คู่มือในการใช้ชีวิตบนโลกสมมติอย่างผู้ชนะ (ชนะกิเลสตัวเอง)



พระพุทธเจ้าได้ประทาน แก่นมรรค (สติ สมาธิ ปัญญา) มาเป็นคู่มือในการใช้ชีวิตบนโลกสมมติอย่างผู้ชนะ (ชนะกิเลสตัวเอง) ไว้เรียบร้อยแล้ว รอเพียงแค่ผู้ใดจะนำไปใช้ปฏิบัติจริงให้เป็นรูปธรรมในชีวิตจริงเท่านั้น
ใช้สติ-สมาธิ-ปัญญา( แก่นมรรค ) มาพลิกชีวิตจากผู้แพ้สมมติ เป็นผู้เหนือโลกสมมติ"
คู่มือในการใช้ชีวิตบนโลกสมมติอย่างผู้ชนะ (ชนะกิเลสตัวเอง หรือ ชนะอกุศเจตสิก)
ด้วยการ...สร้างและฝึกฝน วิชชา เพื่อให้ อวิชชาดับลงให้มากที่สุดไปถึงดับสนิทในที่สุดของชีวิตบนโลก
((( อยู่อย่างผู้มี..วิชชา(ปัญญา) กดดูที่นี่..)))

ใช้ แก่นมรรค ทำลาย... อัตตา อัตตนิยะ... และ... สมมติ...ลงทั้งหมด แล้ว ใจจะไม่มีทุกข์

ในวันที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน หากเราไม่มีเครื่องมือ 3 อย่างนี้( สติ สมาธิ ปัญญา) เราจะกลายเป็นเพียง "หุ่นเชิด" ที่ถูกกิเลสชักใยให้วิ่งรนหาที่ตายไปวันๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด พระพุทธเจ้าเตือนสติให้มนุษย์หยุดวิ่งอย่าให้มากจนเกินความพอดี ทุกวันนี้ทุกๆคนต่างสู้กับกิเลสและอาสวะทั้งหลายที่มันนอนนิ่งมาตั้งแต่เราเกิด โดยที่เราไม่รู้ตัว พระพุทธเจ้าท่านจึงได้สอนให้เรารู้ความจริงของกิเลสเหล่านี้ เพื่อไม่ต้องไปทนทุกข์ทรมานตกเป็นเครื่องมือของมันตลอดกาล ด้วยการสอนให้ใช้ธรรมที่ธรรมชาติให้ติดตัวทุกๆคนมาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงปัจจุบัน เราไม่ต้องซื้อหา แต่มันให้ประโยชน์ต่อตัวท่านมหาศาล ไปดูธรรมข้อแรกเลย
 
1. สติ (Mindfulness): "เบรก" เตือนสติให้ระลึกรู้ตัวก่อนจะบ้าสติแตก ไม่ว่าจะทำสิ่งใดๆก็ตาม สติต้องมาก่อนเสมอ

ปัญหา: มนุษย์ยุคนี้ "สติแตก" เพราะผัสสะ(สัมผัส สิ่งที่มากระทบใจ)มันมีมากในแต่ละวัน เมื่อมันมากระใจก็เกิดมโนผัสสะ (ความคิด) มันลากไปเร็วมาก จนตั้งสติแทบไม่ทัน เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนสติมา แค่เห็นรูปคนอื่นในโซเชียล ใจก็ปรุงแต่งจนเป็นทุกข์ไปครึ่งวันแล้ว

การใช้สติแก้ปัญหา: ฝึกฝนสติอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องให้เหมือน "ยามเฝ้าประตู" เมื่อมีการกระทบ (ผัสสะ) ให้มีสติรู้ทันทีว่า "ความอยากเกิดแล้วนะ" หรือ "ความน้อยใจเกิดแล้วนะ" หรือ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว สติจะเป็นเครื่องกลั่นกรองเพื่อไม่ให้แสดงพฤติกรรมที่ผิดๆออกมา

