ตัณหาคืออะไร อุปาทานคืออะไร

ตัณหาคืออะไร??? อุปาทานคืออะไร???
ตัณหา คือ ความอยาก ความต้องการ( ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส : กามคุณ 5 ) ความหิว(อยากอาหาร)ทางกายภาพไม่ใช่ตัณหา เป็นความอยากที่เกิดมาจากการปรุงแต่งของเจตสิก(โลภเจตสิก)ฝ่ายอกุศล เช่น กามตัณหา คือ ความอยากในกามคุณ 5 ภวตัณหา คือ ความอยากมี ความอยากเป็น และ วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น(คนแก่ คนจนฯลฯ) ไม่อยากมี(โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ) นี่คือ...ตัณหา 3 ประการ อันเป็นที่มาแห่งทุกข์
เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด...ตัณหา.....
ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา.......
เชื้อของตัณหาคือ...นันทิ....( นันทิ เกิดขึ้นที่ เวทนา )
เวทนาไม่ได้ทำให้เกิด..ตัณหา...เพราะเวทนาเป็นเจตสิกที่เป็นกลางๆเหมือนผัสสะ แต่ เวทนาที่มีอวิชชา จะส่งผลทำให้เกิดการปรุงแต่งของ..โมหเจตสิก(อวิชชา)..ไปเป็น...นันทิ..ใน เวทนา ปรุงแต่งไปเป็น..ราคะ(ความอยาก ความกำหนัด ความต้องการ) เหตุปัจจัยที่สำคัญมากกว่าเวทนาก็คือ...อวิชชา...เพราะ เวทนาที่มีอวิชชาเป็นปรุงแต่งอยู่จะนำไปสู่...นันทิและราคะ...ซึ่งเป็นเชื้อของการเกิด ตัณหา นั่นเอง
ตัณหา มี 3 ชนิด คือ กิเลสตัวใดบ้าง???
1. กามตัณหา ความอยากในกามคุณ 5 คือ โลภะ( ใน กิเลส 10 )
2. ภวตัณหา คือ ความอยากเป็น ความอยากมี คือ โมหะ ( ใน กิเลส 10 )
3. วิภวตัณหา ความไม่อยากเป็น ไม่อยากมี(ผลักไส ไม่ชอบใจ) คือ โทสะ ( ในกิเลส 10 )
การเกิดขึ้นของตัณหา ถ้าดูในกระแสแห่งปฏิจจสมุปปบาท จะเป็นดังต่อไปนี้ .-
ฉฬายตนะ => ผัสสะ => เวทนา => ตัณหา => อุปาทาน => ภพ => ชาติ........( กองทุกข์ )
เมื่ออายตนะภายใน 6 คือ....ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(ฉฬายตนะ)...กระทบกับ(ผัสสะหรือสัมผัส) อายตนะภายนอก 6 (อารมณ์ 6 ) เช่น ตา เห็น รูป ผัสสะเกิด ถ้าในขณะนั้น จิตถูกอวิชชา(ความไม่รู้ครอบงำอยู่)โมหเจตสิกร่วมกับโลภเจตสิกปรุงแต่งนันทิและราคะใน รูป จึงเกิดเป็น..กามตัณหาขึ้นมา นี่คือ ที่มาของตัณหาบางส่วน เมื่อไม่มีการเดินมรรคหรือเจริญมรรคเมื่อเกิดผัสสะขึ้น เวทนาเกิด อวิชชาจะเข้าแทรกทันที(เวทนาหลง) การปรุงแต่งของโมหเจตสิกและโลภเจตสิกเกิดขึ้นทันที เมื่อตัณหาแรงกล้าจะนำไปสู่...อุปาทาน(การยึดมั่น ถือมั่น)ในสิ่งที่เข้าไปนันทิ(เพลิดเพลิน) หลงในรูปสวยแบบโงหัวไม่ขึ้น จนเข้าไปยึดมั่นในรูปนั้นๆ ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็เป็นทุกข์ นี่คือ ที่มาของทุกข์ที่เกิดจากความอยาก(ตัณหา)ใน...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส(กามคุณ 5 )
ความอยาก(ตัณหา)ของมนุษย์มีที่มาจาก 2 ทางนี้เท่านั้นคือ...อยากใน...รูป( กามคุณ 5 )... กับ อยากใน...นาม(อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น)มีเพียงเท่านี้
รากเหง้าแห่งความทุกข์ และหนทางดับด้วยแก่นมรรค
ผัสสะ (การกระทบ) $\rightarrow$ เวทนา (ความรู้สึก) $\rightarrow$ ตัณหา (ความทะยานอยาก)
-
เมื่อเกิด สุขเวทนา จิตที่ยังมีความลุ่มหลง (อวิชชา) จะเกิดตัณหาอยากได้ อยากรักษาไว้
-
เมื่อเกิด ทุกข์เวทนา จิตจะเกิดตัณหาอยากผลักไส ดิ้นรนให้พ้นไป
อุปาทาน คืออะไร???
อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ใน..ขันธ์ 5 และ ตัณหา( ความอยาก ) หรือ การยึดใน รูป และ นาม นั่นเอง
1 ) การยึดมั่น ถือมั่น ยึดติด ในขันธ์ 5 การที่จิตเข้าไปยึดใน...รูป(กาย) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา จะนำมาซึ่งความทุกข์ กายมาจากการปรุงแต่ง(เหตุปัจจัย)ของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ(มหาภูตรูป) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาจากการปรุงแต่งของ...สังขาร(ในธรรมชาติ) จะเห็นได้ว่า...ไม่มีส่วนใดที่เป็นของเราจริงๆแม้แต่นิดเดียว การที่เข้าไปยึดธรรมชาติ( รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)จึงทำให้เราเกิด อัตตา(ตัวตน)ขึ้นมา นำมาซึ่งทุกข์
2 ) การปรุงแต่งใน...อารมณ์ 6 หรือ อายตนะภายนอก 6 อันมี...รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมมารมณ์ ธรรมที่ปรุงแต่งกามคุณ 5 ( รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)ก็คือ เจตสิก เป็นอกุศลเจตสิก คือโมหเจตสิกและโลภเจตสิก อันนำมาซึ่ง...นันทิและราคะ นำไปสู่...ตัณหา....นี้คือ..ผลผลิตของ..อวิชชา..ที่จิตต้องเข้าไปรับรู้แบบเต็มๆจึงทำให้เกิดทุกข์ขึ้นในจิตใจ
ทั้งหมดเกิดจากความหลงผิด(อวิชชา)จึงทำให้เกิด..มิจฉาทิฏฐิ(ความเข้าใจผิด ความรู้แบบผิดๆ)เกิดขึ้น อกุศลเจตสิกจึงเข้าปรุงแต่งให้ออกมาเป็น....กิเลส( โลภ โกรธ หลง )ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นใน...จิตใจของมนุษย์...นี่คือที่มาของทุกข์บางส่วน

เวทนา (ความรู้สึก) $\rightarrow$ ตัณหา (ความทะยานอยาก) $\rightarrow$ อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
-
ตัณหาคือเหตุ - อุปาทานคือผล: ตัณหาคือพลังงานขับเคลื่อน (ไฟ) ส่วนอุปาทานคืออาการที่พลังงานนั้นเข้าไปยึดเหนี่ยวเกาะกุมวัตถุ (เชื้อไฟ)
-
ตัณหาคือความอยาก - อุปาทานคือความยึด: ตัณหาคืออาการ "เอื้อมมือไปจับ" ส่วนอุปาทานคืออาการ "กำแน่นไม่ยอมปล่อย"
-
