เราไม่หลงไปกับสมมติโลกและภาพมายาที่ใจปรุงแต่งขึ้น( รู้ตัวเองไม่ตกเป็นเหยื่อและเป็นทาสของอารมณ์ )
การประยุกต์ใช้: ไม่ว่าจะกำลังคุยกับลูกค้า ทำงานเอกสาร ทานข้าว หรืออยู่กับครอบครัว เราใช้ "สมาธิ" (ความตั้งมั่นของจิต) โฟกัสอยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มร้อย ไม่ปล่อยให้จิตซัดส่ายไปตามแรงดึงดูดของสิ่งเร้าที่มากระทบ(สัมผัส)
แก่นแท้: เมื่อจิตมีความตั้งมั่นอย่างเป็นธรรมชาติ (ปกติ) เราจะมีพลังในการทำงาน มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจ และตื่นจากความง่วงเหงาเศร้าซึมหรือความกังวลที่ไม่มีจริง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพของตัวเราด้วย
การประยุกต์ใช้: เมื่อเจอความผิดหวัง ธุรกิจสะดุด หรือความสัมพันธ์มีปัญหา "ปัญญา" จะทำหน้าที่มองเห็นว่า ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ไม่มีอะไรที่เราจะไปบังคับบัญชาหรือยึดมั่นถือมั่นให้เป็นดั่งใจได้ตลอดไป
แก่นแท้: เมื่อเห็นตามความเป็นจริง จิตจะยอมรับและ "ปล่อยวาง" เป็น เมื่อไม่ยึดมั่นในตัวตน ไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง ความเบิกบานอันเบาสบายก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายของโลก
สรุปสำหรับปุถุชน: การเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" ไม่ต้องรอให้พร้อม ไม่ต้องรอไปวัด แต่เริ่มต้นได้ทันทีในทุกๆ 24 ชั่วโมงของชีวิตประจำวัน เพียงแค่มี สติ รู้ทันอารมณ์, มี สมาธิ ตั้งมั่นในงานตรงหน้า และมี ปัญญา มองโลกตามจริง ชีวิตการงานก็สำเร็จ จิตใจก็สงบเย็น
...........................................................................................................................
เป้าหมาย: สร้างความสงบเย็นในใจ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัว
1.เป็น "ผู้รู้" ในชีวิตประจำวัน (ด้วย สติ): คือการมี "สติรู้เท่าทันผัสสะ" ที่เข้ามากระทบในแต่ละวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เมื่อขับรถแล้วโดนปาดหน้า มีสติรู้ทันความโกรธที่พุ่งขึ้นมาทันที รู้แล้วไม่ปรุงแต่งต่อ ไม่ปล่อยให้สังขารลากไปเป็น "นันทิราคะ" หรือความยึดติดในอารมณ์นั้น ตัดกระแสความทุกข์ได้ตั้งแต่ต้นลม
2.เป็น "ผู้ตื่น" ในชีวิตประจำวัน (ด้วย สมาธิ): คือการ "อยู่กับปัจจุบันขณะ" ไม่ปล่อยใจลอยไปอดีตหรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง เมื่ออยู่กับครอบครัวก็ตื่นรู้สบตารับฟังอย่างเต็มที่ เมื่อทานข้าวก็รู้รสชาติ ไม่ใช่ใจลอยอยู่กับหน้าจอมือถือ เป็นการใช้ชีวิตแบบตื่นจากความหลง ความเหม่อลอย และความละเมอในโลกสมมติ
3.เป็น "ผู้เบิกบาน" ในชีวิตประจำวัน (ด้วย ปัญญา): คือการมี "จิตใจที่เบาสบายเพราะมองเห็นความจริง" เข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านหรือในชีวิต (เช่น ของพัง คนในบ้านบ่น เจ็บไข้ได้ป่วย) เป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เมื่อยอมรับความจริงได้ จิตจะไม่แบกให้หนัก ไม่สำคัญมั่นหมายในตัวตน ทำให้ใช้ชีวิตด้วยความยิ้มแย้มและเบิกบานจากภายใน
เป้าหมาย: ทำงานอย่างมีความสุข ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยม โดยไม่สูญเสียพลังใจและพลังงาน