ผลลัพธ์: สติจะทำหน้าที่ "ตัดวงจรนันทิ" ไม่ให้เราเพลินไปกับอารมณ์ต่างๆ จนลืมตัวไป ทำให้เกิดผิดพลาดติดตามมาในภายหลัง(ทุกข์)
 
2. สมาธิ (Concentration): "ฐาน" ที่มั่นคงในพายุอารมณ์ ไม่หวั่นไหวต่อแรงผัสสะที่มากระทบจิต

ปัญหา: จิตที่ไม่มีสมาธิคือจิตที่ "ร่อนเร่" ไหลไปตามกระแสโลก ใครว่าดีก็วิ่งตาม ใครด่าก็เจ็บปวด เหมือนใบไม้ที่ถูกลมพัดปลิวไปมา

การใช้สมาธิแก้ปัญหา: ฝึกสมาธิไม่ใช่แค่การนั่งหลับตาเท่านั้น แต่คือการมี "ความตั้งใจมั่นในหน้าที่" (ปกติ) ในขณะทำงานหรือหาเลี้ยงชีพ ให้ใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ในขณะนั้น ไม่วอกแวกไปเปรียบเทียบกับใคร นี่คือ สมาธิที่แท้จริง

ผลลัพธ์: เมื่อใจมีฐานที่มั่นคง ความบ้าระห่ำที่จะไปไขว่คว้าสมมตินอกตัวจะลดลง(กิเลสลด) เพราะใจมัน "อิ่ม" อยู่กับความสงบภายในแล้ว
 
3. ปัญญา (Wisdom): "แสงสว่าง" ที่หงายสมมติออกทั้งหมด เพราะโลกใบนี้เต็มไปด้วยสมมติทั้งนั้น

  สมมติ = ไม่ใช่ของจริง

สมมติเป็นเพียงมายาชั่วคราวเท่านั้นที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมาตามความอยากของกิเลส

ปัญหา: เราทุกข์เพราะเรา "โง่ในสมมติ" เราเชื่อจริงๆ ว่าเงินคือความสุข เราเชื่อจริงๆ ว่าคำด่าคือตัวเรา(คำสอนของหลวงพ่อพุทธทาส)

การใช้ปัญญาแก้ปัญหา: ใช้ปัญญา(วิชชา)พิจารณาให้เห็นตามจริง (โยนิโสมนสิการ คือ การพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน) ว่าทุกสิ่งที่ประดังเข้ามาล้วนเป็น "อนิจจัง" (ไม่เที่ยง) และเป็น "อนัตตา" (ไม่ใช่เรา) ทุกๆอย่างรอบตัวของเรามีแต่สิ่งสมมติทั้งนั้น(สมมติบัญญัติ)

ในการหาเงิน: ปัญญาจะบอกว่า "จงหาเงินด้วยความฉลาด (Logic) แต่อย่าหาด้วยความโลภ" เพราะทุกข์จะติดตามมาในภายหลัง

ในการใช้ชีวิต: ปัญญาจะบอกว่า "มีเท่านี้ก็อยู่ได้แล้ว (พอเพียง) ส่วนที่เหลือคือภาระ" มีมากเกินไปก็เป็นทุกข์ใจ

ผลลัพธ์: ปัญญาจะทำให้เราเห็นช่องทางในการเลี้ยงชีพที่สุจริตและยั่งยืน โดยไม่เอาชีวิตไปแลกกับเศษขยะของสมมติที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

บทสรุปสำหรับผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์แบบปุถุชนด้วยแก่นมรรค( สติ สมาธิ ปัญญา ):

"สติทำให้เรารู้ตัว... สมาธิทำให้เรานิ่งพอ... และปัญญาทำให้เราตาสว่าง"

มนุษย์ที่ใช้ แก่นมรรค ในการหาเลี้ยงชีพ จะเป็นมนุษย์ที่รวยที่สุด ไม่ใช่รวยเพราะมีเงินมากที่สุด แต่รวยเพราะ "ต้องการน้อยที่สุด" และมีความสุขที่ยั่งยืนที่สุดท่ามกลางความวุ่นวายของโลกที่ระห่ำอยู่กับกิเลสตัณหาแบบไม่สิ้นสุด