วงจรสร้าง "ภพ" และ "ชาติ": เมื่อตัณหาอยาก (อยากเด่น อยากมี) อุปาทานจะเข้าไปยึดสมมตินั้นทันที ทำให้เกิด "ภพ" (พื้นที่/สถานะในใจ) และเกิด "ชาติ" (ความเกิดของตัวเราขึ้นมารับสุขรับทุกข์)
-
ปฏิบัติ: ทันทีที่มีผัสสะกระทบ เกิดเวทนาและเกิดความดิ้นรน (ตัณหา) ให้มีสติระลึกรู้เท่าทันอาการของจิตในปัจจุบันขณะ
-
การทำงาน: สติจะช่วยหยุดไม่ให้ความเพลิน (นันทิ) พัฒนาไปเป็นอุปาทาน เมื่อสติเห็นอาการ "กำลังจะเข้าไปยึด" จิตจะสลัดคืนกลับมารู้สึกตัวในภาวะปกติ (ปกติธรรมดาที่ไม่มีสมมติ)
-
ปฏิบัติ: ทรงอารมณ์จิตให้อยู่ในฐานที่ตั้งมั่น เป็นเพียง "ผู้ดู" ไม่ใช่ "ผู้เป็น"
-
การทำงาน: เมื่อจิตมีสมาธิที่ถูกต้อง (สัมมาสมาธิ) จิตจะแยกตัวออกจากขันธ์ 5 หรืออารมณ์ที่มากระทบ ทำให้เห็นชัดเจนว่า ความอยากหรือความยึดนั้นเป็นเพียงสภาวะที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่เนื้อแท้ของจิต
-
ปฏิบัติ: ใช้โยนิโสมนสิการ มองลึกลงไปในสิ่งที่เรากำลังยึด (ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งตัวจิตเอง)
-
การทำงาน: ปัญญาจะเข้ามา "ตีแผ่สมมติ" แยกแยะออกให้เห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่ยึดอยู่นั้นเป็นเพียงกระบวนการของธรรมชาติ เป็นธรรมแต่ละธรรมที่ทำกิจของตนเอง ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่เลย
-
ผลลัพธ์สูงสุด: เมื่อปัญญาญาณเห็นแจ้งชัดว่า "ทุกธรรมเป็นอนัตตา" จิตจะเกิดความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด และหลุดพ้นจากการสำคัญมั่นหมายในตนเอง เมื่อไม่มี "ตัวตนของเรา" มารองรับ อุปาทานทั้ง 4 ชนิดก็พังทลายลง เพราะไม่มีที่ให้เกาะเกี่ยวอีกต่อไป
ข้อคิดท้ายบทความ: อุปาทานคือการแบกหินก้อนใหญ่ที่ชื่อว่า "สมมติ" ไว้บนบ่า การดับอุปาทานด้วยแก่นมรรค ไม่ใช่การทำลายหินก้อนนั้นทิ้งไปจากโลก แต่คือการใช้ปัญญาดูจนรู้แจ้งว่า หินก้อนนั้นเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ ไม่ใช่ของเรา และไม่มีตัวเราไปแบก... เมื่อปัญญาแจ้งจริง จิตจะวางหินก้อนนั้นลงเองอย่างเบาสบาย
ผลลัพธ์ของ...ตัณหาและอุปาทาน...