1.เป็น "ผู้รู้" ในการทำงาน (ด้วย สติ): ในการทำงานทุกชนิด ย่อมมีแรงกดดัน คำวิจารณ์ หรือปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า การเป็นผู้รู้คือ "รู้เท่าทันอารมณ์ในการทำงาน" เมื่อถูกตำหนิ สติจะช่วยแยกแยะระหว่าง "เนื้องานที่ต้องแก้ไข" กับ "อารมณ์น้อยใจ/โกรธที่ต้องละ" ทำให้เราทำงานด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช้Translateอารมณ์ในการตัดสินปัญหา
2.เป็น "ผู้ตื่น" ในการทำงาน (ด้วย สมาธิ): คือการมี "จิตที่ตั้งมั่น (Focus) ในงานตรงหน้า" ไม่ว่าจะทำงานออฟฟิศ งานฝีมือ หรืองานบริการ จิตจะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ 100% มีความประณีต ผลงานจึงออกมามีคุณภาพสูงสุด และที่สำคัญคือเป็นการทำงานด้วยความ "ตื่นรู้" ไม่เหนื่อยล้าทางใจเพราะจิตไม่ได้ซัดส่ายไปคิดฟุ้งซ่านในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง
3.เป็น "ผู้เบิกบาน" ในการทำงาน (ด้วย ปัญญา): คือการทำงานด้วย "ความสุขที่เกิดจากการปล่อยวางผลลัพธ์หลังจากทำเต็มที่แล้ว" ปัญญาจะบอกเราว่า เราบังคับทุกอย่างให้เป็นดั่งใจไม่ได้ เมื่องานเสร็จสมบูรณ์ก็ส่งมอบด้วยใจที่เบิกบาน หากงานมีข้อผิดพลาดก็มองเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาต่อ (ธรรมวิจยะ/โยนิโสมนสิการ) โดยไม่เก็บมาทุบตีหรือท้อแท้กับตัวเอง
เป้าหมาย: สร้างความมั่งคั่งและเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับความซื่อสัตย์และเกื้อกูล
1.เป็น "ผู้รู้" ในการทำธุรกิจ (ด้วย สติ): โลกธุรกิจคือโลกแห่งการแข่งขันและความเสี่ยง การเป็นผู้รู้คือการ "รู้เท่าทันความโลภและความกลัวของตัวเอง" ไม่กระโดดลงไปเล่นในตลาดหรือการลงทุนที่เกิดจากความโลภบังตา และไม่หดหัวหนีปัญหาเพราะความกลัว สติจะช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินสถานการณ์ตามความเป็นจริง (Data-driven ร่วมกับ Fact-driven ทางธรรม) แยกแยะสมมติทางการตลาดออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
2.เป็น "ผู้ตื่น" ในการทำธุรกิจ (ด้วย สมาธิ): คือการ "ตื่นตัวต่อความเปลี่ยนแปลงและเทรนด์ของโลก" ไม่ยึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ (ซึ่งเป็นอนิจจัง) สมาธิทำให้จิตใจของผู้นำมีความนิ่ง มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปกับมรสุมเศรษฐกิจหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีวิสัยทัศน์ที่คมชัดในการนำพาองค์กรเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง
3.เป็น "ผู้เบิกบาน" ในการทำธุรกิจ (ด้วย ปัญญา): คือการทำธุรกิจบนพื้นฐานของ "การส่งมอบค่านิยมและความเกื้อกูล (Value & Service) สู่ผู้คน" ปัญญาทำให้เข้าใจว่า การทำธุรกิจที่แท้จริงคือการแก้ปัญหาให้ผู้ซื้อ เมื่อเราให้คุณค่า จิตจะเบิกบานกับการเป็นผู้ให้ และผลพลอยได้คือความมั่งคั่งที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ เมื่องานธุรกิจเจอวิกฤต ปัญญาจะช่วยให้ผู้บริหารยอมรับ สละตัวตน และลุกขึ้นสู้ใหม่ด้วยจิตใจที่ผ่องใส ไม่จมกองทุกข์
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร กำลังซักผ้า อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือบริหารธุรกิจร้อยล้าน... คุณสามารถเป็น "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน" ได้ในทุกวินาที เพียงแค่ดึง สติ สมาธิ ปัญญา ลงมาจัดการกับสิ่งตรงหน้า แล้วโลกทางโลกกับโลกทางธรรม จะกลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์
..........................................................................................................................