 
1.หยุดดู (สติ) มีสติในทุกๆครั้ง ก่อนทำการใดๆด้วยการพิจารณาระลึกรู้อย่างรอบคอบ

2.ตั้งหลัก (สมาธิ) จิตนิ่งมีสมาธิ จะมองเห็นความจริง

3.คิดให้แตก (ปัญญา) ใครครวญอย่างรอบด้าน คิด(ด้วยปัญญา) วิเคราะห์(ด้วยโยนิโสมนสิการ) แยกแยะ(ด้วยวิภัชวาท)

"โลกสมมติคืออะไร? : มนุษย์จับเอา ดิน น้ำ ลม ไฟ มาอุปโลกน์(สมมติ)เป็น โลก
เข้าใจมายาทางตา เพื่อพบความสุขทางใจ"

ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำว่า "โลกสมมติ" อยู่บ่อยครั้ง แต่ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่หลังคำนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่าง "เบาสบาย" มากขึ้น ทำให้ไม่หลงคกว่า...สมมติ....ต้องพยายามเข้าใจคำนี้ให้ดี แล้วชีวิตจะเบาและสบายขึ้นทันที

1. โลกสมมติ(โลก+สมมติ) คือ "ข้อตกลง" ของสังคมร่วมกันของมนุษย์

โลกสมมติไม่ใช่สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันคือสิ่งที่มนุษย์ "อุปโลกน์" หรือ สมมติ หรือ "ตกลงร่วมกัน" ขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสารและจัดระเบียบสังคม ถ้าเราไม่มีปัญญา(วิชชา)ก็จะหลงไปตาม การสมมติ นั้นๆจนนำมาซึ่งทุกข์ให้กับชีวิตของเรา(คิดดูให้ดีๆแล้วจะเห็นความจริง)

ตัวอย่าง: กระดาษแผ่นหนึ่ง เราสมมติเรียกมันว่า "ธนบัตร"หรือ เงิน และตกลงกันว่ามันมีมูลค่า 1,000 บาท ความเป็นกระดาษก็เป็นชื่อ สมมติ และความเป็นเงินคือ "สมมติ"จึงเป็น สมมติบัญญัติ ที่มนุษย์ยอมรับร่วมกัน ทั้งที่จริงๆแล้ว วัตถุสิ่งของทุกๆชนิดที่จับต้องได้ ล้วนมาจากการปรุงแต่งของ...ดิน น้ำ ลม ไฟ...ทั้งสิ้น หนีไม่พ้นจากนี้ ไม่ว่า บ้าน รถยนต์ เงินทอง ฯลฯ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็น อนิจจัง(ไม่เที่ยงแท้และแน่นอน) ทุกขัง(แปรปรวนและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆเพราะถูกแรงบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีตัวตนที่เป็นอมตะ บังคับควบคุมไม่ได้) นี่คือ ความจริงของสิ่งที่ได้ชื่อว่า...สมมติ...

ชื่อและตำแหน่ง: ชื่อ นาย ก. นาย ข. หรือตำแหน่ง ประธาน ผู้จัดการ เป็นสิ่งที่เราตกลงกันไว้เพื่อเรียกขานและแบ่งหน้าที่ แต่ภายใต้ชื่อเหล่านั้น เราทุกคนคือ "ธรรมชาติ" ที่ประกอบด้วยกายและใจเหมือนกัน ล้วนมาจากการปรุงแต่งทั้งสิ้น(ทั้งรูปกายและจิตใจ)ไม่จีรังและยั่งยืนใดๆ วันหนึ่งก็ต้องดับสลายไปตามธรรมชาติ เหมือนกรณี...ดิน น้ำ ลม ไฟ..เปลี่ยนรูปไปเป็น พลังงาน นั่นเอง เพราะมนุษย์ก็มาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ..เหมือนวัตถุอื่นๆ เพียงแต่เหตุปัจจัยการปรุงแต่งที่แตกต่างกันออกไป จึงมีรูปร่างที่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ท่านรู้หรือไม่ว่า มนุษย์กับต้นไม้ รถยนต์ บ้าน เงินทอง มีต้นกำเนิดมาจาก...ดิน น้ำ ลม ไฟ...เหมือนกันทั้งสิ้น เห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อทั้งหมดถูกทำลายและเผาจนเหลือแต่...ดิน น้ำ ลม ไฟ....นี่คือ ความจริงของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา ดูให้ดีๆ พิจารณาให้ดีๆ แล้วจะเห็นความจริงโผล่มาเรื่อยๆ