เกิดวงจรการเวียนว่ายตายเกิดแบบต่อเนื่อง(ซ้ำแล้วซ้ำอีก)เป็น....กิเลส(เหตุปัจจัย) => กรรม(ปรุงแต่ง) => วิบาก( ผล )
เกิด ภพ => ชาติ => ชรามรณะ.....ซ้ำแล้วซ้ำอีก( วนซ้ำ )หรือ เกิดทุกข์ซ้ำซากในปัจจุบันและอนาคต
กิเลส คือ สภาพธรรมที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่บริสุทธิ์ เป็นความรู้สึกฝ่ายต่ำที่เร้าให้ทำความชั่วทั้งทางกาย วาจา และใจ โดยหลักๆ คือตัวเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์และความยึดมั่นถือมั่น
ตัณหา คือ กิเลสอีกตัวหนึ่งในบรรดากิเลสหลายๆตัว( หยาบ กลาง ละเอียด )
เกิดวงจรวัฏฏสงสาร(ทุกข์วนซ้ำ) ตัณหา => อุปาทาน => ภพ => ชาติ => ชรามรณะ........( กองทุกข์ทั้งปวง )
จาก “อยาก” ถึง “ยึด” :
ผลลัพธ์กัดกินใจมนุษย์ และทางหลุดพ้นด้วยแก่นมรรค
เมื่อ ตัณหา (ความทะยานอยาก) ทำงานร่วมกับ อุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) กระบวนการนี้จะสร้างกรงขังที่มองไม่เห็นขึ้นมาครอบงำจิตใจมนุษย์ เปลี่ยนจากจิตที่เคยอิสระตามธรรมชาติ ให้กลายมาเป็นทาสของสมมติโลกอย่างสิ้นเชิง
1. ผลลัพธ์ของการเกิดตัณหาและอุปาทานต่อมนุษย์
เมื่อจิตปล่อยให้ตัณหาและอุปาทานเข้าครอบงำ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แค่ในตำรา แต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ในทุกมิติ ดังสภาวะต่อไปนี้:
-
สูญเสียความสงบเย็นในปัจจุบันขณะ (สูญเสียภาวะปกติ): ตัณหาจะคอยผลักดันให้จิตวิ่งไปหาอนาคต (อยากมี อยากเป็น) หรือดิ้นรนหนีอดีต (ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ส่วนอุปาทานก็จะเข้าไปจับยึดอารมณ์นั้นไว้ ทำให้มนุษย์ไม่เคยสัมผัสกับความสุขอันเรียบง่ายในปัจจุบันขณะเลย
-
ติดลูปในกงล้อแห่งความผิดหวัง (โลกธรรม 8): เมื่อยึดมั่นในสมมติว่ามีตัวตนจริง มนุษย์ย่อมต้องเผชิญกับความหวั่นไหวเมื่อโลกเปลี่ยนไป ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ยศ-เสื่อมยศ นินทา-สรรเสริญ สุข-ทุกข์ ยิ่งอยากและยึดมาก เท่ากับยิ่งเปิดพื้นที่ให้ความทุกข์เข้ามาเหยียบย่ำใจมากเท่านั้น
-
เกิดอาการ "สำคัญมั่นหมายในตนเอง" (สร้างตัวกู-ของกู): นี่คือผลลัพธ์ที่ร้ายแรงที่สุด อุปาทานจะบิดเบือนธรรมชาติ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" อยู่จริงๆ เมื่อมีตัวเรา จึงเกิดความเห็นแก่ตัว การแก่งแย่งชิงดี การปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม
-
จิตทำงานผิดธรรมชาติ (บิดเบือนธรรมชาติ): แทนที่จิตจะทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้รู้" ตามธรรมชาติ (ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์) ตัณหาและอุปาทานกลับเข้าไปปรุงแต่งให้จิตกลายเป็น "ผู้แบกรับ" แบกทั้งความสุขที่กำลังจะหายไป และแบกทั้งความทุกข์ที่ไม่อยากให้อยู่
2. วิธีดับตัณหาและอุปาทานด้วยแก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา)