"กับดักของปุถุชน" 3 สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ... ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ก่อนที่เราจะก้าวไปสู่การปฏิบัติ สิ่งสำคัญคือการ "ปรับมิจฉาทิฏฐิ" (ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน) ให้กลายเป็น "สัมมาทิฏฐิ"(ความเข้าใจที่ถูกต้อง) เสียก่อน เพราะปุถุชนจำนวนมากมักติดกับดักทางความคิด ทำให้ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเรียนธรรมะก็ยิ่งเครียด โดยมี 3 กับดักใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้:
กับดักที่ 1: หลงคิดว่า "ผู้รู้" คือต้องรู้มาก (รู้จำ ไม่ใช่การรู้แจ้ง) ผู้รู้ในที่นี้คือ..รู้แจ้ง..ด้วยปัญญา
ความเข้าใจผิด: หลายคนเข้าใจว่าการเป็น "ผู้รู้" คือต้องอ่านตำราเยอะๆ ต้องท่องจำพระไตรปิฎกได้แม่นยำ หรือต้องรู้ลึกรู้ดีในเรื่องของคนอื่นและโลกภายนอก
ความจริงตามแก่นธรรม: การเป็นผู้รู้ในทางธรรม ไม่ใช่ความรู้ท่วมหัว แต่คือ "การรู้เท่าทันกายและใจของตัวเอง"พูดง่ายๆก็คือ การรู้ขันธ์ 5 ในตัวเองนั่นแหละ รู้จักแยกแยะ "สมมติ" ออกจาก "ความจริง" รู้ทันอารมณ์ที่เข้ามากระทบ (ผัสสะ) ว่ามันผ่านมาแล้วก็ไป ไม่หลงกลไปกับภาพมายาที่จิต(เจตสิก)ปรุงแต่งขึ้นมาเอง( รู้เขา คือ รู้อารมณ์ 6 ส่วนรู้เรา คือ รู้ขันธ์ 5 )
กับดักที่ 2: หลงคิดว่า "ผู้ตื่น" คือต้องเคร่งเครียด (เพ่ง-บังคับ)
ความเข้าใจผิด: พอพยายามจะเป็น "ผู้ตื่น" ปุถุชนมักจะเกร็ง ร่างกายแข็งทื่อ พยายามจับจ้องและควบคุมความคิดตัวเองตลอดเวลา จนกลายเป็นการ "เพ่ง" และสร้างความเครียดให้กิเลสซ้อนกิเลสเข้าไปอีก ซึ่งเท่ากับแบกทุกข์เพิ่มเข้าไปอีก
ความจริงตามแก่นธรรม: การตื่นรู้ที่แท้จริงคือ "ความรู้สึกตัวที่ผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติ" (ปกติ) เหมือนคนที่เพิ่งตื่นนอนตอนเช้าด้วยความสดชื่น ไม่ใช่ตื่นเพราะตกใจกลัว จิตมีความตั้งมั่น (สมาธิ) แบบเบาสบาย พร้อมที่จะรับรู้และทำหน้าที่ตรงหน้าอย่างเป็นปกติที่สุด
กับดักที่ 3: หลงคิดว่า "ผู้เบิกบาน" คือต้องสนุกสนานเฮฮา (สุขแบบโลกีย์)
ความเข้าใจผิด: คิดว่าความเบิกบานคือการหัวเราะ การสังสรรค์ หรือการได้รับความสุขจากสิ่งเสพภายนอก (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ที่มาตอบสนองตัณหา
ความจริงตามแก่นธรรม: ความเบิกบานในทางธรรมคือ "ความสงบเย็นและเบาสบายที่เกิดจากการปล่อยวาง" เป็นความอิ่มเอิบใจที่จิตไม่ได้แบกอะไรไว้ ไม่สำคัญมั่นหมายในตัวตน เป็นความสุขที่นิ่ง สงบ และไม่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขภายนอกเลย
"เคล็ดลับทางลัด" (Micro-Practice) สำหรับนำไปใช้ใน 3 บริบท
เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำแก่นธรรมไป "ระเบิดพลังปฏิบัติ" ได้ทันทีในชีวิตจริง โดยไม่ต้องรอไปวัด นี่คือปุ่มทางลัด (Shortcuts) ที่ทำได้ทุกที่ ทุกเวลาครับ:
ทางลัดในชีวิตประจำวัน : ฝึก "ละความเพลิน" (ละนันทิในเวทนา)
ในแต่ละวัน จิตของเรามักจะไหลไปตามความดราม่า ข่าวสาร หรือความคิดลบๆ โดยไม่รู้ตัว( แบบไม่มีสติ )