2. ทำไมเราต้องมีโลกสมมติ?

หากไม่มีสมมติ มนุษย์จะไม่สามารถสื่อสารหรืออยู่ร่วมกันได้เลย เราต้องมีชื่อเพื่อให้รู้ว่าคุยกับใคร เราต้องมีระเบียบวินัยและกฎหมายเพื่อให้สังคมสงบสุขอยู่ร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา นาย ก. นาง ข. รถ บ้าน น้ำ ไฟ เงิน ทอง ฯลฯ ทั้งหมดเป็น...สมมติบัญญัติ....ทั้งนั้น

ประเด็นสำคัญ: สมมติไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันคือ "เครื่องมือ" ที่ใช้เพื่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพื่อสื่อสารกันให้เข้าใจ

3. จุดเริ่มต้นของความทุกข์: เมื่อเรา "อิน" กับสมมติมากเกินไป( ยึดเอาสมมติ )

ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากตัวสมมติเอง แต่เกิดจากการที่จิตของเรา "หลงลืม"(มีอวิชชา) แล้วเข้าไปยึดถือว่าสมมตินั้นคือความจริงแท้แน่นอน
เมื่อเรายึดว่าตำแหน่งคือ ตัวเรา (อัตตา): พอเสียตำแหน่งไป เราจึงเสียใจแทบบ้า เมื่อเรายึดว่าสมบัติคือ ของของเรา (อัตตนิยะ): พอของหาย เราจึงรู้สึกเหมือนใจจะขาด หรือถูกไล่ออกจากตำแหน่งเป็นทุกข์หนักแทบอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่โง่เขลามากๆ

ความจริงคือ: เรากำลังเอาใจไปผูกไว้กับ "ข้อตกลงชั่วคราวหรือสมมติ" ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงและสลายไปตามกาลเวลา ต้องเข้าใจก่อนว่า สมมติ = ไม่ใช่เรื่องจริง  มันเป็นเพียงสมมติกันขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น ยกเลิกเมื่อใด สมมติก็ดับลงเมื่อนั้นทันที

4. อยู่กับสมมติอย่างไร... ไม่ให้เป็นทุกข์? ( ไม่ยึดติดสมมติ )

การเข้าใจโลกสมมติ ไม่ใช่การหนีโลก หรือไม่ทำมาหากินใดๆเลย แต่คือการ "อยู่กับสมมติด้วยปัญญา" แยกแยะสมมติกับความจริงได้

รู้เท่าทันทุกๆสมมติ: ให้รู้ว่านี่คือบทบาทที่เราต้องเล่น นี่คือหน้าที่ที่เราต้องทำไปตามที่ตกลง(สมมติ)กันไว้

ใช้สมมติเป็นแต่ไม่ยึด: ใช้เงินเพื่อเลี้ยงชีพ ใช้ตำแหน่งเพื่อสร้างประโยชน์ แต่ในใจต้องเตือนตัวเองเสมอว่า "นี่คือของยืมโลกมาเพียงชั่วคราว"

กลับสู่ความปกติ: เมื่อไหร่ที่เริ่มเหนื่อยหรือล้าจากการรบกับโลกภายนอก(โลกสมมติ) ให้กลับมาหาความจริงภายใน คือลมหายใจและความรู้สึกตัวที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นความจริงที่ไม่เคยต้องสมมติขึ้นมา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือ สัจธรรมหรือกฎแห่งความจริงของธรรมชาติ