การดับตัณหาและอุปาทานที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับจิตไม่ให้อยาก หรือการกดข่มใจไม่ให้ยึด (เพราะความอยากละวาง ก็คือตัณหาอีกรูปแบบหนึ่ง) แต่คือการใช้เครื่องมือของ "แก่นมรรค" เข้าไปเรียนรู้กายและใจตามความเป็นจริง เพื่อให้จิตเห็นแจ้งแล้ว "คลายความหลงผิด" ไปเองตามธรรมชาติ:
1. สติ (ระลึกรู้ — ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมที่มโนผัสสะ)
-
ภาคปฏิบัติ: เมื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจ มีการกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) แล้วเกิดความรู้สึกซาบซ่านเป็นสุขหรือบีบคั้นเป็นทุกข์ (เวทนา) ให้ใช้สติเข้าไประลึกรู้เท่าทันอาการของจิตใน "ปัจจุบันขณะ" ทันที
-
กลไกการดับ: สติจะทำหน้าที่ "ละนันทิ" (ละความเพลิน) ไม่ปล่อยให้จิตจมแช่ในความถูกใจหรือขัดใจ เมื่อสติคอยตัดกระแสความเพลิน วงจรของสังขารปรุงแต่งที่จะพัฒนาจากเวทนาไปเป็นตัณหาก็จะขาดลง ทันทีที่ตัณหาดับ อุปาทานที่จะเกิดสืบเนื่องก็ไม่มีโอกาสได้ก่อตัว
2. สมาธิ (ตั้งมั่น — เป็นผู้ดู ไม่กระโดดไปเป็นผู้เล่น)
-
ภาคปฏิบัติ: ฝึกจิตให้ตั้งมั่นอย่างถูกวิธี (สัมมาสมาธิ) รักษาภาวะจิตให้อยู่ในความปกติธรรมดา (ปกติที่ไม่ปรุงแต่ง) เป็นเพียง "ผู้สังเกตการณ์" หรือเป็น "ผู้ดู" ที่ทรงพลัง
-
กลไกการดับ: เมื่อตัณหาหรือความอยากโผล่ขึ้นมาจู่โจม จิตที่มีสมาธิจะไม่กระโดดลงไปร่วมวงไพบูลย์ ไม่วิ่งตามความอยาก และไม่พยายามผลักไสความไม่อยาก กำลังของสมาธิจะทำให้จิตแยกตัวออกจากอารมณ์ คอยเฝ้าดูความดิ้นรนนั้นแปรปรวนและดับไปเอง โดยที่อุปาทานไม่สามารถเข้าไปจับยึดอารมณ์นั้นมาเป็นตัวตนได้
3. ปัญญา (เห็นแจ้ง — ตีแผ่สมมติ ถอนรากอนัตตา)
-
ภาคปฏิบัติ: ใช้ "โยนิโสมนสิการ" (การคิดพิจารณาอย่างแยบคาย) มองลึกลงไปในขันธ์ 5 หรือสภาวะธรรมที่กำลังปรากฏ เพื่อแยกแยะและ "ตีแผ่สมมติ" ออกให้เห็นสัจจะความจริง
-
กลไกการดับขั้นสูงสุด: ปัญญาจะเข้ามาฉีกหน้ากากของสมมติโลกออกทั้งหมด จนเห็นแจ้งชัดตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ของเรา หรือสิ่งที่เรากำลังอยากและยึดอยู่นั้น แท้จริงแล้วไม่มีอยู่จริง มันเป็นเพียงธรรมแต่ละธรรมที่กำลังทำกิจของธรรมชาติ ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ (ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา)
-
ผลลัพธ์สูงสุด: เมื่อปัญญาญาณเห็นแจ้งว่า "ทุกธรรมรวมถึงจิตเป็นอนัตตา" (ไม่มีตัวตนที่แท้จริงให้ยึด) จิตจะคลายความสำคัญมั่นหมายในตนเองลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อปัญญาตีแผ่สมมติจนหมดสิ้นแล้ว ความหลงผิด (อวิชชา) ก็ดับลง ตัณหาและอุปาทานจึงพังทลายลงอย่างถาวร เพราะไม่มี "ตัวกู" ไปรองรับความอยาก และไม่มี "ของกู" ให้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป
ตัณหาและอุปาทานเปรียบเสมือนเงาร้ายที่คอยหลอกหลอนใจมนุษย์ ตราบใดที่เรายังหลงคิดว่าเงาเป็นสิ่งมีตัวตน เราย่อมเหนื่อยล้าจากการวิ่งหนีหรือไขว่คว้า... แต่เมื่อเราใช้ สติ สมาธิ และปัญญา ส่องสว่างเข้าไปดูจนเห็นความจริงว่าเงาก็เป็นเพียงเงา เป็นธรรมธรรมชาติที่ว่างเปล่าจากตัวตน จิตย่อมคลายความยึดมั่น วางแบกลง และคืนสู่ความสงบเย็นอันเป็นนิพพานในปัจจุบันขณะ