วิธีปฏิบัติ: ทันทีที่คุณรู้ตัวว่าจิตกำลัง "เพลิน" ไปกับความโกรธ ความน้อยใจ ความเศร้า หรือแม้แต่ความโลภ (เกิดนันทิราคะ) ให้สลัดความเพลินนั้นทิ้งทันที! ไม่ต้องไปวิเคราะห์ว่าทำไมถึงโกรธ ไม่ต้องไปสู้กับมัน แค่ตัดกระแสแล้วดึงจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ หรืออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้าทันที(ให้จิตมีสมาธิอยู่กับฐานกาย) สังขารจะหยุดปรุงแต่ง ทุกข์ก็ดับลงตรงนั้น
ทางลัดในการทำงานทุกชนิด: "โยนิโสมนสิการในมโนผัสสะ"
โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาโดยแยบคายแบบรอบคอบรอบด้าน
มโนผัสสะ คือ การกระทบ(สัมผัส)ทางใจ เช่น อารมณ์ต่างๆ
เวลาทำงาน ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอคำพูดแย่ๆ งานด่วน หรือปัญหาวิ่งเข้ามากระทบใจผ่าน "มโนผัสสะ" (การรับรู้ทางใจ)
วิธีปฏิบัติ: ให้ฝึก "คิดและมองอย่างถูกวิธี" มองให้เห็นตามจริงว่า "นี่คือเรื่องของงาน เป็นธรรมดาของโลกที่มีทั้งคนชมและคนนินทา" และที่สำคัญคือ ให้เห็นแจ้งว่า อารมณ์ขุ่นมัวที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียง "ธรรมธรรมหนึ่ง" ที่ทำกิจของมัน มันไม่ใช่เรา และเราไม่ใช่เจ้านายของมัน เดี๋ยวมันก็ดับไปเอง เมื่อมองแบบนี้ จิตจะแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวได้อย่างเด็ดขาด ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่เสียพลังใจ
ทางลัดในการทำธุรกิจทั่วๆ ไป: "ไม่สำคัญมั่นหมายในตนเอง" (ลดอัตตา)
ในการทำธุรกิจ มีทั้งช่วงที่กราฟพุ่งขึ้นสูงสุด(ธุรกิจรุ่งเรืองเต็มที่)และช่วงที่วิกฤตดิ่งลงเหว ปุถุชนมักจะทุกข์เพราะเอาตัวตนเข้าไปแบกความสำเร็จและความล้มเหลวเหล่านั้น ต้องเข้าใจความจริงหรือสัจธรรมว่า ธุรกิจก็เป็นเพียง สิ่งสมมติ เท่านั้น มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด
วิธีปฏิบัติ: เวลาธุรกิจเติบโต ได้กำไรดี ให้รู้เท่าทันแล้วเตือนตัวเองว่า "มันเป็นเพราะเหตุปัจจัยมันถึงพร้อม ไม่ใช่เพราะฉันเก่งอยู่คนเดียว" (ลดตัวตน ไม่เหลิง) และในทางกลับกัน เวลาธุรกิจสะดุด ยอดขายตก ก็ไม่ทุบตีตัวเอง ไม่ฟูมฟาย แต่ให้มองว่า "มันเป็นอนัตตา ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเหตุและปัจจัย" แล้วหันมาใช้ปัญญาแก้ไขที่เหตุอย่างเยือกเย็น

"โลกทางโลก และ โลกทางธรรม... ไม่ใช่คนละเรื่อง เมื่อคุณใช้ สติ สมาธิ ปัญญา ในการทำงานและใช้ชีวิต คุณกำลังปฏิบัติธรรมในทุกวินาที โดยไม่ต้องก้าวเท้าเข้าวัดเลยแม้แต่ก้าวเดียว วัดสำหรับปฏิบัติธรรมมีทุกที่และทุกเวลาสำหรับคุณ อยู่ในใจของคุณนั่นเอง"
"ผู้รู้ ไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องของโลกมากที่สุด แต่คือผู้ที่ 'รู้ทันใจตัวเอง' เร็วที่สุด"
"ธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้สร้างด้วยความโลภที่อยากจะ 'เอา' แต่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาที่อยากจะ 'ให้' ค่านิยมที่แท้จริงแก่ผู้คน"
(( แก่นมรรคธรรมะขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกๆคน ))
(( การใช้แก่นมรรคดับ..โลภ โกรธ หลง(อกุศลมูล) กดดูที่นี่...))
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))
(( อกุศลธธรมหรืออกุศลเจตสิกที่ทำให้เป็นทุกข์ กดดูที่นี่..))
(( กุศลธรรมที่ใช้ในการดับทุกข์ กดดูที่นี่...))
(( ตีแผ่สมมติและอัตตา ตัวที่ทำให้เกิดทุกข์ กดดูที่นี่..))