บทสรุป:

"โลกสมมติเหมือนละครฉากหนึ่ง เรามีหน้าที่เล่นไปตามบทให้ดีที่สุด แต่จงอย่าลืมว่าเมื่อปิดม่านลง... เราก็แค่กลับคืนสู่ธรรมชาติที่ว่างเปล่าและสงบเย็น จงอย่าไปยึดติดในสมมติของโลก แล้วใจจะเบาและสว่างไสว ไม่มีภาระที่ต้องแบกสมมติให้เป็นทุกข์"

ตีแผ่ "โลกสมมติ":

 เจาะลึกมายาที่ครอบงำใจ และวิถีแห่งการอยู่เหนือโลก 

เราทุกคนเกิดมาในโลกที่เต็มไปด้วย "ชื่อเรียก" และ "ตราประทับ" จนเราหลงลืมไปว่า ก่อนที่เราจะมีชื่อ ก่อนที่เราจะมีฐานะ และก่อนที่เราจะมีตัวตน... เราคือความปกติของธรรมชาติ มาจากธรรมชาติ(พ่อและแม่) มนุษย์ก็คือธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
มนุษย์(ขันธ์ 5)ประกอบไปด้วย....ร่างกาย + จิตใจ
แยกมนุษย์ดู ร่างกาย ก็คือ ส่วนที่เป็น รูป  จิตหรือใจ ก็คือ ส่วนของ...วิญญาณ(การรับรู้)
ภาพเต็มของมนุษย์ในบริบทของพุทธศาสนา จะประกอบไปด้วย...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ..หรือขันธ์ 5 นั่นเอง
แยกแต่ละขันธ์ออกมาจากกัน จะเห็นได้ว่า ไม่มีส่วนใดที่เป็น เรา มีแต่ธรรมและธรรมที่รวมตัวกันเป็นมนุษย์เท่านั้น
 

1. โลกสมมติคืออะไร? (The Definition of Illusion) 

โลกสมมติ คือสิ่งที่มนุษย์ "สมมติขึ้น" หรือ "ตกลงกัน" (Social Convention) เพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไปได้อย่างสะดวก

สมมติทางวัตถุ: กระดาษสีๆ ที่เราเรียกว่า "เงิน", ที่ดินที่เป็นเพียงพื้นผิวโลกแต่เราแบ่งเส้นขีดคั่นแล้วเรียกว่า "โฉนด"

สมมติทางบุคคล: ชื่อ-นามสกุล, ยศ, ตำแหน่ง, ความเป็นพ่อ แม่ ลูก หัวหน้า ลูกน้อง

สมมติทางอารมณ์: ความสวย ความหล่อ ความรวย ความจน (ซึ่งมาตรฐานแต่ละยุคไม่เคยเหมือนกัน) 

ความจริงที่ถูกตีแผ่: หากมนุษย์ทุกคนบนโลกหายไปพร้อมกัน เงินจะกลายเป็นเพียงเศษกระดาษ ตำแหน่งจะกลายเป็นเพียงอากาศธาตุ และโฉนดจะกลายเป็นเพียงแผ่นแปะผนัง เพราะ "สมมติ" ดำรงอยู่ได้ด้วยการที่จิตมนุษย์ไปให้ค่ากับมัน(สิ่งสมมติ)เท่านั้น 

2. กลไกการ "ติดกับดัก" (The Trap of Attachment) สมมติ(ไม่ใช่ของจริง)

ทำไมเราถึงทุกข์กับสมมติ ทั้งที่รู้ว่ามันคือเรื่องสมมติ? ไม่ใช่ของจริง นั่นเป็นเพราะกลไกของจิตที่ทำงานผิดพลาด 3 ขั้นตอนดังนี้:

1.การนิยาม (Labeling): เมื่อตาเห็นรูป จิตจะรีบใส่ "ชื่อ" ทันที เช่น "นี่คือรถหรู"

2.การให้ค่า (Valuing): เมื่อมีชื่อแล้ว จิตจะใส่ "มูลค่า" ลงไปว่า "นี่คือสิ่งที่ทำให้ฉันดูดี"

3.การยึดถือ (Identity): ขั้นตอนสุดท้ายคือการดึงสมมตินั้นมาเป็น "อัตตนิยะ" (ของของกู) เมื่อรถถูกขีดข่วน ใจเราจึงรู้สึกเหมือนถูกกรีด เพราะเราไปสวมทับตัวเองลงในสมมตินั้นเสียแล้ว เลยทุกข์ใจกับการเข้าไปยึดใน สมมติ นั้นๆ

3. ตีแผ่สมมติในชีวิตประจำวัน (Deconstructing Daily Life) 

ลองมองย้อนดูความเข้าใจผิดๆลุ่มหลงที่เรากำลังแบกทุกข์และภาระกันอยู่: 

สมมติเรื่องความสำเร็จ: เรายอมอดนอน เสียสุขภาพ เพื่อสะสม "ตัวเลขในบัญชี" และ "คำชื่นชม" ซึ่งเป็นเพียงกระแสไฟฟ้าในสมองของคนอื่น

สมมติเรื่องความขัดแย้ง: เราทะเลาะกันเพียงเพราะ "ความเห็น" ไม่ตรงกัน ทั้งที่ความเห็นก็คือสังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาจากข้อมูลที่แต่ละคนได้รับมาไม่เท่ากันเท่านั้น

สมมติเรื่องตัวตน: เราพยายามรักษา "ภาพลักษณ์" ในโลกสมมติ ทั้งที่ตัวตน(อัตตา)นั้นไม่มีอยู่จริง มีแต่สิ่งสมมติที่อยู่รอบๆตัวเรา และสิ่งสมมติเหล่านี้ วันใดวันหนึ่งก็ต้องดับสลายไปตามเหตุปัจจัยของมัน เหมือนกรณีร้ายกายของเรา วันหนึ่งก็ต้องดับลงเหมือนกันกับวัตถุอื่นๆ 

4. อยู่กับสมมติด้วย "วิชชา" (Living with Wisdom) 

การตีแผ่โลกสมมติ ไม่ใช่การให้เลิกทำมาหากิน หรือเลิกมีบทบาทในสังคม แต่คือการ "เล่นละครตามบทโดยไม่หลงบท(สมมติ)"

บทบาทภายนอก: เป็นประธาน เป็นพนักงาน เป็นพ่อ เป็นแม่ ทำให้ดีที่สุดตามเหตุปัจจัย (สติ-สมาธิ-ปัญญา)

ความจริงภายใน: ในใจต้องมีคำว่า "มันก็แค่นั้น" หรือ "ตถาตา" (มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง) กำกับไว้เสมอ อย่าหลงผิด

ผลลัพธ์: เมื่อเราไม่ยึดว่าบทละครคือตัวเราจริงๆ เวลาบทละครเปลี่ยนไป (เช่น เกษียณอายุ, ธุรกิจล้ม, คนรักจากไป) เราจะเสียใจแต่ไม่เสียศูนย์ เพราะเรามี "บ้านที่แท้จริง" คือความสงบจากภายในจิตที่ไม่ต้องอาศัยสมมติ( แยกแยะสมมติเป็น )เราจะพบกับความโล่งใจ ว่าง สงบขึ้น 

บทสรุปสำหรับผู้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลากับคำว่า...สมมติ...: 

"เราไม่อาจหนีไปจากโลกสมมติได้ ตราบใดที่กายนี้ยังไม่ดับ... แต่เราสามารถหนีจาก 'ความทุกข์ในโลกสมมติ' ได้ ด้วยการมองเห็นว่าทุกสิ่งที่มือเรากำลังถืออยู่นั้น... แท้จริงแล้วไม่มีอะไรที่เป็นเรา และไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย"
คือ การแยกแยะให้เป็น และให้ออกจากสมมมติ อย่าไปยึดใน สมมติ ให้มากจนเกินไป เพราะจะทำให้ใจเป็นทุกข์

 
Visitors: 5,705